JW subtitle extractor

รายการโทรทัศน์ JW—มีนาคม 2026

Video Other languages Share text Share link Show times

ขอต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW®
บางครั้งเราอาจเจอกับสถานการณ์
ที่ไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง
เราจะควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ยังไง
ตอนที่เจอกับเรื่องยากๆในชีวิต
เราจะได้ค้นคว้ามากขึ้น
เกี่ยวกับหนังสือโยนาห์ด้วย
และเรียนเกี่ยวกับความรักที่มั่นคง
ความร่ำรวยและชื่อเสียง
มันน่าดึงดูดใจมาก
เราจะได้ฟังจากพี่น้องหญิงคนหนึ่ง
ที่ต้องเลือกระหว่างชีวิตที่มีชื่อเสียง
กับการรับใช้พระยะโฮวา
มิวสิควีดีโอเดือนนี้
เราจะได้ดูว่าพี่น้องของเรา
รักษาความเชื่อยังไงตอนที่เขาติดคุก
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW เดือนนี้ครับ
“อย่าทุกข์ใจไปเลย”
พระเยซูพูดประโยคนี้
กับเหล่าอัครสาวก
หลังจากที่บอกว่าอีกไม่นาน
ท่านจะไปจากพวกเขา
ท่านคงได้เห็นอัครสาวกตกใจและเศร้า
และเพื่อจะช่วยพวกเขา
ท่านเลยพูดในยอห์น 14:1 ว่า
“อย่าทุกข์ใจไปเลย
ขอให้แสดงความเชื่อในพระเจ้า
และแสดงความเชื่อในตัวผมด้วย”
คัมภีร์ไบเบิลมักจะเปรียบเทียบคนชั่ว
ว่าเป็นเหมือนกับทะเลคลั่ง
นึกภาพได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ
ปัญหาที่เป็นเหมือนคลื่นลูกใหญ่เพิ่งผ่านไป
ปัญหาใหม่ก็มาอีกแล้ว
เหตุการณ์ต่างๆในโลกและปัญหาส่วนตัว
อาจจะทำให้เราเศร้าและหมดแรง
พอหมดวันเราก็มักจะพูดกันว่า
“ฉันไม่มีอารมณ์จะทำอะไรแล้ว”
คำพูดของพระเยซูที่พูดกับพวกอัครสาวก
ช่วยพวกเราในทุกวันนี้ยังไง
ให้ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
ขอให้เราดู 2 ประโยคที่พระเยซูพูด
และดูว่านี่จะช่วยเราได้ยังไง?
ให้เราเริ่มที่ประโยคแรกที่ว่า
“อย่าทุกข์ใจไปเลย”
ตอนที่พระเยซูใช้คำว่า “อย่า”
ท่านก็กำลังสอนสาวกว่า
พวกเขาสามารถควบคุมบางอย่างได้
พวกเขาสามารถเลือกได้
ว่าจะปล่อยให้ตัวเองทุกข์ใจ
หรือไม่ยอมให้ตัวเองรู้สึกแบบนั้น
เห็นไหมครับว่าสิ่งที่เราคิด
หลายครั้งก็มีผลต่อความรู้สึกของเรา
อารมณ์ความรู้สึกของเรามักจะเกิดขึ้น
เมื่อเรานึกถึงใครบางคน
สิ่งของบางอย่าง
หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
ดังนั้นที่พระเยซูบอกว่า “อย่า”
ก็หมายถึงเราต้องพยายาม
ควบคุมความคิดของเรา
พูดง่ายๆก็คือ
ถ้าเรานึกถึงเรื่องเศร้าๆเราก็จะรู้สึกเศร้า
หรือถ้าคิดว่าต้องทำอะไรที่น่ากลัว
เราก็จะรู้สึกเครียด
ความคิดของเราก็เป็นเหมือนกับ
บ้านหลังใหญ่ที่มีหลายห้อง
แต่ละห้องก็เป็นเหมือนกับเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต
และเมื่อเราอยู่ในห้องนั้น
เราก็จะเกิดความรู้สึกต่างๆ
เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น
แต่ตอนนี้พวกสาวกอยู่ในห้องหนึ่ง
ที่ชื่อว่าพระเยซูกำลังจะทิ้งพวกเขาไป
พวกเขาเลยรู้สึกกังวลและก็เศร้า
แต่คำพูดของพระเยซู
คงทำให้พวกเขามั่นใจว่า
จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้
พวกเขาเลือกได้ว่า
จะปล่อยให้ตัวเองเศร้าหรือเสียใจต่อไป
หรือจะพยายามควบคุมความคิด
และสร้างความเชื่อที่เข้มแข็ง
ในพระยะโฮวาและพระเยซู
นี่เป็นข้อเตือนใจที่ดีจริงไหมครับ
หลายครั้งความรู้สึกของเรา
ก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราคิด
เราอาจจะเป็นเหมือนกับพวกอัครสาวก
ที่รู้สึกว่าถูกโยนลงไปในห้องมืด
ที่เต็มไปด้วยความกังวลและความเศร้า
แต่จำไว้นะครับว่า
การที่คุณเข้าไปอยู่ในห้องมืด
ไม่ได้แปลว่าคุณต้องอยู่ในห้องนั้นตลอดไป
อีกวิธีหนึ่งที่เราจะไม่ปล่อย
ให้ตัวเองทุกข์ใจก็คือ
อย่าใส่ใจกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
อิสยาห์ 55:2 บอกว่า
“ทำไมพวกเจ้า
มัวแต่เอาเงินไปซื้อสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร
และใช้เงินที่หามาได้
กับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้มีความสุข?”
เหมือนกับที่เราไม่อยาก
เอาเงินไปซื้อสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
เราก็ไม่อยากใส่ใจกับเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง
ลองคิดถึงตัวอย่างนี้ครับ
สมมุติคุณได้เงินมา 100 บาทสำหรับใช้ทั้งวัน
แต่คุณซื้ออาหารเช้าไปตั้ง 80 บาทแล้ว
คุณไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารเที่ยง
หรืออาหารเย็นแน่ๆ
คล้ายกันในแต่ละวันเราก็มีเวลาอย่างจำกัด
เราเลยควรคิดให้ดีว่า
เราจะใส่ใจกับเรื่องอะไรบ้าง
เรื่องแบบไหนที่คุณควรใส่ใจ?
ขอให้ถามตัวเองว่า
‘ฉันใส่ใจมากเกินไป
กับบางอย่างที่ไม่ควรจะสนใจไหม?’
ลองนึกภาพว่าถ้ามีคนขับรถตัดหน้าคุณ
มีคนทำไม่ดีกับคุณ
หรือมีคนทำให้คุณผิดหวัง
ถ้าคุณเอาแต่ใส่ใจเรื่องนั้นมากเกินไป
คุณก็คงจะโกรธมาก
แต่ลองคิดดูนะครับว่า
‘มันมีประโยชน์ไหม
ที่คุณจะใส่ใจกับเรื่องแบบนี้?
คุณใช้เวลาในแต่ละวัน
ใส่ใจมากเกินไปกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ไหม?’
ลองคิดดูนะครับว่า
คุณจะยื่นกระเป๋าตังค์ให้คนอื่น
แล้วบอกแบบนี้ไหม
‘อยากได้เท่าไหร่ก็เอาไปเลย’
ถ้าเป็นคนที่คุณรู้จักและไว้ใจ
คุณก็อาจจะทำแบบนั้น
แต่ถ้าไม่ใช่คุณก็คงไม่ให้เขาแน่ๆ
คล้ายกันคุณควรจะสนใจ
และใส่ใจในเรื่องที่มันสำคัญจริงๆ
เช่น กับคนที่คุณรัก กับพี่น้องของเรา
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กับการนมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าที่เรารัก
โซเชียลมีเดีย เรื่องการเมือง
พวกความบันเทิงหรืออะไรก็ตาม
สิ่งเหล่านี้มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเรา
อารมณ์ความรู้สึกก็เหมือนกระเป๋าตังค์
เราไม่อยากยื่นให้คนอื่นแล้วบอกว่า
อยากได้เท่าไหร่ก็เอาไปเลย
เพราะถ้าทำแบบนั้นพอหมดวัน
คุณก็จะไม่มีแรงเหลือ
พอที่จะใส่ใจคนที่คุณรัก
ถ้าเราเลือกอย่างดี
ใส่ใจกับเรื่องที่สำคัญ
กับคนหรือสิ่งที่มีค่าสำหรับเรา
นั่นแหละที่จะทำให้เรามีความสุข
คุณเห็นด้วยไหมครับว่า
ผู้คนส่วนใหญ่ชอบใช้เงิน
เพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง
และก็ไม่ได้คิดถึงคนอื่น
แต่ความจริงคือ
การเห็นแก่ตัวไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลย
พระเยซูบอกว่า “การให้ทำให้มีความสุข”
คำพูดของพระเยซูสอนเราหลายอย่าง
เกี่ยวกับการใส่ใจในสิ่งที่สำคัญ
ขอคุณมองความสุขแบบนี้นะครับ
ความสุขเป็นผลที่ได้จากการรักคนอื่น
ลองนึกแบบนี้นะครับ
ถ้าคุณก่อกองไฟคุณจะได้อะไรครับ?
ความอบอุ่นและแสงสว่าง
เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะได้
ความอบอุ่นและแสงสว่าง
โดยไม่ก่อกองไฟ
คุณต้องออกความพยายามที่จะก่อกองไฟ
แล้วคุณถึงจะได้ความอบอุ่นและแสงสว่าง
ความสุขก็เหมือนกันนะครับ
ถ้าเราพยายามสนใจและใส่ใจคนอื่น
ผลก็คือเราจะมีความสุข
ดังนั้นคำพูดของพระเยซูที่ว่า
“อย่าทุกข์ใจไปเลย”
ช่วยเราให้รู้ว่าเราเลือกเองได้
ว่าจะคิดเรื่องอะไรที่ทำให้เรามีความสุข
และเลือกได้ว่าจะใส่ใจครอบครัว พี่น้อง
และที่สำคัญที่สุดคือ
นมัสการพระยะโฮวาพระเจ้าที่เรารัก
ตอนนี้ขอให้เรามาดูส่วนที่ 2 ในยอห์น 14:1
“ขอให้แสดงความเชื่อในพระเจ้า
และแสดงความเชื่อในตัวผมด้วย”
สังเกตไหมครับพระเยซูไม่ได้
แค่บอกให้เรามีความเชื่อ
เพราะท่านรู้ว่าความเชื่อ
ต้องมีอย่างอื่นด้วย
ท่านเลยบอกให้เราแสดงความเชื่อ
ในตัวท่านและพระยะโฮวา
ดังนั้นถ้าคุณทุกข์ใจหรือเครียดขอจำไว้ว่า
พระยะโฮวาและพระเยซูรู้ว่าคุณรู้สึกยังไง
และจะจัดการกับปัญหานั้นเพื่อคุณ
ขอให้คิดว่าพระองค์ทั้งสองอยู่ห้องข้างๆคุณ
และคุณสามารถวิ่งไปห้องนั้นเมื่อไหร่ก็ได้
โดยการอธิษฐานและคิดใคร่ครวญ
ถ้าคุณเชื่อว่าพระยะโฮวาจะจัดการ
กับปัญหาต่างๆในโลกได้
คุณก็จะรู้สึกสงบใจ
พระเยซูรู้ว่าเราชอบคิดว่า
ต้องแก้ไขทุกอย่างด้วยตัวเอง
ในคำบรรยายบนภูเขาท่านเคยสอนว่า
“เลิกกังวลได้แล้ว”
ทำไม?
เพราะพ่อในสวรรค์ของคุณรู้อยู่แล้ว
ว่าคุณต้องมีทั้งหมดนี้
คุณเชื่อไหมว่าพระยะโฮวาเห็น
และรู้ว่าคุณจำเป็นต้องมีอะไร
ความเชื่อแบบนี้จะช่วยคุณไม่ให้ทุกข์ใจ
เราจะยิ่งทำให้ตัวเองเครียด
ถ้าพยายามแก้ปัญหา
ที่ควรให้พระยะโฮวาจัดการ
ตัวอย่างเช่น
คุณทำให้ความจนหมดไปได้ไหม?
คุณหยุดความแก่
สงคราม อาชญากรรม
หรือความขัดแย้งได้ไหม?
พอคิดแบบนี้เราก็จะเห็นว่า
เราแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้
แต่เรารู้ว่าพระยะโฮวาและพระเยซู
จะแก้ปัญหานี้โดยทางรัฐบาลของพระเจ้า
ความเชื่อในพระยะโฮวาและพระเยซู
เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เราจะรับมือกับความกังวล
ความเครียดหรือเรื่องเศร้าๆ
โดยเฉพาะตอนที่เจอกับปัญหา
ตอนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ
พี่น้องในเอริเทรียหรือรัสเซีย
บางครั้งมันก็ทำให้ผมรู้สึกกังวล
คุณคงจะรู้สึกแบบเดียวกันใช่ไหม
มันเศร้ามาก
แต่เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองทุกข์ใจ
เหมือนที่พระเยซูบอกได้ยังไงครับ?
วิธีหนึ่งที่ช่วยได้ก็คือ
ผมจะถามตัวเองว่า
ประชาคมได้ทำเต็มที่
เพื่อช่วยพวกเขาแล้วไหม?
สำนักงานสาขาหรือสำนักงานใหญ่
ได้ทำเต็มที่แล้วไหม?
ผมอธิษฐานเพื่อพวกเขารึยัง?
ถ้าคำตอบคือ ใช่
ผมก็พูดได้ว่าพระยะโฮวาครับ
เราทำทุกสิ่งที่ทำได้แล้ว
ขอฝากที่เหลือไว้กับพระองค์
สดุดี 112:7 อธิบายว่า
คนดีจะทำยังไงเพื่อรับมือกับข่าวร้าย
“เขาจะไม่กลัวข่าวร้าย
ใจเขามั่นคงและวางใจพระยะโฮวา”
อะไรจะช่วยเรารับมือกับข่าวร้ายครับ?
ไว้ใจพระยะโฮวาว่า
พระองค์จะใช้พลังบริสุทธิ์ช่วยเรา
เมื่อเรารู้สึกหมดแรง
ไม่อยากจะใส่ใจอะไรแล้ว
ขอจำไว้ว่า
พระยะโฮวาสัญญา
ว่าจะให้กำลังที่มากกว่าปกติกับเรา
ขอให้เชื่อว่าพระองค์จะ
รักษาสัญญานั้นกับคุณ
เมื่อเราอธิษฐานบอก
พระยะโฮวาว่าเรารู้สึกยังไง
พระองค์จะฟังและช่วยให้เรามีกำลัง
เพื่อจะรับมือกับเรื่องนั้นได้
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
พระยะโฮวาจะทำให้ปัญหาหมดไปทุกครั้ง
แต่พระองค์จะช่วยให้เราอดทน
และผ่านปัญหานั้นไปได้แน่นอน
โรม 12:11 บอกว่า
“ให้พลังของพระเจ้ากระตุ้นคุณ
ให้มีใจกระตือรือร้น”
การให้พลังของพระเจ้ากระตุ้น
ทำให้ผมนึกถึงหินชนิดหนึ่ง
ที่มีคุณสมบัติพิเศษ
เมื่อคุณเอาไฟยูวีเอส่องไปที่มัน
มันจะเรืองแสงขึ้นมา
แต่ถ้าไม่เอาแสงนี้ส่อง
มันก็จะดูเหมือนก้อนหินธรรมดา
แต่พอส่องมันก็เรืองแสง
คุณเห็นไหมครับ
เราก็เป็นแบบนั้นด้วย
เมื่อพระยะโฮวาให้พลังบริสุทธิ์กับเรา
เหมือนกันพระยะโฮวาใช้พลังบริสุทธิ์
ของพระองค์เพื่อเติมพลังให้เราทุกๆวัน
ช่วยเราให้ส่องแสงหรือสดชื่นแม้จะเหนื่อย
ถ้าเด็กเล็กๆกลัวตอนที่อยู่
ในห้องคนเดียวตอนกลางคืน
พวกเขาจะวิ่งไปหาใคร
ไปห้องพ่อแม่แน่ๆเพราะลูกรู้ว่าพ่อแม่ช่วยเขาได้
การอธิษฐานเป็นเหมือนกับการวิ่งไป
ที่ห้องพระยะโฮวาและบอกว่าเรารู้สึกยังไง
พระองค์จะปลอบใจเรา
โดยทางพลังบริสุทธิ์
ทางคัมภีร์ไบเบิลและผ่านทางพี่น้อง
เหมือนกับพระองค์ส่องแสงมาที่เรา
และให้กำลังที่มากกว่าปกติกับเรา
เมื่อเราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เราทุกข์ใจ
ขอจำไว้ว่าในบ้านไม่ได้มีแค่ห้องนั้นห้องเดียว
เมื่อคุณอธิษฐานถึงพระยะโฮวา
และอ่านคัมภีร์ไบเบิล
ขอนึกภาพว่าพระยะโฮวาจับมือคุณ
และพาคุณไปที่ห้องอื่นๆ
และใช้เวลากับคุณที่นั่น
ถ้าคุณเสียคนที่รัก
พระองค์จะพาคุณไปที่ห้องแห่งความหวัง
ว่าจะเจอคนที่รักอีกครั้ง
ถ้าคุณป่วยก็ไปห้องสุขภาพดีตลอดไป
ถ้าคุณรู้สึกผิดกับสิ่งที่คุณเคยทำ
พระองค์จะพาไปที่ห้องให้อภัย
คุณนึกภาพออกไหมว่าอัครสาวกรู้สึกยังไง
ตอนที่พระเยซูฟื้นขึ้นจากตาย
พวกเขาคงจะดีใจมากที่ได้ออกจากห้องที่ชื่อว่า
พระเยซูกำลังจะทิ้งพวกเขาไป
และมาอยู่ในห้องที่ชื่อว่า
พระเยซูกลับมาอยู่กับเราแล้ว
พระยะโฮวาและพระเยซูให้รางวัล
เพราะพวกเขามีความเชื่อ
เรามาทบทวนบทเรียนบางอย่างที่เราได้เรียน
จากคำพูดของพระเยซูในยอห์น 14:1
ที่บอกว่า “อย่าทุกข์ใจไปเลย”
ข้อนี้บอกว่าเราเลือกได้ที่จะคิดแต่เรื่องดีๆ
เพื่อจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น
ใช้เวลาและกำลังที่มีอย่างฉลาด
เพื่อใส่ใจคนในครอบครัวพี่น้องของเรา
และสำคัญที่สุดคือใส่ใจ
การนมัสการพระยะโฮวา
พระเยซูยังบอกอีกว่า
“ขอให้แสดงความเชื่อในพระเจ้า
และแสดงความเชื่อในตัวผมด้วย”
วางใจว่าพระองค์ทั้งสองจะแก้ไข
ในสิ่งที่เราทำไม่ได้
ไม่ว่าปัญหาอะไรที่ทำให้
เราเครียดหรือเศร้าในตอนนี้
พระยะโฮวาจะทำให้หมดไป
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น
ขอให้เชื่อว่าพระยะโฮวาจะ
ให้กำลังที่มากกว่าปกติกับเรา
เพื่อเราจะรับมือกับปัญหาต่างๆ
ในสมัยสุดท้ายนี้ได้
ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อย
และไม่อยากสนใจอะไรแล้ว
ขอให้ใคร่ครวญคำพูด
ของพระเยซูในยอห์น 14:1
“อย่าทุกข์ใจไปเลย
ขอให้แสดงความเชื่อในพระเจ้า
และแสดงความเชื่อในตัวผมด้วย”
โยนาห์เป็นผู้รับใช้พระยะโฮวา
เขาต้องเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์
และพอทำแบบนั้น
เขาก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น
ให้เรามาดูว่าจะเรียนอะไรได้อีกจากเรื่องของเขา
ในวีดีโอชุดค้นหาความรู้ที่มีค่า
พ่อผมชอบวีดีโอนี้มาก เรื่องของโยนาห์
บทเรียนเกี่ยวกับความกล้าหาญและความเมตตา 
ใช่ วีดีโอช่วยสอนได้ดีมาก
แต่ไบเบิลช่วยเราเข้าใจมากกว่านั้นอีก  
ถ้าเราถามว่า 
เรื่องนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับพระยะโฮวา? 
ครับ เดี๋ยวผมจดไว้ 
เรื่องนี้สอนอะไรเกี่ยวกับพระยะโฮวา? 
พระยะโฮวาให้อภัยและอดทนจริงๆ 
ใช่ พระองค์อดทนกับเขามากๆ
ตอนที่เขากำลังพัฒนาความเชื่อให้เข้มแข็ง
ในบท 3 ข้อ 1 พระยะโฮวาให้
โอกาสเขาเป็นครั้งที่ 2 
พระองค์ปกป้องเขาตอนที่ได้รับผล
จากความผิดพลาดของตัวเอง 
และก็แก้ไขตอนที่เขาคิดไม่ถูกต้อง 
ผมชอบมากเลย
ที่พระยะโฮวายังช่วยโยนาห์ต่อ 
ใช่ ที่พระองค์ทำแบบนี้
เพราะพระองค์มีความรักที่มั่นคง 
ลูกรู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไง? 
คิดว่ารู้ครับ 
อีกวิธีหนึ่งก็คือ 
หาความหมายจากคำที่เราไม่คุ้นเคย
เราลองหาในส่วนอธิบายศัพท์ดูไหม? 
ไปที่ช่องค้นหาในคัมภีร์ไบเบิล 
แล้วค้นหาคำว่าความรักที่มั่นคง 
เห็นไหมมันพาเราไปที่ส่วนอธิบายศัพท์ 
ครับ เห็นแล้ว 
ลูกอ่านได้ไหม? 
ความรักที่มั่นคงหมายถึง
“ความรักที่เกิดจากความซื่อสัตย์
ความภักดีและความผูกพันอย่างลึกซึ้ง” 
ผมว่าพระยะโฮวาทำอย่างนี้กับโยนาห์เลยครับ 
พระยะโฮวาช่วยคนของพระองค์
เพราะพระองค์รักพวกเขา 
แต่โยนาห์ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ 
เขาเคยเจอพายุ อยู่ในท้องปลา 3 วัน 
และเห็นคนนีนะเวห์กลับใจ 
แต่ก็ยังคิดถึงแต่ตัวเอง 
พอพระยะโฮวาไม่ทำลายนีนะเวห์
โยนาห์ก็โกรธ 
กลัวคนอื่นจะมองว่าเขาเป็นผู้พยากรณ์เท็จ 
เขาเห็นพระยะโฮวาช่วยเขามาตั้งหลายครั้ง 
แต่ก็ยังอยากให้คนนีนะเวห์ตาย
มากกว่าที่ตัวเองจะถูกมองว่าไม่ดี 
เห็นเลยว่าโยนาห์ทำตัวไม่ดีเท่าไหร่ 
แล้วพระยะโฮวาทำยังไงกับเขา? 
คงอดทนมากกว่าผมแน่เลย 
ที่จริงโยนาห์ก็ไม่ใช่คนที่ไม่ดีนะ
เพราะอย่างนี้ พระยะโฮวาเลยใช้ต้นน้ำเต้า
สอนบทเรียนหนึ่งกับเขา 
ในโยนาห์ 4:6 บอกว่ายังไงลูก? 
พระยะโฮวาให้มีต้นน้ำเต้าต้นหนึ่ง
งอกขึ้นมาบังแดดให้เขา
ขนาดเขาเป็นแบบนี้
พระยะโฮวายังใจดีกับเขาเลย 
และข้อนี้ยังบอกว่าโยนาห์ดีใจมาก
เห็นเลยว่าความรักที่มั่นคงของพระยะโฮวา
ช่วยเขาให้เริ่มเปลี่ยนมุมมอง 
ตอนนี้โยนาห์พร้อมที่จะได้รับการสอนแล้ว 
ใช่ครับ เขาพร้อมจะเรียนแล้ว 
พระยะโฮวาส่งหนอนตัวหนึ่งไปฆ่าต้นนั้น
ไม่ได้ฆ่าคนนะ แต่ฆ่าต้นไม้
แล้วโยนาห์รู้สึกยังไง? 
เขาก็โมโหอีก 
ตอนนั้นแหละที่พระยะโฮวา
ช่วยเขาให้เข้าใจจุดสำคัญ 
ข้อ 10, 11 มีบทเรียนที่ดีมากเลยครับ
พระยะโฮวาถามโยนาห์ว่า
‘ถ้าเจ้ายังเสียดายต้นไม้นี้ เราจะไม่เสียดาย
คนและสัตว์ในเมืองนีนะเวห์เหรอ?’
แล้วเรื่องราวของหนังสือโยนาห์ก็จบตรงนี้ 
โยนาห์ปิดท้ายหนังสือเขา
ด้วยคำพูดของพระยะโฮวา
เขาเข้าใจบทเรียนแล้ว 
เขาเรียนรู้ที่จะมองผู้คนเหมือนพระยะโฮวา 
ผมชอบที่ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง
พระองค์ก็แสดงความรักที่มั่นคงกับเขาตลอด 
แล้วมีใครอีกไหมที่ได้รับประโยชน์
จากความรักของพระยะโฮวา?
ให้เราทำอย่างที่หนังสือ
จงเลียนแบบความเชื่อบอก
‘ให้เราใช้จินตนาการ 
เอาตัวเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น 
นึกภาพว่าได้ยินและได้เห็นอะไร 
พยายามร่วมความรู้สึกกับคนในพระคัมภีร์ 
ลองคิดว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับเขาเราจะทำยังไง? 
ลูกนึกภาพออกไหมว่าโยนาห์จะรู้สึกยังไง
ที่เห็นคนในเรือร้องให้พระเท็จช่วย
และโยนาห์ก็รู้ว่าไม่มีพระไหนช่วยเขาได้
ถึงโยนาห์จะยอมรับผิด 
แต่คนพวกนั้นก็ไม่อยาก
โยนเขาลงจากเรือ 
พวกเขาพยายามเต็มที่ที่จะช่วยชีวิตโยนาห์
พระองค์ช่วยโยนาห์ให้เห็นนิสัยที่ดี
ของลูกเรือที่ไม่มีความเชื่อ 
เห็นว่าเขากลัวและสิ้นหวังจริงๆ 
ลูกว่าโยนาห์เริ่มมองคนเหล่านี้
เหมือนพระยะโฮวาไหม? 
ครับ 
ให้เราค้นต่อ
ทำไมพระยะโฮวาส่งโยนาห์ไปพยากรณ์
ในชาติที่ไม่นมัสการพระองค์? 
อาจจะให้โอกาสชาวนีนะเวห์กลับใจมั้งครับ 
แล้วลูกคิดว่าใครได้รับประโยชน์
จากความรักของพระยะโฮวา?  
ผมว่าพระยะโฮวา
แสดงความรักที่มั่นคงกับโยนาห์
แต่พระองค์ก็แสดงความรักกับลูกเรือ 
และชาวนีนะเวห์ด้วย 
ใช่ลูก และลองคิดดูนะทั้งๆที่เขาทำผิดพลาด
แต่เมื่อโยนาห์ฟื้นขึ้นจากตาย 
เขาจะรู้สึกยังไงถ้าได้มารู้ว่าพระยะโฮวา
ใช้ช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิตของเขา
สอนบางอย่างเกี่ยวกับลูกชายของพระองค์ 
ลูกว่าโยนาห์จะรู้สึกยังไงที่รู้ว่า
พระเยซูพูดถึงเขา
และเปรียบตัวท่านเองเหมือนเขา?  
โห! 
เราเห็นว่าพระยะโฮวาเป็นตัวอย่าง
ที่ยอดเยี่ยมในเรื่องความรัก
ทีนี้มาคุยกันว่า 
เราจะเลียนแบบพระองค์ได้ยังไง? 
อย่างแรกคือตอนไปประกาศตามบ้าน
จริงๆผมไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ตอนไปประกาศ 
ผมไม่ค่อยชอบตอนที่ไม่มีคนฟังผม 
แล้วผมก็เตือนตัวเองว่า
ความรู้สึกของผมไม่ได้สำคัญที่สุด 
สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือ 
ถ้าพระยะโฮวาไม่หมดหวังในตัวผู้คน 
ผมก็ต้องเลียนแบบพระองค์ด้วย 
เยี่ยมเลยลูก พ่อภูมิใจที่ลูกคิดแบบนี้
ลูกเข้าใจว่าอะไรสำคัญจริงๆ
ส่วนพ่อก็นึกถึงตอนที่
ได้รับงานมอบหมายยากๆ 
บางครั้งตอนแรก
พ่อก็ไม่ได้มีท่าทีที่ดีเท่าไหร่ 
แล้วก็พูดอะไรไปที่มาเสียใจทีหลัง
แล้วพ่อก็รู้สึกผิด 
แต่ก็ได้กำลังใจที่รู้ว่าพระยะโฮวา
ไม่ได้จำเรื่องพวกนั้น 
พระองค์รู้ว่าเราเป็นคนยังไงจริงๆ 
และก็อดทนช่วยเราให้เป็นคนดีขึ้น 
เรารู้ตั้งหลายอย่างเพราะถามว่า
เรื่องนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับพระยะโฮวา
หาความหมายของคำที่ไม่คุ้นเคย 
และใช้จินตนาการ 
ยังมีอีกหลายอย่างที่จะเรียนได้
เราจะได้เรียนอะไรถ้าเราอยู่ใน
สถานการณ์เดียวกับโยนาห์ 
อยู่คนเดียวในท้องปลา 
อธิษฐานขอพระยะโฮวาช่วย 
เราได้เรียนอะไรจากการที่เราเห็นว่า
การประกาศกับชาวเมืองนีนะเวห์
ไม่ได้ยากอย่างที่โยนาห์คิดเอาไว้ในตอนแรก 
อย่างเช่น ให้เรามาดูว่า...
เป็นบทเรียนที่ดีจริงๆใช่ไหมครับ
ที่โยนาห์มีท่าทีแบบนั้น
ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนที่ไม่ดี
เราจะได้ความรู้ที่มีค่าอีกหลายเรื่อง
ถ้าได้อ่านเกี่ยวกับความรักที่พระยะโฮวา
แสดงต่อโยนาห์และชาวนีนะเวห์
ประชาคมต่างๆทั่วโลก
รอคอยสัปดาห์พิเศษซึ่งก็คือ
สัปดาห์ที่มีการเยี่ยมของผู้ดูแลหมวด
ให้เรามาดูว่า
การจัดเตรียมที่ให้กำลังใจนี้เริ่มต้นมายังไง
สำหรับประชาคมต่างๆของ
พยานพระยะโฮวาทั่วโลก
การเยี่ยมของผู้ดูแลหมวด
ถือเป็นสัปดาห์ที่พิเศษมาก
มีการประกาศ คำบรรยายที่ให้กำลังใจ
และได้อยู่กับพี่น้อง   
แล้วงานเดินหมวดเริ่มต้นมายังไง?
และเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?
เราจะได้รู้เรื่องนี้ในวีดีโอชุด
ย้อนดูประวัติศาสตร์ของเรา   
งานเดินหมวดเริ่มต้นไม่นาน
หลังจากที่พระเยซูตาย
พี่น้องที่นำหน้าได้ส่งเปาโล บาร์นาบัส และทิโมธี
ไปให้กำลังใจพี่น้องในประชาคมต่างๆ   
เริ่มตั้งแต่ปี 1894
องค์การของพระยะโฮวาในปัจจุบัน
ได้ทำตามแบบอย่างนั้น
โดยเริ่มส่งตัวแทนไปเยี่ยมและ
ให้กำลังใจกลุ่มนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิล   
พี่น้องชายเหล่านี้ถูกเรียกว่า “พิลกริม”
พวกเขาจะเดินทางไปประชาคมต่างๆ
ใช้เวลา 1 หรือ 2 วัน
เพื่อให้กำลังใจพี่น้อง
ให้รับใช้พระยะโฮวาต่อๆไป
และการเดินทางในสมัยนั้นไม่ง่ายเลย   
ลองนึกภาพว่าพิลกริมยุคแรกเป็นยังไง
เช่น เอ็ดเวิร์ด เบรนิเซน
เขาไปเยี่ยมพี่น้องที่อยู่ห่างไกล
ทางตะวันตกของสหรัฐฯ
เขาต้องเริ่มเดินทางโดยรถไฟ
ต่อด้วยรถม้าตลอดทั้งคืน
และสุดท้ายต้องนั่งเกวียนไม้
ที่สะเทือนตลอดทาง
ไปตามเส้นทางที่เป็นภูเขา
พิลกริมเป็นผู้สอนที่เก่งมาก
แต่พวกเขาก็ต้องถ่อมด้วย
อย่างเช่น อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม
พี่น้องเกรแฮมบรรยายอย่าง
กระตือรือร้นและมีพลัง
แต่บางครั้งคำบรรยาย
ของเขาก็ยาวไปหน่อย
นานหลายชั่วโมงเลย
เมื่อพี่น้องรัสเซลล์รู้เรื่องนี้
เขาก็เขียนจดหมายถึงพี่น้องเกรแฮมว่า
“พี่น้องที่รัก ผมรู้ว่าคุณรัก
ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิลมาก
และอยากแบ่งปันเรื่องนั้นกับคนอื่น
จนลืมไปว่าคุณบรรยายไปนานแค่ไหนแล้ว”   
พี่น้องเกรแฮมถ่อมตัวและทำตามคำแนะนำ
เขาเลยเป็นพิลกริมที่พี่น้องรัก
คำบรรยายของเขาดีมากและสั้นลงด้วย   
งานมอบหมายของพิลกริมในสมัยนั้น
เน้นไปที่การบรรยายสาธารณะ
แต่มีการปรับเปลี่ยนในช่วงทศวรรษ 1920
พี่น้องที่เดินทางไปเยี่ยม
จะต้องนำหน้าพี่น้องในงานประกาศ
ในช่วงที่เขาไปเยี่ยมด้วย
ดังนั้นพวกเขาเลยถูกเปลี่ยนชื่อเป็น
“ผู้อำนวยการการรับใช้ภาค”
และหลังจากนั้นก็เป็น “ผู้รับใช้ภาค”
หน้าที่หลักของพวกเขา
คือรับใช้และสนับสนุนพี่น้อง   
แล้วก็มาถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ในช่วงปี 1933 ถึง 1935
พวกผู้ต่อต้านพยายาม
หยุดงานประกาศของเรา
บางประชาคมในสหรัฐฯจึงรวมตัวกัน
เพื่อรณรงค์การประกาศพิเศษ
นี่ทำให้พี่น้องของเราเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น
แล้วต่อมาก็มีการจัดระเบียบให้ดีขึ้นอีก
มีการจัดเขตขึ้นมา
ซึ่งแต่ละเขตมีประมาณ 20 ประชาคม
และมีการแต่งตั้งผู้รับใช้เขต
ให้ไปเยี่ยมแต่ละประชาคม
และประชาคมต่างๆจะมา
ประชุมด้วยกันเป็นระยะๆ
นี่ก็คล้ายกับการประชุมหมวดในปัจจุบัน  
ในปี 1942 ผู้ดูแลเดินทางก็ได้ชื่อใหม่ว่า
“ผู้รับใช้พวกพี่น้อง”
หนึ่งในนั้นก็คือ แอนเจโล คาทันซาโร
ตอนที่ได้รับมอบหมายเขาอายุแค่ 19 ปี
ต่อมาพี่น้องคาทันซาโรได้ฉายาว่า
ผู้รับใช้ที่ย้ายไปเรื่อยๆ
ช่วงที่เขาทำงานเดินหมวดมากกว่า 60 ปี
เขากับภรรยาเดินทางไปเกือบทั่วสหรัฐอเมริกา
เพื่อช่วยพี่น้องและคนใหม่หลายพันคน
ให้เป็นผู้ใหญ่ด้านความเชื่อ
ในที่สุด พี่น้องที่เดินทางเหล่านี้
ก็ถูกเรียกว่า “ผู้รับใช้หมวด”
และต่อมาก็เรียกว่า “ผู้ดูแลหมวด”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
พี่น้องเหล่านี้และภรรยาเต็มใจ
สละหลายอย่างเพื่อรับใช้พี่น้อง
พวกเขายอมสละบ้านเพื่อเดินทางไปที่ต่างๆ
ถึงแม้จะเดินทางไกลด้วยซ้ำ
หลายคนก็เป็นเหมือนกับวินสตัน เพย์น
และแพม ภรรยาของเขา
ซึ่งพวกเขาอายุ 20 ต้นๆตอนที่
เริ่มทำงานเดินหมวดในแปซิฟิกใต้
เพื่อจะใช้ชีวิตบนเกาะได้
พวกเขาต้องรับมือกับอากาศร้อน ยุง
และบางครั้งอาหารก็ไม่พอด้วย
แต่พวกเขาก็รักงานมอบหมายนี้
และสนิทกับพี่น้องที่น่ารักที่นั่นมาก
ปัจจุบันมีพี่น้องหลายพันคน
ที่ทำงานเดินหมวด
เพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อม
สำหรับงานมอบหมายนี้
จึงมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมขึ้นในปี 1999
ตอนนี้โรงเรียนสำหรับผู้ดูแลหมวด
และภรรยาได้จัดขึ้นทั่วโลก 
ใช่แล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
คำที่ใช้เรียกผู้ดูแลเดินทาง
เปลี่ยนไปหลายครั้ง
แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน
เหมือนกับสมัยของเปาโล
พี่น้องชายเหล่านี้และภรรยา
เต็มใจ “เสียสละทุกอย่างและทุ่มเทตัวเอง”
เพื่อฝึกคนอื่นในงานรับใช้ ให้กำลังใจวัยรุ่น
และเสริมสร้างประชาคมต่างๆให้เข้มแข็ง 
ดังนั้นเมื่อพวกเขามาเยี่ยม
ประชาคมของคุณในครั้งถัดไป
ลองคิดดูว่าคุณจะทำอะไรได้บ้าง
เพื่อแสดงความขอบคุณ
สำหรับการเสียสละของพวกเขา
แล้วเจอกันใหม่คราวหน้า
ตอนที่เราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ของคนของพระยะโฮวา
ในวีดีโอ
ย้อนดูประวัติศาสตร์ของเรา
เราขอบคุณพระยะโฮวามากใช่ไหมครับ
สำหรับงานหนักที่ผู้ดูแลหมวด
และภรรยาของเขาทำ
คุณมีความทรงจำดีๆเกี่ยวกับผู้ดูแลหมวด
หรือภรรยาของเขาไหมครับ
อาจจะเป็นเกี่ยวกับงานรับใช้
ผู้ดูแลหมวดอาจเคยสนับสนุนคุณ
ให้ขยายงานรับใช้ให้มากขึ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับใช้เป็นผู้ดูแลหมวดได้
แต่เราเลียนแบบความรัก
ของพวกเขาที่มีต่อผู้คนได้
ให้เรามาดูว่าพี่น้องบางคนพร้อม
จะปรับเปลี่ยนยังไงบ้างเพื่อรับใช้มากขึ้น
พอเราเห็นว่าที่นั่นมีความจำเป็น
เราก็รู้เลยว่าพระยะโฮวา
อยากให้เราย้ายไปที่นั่น 
เรารับใช้กับประชาคมเคชัว โบลิเวียโน่
มา 4 ปีแล้ว 
ผมชื่อเฟอร์นันโด 
ฉันมิคาเอลา 
เรารับใช้ในประชาคม
เคชัว โบลิเวียโน่
ในอินเฆนีเอโร อูเอร์โก อาร์เจนตินา  
ในประเทศโบลิเวียหางานทำยากมาก
หลายคนก็เลยย้ายมาที่นี่เพื่อจะทำงานในไร่
และงานที่พวกเขาทำก็เป็นงานที่หนักมาก
บางครั้งต้องทำงาน
จนถึง 5 ทุ่ม หรือเที่ยงคืน 
ไม่ว่านายจ้างจะให้ทำอะไรพวกเขาก็ต้องทำ
ช่วงที่จะคุยกับพวกเขาได้ก็จะเป็นช่วงสั้นๆ
ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำงานต่อในตอนบ่าย
แต่ประกาศในช่วงนั้นไม่ง่ายเลยค่ะ
เพราะอากาศร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส
หลายครั้งเราต้องนำการศึกษา
ตอนที่พวกเขากำลังทำงานอยู่
ตอนที่พวกเขาเก็บผักผลไม้
หรือทำงานอื่นๆอยู่
เราก็จะเดินตามเขาไป
อ่านข้อความจากหนังสือ
หรือข้อคัมภีร์ให้เขาฟัง
เช่น เราอาจจะให้เขาดูชื่อพระเจ้า
ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
พอเขาได้ยินชื่อพระเจ้า
หรือเรื่องอื่นที่เขาสนใจ
พวกเขาก็จะหยุดและหันมาฟังเรา
เห็นเลยว่าพวกเขาอยากรู้มากขึ้น
ถึงแม้พวกเขาจะต้องทำงานต่อ
แต่พวกเขาก็ตั้งใจฟังเรา 
หลายครั้งพวกเขาก็ขอให้เรารอจนเลิกงาน 
เราเลยช่วยพวกเขา งานจะได้เสร็จเร็วๆ 
ตอนแรกพวกเขาก็แปลกใจและถามว่า
“คุณจะช่วยเราจริงๆเหรอ?”
แล้วก็บอกว่า “เสื้อผ้าคุณจะเปื้อนหมดนะ”
แต่เรายินดีที่จะช่วยและมันก็เป็นผลดีด้วย
เพราะในที่สุดเราก็ได้กลายมาเป็นเพื่อนกัน
เราก็อยากจะเป็นเพื่อนกับนักศึกษา
เพราะนั่นจะทำให้เขาก้าวหน้า 
วิธีนี้ช่วยให้เขารู้ว่าเราสนใจพวกเขาจริงๆ 
สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับงานประกาศก็คือ
ได้เห็นคนที่มีหัวใจดีตอบรับความจริง 
ผมชอบงานประกาศมาก
ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันเป็นงานที่หนักอะไร
ผมชื่อโทนี่ มาเรโรครับ 
และฉันมารีลุซค่ะ 
พวกเรามาจากสเปน
แต่ตอนนี้รับใช้อยู่ที่ปารากวัย
ในช่วงที่เกิดโรคระบาด
พวกเราต้องอยู่แต่ในบ้าน 
ตอนนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนชีวิตเยอะมาก 
การประกาศทางโทรศัพท์
เราไม่เห็นหน้าคนที่เราคุยด้วย
ผมตื่นเต้นและเครียดมากเลยครับ
ครั้งหนึ่งผมเชิญผู้ชายคนหนึ่ง
ให้เรียนคัมภีร์ไบเบิลตั้งแต่ครั้งแรก
แล้วผมก็แปลกใจมากที่เขาตอบตกลง
ผมเลยถามเขาว่า
พรุ่งนี้ผมจะส่งคำถาม
ที่เราจะเรียนกันให้เขาได้ไหม?
แล้วเขาก็บอกว่าได้เลย
ตอนแรกผมก็คิดว่าเขาไม่สนใจแล้ว
เพราะเขาอ่านแล้วไม่ตอบ
แต่คืนนั้นเขาก็ตอบกลับมา
ผมมารู้ทีหลังว่าเขาต้องทำงาน
และเขายุ่งมาก
ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนเขาก็ทำงานตลอด
พอรู้แบบนี้ผมก็เข้าใจเขา
แล้ววันหนึ่งผมก็ถามเขาว่า
“ภรรยาคุณอยากมาศึกษาด้วยไหม?”
เขาตอบว่า “ก็ดีนะ”
ตลอดหลายเดือนที่ศึกษากัน
เราต้องรอเวลาที่เขาสะดวก 
ใช่ เราต้องรอโทรศัพท์จากเขา 
เราต้องพร้อมทุกเวลา 
เขาจะโทรมาตอนไหนไม่รู้
อาจจะสามทุ่ม สี่ทุ่ม หรือห้าทุ่ม 
แต่เขาจะส่งข้อความบอกก่อน
เช่น “ขออีก 5 นาทีนะ”
แล้วเราก็จะเห็นเขามาทักทายสั้นๆ
แล้วก็วิ่งไปอาบน้ำ
แล้วพอเขาพร้อมเขาก็จะมานั่ง
และเราก็เริ่มศึกษากัน
ตอนแรกเรารู้สึกว่า
ต้องออกความพยายามจริงๆ 
เป็นอย่างนั้นจริงๆ 
แล้วพอเวลาผ่านไปเราก็รู้สึกชอบ
เพราะทุกครั้งที่เราศึกษาเสร็จเรารู้สึก... 
- มีความสุขมากค่ะ
- ใช่ มีความสุข 
พอศึกษาเสร็จเราจะคุยกันว่า
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะมีนักศึกษาดีแบบนี้” 
ใช่เลยครับ 
และ “พวกเขาสนใจขนาดนี้จริงๆหรอ?”
ใช่ พวกเขาสนใจ
เขาอยากรู้จักพระยะโฮวา
แค่ศึกษาได้ไม่นาน
พวกเขาก็เอาสิ่งที่เรียนไปใช้
แล้วประมาณหนึ่งปีหลังจากนั้น
พวกเขาก็รับบัพติศมา
ฉันมีความสุขมาก
ฉันขอบคุณพระยะโฮวาทุกวันเลย
มันคุ้มค่ามากค่ะ
ฉันขอบคุณพระองค์ทุกวัน 
เราอาจต้องเสียสละหลายอย่าง
เพื่อจะสอนคนที่สนใจ
ในเวลาและสถานที่ที่พวกเขาสะดวก
แต่ถ้าเราพร้อมจะปรับเปลี่ยน
เราก็ได้ช่วยบางคนให้มาสนิท
กับพระยะโฮวาซึ่งเป็นพรที่ยอดเยี่ยม
เรื่องของพี่น้องโรซาเลีย ฟิลลิปส์
มีลงในตื่นเถิด!เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว
ในวีดีโอต่อไปนี้ ให้เรามาดูว่า
การที่เธอตัดสินใจรับใช้พระยะโฮวา
มีผลดีกับเธอและครอบครัวยังไง
ฉันโตมาในครอบครัวของนักร้อง
นักแสดงที่มีชื่อเสียง
คนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือพ่อของฉัน
เคอร์มัน บัลเดส
หรือที่คนอื่นรู้จักกันในชื่อทิน-ทัน
ฉันรักดนตรีมาก
ตั้งแต่เป็นเด็ก ฉันเป็นคนกล้าแสดงออก
ฉันเลยเริ่มเล่นกีตาร์
แล้วก็แต่งเพลงในสไตล์ของตัวเอง
ฉันไม่ได้อยากเป็นนักร้องอาชีพ
แต่ถึงอย่างนั้น
ไม่นานหลังจากที่พ่อตาย
เรามีความจำเป็นด้านการเงิน
ฉันก็เลยต้องหางานทำ
ฉันเข้าร่วมวงดนตรีหนึ่ง
และนั่นทำให้ฉันกลายเป็นนักร้อง
และนักแสดงที่มีชื่อเสียง
แต่ฉันได้เห็นว่า
คนในวงการเดียวกับฉัน
มักทำผิดศีลธรรม
และไม่จริงใจต่อกัน
ฉันเลยไม่ไว้ใจใคร
พอได้มาเรียนความจริง
ฉันได้เจอคนที่จริงใจแล้วก็รักฉันจริงๆ
แล้วฉันก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง
ตอนนี้ฉันเหมือนเป็นคนใหม่เลย
ฉันร่าเริง คุยเก่งแล้วก็มีความสุข
ในฐานะพ่อแม่
สิ่งที่เรากังวลตอนที่ย้ายกลับมา
ที่เม็กซิโกก็คือ
ลูกๆของเราจะถูกกดดันให้เข้าวงการไหม
ฉันกับสามีเลยทำทุกอย่าง
เท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้เป็นแบบนั้น
ตอนที่จีแอนนาลูกสาวของฉันอายุ 17
ฉันมีนัดกับสถานีโทรทัศน์หนึ่ง
ที่มีชื่อเสียงมากในเม็กซิโกซิตี้
วันนั้นฉันพาลูกสาวไปด้วย
แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นแมวมองเห็นเธอ
แล้วก็ถามว่า
‘หนูชอบร้องเพลงเหมือนแม่ไหม?’
ลูกสาวก็บอกว่า ‘ใช่’
แล้วเธอก็ร้องเพลงให้เขาฟัง
เขาชอบเสียงของเธอมาก
แล้วเขาก็ชวนเธอไปที่ออฟฟิศของเขาทันที
ฉันได้ยินเขาพูดกับลูกสาวว่า
“หนูมาทำงานที่ช่องนี้กับเราเถอะ
เราจะปั้นให้หนูเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง
เราอยากให้หนูมาเซ็นสัญญากับเรา
วันจันทร์กลับมาอีกนะ”
ตอนที่จีแอนนาออกมาจากออฟฟิศ
ฉันกังวลมาก
แล้วฉันก็ถามลูกว่า
“ลูกจะรับข้อเสนอของเขาไหม?”
แล้วลูกก็บอกว่า “ไม่ค่ะแม่
หนูอยากรับใช้พระยะโฮวามากกว่า
หนูไม่เอาหรอก
หนูอยากเป็นไพโอเนียร์ประจำแบบนี้”
สัปดาห์ต่อมาเราได้รับโทรศัพท์จากเบเธล
ขอให้เราไปช่วยงานในโปรเจ็คเกี่ยวกับเพลง
ลูกสาวตื่นเต้นมาก
ตอนนี้เธอมีความสุขมาก
ที่ได้ใช้เสียงเพราะๆของเธอเพื่อพระยะโฮวา
เป็นเวลาหลายปีที่พระยะโฮวาใช้เรา
ให้ช่วยเกี่ยวกับงานเพลงในเบเธล
บางครั้งฉันเห็นเลยว่า
ซาตานพยายามล่อใจฉัน
เช่น มีคนมาเสนองานให้ฉัน
ซึ่งเกี่ยวกับงานระลึกถึงพ่อ
แต่งานนี้ทำให้ฉันต้องใช้เวลามาก
แล้วก็จะเป็นไพโอเนียร์ประจำไม่ได้
ฉันก็เลยปฏิเสธ
พระยะโฮวาอวยพรฉันมาตลอดหลายปี
ทุกครั้งที่มีคนมาเสนองานกับฉัน
แล้วฉันปฏิเสธ
พระยะโฮวาก็จะให้บางอย่างตอบแทน
เช่นให้ฉันมีโอกาสได้ช่วยเตรียมอาหาร
สำหรับพี่น้องที่มาเข้า
โรงเรียนต่างๆขององค์การ
ข้อท้าทายที่ฉันเจอ
สอนให้ฉันวางใจในพระยะโฮวา
เหมือนกับที่อัครสาวกเปาโลบอกว่า
“ถ้าไม่มีความเชื่อ
ก็ไม่มีทางทำให้พระเจ้าพอใจได้”
และ “พระองค์ให้รางวัลกับคนที่
เสาะหาพระองค์อย่างจริงจัง”
ฉันมีความสุขมากที่ได้ประกาศด้วยกันกับแม่
ที่ตอนนี้อายุ 90 กว่าแล้ว
เราชอบที่ได้ประกาศด้วยกันในหลายรูปแบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
บางคนในครอบครัวของฉันมาเรียนคัมภีร์ไบเบิล
และบางคนก็เข้ามาเป็นพยานพระยะโฮวา
ฉันมีความสุขมากที่ได้อยู่กับแม่และลูกสาว
เราเล่นกีตาร์ร้องเพลง
เราดีใจที่เห็นพี่น้องสนุกกัน
ฉันตั้งตาคอยที่จะเจอพ่ออีกครั้งในโลกใหม่
ฉันอยากจะวิ่งเข้าไปกอดพ่อ
แนะนำหลานๆให้รู้จัก
พ่อกับแม่จะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง
หวังว่าจะเป็นบ้านริมทะเล
แล้วพวกเราทุกคนก็จะได้ร้องเพลงด้วยกัน
เหมือนที่เราทำกันเมื่อก่อน
ฉันตั้งใจไว้ว่า
จะซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาตลอดไป
เป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ
พี่น้องโรซาเลียวางใจพระยะโฮวา
นี่เลยทำให้เธอกับครอบครัวได้รับพรมากมาย
พระยะโฮวาอยากให้เราไว้วางใจพระองค์
โดยเฉพาะตอนที่เจอเรื่องที่ยากที่สุด
ในการนมัสการตอนเช้า
พี่น้องสตีเฟน เลตต์จะอธิบายว่า
เราจะวางใจพระยะโฮวาตอนที่ถูกข่มเหงได้ยังไง
หัวเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้คือ
พลังบริสุทธิ์
ช่วยให้เราอดทนกับการข่มเหงได้
ความคิดเห็นจากหอสังเกตการณ์
พูดถึงการข่มเหงหลายรูปแบบ
ที่เคยเกิดขึ้นกับประชาชนของพระเจ้า 
แต่ข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้
ที่เศคาริยาห์ 4:6 ทำให้เรามั่นใจว่า
ไม่ว่าเราจะเจอการข่มเหงอะไร 
ถ้าเรามีพลังบริสุทธิ์
เราก็จะอดทนได้แน่นอน
แต่อะไรคือเป้าหมายที่ซาตานข่มเหง
คนของพระเจ้า
ก็เพื่อให้พวกเขายอมแพ้และเลิกรับใช้
หรือไม่ภักดีและยอมอะลุ่มอล่วย
ขอให้เราคิดถึงสิงโตนะครับ
ซาตานก็เปรียบเหมือนสิงโต
ที่อยากจะขย้ำกิน
เวลาที่สิงโตขย้ำกินอะไรบางอย่าง
เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่มันกิน
มันก็จะเข้าไปอยู่ในท้องของสิงโต
และเป็นส่วนหนึ่งของมันไปเลย
นั่นแหละที่ซาตานอยากทำกับเรา
มันอยากให้เราที่ไม่ได้เป็นคนของโลกนี้
กลายมาเป็นคนของมัน
เป็นส่วนของโลกชั่วนี้
และในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน 
แต่เราตั้งใจที่จะไม่เป็นแบบนั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากพลังบริสุทธิ์
แล้วมีการข่มเหงแบบไหนบ้าง
ที่เคยใช้กับคนของพระเจ้า 
และยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้
เราจะมาดูกัน 5 อย่างครับ
ไม่แน่ก่อนที่อาร์มาเกดโดนจะมา
เรากับคนที่เรารัก
อาจต้องเจอการข่มเหงเหล่านี้บางอย่างก็ได้
ดังนั้นถ้าเราเจอกันข่มเหงเหล่านี้
เราจะตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาความซื่อสัตย์
และช่วยคนอื่นให้ทำแบบนั้นด้วย
อย่างแรกก็คือการสั่งห้าม
งานของพยานพระยะโฮวา
เคยถูกสั่งห้ามมากกว่า 100 ประเทศ 
เราเคยถูกสั่งห้ามในประเทศต่างๆ
ตั้งแต่แอลเบเนีย จนถึงซิมบับเว
ซึ่งประเทศเหล่านั้นก็ปกครอง
ในหลายรูปแบบ
จริงๆแล้วการสั่งห้ามก็มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
การสร้างวิหารขึ้นใหม่ก็ถูกสั่งห้าม
ในปี 522 ก่อนคริสต์ศักราช
ในศตวรรษแรกงานประกาศของเหล่าสาวก
ของพระเยซูก็ถูกสั่งห้าม
ในหลายพื้นที่
แต่เนื่องจากพวกเขาไม่หยุดประกาศ
พวกเขาเลยได้ถูกนำตัวไปอยู่ต่อหน้ากษัตริย์
และผู้ว่าราชการ
แต่พลังบริสุทธิ์ช่วยพวกเขายังไง
ตอนที่พวกเขาอยู่ต่อหน้ากษัตริย์
และผู้ว่าราชการ
แล้วเราล่ะพลังบริสุทธิ์จะช่วยเรายังไง 
เพื่อจะได้คำตอบให้เรามาดูด้วยกัน
ที่มัทธิว บทที่ 10
ว่าพลังบริสุทธิ์จะช่วยเรายังไง
ให้เราเริ่มอ่านด้วยกันที่ 10:19 
พระเยซูบอกว่า
“ตอนที่พวกเขาจับคุณไปนั้น
ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดอะไร หรือพูดอย่างไร”
ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดอะไร
หรือพูดยังไง ทำไมครับ
“เพราะตอนนั้นคุณจะรู้ว่าต้องพูดอะไร”
จริงๆแล้วไม่ใช่ตัวคุณเองที่พูด
แต่พลังจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อ
จะช่วยคุณให้รู้ว่าควรพูดอะไร 
ดังนั้นเราไม่ได้พูดด้วยตัวเอง 
เมื่อเราทำส่วนของเราอย่างดี
พลังบริสุทธิ์ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าควรพูดอะไร
เหมือนกับที่คัมภีร์ไบเบิลสัญญาไว้
การข่มเหงอย่างที่ 2 คือ
การจำคุก
คริสเตียนในศตวรรษแรกถูกจำคุกหลายครั้ง 
พระเยซูก็เตือนพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้
ในลูกา 21:12
‘คุณจะถูกจับ…
จะถูกคุมตัว…
และถูกขังคุก’
และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจริงในสมัยของเรา
คนของพระยะโฮวาก็มักจะถูกขังคุก
เรารู้ดีว่ารัสเซียและชาติพันธมิตร
ก็ใช้การข่มเหงแบบนี้
รัฐบาลอื่นๆก็ทำคล้ายๆกัน
ผมชอบคำแนะนำที่ให้อธิษฐาน
เผื่อพี่น้องที่ติดคุก
เราถูกกระตุ้นอยู่บ่อยๆ
ให้อธิษฐานเผื่อพี่น้องที่ติดคุก
เช่น ในเอริเทรีย เติร์กเมนิสถาน
รัสเซีย และในที่อื่นๆ
และผมก็ชอบคำแนะนำในฮีบรู 13:3
“ขอให้คิดถึงคนที่ถูกกักขังอยู่
เหมือนกับว่าตัวคุณเอง
ถูกกักขังร่วมกับพวกเขาด้วย”
ตอนนี้เราอาจจะยังไม่ถูกขังคุก 
แต่อนาคตก็ไม่แน่
และเราคงจะดีใจมากที่พี่น้องอธิษฐานเผื่อเรา
เหมือนพวกเขาถูกกักขังร่วมกับเรา
การข่มเหงอย่างที่ 3 ก็คือ
เด็กๆของเราถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ซาตานรู้ว่าถ้ามันข่มเหงลูกๆ
ก็เหมือนกับมันข่มเหงพ่อแม่ด้วย
มันหวังว่านี่จะทำให้พ่อแม่
ไม่ภักดีต่อพระยะโฮวา
นี่เป็นปัญหาใหญ่มากในสหรัฐ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 
แต่ในปัจจุบันก็มีหลายประเทศ
ที่สั่งห้ามงานของเรา
และไล่เด็กๆออกจากโรงเรียน
เรื่องนี้อาจทำให้เรานึกถึง
เด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ที่ถูกไล่ออกจากที่ประชุมของชาวยิว
เพราะเชื่อในพระเยซู
การข่มเหงจากซาตานอย่างที่ 4 
มีบอกไว้ในวิวรณ์ 13:16,17
ที่นั่นพูดถึงรัฐบาลในโลกของซาตาน
หรือสัตว์ร้าย
มันจะกดดัน และ “บังคับ” ทุกคน
ให้รับเครื่องหมายที่มือหรือหน้าผาก
ถ้าไม่ทำก็ไม่สามารถซื้อขายได้
แล้วการข่มเหงแบบนี้เป็นยังไง
คำตอบก็คือผู้คนอาจทำให้
พี่น้องของเรามีปัญหาทางด้านการเงิน
เพื่อให้พวกเขาเลิกเป็นกลาง 
และนี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ซาตาน
ใช้บ่อยในทุกวันนี้ 
พี่น้องหลายคนถูกไล่ออกจากงาน
เพราะรักษาความเป็นกลาง
ผู้คนไม่ซื้อของจากร้านของพี่น้องของเรา
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าเศร้าคือสิ่งที่เกิดขึ้น
กับพี่น้องในมาลาวี
พวกเขาเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ
และถูกข่มเหงอย่างหนัก
แค่เพราะเขาไม่ซื้อบัตรพรรคการเมือง
ที่มีราคาแค่ 25 เซนต์ 
แม้จะรู้ว่าบัตรนั้นมีราคาถูกมาก
แต่พวกเขาไม่ยอมซื้อ
เพราะจะทำให้สูญเสียความสัมพันธ์
ที่มีกับพระยะโฮวา
การข่มเหงอย่างที่ 5 
ซึ่งเป็นอย่างสุดท้ายที่เราจะคุยกันในวันนี้
อยู่ที่มัทธิว 5:11
พระเยซูบอกว่า “เมื่อคุณโดนคนอื่นข่มเหง
ด่าว่า และใส่ร้าย
เพราะติดตามผม
คุณก็มีความสุข”
ใช่แล้วครับ การใส่ร้าย
สื่อต่างๆมักจะพูดใส่ร้ายเราบ่อยๆจริงไหมครับ
พระเยซูเองก็ถูกใส่ร้าย
ท่านถูกเรียกว่าพวกของปีศาจ ดูหมิ่นพระเจ้า
เป็นคนตะกละและขี้เมา
คริสเตียนในยุคแรกก็ถูกใส่ร้ายด้วยเหมือนกัน
เหมือนกับผู้นำชาวยิวที่บอกเปาโล
ในกิจการ 28:22
กิจการ 28:22 บอกว่า
“เรารู้ว่ามีคนพูดต่อต้านนิกายนี้ทั่วไปหมด”
ตอนนั้นพวกเขาถูกใส่ร้ายอย่างหนัก
แต่พลังบริสุทธิ์ช่วยเรา
ให้อดทนกับการใส่ร้ายได้
เราได้คุยกัน
เกี่ยวกับการข่มเหงทั้ง 5 อย่างไปแล้ว
ก็คือการถูกสั่งห้าม
การจำคุก
เด็กๆของเราถูกไล่ออกจากโรงเรียน
การกดดันทางเศรษฐกิจ
ที่ทำให้เราไม่เป็นกลาง
และการใส่ร้าย
จริงๆแล้วยังมีการข่มเหงอีกหลายอย่าง
แต่ไม่ว่าการข่มเหงจะเป็นแบบไหน
พลังบริสุทธิ์จะช่วยให้เราอดทน
และซื่อสัตย์ต่อไปได้
แต่คำถามสำคัญก็คือ
เราจะได้รับพลังบริสุทธิ์
และรักษาไว้ได้ยังไง
เราจะคุยกันสั้นๆ 3 วิธีครับ
อย่างแรกในลูกา 11:13
พระเยซูบอกว่า ‘พระเจ้าผู้เป็นพ่อในสวรรค์
จะให้พลังบริสุทธิ์
กับคนที่ขอพระองค์’
เราต้องขอครับ
อย่างที่ 2 เราต้องทำตามการชี้นำ
จากพลังบริสุทธิ์
โดยทำสิ่งต่างๆ เช่น
ไปประชุม ไปประกาศ
และอ่านคัมภีร์ไบเบิล
อย่างที่ 3 ในเอเฟซัส 4:30
“อย่าทำให้พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียใจ”
เราต้องพยายามอย่างมาก
ที่จะไม่ทำอะไรก็ตาม
ที่ขัดขวางไม่ให้เราได้รับพลังบริสุทธิ์
ดังนั้นเราเลยต้องขอ
ทำตามการชี้นำ
และไม่ทำให้พลังบริสุทธิ์เสียใจ
แล้วพลังบริสุทธิ์
ซึ่งเป็นพลังที่มีอำนาจมากที่สุดในเอกภพ
จะช่วยเราใน 4 ด้านต่อไปนี้
มีอะไรบ้างครับ
พระเยซูพูดถึง 3 อย่าง
ในยอห์น 14:26 
พลังบริสุทธิ์จะเป็น “ผู้ช่วย”
อย่างที่ 2 “จะสอน” เรา
และจะ ‘ช่วยเราให้จำทุกเรื่องที่พระเยซูเคยสอน’
หรือพูดอีกอย่างคือ ‘ผู้เตือนความจำ’
และขอให้จำคำนี้ไว้นะครับ
ให้อธิษฐานขอพลังบริสุทธิ์จากพระยะโฮวา
เพื่อช่วยคุณให้นึกถึงเรื่องดีๆที่ให้กำลังใจ 
ตอนที่คุณถูกข่มเหง
อีกวิธีหนึ่งที่พลังบริสุทธิ์จะช่วยเรา
บอกไว้ในยอห์น 16:13
พลังบริสุทธิ์ ‘จะช่วยคุณให้เข้าใจ
ความจริงทั้งหมด’ 
จำได้ไหม 4 อย่างคือ
เป็นผู้ช่วย ผู้สอน ผู้เตือนความจำและผู้ชี้นำ
สมมุติว่าคุณต้องข้ามพื้นที่ที่มีกับระเบิด
คุณคงดีใจมากใช่ไหมถ้ามีคนที่รู้พื้นที่นั้นดี
มาช่วยคุณข้ามไปได้อย่างปลอดภัย
ถ้าเรายอมให้พลังบริสุทธิ์ช่วย
ผลจะเป็นยังไงครับ
ไม่ว่าจะเจอการข่มเหงอะไร 
เราจะไม่ถูกซาตานขย้ำกิน
และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้
เพราะเราจะรักษาตัวเอาไว้ได้
และไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลก
แล้วเราก็จะพูดเหมือนข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้ได้
เราจะอดทนกับการข่มเหงได้
“ไม่ใช่เพราะกำลังทหาร
หรือกำลังอย่างอื่น 
แต่เพราะพลังของพระยะโฮวา”
ผมรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่เห็นว่า
เราสามารถพึ่งพลังที่ยิ่งใหญ่ในเอกภพ
เพื่อช่วยเราให้เข้มแข็งได้ในแต่ละวัน
มิวสิควีดีโอเดือนนี้
เราจะได้เห็นว่าพลังบริสุทธิ์
ช่วยพี่น้องหนุ่มคนหนึ่งยังไง
ยะโฮวายุติธรรม
พระองค์นั้นคงเศร้าใจ
คนดีต้องทน
ลำบากเพียงไร
และไม่ได้ความเป็นธรรม
เจ็บช้ำท้อแท้และถูกข่มเหง
ฉันเองต้องเสียน้ำตา
แต่ใจฉันรู้พระองค์ดูแล
ฉันไม่ต้องแก้แค้น
รอคอยพระองค์
ยะโฮวา
รอพระเจ้ามาแก้ไข
ฝากพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่
ให้ความเป็นธรรมกับฉัน
มีคนเยาะเย้ยในครอบครัว
หรือตัวต้องโดนจองจำ
ต้องถูกกระทำจากคนที่รักหรือรัฐบาลโลกนี้
แต่ฉันไม่กลัว จะเตรียมใจไว้ทดสอบไม่ว่าเรื่องใด
พระเจ้าของฉันจะให้กำลังช่วยฉันสงบใจแท้
รอคอยพระองค์
ยะโฮวา
รอพระเจ้ามาแก้ไข
ฝากพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่
ให้ความเป็นธรรมกับฉัน
ยุติธรรมใครจะให้เรามา
ผู้เดียวก็คือยะโฮวา
ยุติธรรมขอพระเจ้าช่วยเรา
ความทุกข์ที่มีทั้งหมด
จะถูกลบล้างไม่เหลือ
รอคอยพระองค์
ยะโฮวา
รอพระเจ้ามาแก้ไข
ฝากพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่
ให้ความเป็นธรรมกับฉัน
ให้นึกถึงความหวังอยู่เสมอ
ในช่วงที่เจอความยากลำบาก
ถึงพี่น้องคนนี้ยังอยู่ในคุก
แต่ความหวังของเขายังชัดเจน
เขาไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องความไม่ยุติธรรมที่เจอ
แต่เลือกที่จะนึกถึงที่ที่ทำให้เขามีความสุข
เช่น ที่หอประชุม ตอนไปรับใช้
หรือตอนไปบ้านของพี่น้อง
คุณได้เรียนอะไรไหมจากรายการเดือนนี้
ที่จะช่วยคุณให้เข้มแข็งในอนาคตข้างหน้า
เราได้คุยกันว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เรา
จะใช้กำลังของเรา
เพื่อใส่ใจกับเรื่องที่สำคัญจริงๆ
หนึ่งในสิ่งสำคัญนั้นก็คือ
การช่วยเหลือคนอื่น
เราได้เห็นว่าพี่น้องบางคน
มีความสุขมากขึ้นในงานรับใช้
เพราะพวกเขาปรับเปลี่ยนตารางเวลา
เพื่อศึกษาตอนที่นักศึกษาสะดวก
และเราได้คุยกันเกี่ยวกับบทเรียนบางอย่าง
ที่เราได้จากการค้นคว้าหนังสือโยนาห์
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวที่มอนเตเนโกร
ชื่อมอนเตเนโกรในภาษาอิตาเลียนแบบเวนิส
หมายถึง ภูเขาดำ
ซึ่งน่าจะมาจากภูเขาในมอนเตเนโกร
ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีเข้ม
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น
มอนเตเนโกรก็เป็นดินแดนที่มีสีสันสวยงาม
และมีสัตว์หลายชนิด
ซึ่งเป็นเหมือนอัญมณีที่อยู่ริมทะเลเอเดรียติก
หุบเขาแม่น้ำธารา เป็นหุบเขาที่ลึกที่สุดในยุโรป
ทะเลสาบสคูทาริ
เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรบอลข่าน
และยังมีเขตอนุรักษ์นก
ที่มีนกเกือบ 280 สายพันธุ์อาศัยอยู่
หลายคนมาเที่ยวเมืองโบราณโคเตอร์
เพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม
เดินเล่นตามตรอกซอกซอย
หรือปั่นจักรยานตามถนน
คดเคี้ยวชื่อดังของที่นี่
ประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของมอนเตเนโกร
เต็มไปด้วยสงครามและความยากลำบาก
ในปี 1918
มอนเตเนโกรถูกรวมเข้ากับ
อาณาจักรของชาวเซิร์บ
โครแอต และสโลวีเนีย
ในปี 1929 ชื่อประเทศถูกเปลี่ยนเป็น
ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย
ซึ่งรวมดินแดนที่ปัจจุบันคือบอสเนีย
และเฮอร์เซโกวีนา
โครเอเชีย โคโซโว มาซิโดเนียเหนือ
มอนเตเนโกร เซอร์เบีย และสโลวีเนีย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
มีการเปลี่ยนการปกครอง
เป็นสหพันธรัฐสังคมนิยม
ซึ่งต่อมาล่มสลายในตอนปลายศตวรรษที่ 20
ในปี 2006 มอนเตเนโกร
ประกาศเอกราชจากเซอร์เบีย
การดิ้นรนต่อสู้ที่ผ่านมาของชาวมอนเตเนโกร
ทำให้พวกเขาเห็นค่าคุณลักษณะต่างๆ
อย่างเช่น ความซื่อสัตย์
ความถ่อม การเสียสละ
และการให้เกียรติคนอื่น
ในทศวรรษ 1920
ชายหนุ่มคนหนึ่งจากเซอร์เบียที่ชื่อ
ฟรันซ์ บรันด์
เขาได้ยินข่าวดีครั้งแรกที่ออสเตรีย
ตอนที่กำลังฟังคำบรรยายอยู่
แล้วมีพวกต่อต้านมาก่อกวน
เขาไม่เคยลืมสิ่งที่ได้ยิน
เขาตัดสินใจว่าต้องประกาศ
ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิล
เขากลับไปบ้านเกิดของตัวเอง
และศึกษาพระคัมภีร์กับคนกลุ่มเล็กๆ
ต่อมาก็ย้ายไปเมืองมารีบอร์
ประเทศสโลวีเนีย
เขาได้งานเป็นช่างตัดผม
และประกาศกับลูกค้า
ซึ่งก็ฟังอย่างเงียบๆตอนที่ถูกโกนหนวด
แล้วก็ยังมีอัลเฟรด ทูเช็ก
วาทยกรประจำวงดุริยางค์รักษาพระองค์
ที่ได้รับสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับ
คัมภีร์ไบเบิลจากเพื่อนร่วมงาน
เขาลาออกจากการเป็น
วาทยกรของวงดุริยางค์ทหาร
ซึ่งมีรายได้ดี
แล้วมาเป็นหนึ่งในไพโอเนียร์
คนแรกๆของยูโกสลาเวีย
ประมาณปี 1930
เขาก็ได้เดินทางไปกับพี่น้องคนอื่น
เพื่อเปิดภาพยนตร์เรื่องการทรงสร้าง
เขากับภรรยาที่ชื่อฟรีดา
เดินทางไปประกาศหลายที่
โดยใช้จักรยานและมอเตอร์ไซค์
เช่น โครเอเชีย มาซิโดเนีย
มอนเตเนโกร และเซอร์เบีย
ตอนนี้มอนเตเนโกรมีผู้ประกาศ 432 คน
เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์
พวกเขาทำงานรับใช้อย่างกระตือรือร้น
และเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ประกาศเป็นไพโอเนียร์
เนื่องจากภูมิประเทศที่นี่แตกต่างกัน
วิธีประกาศก็เลยแตกต่างกัน
เมืองหลวงของมอนเตเนโกรคือพอดโกรีซา
ประชาคมพอดโกรีซาเหนือ
มีเขตประกาศครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างมาก
ผู้ประกาศหลายคนอยู่ไกลจาก
หอประชุมประมาณ 100 กิโลเมตร
พวกเขาต้องใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง
เพื่อเดินทางมาประชุม
ประมาณเดือนละหนึ่งหรือสองครั้ง
ผู้ประกาศในเมืองพอดโกรีซา
จะจัดการประกาศในที่ห่างไกล
เพื่อประกาศร่วมกับพี่น้องที่อยู่แถวนั้น
พวกเขาจะพยายามพูดคุย
กับผู้คนให้ได้มากที่สุด
ในตอนเช้าจะมีการประชุมเพื่อการประกาศ
ในสวนสาธารณะ
หลังจากรับใช้เสร็จแล้ว
พวกเขาก็จะเข้าร่วมการประชุม
ผ่านทางระบบวีดีโอด้วยกัน
และพวกเขาก็จะพักกับพี่น้องท้องถิ่น
แล้วค่อยเดินทางกลับบ้านในวันถัดไป
ส่วนทางตอนใต้ของประเทศ
มีชายหาดที่สวยงามหลายที่
ในบางช่วงของปีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่
มีมากกว่าคนท้องถิ่นถึง 2 เท่า
ในช่วงนั้น
ประชาคมก็จะเน้นไปที่การประกาศ
ตามที่สาธารณะและกับนักท่องเที่ยว
และพอหมดฤดูท่องเที่ยว
ประชาคมก็จะไปประกาศตามบ้าน
และประกาศในเขตธุรกิจ
ความกระตือรือร้นของพวกเขากำลังเกิดผลดี
ในปี 2024 มีผู้เข้าร่วม
การประชุมอนุสรณ์ถึง 769 คน
ผู้ประกาศ 37 คนจากประชาคมเฮอร์เซ็กโนวี
ส่งความรักอย่างอบอุ่น
มาให้กับพี่น้องทุกคนครับ
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวาครับ