ไอแซก เมอเร—ให้คำพูดของคุณเป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ (โคโลสี 4:6)
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้00:00:03
00:00:03
อยู่ที่โคโลสี 4:6 00:00:06
00:00:06
ซึ่งบอกเราว่า 00:00:07
00:00:07
คำพูดของเราควรเป็นแบบไหนเสมอ 00:00:10
00:00:10
ที่นั่นบอกว่า 00:00:11
00:00:11
“ให้คำพูดของพวกคุณ00:00:13
00:00:13
เป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ00:00:14
00:00:14
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ” 00:00:16
00:00:17
เราจะคุยกัน 3 คำถามเหล่านี้ครับ 00:00:20
00:00:20
คำถามแรก 00:00:21
00:00:21
คำพูดที่กรุณาคืออะไร?00:00:24
00:00:24
อย่างที่ 2 00:00:26
00:00:26
ทำไมคำพูดที่กรุณาถึงสำคัญมาก?00:00:31
00:00:32
อย่างที่ 3 00:00:33
00:00:33
เราจะฝึกใช้คำพูดที่กรุณาได้ยังไง? 00:00:37
00:00:38
คำถามแรก คำพูดที่กรุณาคืออะไร?00:00:41
00:00:42
คำว่า “กรุณา” มีความหมายพิเศษ 00:00:46
00:00:47
เปาโลใช้คำนี้ในภาษากรีก00:00:50
00:00:50
มากกว่า 100 ครั้งในจดหมายของเขา 00:00:53
00:00:54
แล้วคำนี้มันพิเศษยังไงครับ?00:00:56
00:00:58
คำนี้ในภาษากรีกยังแปลอีกอย่างว่า 00:01:01
00:01:01
“ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่” 00:01:04
00:01:04
บางครั้งก็มีการแปลคำนี้ว่า 00:01:07
00:01:07
‘ของขวัญที่ให้ด้วยความกรุณา’ 00:01:09
00:01:09
ดังนั้น เราอาจแปลข้อคัมภีร์นี้ได้ว่า 00:01:12
00:01:12
“ให้คำพูดของคุณ00:01:14
00:01:14
เป็นของขวัญที่ให้ด้วยความกรุณา” 00:01:16
00:01:17
เราอาจเปรียบเทียบข้อนี้กับคำพูดของเปาโล 00:01:20
00:01:20
ในหนังสือเอเฟซัสบท 4 00:01:23
00:01:24
เอเฟซัส 4:29 00:01:27
00:01:27
ส่วนที่ 2 ข้อนั้นบอกว่า 00:01:30
00:01:32
“ให้พูดแต่สิ่งดีๆ 00:01:34
00:01:34
ซึ่งให้กำลังใจคนที่ต้องการกำลังใจ 00:01:38
00:01:38
เพื่อให้คนฟังได้รับประโยชน์” 00:01:41
00:01:42
ขอสังเกตว่า เขาพูดอะไรในส่วนแรกของข้อนี้ 00:01:46
00:01:46
“อย่าให้คำหยาบคาย00:01:49
00:01:49
ออกมาจากปากพวกคุณ” 00:01:52
00:01:52
คำว่าหยาบคายในภาษาเดิมแปลว่า ‘เน่า’ 00:01:55
00:01:56
นี่ทำให้เรานึกถึง 00:01:57
00:01:57
อาหารเน่าเสีย00:01:59
00:01:59
ที่อยู่ในตู้เย็นของเรา 00:02:01
00:02:01
เมื่อดูภายนอกก็ไม่รู้ว่ามันเสียแล้ว 00:02:04
00:02:04
แต่พอเปิดฝา00:02:05
00:02:06
ก็มีกลิ่นเหม็นออกมา 00:02:08
00:02:08
คุณหันหน้าหนีแทบไม่ทัน 00:02:10
00:02:10
ก็เลยรีบปิดผา00:02:12
00:02:12
แล้วเอาไปทิ้งให้เร็วที่สุด 00:02:14
00:02:16
ขอคิดถึงตอนที่คุณคุยกันกับเพื่อนสนิท 00:02:20
00:02:21
คุณหวังว่าจะได้ฟังคำพูดดีๆ
ที่ให้กำลังใจจากเขา 00:02:25
00:02:26
แต่คุณกลับได้ยินคำพูดที่วิพากษ์วิจารณ์ 00:02:30
00:02:30
พูดไม่ดี พูดในแง่ลบเกี่ยวกับคนอื่น 00:02:33
00:02:33
หรือการจัดเตรียมบางอย่างขององค์การ 00:02:37
00:02:37
คุณรู้สึกผิดหวังเลยใช่ไหม?00:02:39
00:02:39
มันเหมือนคุณได้กลิ่นอาหารเน่า 00:02:42
00:02:42
แต่คุณหันหน้าหนีไม่ได้ 00:02:43
00:02:44
เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้น 00:02:46
00:02:46
เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปนินทาคุณแทน 00:02:49
00:02:50
แล้วคุณจะทำยังไงดี 00:02:51
00:02:51
คุณก็ค่อยๆ จบการพูดคุยนั้น 00:02:54
00:02:54
เหมือนเอาอาหารเน่าทิ้งไป 00:02:56
00:02:57
ผมมั่นใจว่า เราทุกคน 00:02:59
00:02:59
เคยได้ยินคำพูดที่ไม่ดี 00:03:01
00:03:01
หรือเราเองก็อาจเคยพูดในแง่ลบเกี่ยวกับคนอื่น 00:03:04
00:03:05
ตอนนี้ให้เราพูดถึงคำถามที่ 2 00:03:08
00:03:08
ทำไมคำพูดที่กรุณาถึงสำคัญมาก?00:03:13
00:03:13
ให้เรามาอ่านด้วยกัน00:03:15
00:03:15
ในยากอบบทที่ 3 บอกไว้ยังไง 00:03:17
00:03:18
ดูด้วยกันครับที่ยากอบ 3:6 ที่นั่นบอกว่า 00:03:23
00:03:23
“ลิ้นเป็นเหมือนไฟ 00:03:25
00:03:25
ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 00:03:28
00:03:28
ลิ้นเป็นศูนย์รวมความชั่วร้าย 00:03:32
00:03:32
เพราะมันทำให้ทั้งร่างกาย00:03:35
00:03:35
ด่างพร้อยและทำลายชีวิตคน 00:03:38
00:03:39
และก่อความพินาศ00:03:41
00:03:41
เหมือนเกเฮนนา” 00:03:43
00:03:44
แล้วใครจะรับโทษที่เกเฮนนา 00:03:46
00:03:47
ก็คือคนที่ใช้คำพูดที่ไม่ดี 00:03:50
00:03:50
พระเยซูก็พูดคล้ายๆ กัน 00:03:52
00:03:52
มาดูคำพูดของท่านในมัทธิวบท 12 ครับ 00:03:56
00:03:56
ในข้อ 36 00:03:58
00:03:59
มัทธิว 12:36 ท่านบอกว่า 00:04:03
00:04:05
“ผมจะบอกให้รู้ว่า 00:04:06
00:04:07
ในวันพิพากษา 00:04:10
00:04:10
ทุกคนต้องรับผิดชอบ 00:04:13
00:04:13
คำพูดไร้สาระทุกอย่างของตัวเอง 00:04:18
00:04:19
เราอาจจะคิดว่า 00:04:20
00:04:20
แต่พระยะโฮวาไม่ได้ตัดสินเรา
จากภายนอกไม่ใช่เหรอ?00:04:24
00:04:25
ก็จริงครับ 00:04:26
00:04:26
เพราะถ้าเราดูที่ข้อ 34 00:04:28
00:04:28
ในส่วนที่ 2 ของข้อ 34 บอกว่า 00:04:31
00:04:31
“เพราะว่าใจเต็มไปด้วยอะไร 00:04:34
00:04:34
ปากก็พูดอย่างนั้น” 00:04:36
00:04:37
ถึงแม้บางคนอาจจะพูดออกมาโดยไม่คิด 00:04:40
00:04:40
แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพูด00:04:43
00:04:43
ก็ออกมาจากใจของเขา 00:04:45
00:04:46
และพระยะโฮวาตัดสินคนเรา00:04:48
00:04:48
จากตัวตนจริงๆ ของเขา 00:04:51
00:04:51
และดูว่าคำพูดของเขาส่งผลกับคนอื่นยังไง 00:04:54
00:04:55
แน่นอน00:04:56
00:04:56
พระยะโฮวาเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา00:04:59
00:04:59
ในการใช้คำพูดที่กรุณา 00:05:02
00:05:02
ให้เรามาดูตัวอย่างหนึ่งที่เศคาริยาห์ 00:05:05
00:05:06
เศคาริยาห์บทที่ 1 ครับ00:05:08
00:05:09
ที่เศคาริยห์บทที่ 1 ในข้อ 12 00:05:13
00:05:13
เป็นตอนที่ทูตสวรรค์พูดกับพระยะโฮวา 00:05:16
00:05:16
ทูตสวรรค์องค์นี้เครียดมาก 00:05:18
00:05:18
เพราะดูเหมือนว่าผู้ต่อต้าน 00:05:21
00:05:21
ทำให้ชาวยิวไม่ได้นมัสการพระยะโฮวา00:05:24
00:05:24
ในวิธีที่ถูกต้อง 00:05:25
00:05:25
แต่กลับไปนมัสการเท็จ 00:05:28
00:05:28
ทูตสวรรค์เลยบอกในข้อ 12 ว่า 00:05:31
00:05:31
“พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ 00:05:34
00:05:34
เมื่อไรพระองค์จะเมตตาเยรูซาเล็ม00:05:37
00:05:37
กับเมืองต่างๆ ของยูดาห์เสียที?00:05:39
00:05:40
พระองค์โกรธพวกเขามา 70 ปีแล้ว” 00:05:43
00:05:44
และดูต่อในข้อ 13 บอกว่า 00:05:47
00:05:47
“พระยะโฮวาตอบทูตสวรรค์ที่พูดกับผม 00:05:50
00:05:51
พระองค์พูดอย่างอ่อนโยนและปลอบใจเขา” 00:05:55
00:05:55
เราไม่รู้ว่าพระยะโฮวาพูดอะไรบ้าง 00:05:58
00:05:58
แต่ที่แน่ๆ 00:06:00
00:06:00
เรารู้ว่าพระยะโฮวาพูดด้วยความกรุณา 00:06:03
00:06:04
ตอนนี้เราจะคุยกันในคำถามที่ 3 ครับ 00:06:07
00:06:07
เราจะฝึกใช้00:06:10
00:06:11
คำพูดที่กรุณาได้ยังไง?00:06:15
00:06:16
มีหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้00:06:18
00:06:18
แต่ผมอยากจะเน้นหลักการแค่ 2 อย่าง 00:06:20
00:06:21
หลักการแรกที่ผมอยากจะพูดถึง00:06:23
00:06:23
อยู่ที่เอเฟซัส 5:1 00:06:26
00:06:26
เอเฟซัส 5:1 00:06:28
00:06:29
ที่นั่นบอกว่า 00:06:31
00:06:32
“ดังนั้น 00:06:33
00:06:33
ให้พวกคุณเลียนแบบพระเจ้า00:06:36
00:06:36
อย่างลูกที่รักของพระองค์” 00:06:39
00:06:39
เรารู้ว่าเด็กๆ ชอบเลียนแบบพ่อแม่ 00:06:42
00:06:42
เด็กๆ ชอบทำอะไรบางอย่างให้พ่อแม่ 00:06:46
00:06:46
พวกเขาชอบทำตามที่พ่อแม่ทำ 00:06:48
00:06:48
ลองนึกภาพว่า00:06:50
00:06:51
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้ของขวัญกับแม่ 00:06:54
00:06:55
ถึงแม้00:06:56
00:06:57
ของขวัญนั้นไม่ได้เป็นของขวัญที่ดีที่สุด 00:07:00
00:07:01
แต่แม่ก็ชอบมาก 00:07:03
00:07:03
เพราะอะไรครับ?00:07:04
00:07:05
เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้เลียนแบบแม่ 00:07:07
00:07:07
เธออาจจะเห็นแม่แสดงน้ำใจต่อคนอื่น 00:07:10
00:07:10
แล้วเธอก็เลียนแบบ 00:07:11
00:07:12
แม่ก็เลยดีใจและมีความสุขมาก 00:07:14
00:07:15
พระยะโฮวาก็เหมือนกัน 00:07:16
00:07:17
ถ้าเราเลียนแบบพระองค์ 00:07:19
00:07:19
เราก็ทำให้พระองค์มีความสุข 00:07:23
00:07:24
ดังนั้นหลักการแรก00:07:25
00:07:26
คือเราต้องเห็นค่า 00:07:28
00:07:28
เราจะแสดงว่าเราเห็นค่าคนอื่นมากขึ้น 00:07:32
00:07:32
ด้วยการพูดคำว่า “ขอบคุณ” 00:07:35
00:07:36
ดังนั้น00:07:37
00:07:38
ให้เราขอบคุณพระยะโฮวา 00:07:40
00:07:41
สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง00:07:42
00:07:42
ที่พระองค์ทำเพื่อเราทุกวัน 00:07:45
00:07:45
เราอาจจะไม่รู้ทั้งหมดว่า
พระยะโฮวาทำอะไรเพื่อเราบ้าง 00:07:49
00:07:49
แต่ถ้าเราขอบคุณพระองค์เสมอ 00:07:52
00:07:52
หรือขอบคุณพระองค์ทุกวัน00:07:54
00:07:54
สำหรับสิ่งดีต่างๆ ที่พระองค์ทำเพื่อเรา 00:07:57
00:07:58
เราก็จะรู้สึกเห็นค่าพระองค์มากขึ้น 00:08:01
00:08:01
และอยากจะยกย่อง00:08:03
00:08:04
สรรเสริญพระองค์ 00:08:05
00:08:06
และยิ่งเรารู้สึกแบบนั้นมากเท่าไหร่ 00:08:09
00:08:10
เราก็อยากจะเลียนแบบพระองค์มากขึ้น 00:08:13
00:08:15
ขอคุณอย่ารู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร แล้วพูดว่า 00:08:19
00:08:19
“ฉันเลียนแบบพระยะโฮวาไม่ได้หรอก” 00:08:21
00:08:21
อย่าคิดแบบนั้น 00:08:22
00:08:22
คุณเลียนแบบพระองค์ได้ 00:08:24
00:08:24
แต่อย่างเดียวที่คุณต้องมีก็คือ 00:08:26
00:08:26
ความรู้สึกขอบคุณพระยะโฮวา 00:08:29
00:08:31
หลักการอย่างที่ 2 ที่เราอยากจะเน้น00:08:33
00:08:33
อยู่ในข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้ 00:08:36
00:08:36
ที่บอกว่า00:08:37
00:08:37
ให้คำพูดของเรา 00:08:38
00:08:38
เป็นเหมือนอาหารที่ “ปรุงด้วยเกลือ” 00:08:41
00:08:41
ผู้คนในสมัยคัมภีร์ไบเบิล00:08:43
00:08:43
ไม่มีตู้เย็นใช้ 00:08:45
00:08:46
เพื่อจะเก็บอาหารไว้นานๆ 00:08:48
00:08:48
พวกเขาเลยต้องใส่เกลือลงไป 00:08:51
00:08:51
การที่พวกเขาทำอย่างนั้น 00:08:53
00:08:54
จะทำให้อาหารไม่เน่าเสีย 00:08:56
00:08:59
เหมือนเกลือที่ช่วยเก็บอาหารไว้ได้นานๆ 00:09:03
00:09:03
คำพูดที่กรุณาก็จะแสดงว่า 00:09:06
00:09:06
เรานับถือคนอื่น 00:09:07
00:09:08
ซึ่งจะช่วยให้รักษาความรัก 00:09:11
00:09:11
ความเป็นเพื่อนต่อกันเอาไว้00:09:13
00:09:13
ได้นานๆ00:09:15
00:09:15
ตลอดไป 00:09:16
00:09:18
คำพูดที่กรุณาของเรา00:09:21
00:09:21
ก็ออกมาจากความรู้สึกขอบคุณ 00:09:25
00:09:25
ดังนั้นเราหาข้อดีในตัวคนอื่น 00:09:28
00:09:28
และเลือกคำพูดที่เหมาะสม00:09:31
00:09:31
เพื่อให้กำลังใจพวกเขา 00:09:33
00:09:34
ปกติเราจะพูดดีๆ กับคนที่เรารักจริงไหมครับ 00:09:38
00:09:39
ดังนั้น ให้เราใช้คำพูดที่กรุณาเสมอ 00:09:44
00:09:44
ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไร 00:09:46
00:09:46
หรือรู้สึกยังไง 00:09:48
00:09:48
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง 00:09:49
00:09:49
ที่จะทำดีและกรุณา 00:09:52
00:09:52
อย่ายอมแพ้ 00:09:54
00:09:54
แต่ขอให้ทำตามหลักการ
ที่บอกไว้ในสดุดี 19:14 ที่บอกว่า 00:10:00
00:10:00
“พระยะโฮวาเป็นหินที่แข็งแกร่ง00:10:03
00:10:03
และเป็นผู้ไถ่ของผม 00:10:05
00:10:05
ขอให้ผมพูดและคิดใคร่ครวญ00:10:09
00:10:09
แต่สิ่งที่พระองค์พอใจ” 00:10:11
ไอแซก เมอเร—ให้คำพูดของคุณเป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ (โคโลสี 4:6)
-
ไอแซก เมอเร—ให้คำพูดของคุณเป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ (โคโลสี 4:6)
ข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้
อยู่ที่โคโลสี 4:6
ซึ่งบอกเราว่า
คำพูดของเราควรเป็นแบบไหนเสมอ
ที่นั่นบอกว่า
“ให้คำพูดของพวกคุณ
เป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ”
เราจะคุยกัน 3 คำถามเหล่านี้ครับ
คำถามแรก
คำพูดที่กรุณาคืออะไร?
อย่างที่ 2
ทำไมคำพูดที่กรุณาถึงสำคัญมาก?
อย่างที่ 3
เราจะฝึกใช้คำพูดที่กรุณาได้ยังไง?
คำถามแรก คำพูดที่กรุณาคืออะไร?
คำว่า “กรุณา” มีความหมายพิเศษ
เปาโลใช้คำนี้ในภาษากรีก
มากกว่า 100 ครั้งในจดหมายของเขา
แล้วคำนี้มันพิเศษยังไงครับ?
คำนี้ในภาษากรีกยังแปลอีกอย่างว่า
“ความกรุณาที่ยิ่งใหญ่”
บางครั้งก็มีการแปลคำนี้ว่า
‘ของขวัญที่ให้ด้วยความกรุณา’
ดังนั้น เราอาจแปลข้อคัมภีร์นี้ได้ว่า
“ให้คำพูดของคุณ
เป็นของขวัญที่ให้ด้วยความกรุณา”
เราอาจเปรียบเทียบข้อนี้กับคำพูดของเปาโล
ในหนังสือเอเฟซัสบท 4
เอเฟซัส 4:29
ส่วนที่ 2 ข้อนั้นบอกว่า
“ให้พูดแต่สิ่งดีๆ
ซึ่งให้กำลังใจคนที่ต้องการกำลังใจ
เพื่อให้คนฟังได้รับประโยชน์”
ขอสังเกตว่า เขาพูดอะไรในส่วนแรกของข้อนี้
“อย่าให้คำหยาบคาย
ออกมาจากปากพวกคุณ”
คำว่าหยาบคายในภาษาเดิมแปลว่า ‘เน่า’
นี่ทำให้เรานึกถึง
อาหารเน่าเสีย
ที่อยู่ในตู้เย็นของเรา
เมื่อดูภายนอกก็ไม่รู้ว่ามันเสียแล้ว
แต่พอเปิดฝา
ก็มีกลิ่นเหม็นออกมา
คุณหันหน้าหนีแทบไม่ทัน
ก็เลยรีบปิดผา
แล้วเอาไปทิ้งให้เร็วที่สุด
ขอคิดถึงตอนที่คุณคุยกันกับเพื่อนสนิท
คุณหวังว่าจะได้ฟังคำพูดดีๆ
ที่ให้กำลังใจจากเขา
แต่คุณกลับได้ยินคำพูดที่วิพากษ์วิจารณ์
พูดไม่ดี พูดในแง่ลบเกี่ยวกับคนอื่น
หรือการจัดเตรียมบางอย่างขององค์การ
คุณรู้สึกผิดหวังเลยใช่ไหม?
มันเหมือนคุณได้กลิ่นอาหารเน่า
แต่คุณหันหน้าหนีไม่ได้
เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้น
เขาก็อาจจะเปลี่ยนไปนินทาคุณแทน
แล้วคุณจะทำยังไงดี
คุณก็ค่อยๆ จบการพูดคุยนั้น
เหมือนเอาอาหารเน่าทิ้งไป
ผมมั่นใจว่า เราทุกคน
เคยได้ยินคำพูดที่ไม่ดี
หรือเราเองก็อาจเคยพูดในแง่ลบเกี่ยวกับคนอื่น
ตอนนี้ให้เราพูดถึงคำถามที่ 2
ทำไมคำพูดที่กรุณาถึงสำคัญมาก?
ให้เรามาอ่านด้วยกัน
ในยากอบบทที่ 3 บอกไว้ยังไง
ดูด้วยกันครับที่ยากอบ 3:6 ที่นั่นบอกว่า
“ลิ้นเป็นเหมือนไฟ
ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
ลิ้นเป็นศูนย์รวมความชั่วร้าย
เพราะมันทำให้ทั้งร่างกาย
ด่างพร้อยและทำลายชีวิตคน
และก่อความพินาศ
เหมือนเกเฮนนา”
แล้วใครจะรับโทษที่เกเฮนนา
ก็คือคนที่ใช้คำพูดที่ไม่ดี
พระเยซูก็พูดคล้ายๆ กัน
มาดูคำพูดของท่านในมัทธิวบท 12 ครับ
ในข้อ 36
มัทธิว 12:36 ท่านบอกว่า
“ผมจะบอกให้รู้ว่า
ในวันพิพากษา
ทุกคนต้องรับผิดชอบ
คำพูดไร้สาระทุกอย่างของตัวเอง
เราอาจจะคิดว่า
แต่พระยะโฮวาไม่ได้ตัดสินเรา
จากภายนอกไม่ใช่เหรอ?
ก็จริงครับ
เพราะถ้าเราดูที่ข้อ 34
ในส่วนที่ 2 ของข้อ 34 บอกว่า
“เพราะว่าใจเต็มไปด้วยอะไร
ปากก็พูดอย่างนั้น”
ถึงแม้บางคนอาจจะพูดออกมาโดยไม่คิด
แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพูด
ก็ออกมาจากใจของเขา
และพระยะโฮวาตัดสินคนเรา
จากตัวตนจริงๆ ของเขา
และดูว่าคำพูดของเขาส่งผลกับคนอื่นยังไง
แน่นอน
พระยะโฮวาเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา
ในการใช้คำพูดที่กรุณา
ให้เรามาดูตัวอย่างหนึ่งที่เศคาริยาห์
เศคาริยาห์บทที่ 1 ครับ
ที่เศคาริยห์บทที่ 1 ในข้อ 12
เป็นตอนที่ทูตสวรรค์พูดกับพระยะโฮวา
ทูตสวรรค์องค์นี้เครียดมาก
เพราะดูเหมือนว่าผู้ต่อต้าน
ทำให้ชาวยิวไม่ได้นมัสการพระยะโฮวา
ในวิธีที่ถูกต้อง
แต่กลับไปนมัสการเท็จ
ทูตสวรรค์เลยบอกในข้อ 12 ว่า
“พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ
เมื่อไรพระองค์จะเมตตาเยรูซาเล็ม
กับเมืองต่างๆ ของยูดาห์เสียที?
พระองค์โกรธพวกเขามา 70 ปีแล้ว”
และดูต่อในข้อ 13 บอกว่า
“พระยะโฮวาตอบทูตสวรรค์ที่พูดกับผม
พระองค์พูดอย่างอ่อนโยนและปลอบใจเขา”
เราไม่รู้ว่าพระยะโฮวาพูดอะไรบ้าง
แต่ที่แน่ๆ
เรารู้ว่าพระยะโฮวาพูดด้วยความกรุณา
ตอนนี้เราจะคุยกันในคำถามที่ 3 ครับ
เราจะฝึกใช้
คำพูดที่กรุณาได้ยังไง?
มีหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
แต่ผมอยากจะเน้นหลักการแค่ 2 อย่าง
หลักการแรกที่ผมอยากจะพูดถึง
อยู่ที่เอเฟซัส 5:1
เอเฟซัส 5:1
ที่นั่นบอกว่า
“ดังนั้น
ให้พวกคุณเลียนแบบพระเจ้า
อย่างลูกที่รักของพระองค์”
เรารู้ว่าเด็กๆ ชอบเลียนแบบพ่อแม่
เด็กๆ ชอบทำอะไรบางอย่างให้พ่อแม่
พวกเขาชอบทำตามที่พ่อแม่ทำ
ลองนึกภาพว่า
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้ของขวัญกับแม่
ถึงแม้
ของขวัญนั้นไม่ได้เป็นของขวัญที่ดีที่สุด
แต่แม่ก็ชอบมาก
เพราะอะไรครับ?
เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้เลียนแบบแม่
เธออาจจะเห็นแม่แสดงน้ำใจต่อคนอื่น
แล้วเธอก็เลียนแบบ
แม่ก็เลยดีใจและมีความสุขมาก
พระยะโฮวาก็เหมือนกัน
ถ้าเราเลียนแบบพระองค์
เราก็ทำให้พระองค์มีความสุข
ดังนั้นหลักการแรก
คือเราต้องเห็นค่า
เราจะแสดงว่าเราเห็นค่าคนอื่นมากขึ้น
ด้วยการพูดคำว่า “ขอบคุณ”
ดังนั้น
ให้เราขอบคุณพระยะโฮวา
สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่พระองค์ทำเพื่อเราทุกวัน
เราอาจจะไม่รู้ทั้งหมดว่า
พระยะโฮวาทำอะไรเพื่อเราบ้าง
แต่ถ้าเราขอบคุณพระองค์เสมอ
หรือขอบคุณพระองค์ทุกวัน
สำหรับสิ่งดีต่างๆ ที่พระองค์ทำเพื่อเรา
เราก็จะรู้สึกเห็นค่าพระองค์มากขึ้น
และอยากจะยกย่อง
สรรเสริญพระองค์
และยิ่งเรารู้สึกแบบนั้นมากเท่าไหร่
เราก็อยากจะเลียนแบบพระองค์มากขึ้น
ขอคุณอย่ารู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร แล้วพูดว่า
“ฉันเลียนแบบพระยะโฮวาไม่ได้หรอก”
อย่าคิดแบบนั้น
คุณเลียนแบบพระองค์ได้
แต่อย่างเดียวที่คุณต้องมีก็คือ
ความรู้สึกขอบคุณพระยะโฮวา
หลักการอย่างที่ 2 ที่เราอยากจะเน้น
อยู่ในข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้
ที่บอกว่า
ให้คำพูดของเรา
เป็นเหมือนอาหารที่ “ปรุงด้วยเกลือ”
ผู้คนในสมัยคัมภีร์ไบเบิล
ไม่มีตู้เย็นใช้
เพื่อจะเก็บอาหารไว้นานๆ
พวกเขาเลยต้องใส่เกลือลงไป
การที่พวกเขาทำอย่างนั้น
จะทำให้อาหารไม่เน่าเสีย
เหมือนเกลือที่ช่วยเก็บอาหารไว้ได้นานๆ
คำพูดที่กรุณาก็จะแสดงว่า
เรานับถือคนอื่น
ซึ่งจะช่วยให้รักษาความรัก
ความเป็นเพื่อนต่อกันเอาไว้
ได้นานๆ
ตลอดไป
คำพูดที่กรุณาของเรา
ก็ออกมาจากความรู้สึกขอบคุณ
ดังนั้นเราหาข้อดีในตัวคนอื่น
และเลือกคำพูดที่เหมาะสม
เพื่อให้กำลังใจพวกเขา
ปกติเราจะพูดดีๆ กับคนที่เรารักจริงไหมครับ
ดังนั้น ให้เราใช้คำพูดที่กรุณาเสมอ
ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไร
หรือรู้สึกยังไง
เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ที่จะทำดีและกรุณา
อย่ายอมแพ้
แต่ขอให้ทำตามหลักการ
ที่บอกไว้ในสดุดี 19:14 ที่บอกว่า
“พระยะโฮวาเป็นหินที่แข็งแกร่ง
และเป็นผู้ไถ่ของผม
ขอให้ผมพูดและคิดใคร่ครวญ
แต่สิ่งที่พระองค์พอใจ”
-