JW subtitle extractor

โดเมนิค อเลสเซีย: แสวงหาความหวังแม้จะป่วยด้านจิตใจ

Video Other languages Share text Share link Show times

ผมมาจากครอบครัวที่อบอุ่น
พ่อแม่ก็รักผม
แต่ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างขาดหายไป
ผมรู้สึกไม่มีความสุข
ตอนเป็นเด็ก ผมชอบดนตรีมาก
ผมเริ่มร้องเพลงกับคณะนักร้องประสานเสียง
และได้ไปแข่งขันหลายรายการ
ตอนร้องเพลง
ผมรู้สึกว่าตัวเองพิเศษ
แล้วผมก็เริ่มคิดว่า
ถ้าไม่ได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง
ชีวิตผมคงไม่มีความสุข
พอเริ่มโตขึ้น
ผมรู้สึกเศร้าอยู่ตลอดเวลา
ผมเลยไปหาจิตแพทย์
แล้วเขาก็วินิจฉัยว่า
ผมเป็นโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรง
ดนตรีก็เลยกลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมสนใจ
ถึงผมจะป่วย
แต่ผมก็เรียนร้องเพลงต่อไป
ครูที่สอนผม
สนับสนุนผมให้ไปเรียนในโรงเรียนศิลปะ
ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
ผมได้แสดงโอเปร่าในโรงละครเล็กๆ
ตอนนั้นมันสนุกมาก
แล้วในที่สุด
ผมก็จบหลักสูตรการแสดงโอเปร่า
แต่ถึงอย่างนั้น
ผมก็ยังไม่มีความสุขอยู่ดี
ผมคิดอยู่ตลอดว่า
ถ้าได้เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง
ชีวิตก็คงจะดีขึ้น
คงจะมีความสุขกว่านี้
ในช่วงนั้นผมก็ไปออดิชั่น
ที่โอเปร่าออสเตรเลีย
แล้วเขาก็รับผม
โอเปร่าออสเตรเลียมีชื่อเสียงมาก
พอทำงานที่นั่น
ผมเลยได้เดินทางไปหลายประเทศ
เช่น สวิตเซอร์แลนด์ กรีซ ฮ่องกง
ช่วงนั้นผมเริ่มเป็นโรค OCD
ซึ่งก็คือโรคย้ำคิดย้ำทำ
ผมมักจะสับสน
คิดอะไรไม่ค่อยออก
ผมชอบร้องเพลง
แต่ขณะเดียวกัน
ผมก็มองหาอย่างอื่นด้วย
ที่จะทำให้ผมมีความสุข
แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
แล้วมันก็มาถึงจุดที่ผมรับมือไม่ไหว
ผมเลิกร้องโอเปร่า
ทิ้งทุกอย่างที่เคยชอบ
ผมแค่กินดื่มอยู่ไปวันๆ
ไม่มีเป้าหมายอะไร รู้สึกไร้ค่า
ผมอยู่เฉยๆ
ไม่ทำอะไรเลย
ประมาณ 10 ปี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พยานพระยะโฮวาเอาวารสารมาให้เรา
แล้วผมก็ลองอ่านดูบ้าง
พอได้อ่านก็รู้สึกว่ามันช่วยผมได้
ตอนเด็กๆพ่อผมได้ศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
ตอนที่ได้รู้ว่าเราสามารถมีชีวิตตลอดไป
และพระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่รักเรา
มันเป็นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องรู้
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้คิดอะไร
แล้ววันหนึ่งผมก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
ผมนั่งอ่านหนังสือแล้วก็พูดกับตัวเองว่า
‘โดเมนิก นายต้องไปประชุม’
ผมรู้ว่าหอประชุมอยู่ที่ไหน
แต่ก็รู้สึกว่ายากมากที่จะไปหอประชุม
ผมไม่กล้าไปที่นั่น
แล้วผมก็อธิษฐานพระยะโฮวาว่า
“อย่าให้โรคที่ผมเป็น
มาทำให้ผมไม่ใกล้ชิดกับพระองค์เลยครับ”
และไม่นานหลังจากนั้น
ผมก็ตัดสินใจไปประชุม
แล้วผมก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า
ผมไปอยู่ไหนมา
ทำไมต้องกลัวด้วย
ผมรู้สึกได้มาที่นี่แล้วสบายใจ
ยิ่งมาบ่อยก็ยิ่งรู้สึกดี
ผมรับบัพติศมาในปี 2020
วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลย
ตอนเป็นเด็ก ผมรู้ว่ามีบางอย่างขาดหายไป
แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันคืออะไร
คือความจริง คือพระยะโฮวา
ตอนนี้ผมสามารถรับมือ
กับโรคย้ำคิดย้ำทำได้แล้ว
แม้บางวันจะแย่และกังวลบ้าง
แต่ทันทีที่ผมคิดว่า
ผมมีพี่น้องในประชาคมหลายคนที่รักผม
และที่สำคัญผมมีพระยะโฮวา
พอคิดแบบนี้ผมก็สงบใจได้
ยิ่งผมไปประกาศมากขึ้น
ก็ทำให้ผมคิดถึงแต่คนอื่น
และคิดถึงปัญหาของตัวเองน้อยลง
แม้การไปหาหมอและกินยา
จะช่วยได้
ยาช่วยให้ผมรู้สึกสงบขึ้น
แต่ก็มีบางสิ่งที่ยาให้ไม่ได้
นั่นก็คือ ความหวัง
ยาไม่ได้ช่วยให้เราคิดว่าอนาคตจะดีขึ้น
ผมไม่คิดเลยว่า
ผมจะมีความสุขอย่างที่เป็นตอนนี้ได้
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะพระยะโฮวาช่วย
ลำพังผมเองคงเป็นแบบนี้ไม่ได้
ตอนนี้ผมมีความสุขกับการร้องเพลงแล้ว