JW subtitle extractor

รายการโทรทัศน์ JW—เมษายน 2026

Video Other languages Share text Share link Show times

ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ
ในเดือนนี้เราจะได้เรียน
วิธีที่จะมองตัวเองด้วยความรัก
แบบที่พระยะโฮวามอง
เราจะได้ขุดค้นความรู้จากหนังสือมีคาห์
และดูบทเรียนเกี่ยวกับ
ความซื่อสัตย์และความถ่อม
และเราจะเห็นว่าการทำสิ่งเล็กๆน้อยๆ
เพื่อคนอื่น
อาจเกิดผลดีอย่างมาก
และนี่คือรายการของเดือนนี้ครับ
พี่น้องที่รัก
คุณเคยรู้สึกเหมือนกับพี่น้องหญิงคนนี้ไหม?
ที่เขียนในจดหมายว่า
“ไม่ว่าฉันจะรักพระยะโฮวา
หรือพยายามรับใช้พระองค์มากแค่ไหน
ฉันก็ยังรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ”
หลายครั้งที่ความไม่สมบูรณ์แบบของเรา
บอกเราว่า
ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน
เราก็ไม่มีวันดีพอสำหรับพระยะโฮวาได้
หรือถึงแม้ว่าคุณจะรู้ว่า
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่พร้อมให้อภัย
แต่คุณอาจรู้สึกผิดไม่หาย
เกี่ยวกับสิ่งที่คุณเคยทำหรือพูดในอดีต
เราอาจคิดถึงอยู่บ่อยๆ
เกี่ยวกับสิ่งที่เราเคยทำผิดพลาด
หรือบาปที่เราเคยทำนานมากแล้ว
การคิดแบบนี้เรื่อยๆ
ทำให้เรารู้สึกท้อและเศร้ามาก
บางครั้งพวกเราหลายคน
ก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
ทำไมเราถึงบอกแบบนั้นครับ?
ให้เรามาดู
สิ่งที่พระยะโฮวาดลใจให้อัครสาวกยอห์น
เขียนใน 1 ยอห์น 3:19, 20
ข้อนี้เป็นหัวเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้
“พระเจ้าก็รู้จักตัวเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง”
1 ยอห์น 3:19, 20 อ่านว่า
“เมื่อทำอย่างนี้ เราก็รู้ว่าเราอยู่ฝ่ายความจริง
และเรามั่นใจได้ว่าพระเจ้ารักเรา
ไม่ว่าใจเราจะตำหนิตัวเองขนาดไหน
พระเจ้าก็รู้จักตัวเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง
และพระองค์รู้ทุกสิ่ง”
ข้อนี้ในภาษาเดิมคำว่า ‘ตัวเรา’
หรือแปลตรงตัวว่า ‘ใจเรา’
ยอห์นกำลังพูดถึงใจของเขาด้วย
ตอนที่เขาพูดว่า
“เรามั่นใจได้ว่าพระเจ้ารักเรา
และไม่ว่าใจเราจะตำหนิตัวเองขนาดไหน”
ทำให้เรารู้ว่าแม้แต่อัครสาวกยอห์น
ก็ยังรู้สึกแย่กับตัวเองในบางครั้ง
แต่ยอห์นให้เหตุผลที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า
พระยะโฮวามองที่ส่วนดีของเรา
ยอห์นบอกว่า
“เราก็รู้ว่าเราอยู่ฝ่ายความจริง”
ลองคิดดูสิ
คุณเข้ามาเป็นคริสเตียนได้ยังไง?
ก็เพราะเราได้ฟังและยอมรับ
ความจริงของคำของพระเจ้า
เรายอมรับพระเยซูและ
ยอมรับความจริงที่ท่านสอน
เราไม่เชื่อคำสอนเท็จของโลกนี้
เราเลียนแบบพระเยซู
โดยแสดงความรักกับพี่น้อง
และพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง
ดังนั้นเราเลยอยู่ฝ่ายความจริง
ความจริงได้เปลี่ยนชีวิตของคุณและของผม
การรู้แบบนี้ทำให้เรามั่นใจว่า
พระยะโฮวายอมรับเรา
ให้เป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์
แต่ถึงอย่างนั้น
ในบางครั้ง
ใจเราก็ยังตำหนิตัวเอง
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นครับ?
นี่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
หลายครั้งที่คัมภีร์ไบเบิลพูดถึงใจเรา
ก็มักจะหมายถึงตัวตนจริงๆ ข้างในของเรา
ที่คนอื่นมองไม่เห็น
หอสังเกตการณ์ 1 สิงหาคม ปี 1997 บอกว่า
“คัมภีร์ไบเบิลเชื่อมโยง
สติรู้สึกผิดชอบกับหัวใจโดยนัย
ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและอารมณ์ของเรา”
ข้อความนี้ยกมาจากโรม 2:15
ที่นั่นเปาโลอธิบายว่า
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทำงานยังไง
แม้แต่กับคนที่ไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายโมเสส
ขออ่านด้วยกันครับ
โรม 2:15
“และแสดงว่าหลักการของกฎหมายนั้น
อยู่ในใจเขา
เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวเขา
บอกให้รู้ว่าเขาถูกหรือผิด
และเมื่อคิดหาเหตุผลแล้ว เขาก็ตำหนิตัวเอง
หรือไม่ก็รู้สึกสบายใจ”
ดังนั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะตำหนิเรา
หรือทำให้เรารู้สึกสบายใจก็ได้
มันจะช่วยเตือนไม่ให้เราทำผิด
และจะทำให้เราไม่สบายใจ
หลังจากที่เราทำผิดไปแล้ว
ตอนที่ดาวิดหนีจากกษัตริย์ซาอูล
เขาตัดชายเสื้อคลุมของกษัตริย์ซาอูล
ตอนที่อยู่ในถ้ำ
1 ซามูเอล 24:5 บอกว่า
“แต่หลังจากนั้นดาวิดรู้สึกผิด”
คำว่า ‘รู้สึกผิด’ อาจแปลได้ว่า
‘ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี’
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของดาวิด
ทำให้เขารู้ว่าเขาทำสิ่งที่ไม่ให้เกียรติต่อซาอูล
กษัตริย์ที่พระเจ้าแต่งตั้ง
ดังนั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ทำให้เราตรวจสอบตัวเอง
ว่าสิ่งที่เราทำถูกหรือผิด
ความรู้สึกผิดจะกระตุ้นให้เรากลับใจ
และปรับปรุงแก้ไขตัวเอง
แต่ถ้าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
เป็นแบบที่ชอบตำหนิมากเกินไป
เราอาจรู้สึกผิดมากจนคิดว่า
ถึงแม้เราจะกลับใจแล้ว
แต่พระยะโฮวาก็ไม่มีทางให้อภัยเรา
หรือเราอาจคิดว่า
เราต้องเป็นคนสมบูรณ์เเบบ
พระเจ้าถึงจะพอใจในตัวเรา
เหมือนกับที่เปาโลบอกในโรม 2:15
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
เป็นเหมือนกับผู้พิพากษา
ที่ตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด
ลองนึกว่าคุณกำลังถูกพิจารณาคดีในศาล
ผู้พิพากษาก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ส่วนพยานก็คือความคิดของเรา
ผู้พิพากษาฟังข้อเท็จจริง
และหลักฐานทั้งหมดเกี่ยวกับเราที่พยานพูด
ผู้พิพากษาที่ดีต้องฟังพยานทั้ง 2 ฝ่าย
เพื่อจะตัดสินอย่างยุติธรรมและถูกต้อง
แต่
ถ้าผู้พิพากษาฟังแต่พยานฝ่ายโจทก์
ที่กล่าวหาเราเท่านั้นล่ะ
จะเป็นยังไง?
พยานอีกฝ่ายเรียกร้องให้เรา
ถูกลงโทษอย่างหนัก
มันเหมือนกับพวกเขาพูดกับผู้พิพากษาว่า
‘เขาไม่ควรลืมสิ่งที่เขาทำ
เขาควรจะคิดให้ดีกว่านี้
เขาอ่อนแอและมีความต้องการผิดๆ
เขาสมควรถูกจำคุกเป็นเวลานาน’
ผู้พิพากษาที่ฟังแต่พยานของฝ่ายโจทก์
และไม่ฟังข้อมูลของอีกฝ่ายเลย
ก็ประกาศคำตัดสินว่า
‘คุณมีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา
คุณต้องติดคุก’
คล้ายกัน
ถ้าเราไม่ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
ให้ทำงานได้อย่างดี
มันก็เหมือนกับผู้พิพากษา
ที่ตัดสินเราอย่างไม่ยุติธรรม
และส่งเราเข้าคุก
คุกนี้ทำให้เราติดอยู่กับความรู้สึกผิด
ความท้อใจ
และไม่สามารถลืมสิ่งที่เราเคยทำผิดในอดีตได้
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคุณ
เป็นผู้พิพากษาแบบไหน?
ถ้าเราฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ของเราอย่างดี
มันก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจ
ตอนที่มีความคิดในแง่ลบ
ดังนั้นเพื่อจะตัดสินได้อย่างถูกต้อง
ไม่ใช่แค่รู้จักกฎหมายของพระยะโฮวาเท่านั้น
แต่เราต้องรู้จักผู้พิพากษาองค์สูงสุด
ที่ให้กฎหมายนี้ด้วย
ขอเราสังเกตสิ่งที่ข้อความที่ยกมาจาก
หอสังเกตการณ์ 1 กันยายน ปี 1976
ในบทความชื่อ
“ฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ให้เป็นประโยชน์กับเรามากขึ้น”
“ตอนที่เราฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
เราต้องจำไว้ว่า
คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของพระเจ้าคือ
ความรัก
ที่พระองค์เปิดเผยผ่านทางคัมภีร์ไบเบิล
และวิธีที่พระองค์ปฏิบัติต่อผู้รับใช้ของพระองค์”
สิ่งนี้สำคัญมาก
คัมภีร์ไบเบิลสอนว่า
พระยะโฮวารักความยุติธรรม
แต่พระองค์ก็ตัดสินเราเเบบมีเหตุผล
พระองค์เต็มไปด้วยความเมตตา
และความรักที่มั่นคง
พระองค์ทำทุกอย่างด้วยความรัก
การรู้จักคุณลักษณะของพระยะโฮวา
จะฝึกความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเรา
ให้ตัดสินตัวเองอย่างสมดุล
จะไม่หาข้อแก้ตัวเพื่อจะทำผิด
แต่ก็จะไม่ตัดสินตัวเองอย่างไม่ยุติธรรม
หรือว่าเข้มงวดเกินไปด้วย
ดังนั้นจากตัวอย่างเปรียบเทียบของเรา
ผู้พิพากษาที่ดีซึ่งรู้จักพระยะโฮวา
จะฟังพยานฝ่ายเราด้วย
พยานคนนั้นอาจพูดว่า
‘เดี๋ยวก่อนครับผู้พิพากษา
คนนี้ไม่ควรถูกตัดสินจากสิ่งที่เขาทำในอดีต
ถึงเวลาที่จะให้อภัย
และลบล้างความผิดของเขา
เพราะเขาชดใช้ความผิด
และรู้สึกผิดมานานพอแล้ว
เขากลับใจจริงๆ
เขาเปลี่ยนอดีตไม่ได้
แต่เขาแสดงให้เห็นแล้วว่าเขากลับใจ
ตอนนี้เขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว’
การที่เรารู้ว่าพระยะโฮวารู้จักเราดี
ช่วยให้เรามั่นใจว่าพระองค์จะให้อภัยเรา
ไม่ว่าใจเราจะตำหนิตัวเองขนาดไหน
พระเจ้าก็รู้จักตัวเรา
ดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง
เราได้กำลังใจมาก
พระยะโฮวารู้หัวใจของเรา
รู้ตัวตนจริงๆ ของเรา
ถึงแม้พระยะโฮวาจะไม่เห็น
ข้อผิดพลาดของเรา
แต่พระองค์ก็เห็นแรงกระตุ้น
ความรู้สึก
และความต้องการที่เราอยากจะ
ทำสิ่งที่ถูกต้องด้วย
พระองค์เห็นสถานการณ์ทั้งหมด
ว่าอะไรเป็นเหตุผลที่เราทำแบบนั้น?
ซึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
เช่นความไม่สมบูรณ์เเบบในตัวเรา
เมื่อพูดถึงความเมตตาของพระยะโฮวา
หนังสืออินไซต์อธิบายคำนี้ว่า
“จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์
มาจากบาปที่ได้รับตกทอด
มาจากอาดัมบรรพบุรุษของพวกเขา
มนุษย์ทุกคนจะอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา
และต้องการความช่วยเหลือ
พระยะโฮวาได้แสดงความเมตตาต่อพวกเขา
โดยทำให้เป็นไปได้
ที่พวกเขาจะหลุดพ้นจากความอ่อนแอนี้”
คุณเห็นไหมครับ?
พระยะโฮวารู้ว่าเรามีจุดอ่อน
และนี่กระตุ้นให้พระองค์
แสดงความเมตตากับเรา
ให้เรามาดูด้วยกันว่าพระยะโฮวา
รู้จักผู้รับใช้ของพระองค์
ดีกว่าที่พวกเขารู้จักตัวเองยังไง
ขอเรานึกถึงตัวอย่างของเปโตรครับ
ในคืนที่แย่ที่สุดในชีวิตของเปโตร
เขาปฏิเสธถึง 3 ครั้ง
ว่าตัวเขาไม่รู้จักพระเยซู
คืนนั้น
พระเยซูหันมามองเปโตร
และสบตาเขาด้วย
คุณคิดว่า
เปโตรจะลืมเหตุการณ์ในคืนนั้นไหม?
อาจเป็นไปได้ที่หลังจากนั้น
ทุกครั้งที่เขาได้ยินเสียงไก่ขัน
เขาคงนึกถึงคืนที่เขาปฏิเสธพระเยซู
เขาอาจจะได้ยินตัวเองพูดซ้ำๆ ว่า
ผมไม่รู้จักเขา ผมไม่รู้จักเขา
เป็นไปได้ใช่ไหมครับที่เปโตร
อาจจะคิดแบบนี้
แต่เรารู้ว่าพระเยซูช่วยเปโตรให้เอาชนะ
ความรู้สึกผิดที่มากเกินไป
ในวันที่พระเยซูถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตาย
ท่านมาหาเปโตรเป็นส่วนตัว
เพื่อให้โอกาสเขาสำนึกผิด
เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเคยทำ
เราไม่รู้ว่าพระเยซูพูดอะไรกับเปโตร
แต่เปโตรคงจะไม่มีวันลืมคำพูดนั้นเลย
ต่อมาในยอห์นบท 21 ยังบอกอีกว่า
พระเยซูให้โอกาสเปโตร
แสดงความรักที่เขามีต่อท่าน
ต่อหน้าสาวกคนอื่นๆ
ซึ่งเขาพูดออกมาถึง 3 ครั้ง
และพระเยซูก็ให้หน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญ
กับเปโตรต่อหน้าอัครสาวกคนอื่นๆ
ก่อนหน้านี้
เปโตรอาจจะได้ยินตัวเองพูดซ้ำๆ
ว่าผมไม่รู้จักเขา
ผมไม่รู้จักเขา
แต่ตอนนี้เขาไม่ต้องคิดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว
พระยะโฮวาใช้พระเยซูเพื่อทำให้เปโตร
มั่นใจว่าพระองค์รู้จักตัวเขา
ดีกว่าที่เขารู้จักตัวเอง
วันนี้เราได้เรียนอะไรไปบ้างแล้วครับ?
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ดี
จะไม่ยอมให้เราทำอะไรตามใจ
แต่ก็ไม่ควรทำให้เรารู้สึกผิดมากเกินไป
เราต้องฝึกที่จะมองตัวเอง
เหมือนที่พระยะโฮวามองเรา
และขอให้มั่นใจว่าพระยะโฮวาเห็นค่า
ความพยายามที่เรารับใช้พระองค์
และจะตัดสินอย่างยุติธรรม
พระเจ้ารู้จักตัวเรา
ดีกว่าที่เรารู้จักตัวเองจริงๆ
ขอให้เรายอมรับความรักของพระยะโฮวา
และยอมรับวิธีที่พระองค์ช่วยเรา
ด้วยความมั่นใจและความยินดี
ให้เรามาดูว่าพี่น้องชายหญิงของเรา
เอาบทเรียนไปใช้ยังไง
เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น
มันไม่ง่ายเลยที่ต้องรับมือกับอะไร
บางอย่างที่ผิดปกติอยู่ในตัวเรา
ที่ไม่มีใครเห็น
และแก้ไขอะไรไม่ได้ 
เรามีชีวิตที่มีความสุขมาก
เรามีลูกสาวด้วยกัน 2 คน
สามีฉันเป็นผู้ดูแล
ส่วนฉันก็เป็นไพโอเนียร์
แล้ววันหนึ่งเขาก็จากไปอย่างกะทันหัน
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น
ภายในไม่กี่นาที
ฉันก็กลายเป็นแม่ม่ายทันที
ฉันเกลียดคำนี้มาก มันทำให้ฉันรู้สึกแย่
ฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย
ฉันรู้สึกไร้ค่าและเคว้งคว้างมาก 
ตอนที่ผมเป็นเด็ก
พ่อควรจะเลี้ยงดูและเอาใจใส่ผมอย่างดี
แต่เขากลับไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย
ผมโตมาพร้อมกับความรู้สึก
เหมือนถูกตราหน้าอยู่ตลอดเวลา
ว่าผมเป็นคนไม่ดีพอ
รู้สึกไม่มีความสามารถ ไร้ค่า
ความรู้สึกแบบนี้มันฝังใจผมมาตลอด
จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังต้อง
สู้กับความรู้สึกแบบนี้อยู่ 
ตอนอายุ 22
ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค OCD
มันคือโรควิตกกังวลและย้ำคิดย้ำทำ
ผมจมอยู่กับความคิดที่ว่า
ผมทำอะไรผิดอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งถึงขั้นอยากแจ้งตำรวจให้มาจับตัวเอง
มันแย่มากๆที่ผมควบคุม
ความคิดของตัวเองไม่ได้เลย 
ผมต้องเอาชนะความรู้สึก
ในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา 
ผมต้องสู้กับมันทุกวัน
แต่ผมไม่เคยชนะเลย 
ฉันอยากจะบอกคนอื่นว่า
“ฉันสบายดี ฉันโอเค”
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย 
ชีวิตผมคงพังไปแล้ว
ถ้าไม่มีพระยะโฮวา
และคนของพระองค์คอยช่วยผม 
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นโรค OCD เหมือนกัน
พอรู้ว่าเรา 2 คนมีปัญหาเดียวกัน
มีความคิดเหมือนกัน
หมกมุ่นและกลัวแบบเดียวกัน
มันช่วยได้มากเลย
รู้สึกว่าพระยะโฮวาส่งเพื่อนคนนี้มาให้ผม 
ฉันส่งข้อความบอกเพื่อนว่า ‘วันนี้ฉันเศร้า’
เธอบอกว่า ‘มีอะไรให้ช่วยไหม?’
‘ฉันก็ไม่รู้ ฉันแค่อยากบอกว่าฉันเศร้า’
แล้วเพื่อนก็บอกว่า ‘ฉันพร้อมจะฟังเธอ’ 
มีหลายครั้ง ตอนที่ผมเตรียม
ส่วนที่ได้รับมอบหมาย
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่มีคุณสมบัติ
ไม่คู่ควรกับส่วนที่ได้รับมอบหมาย
แต่พระยะโฮวาเห็นว่าผมกำลังพยายามอยู่
ผมเห็นด้วยเหมือนกับที่วิวรณ์ 4:11 บอก
พระองค์สมควรจะได้รับทุกสิ่ง
ทั้ง “การยกย่องสรรเสริญ
ความนับถือ และฤทธิ์อำนาจ”
ผมรู้ว่าพระองค์เห็นค่าทุกสิ่ง
ที่ผมให้กับพระองค์
และพอใจที่เห็นทุกคน
พยายามอย่างเต็มที่
แม้ตัวเองจะรู้สึกไม่มีค่าก็ตาม 
และคุณต้องไปที่หอประชุม
ไปนมัสการร่วมกับเพื่อนๆ
แม้จะรู้ว่าอาจจะร้องไห้ที่การประชุม
หรือตอนร้องเพลงก็เถอะ
มันโอเค ไม่เป็นไร
ไม่เป็นไรเลยที่บางครั้งเราจะเป็นแบบนั้น
เพราะมันคุ้ม
มันจะช่วยให้เราสนิทกับพี่น้องที่หอประชุม
และสนิทกับพระยะโฮวา 
ในทุกๆวัน
เราต้องมองตัวเองเหมือนที่พระยะโฮวามอง
การอธิษฐานช่วยผมได้มาก
แค่รู้ว่าพระยะโฮวารู้ว่าผมเป็นโรคอะไร
ก็ช่วยได้มากแล้ว 
บางครั้งผมมีอาการแพนิค
แต่ผมก็อธิษฐานตลอดเวลา
ขอพระยะโฮวาช่วยให้ผมมีสติและสงบใจ 
อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยฉันได้มากก็คือ
วิธีที่พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของฉัน
นี่ทำให้ฉันซาบซึ้งใจมาก
เพราะตอนที่เราอธิษฐาน
เราต้องการบางอย่างมากๆ
และก็ไม่ได้บอกว่ามันคืออะไร
แต่พระยะโฮวาก็ให้สิ่งนั้นกับฉัน
มันเห็นชัดเลย
ว่าพระยะโฮวาเป็นผู้ที่ช่วยฉันจริงๆ 
เราต้องมองว่าพระยะโฮวาเป็นพ่อ
เหมือนที่พระเยซูมอง
ในยอห์นบทที่ 17
ท่านอ้อนวอนพระยะโฮวา
ก่อนที่ท่านจะถูกประหาร
และเราเห็นว่าในยอห์นบท 17 นี้
พระยะโฮวาและพระเยซูสนิทกันมาก
นี่ทำให้ผมอยากสนิท
กับพระยะโฮวาแบบนั้นด้วย 
การอ่านเกี่ยวกับเรื่องที่พระยะโฮวา
มองแม่ม่ายช่วยฉันได้มาก
พอเวลาผ่านไปฉันก็ได้รู้ว่า
พระยะโฮวามองแม่ม่าย
ไม่เหมือนกันเลยกับที่ผู้คนในโลกมอง
พระยะโฮวาให้กฎหมายกับชาวอิสราเอล
เกี่ยวกับการดูแลแม่ม่าย
เรื่องนี้สอนฉันว่า
พระยะโฮวาจะดูแลฉันด้วย
คำว่า ‘แม่ม่าย’ ไม่ได้เป็นคำ
ที่ฉันเกลียดอีกต่อไป
ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันอยู่ในที่ที่พิเศษ
ในอ้อมแขนของพระยะโฮวา 
พระยะโฮวาเห็นค่าในตัวคุณ
มากกว่าที่คุณเห็นซะอีก
พระองค์ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองได้
ความรักของพระองค์ช่วยขจัด
ความคิดในแง่ลบที่มีต่อตัวเอง
ความคิดของพระยะโฮวาสูงส่ง
กว่าความคิดของเรามาก
พระองค์รู้ว่าเรารู้สึกยังไง
ความวิตกกังวล ความเจ็บปวดของเรา
และความสุขพระองค์ก็รู้หมด
รู้ไว้เลยว่าพระยะโฮวารักคุณ 
พระยะโฮวาให้กำลังใจคุณ
โดยทางการอธิษฐานและเพื่อนๆที่รักคุณ
เหมือนกับที่พี่น้องฮอลลี่ได้บอกว่า
คุณอยู่ในที่ที่พิเศษในอ้อมแขนของพระยะโฮวา
ยังมีบทเรียนอื่นๆอีกที่ดีมาก
จากประสบการณ์ของเธอ
ซึ่งจะได้ดูในวีดีโอสัมภาษณ์แบบยาว
ที่จะออกภายในเดือนนี้
เมื่อมีคนแสดงความกรุณาต่อเรา
เราก็อยากทำแบบนั้นกับคนอื่นด้วย
ในตอนล่าสุดของวีดีโอชุดเหล็กลับเหล็ก
เราจะเห็นวิธีเลียนแบบ
ความกรุณาของพระยะโฮวา
สวัสดีครับ ผมชื่อโจนาธาน 
นี่คือรายการ เหล็กลับเหล็ก 
คุณลักษณะที่เราจะคุยกันในวันนี้
เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่ทำให้คนบาป
คนป่วย และเด็กๆอยากมาหาพระเยซู
คือแสดงความห่วงใยเหมือนพระยะโฮวา 
พระเยซูแสดงความห่วงใย
กับคนดีและคนชั่ว 
พระเยซูไม่ได้แสดงความห่วงใย
แค่กับคนที่ชอบท่านหรือทำดีกับท่าน
แทนที่จะเป็นอย่างนั้น
ท่านแสดงความห่วงใยต่อคนอื่นเสมอ
เพราะรู้ว่าคุณลักษณะนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกยังไง 
และทำให้พระยะโฮวาได้รับคำสรรเสริญ 
แล้วเราล่ะ?
เราจะแสดงความห่วงใยกับใคร?
และเมื่อไหร่? 
โทษนะคะ หมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะ 
ไปได้แล้ว 
ขอโทษค่ะ 
ยังไม่หมดเวลาเลยหนิ เหลืออีกตั้ง 5 นาที 
ไม่เป็นไรเอมิลี่
โทริพวกเราไปก่อนนะ
แล้วจะกลับมาเยี่ยมใหม่ 
พี่น้องของเรารับมือได้ดีมาก
ทั้งๆที่ยังไม่หมดเวลาถึงอย่างนั้น
พวกเขาก็เดินออกมาอย่างสงบ
แต่ยังมีสิ่งที่เธอทำได้ไหม? 
ดังนั้น สิ่งแรกที่เรา
แสดงความห่วงใยได้ก็คือ
การเห็นใจคนอื่น
ลองถามตัวเองว่าคนที่คุยด้วย
กำลังเจอปัญหาอะไร? 
หรือมีความจำเป็นอะไร?
จากนั้นแสดงความสนใจ
โดยตั้งใจฟังจริงๆ 
พวกเธอไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันตามไป 
สวัสดีค่ะ 
ค่ะ 
ฉันแค่อยากจะขอบคุณที่ดูแล
เพื่อนของฉันอย่างดีนะคะ 
ไม่เป็นไรค่ะ
ขอโทษนะคะที่เมื่อกี้ฉันพูดตรงไปหน่อย 
พอดีเรามีคนไม่พอก็เลยยุ่งๆอ่ะค่ะ 
น่าทึ่งใช่ไหมครับ
ที่แค่คำพูดง่ายๆว่าขอบคุณ
ก็ทำให้พยาบาลคนนี้รู้สึกดีขึ้น
เมื่อมีคนอยากเล่าความรู้สึกของเขาให้เราฟัง
เราอยากจะพูดด้วยความอ่อนโยน
และด้วยความนับถือ
นี่คือขั้นตอนที่ 2 ครับ
เมื่อเรารู้สึกเห็นอกเห็นใจจริงๆ
มันก็จะแสดงออกมาโดยทางคำพูดของเรา
เราต้องเลือกคำพูด
และน้ำเสียงของเราอย่างดี
และระวังที่จะไม่ทำให้คนอื่นโกรธ  
พอดีเรามีคนไม่พอ ก็เลยยุ่งๆอ่ะค่ะ 
ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ
ฉันคิดว่าการเป็นพยาบาลมันดีมาก
แต่ก็คงจะเครียดมากเหมือนกัน 
ใช่ วันนี้เครียดจริงๆ 
ก็ยังดีที่ได้กินชานะคะ 
ใช่ค่ะ ฉันกินไปแก้วหนึ่ง 
แต่ยังไม่มีเวลาไปซื้อเพิ่มเลย 
โห เห็นเลยว่าวันนี้คุณยุ่งจริงๆ
ใช่
ฉันชื่อแมนดี้ค่ะ 
แมรี่ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก 
งั้นฉันไปก่อนนะคะ 
ดีมากเลย เธอทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้น
ตอนนี้แมนดี้รู้จักพยาบาลแล้ว
เธอน่าจะทำอะไรต่อ?
ให้เรามาดูขั้นตอนที่ 3 ครับ
นอกจากเข้าใจความรู้สึก
และพูดด้วยความอ่อนโยนแล้ว
เราต้องลงมือทำด้วย
เราต้องมองหาโอกาส
ที่จะคอยช่วยเหลือด้วย
เราต้องใช้เวลา กำลังและการเสียสละ
แต่มันคุ้มค่าที่จะทำอย่างนั้น 
นี่ค่ะ ฉันซื้อมาให้ 
โห ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลยค่ะ 
ไม่เป็นไร ฉันอยากซื้อให้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
- ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะ? 
- ได้ค่ะ
คนที่คุณมาเยี่ยม เขาเป็นใครเหรอ?
ฉันเห็นคนมาเยี่ยมเธอหลายคนเลย 
เธอเป็นเพื่อนสนิทของเรา
เป็นเหมือนครอบครัว
เราเป็นพยานพระยะโฮวาค่ะ 
อ๋อ พวกคุณใจดีมากเลย 
จริงๆแล้วโทริเป็นเพื่อนที่ดีมากของฉัน 
เราควรแสดงความห่วงใย
เพราะเรารักผู้คน
บางครั้งเราอาจแสดงความห่วงใยต่อคนอื่น
โดยไม่พูดเรื่องคัมภีร์ไบเบิลเลย 
แต่ผู้คนจะสนใจฟังข่าวสาร
ที่เราประกาศมากกว่า
ถ้าเขารู้สึกว่าเราเป็นห่วงเขา 
ดังนั้นให้เรามาทบทวนครับ
3 วิธีที่เราแสดงความห่วงใยคือ
(1) เห็นใจคนอื่น
คิดว่าพวกเขามีความจำเป็น
และความกังวลเรื่องอะไร 
ถ้าพวกเขาระบายความรู้สึกก็แค่ตั้งใจฟัง 
อย่างที่ (2) พูดแบบอ่อนโยน
และด้วยความนับถือ
คำพูดและน้ำเสียงของเราทำให้
คนอื่นรู้ว่าเราห่วงใยจริงๆไหม 
อย่างที่ (3) คอยช่วยเหลือ
หาโอกาสที่จะคอยช่วยเหลือ
นี่อาจเปิดโอกาสให้เราได้ประกาศกับเขา
แต่ขอจำไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ
เราต้องรักผู้คนเหมือนพระเยซู
เหมือนกับที่พระคัมภีร์บอกว่า
“ความรัก...เมตตากรุณา” 
เราจะไม่เห็นแก่ตัวและเป็นห่วงคนอื่นมากขึ้น
ถ้าเราตั้งใจศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและเอาไปใช้
ให้เรามาดูวิธีสังเกต
รายละเอียดต่างๆในข้อคัมภีร์
และคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งในแต่ละจุด
ตอนที่เราค้นคว้าหนังสือมีคาห์ด้วยกัน
หนังสือมีคาห์ เธอคิดยังไงกับหนังสือเล่มนี้?
ฉันรู้ว่าแม่เราชอบมีคาห์ 6:8 มาก
แต่ก็ไม่ค่อยรู้ว่าเล่มนี้มันเกี่ยวยังไง
กับส่วนอื่นของไบเบิล
ฉันเห็นด้วย
แล้วเราจะเริ่มศึกษายังไงดี?
สิ่งแรกที่ฉันทำก็คือ
ต้องดูท้องเรื่องก่อน
เพื่อจะเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น
ฉันว่าไอเดียนี้ดีมาก
ต้องรู้ท้องเรื่องก่อน
แล้วจะหาข้อมูลได้จากไหนอ่ะ?
ฉันจะเริ่มโดยดูจากข้ออ้างโยง
และที่นั่นก็พาเราไปที่
2 พงศาวดาร บท 27-29
ที่พูดถึงช่วงที่มีคาห์รับใช้เป็นผู้พยากรณ์
เขารับใช้อยู่ในช่วงที่
กษัตริย์ 3 องค์ปกครอง
คือโยธาม อาหัสเเละเฮเซคียาห์
อาหัสเป็นกษัตริย์ที่ชั่วของยูดาห์นี่
ใช่เขาถึงกับเผาบูชายัญลูกตัวเอง
เขาเป็นคนที่น่ากลัวมาก
ชาวยูดาห์เองก็ไม่ซื่อสัตย์ด้วย
คัมภีร์ไบเบิลบอกว่า
แม้แต่ในช่วงที่มี
กษัตริย์ที่ดีปกครองอย่างโยธาม
ประชาชนก็ยังทำชั่วต่อไป
ใช่ แล้วมีคาห์ก็ถูกใช้ให้ไป
เปิดโปงความผิดของพวกเขา
เขาต้องไปบอกว่าสะมาเรีย
กับเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย
แต่พระยะโฮวาก็ไม่เคยหมดหวัง
ใช่เลย พระยะโฮวาอดทนมาก
แต่พระองค์ก็จะ
ไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นมีอยู่ต่อไป
เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม
และอยากปกป้องคนดี
พระองค์เลยต้องลงโทษชาวอิสราเอล
แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็พยายาม
ช่วยพวกเขาต่อ
คำพยากรณ์ในหนังสือมีคาห์แสดงให้เห็นว่า
พระยะโฮวาอยากให้พวกเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง
จริงด้วย
ดูนี่สิ
มีคาห์ประกาศข่าวสารจากพระยะโฮวา
อย่างกล้าหาญ
และก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่
อิสยาห์ประกาศเลย
อย่างเช่น
ที่นี่นะ
ฉันสังเกตว่าข้อความในมีคาห์ 4:1-3
แทบทุกคำเหมือนกับอิสยาห์ 2:2-4 เป๊ะเลย
เห็นไหม?
ฉันชอบที่เธอเอา 2 เล่มนี้มาเปรียบเทียบกัน
และได้เห็นทั้งจุดที่เหมือนและต่างกัน
ฉันจะทำแบบนี้บ้างตอนศึกษาไบเบิล
อิสยาห์เป็นผู้พยากรณ์ก่อนมีคาห์
ทั้ง 2 คนนี้ทำตามคำสั่งของ
พระยะโฮวาอย่างซื่อสัตย์
ทั้งๆที่ดูเหมือนว่า
พวกเขาประกาศข่าวสารเรื่องเดียวกัน
เธอคิดว่าผู้คนในตอนนั้นจะคิดไหมว่า
มีคาห์ เราก็เพิ่งได้ยินเรื่องนี้จากอิสยาห์นี่
นั่นสิ
และมีคาห์ก็คงจะคิดว่า
พระยะโฮวาต้องรักพวกเขามากจริงๆ
และอยากให้พวกเขาเข้าใจข่าวสารที่สำคัญ
จุดนี้ทำให้ฉันอยากเลียนแบบมีคาห์
ฉันอยากจะประกาศต่อไป
ถึงแม้จะต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ
แล้วเธอล่ะมีจุดไหนที่ชอบไหม?
มีสิข้อที่ฉันประทับใจ
ฉันว่าฉันอ่านให้เธอฟังดีกว่า
อยู่ที่มีคาห์ 3:5
“พวกผู้พยากรณ์เมื่อมีอะไรให้กัดกิน
ก็พูดว่ามีสันติสุข
แต่ถ้าใครไม่เอาอะไรมาให้กิน
พวกเขาก็ประกาศสงครามกับคนนั้น”
เธอชอบข้อนี้เหรอ?
มันตลกดีเธอว่าไหม
นั่นสิ
แต่ตอนที่อ่านไบเบิล
ฉันชอบข้อที่เข้าใจยากแบบนี้นะ
เพราะมันทำให้ฉันต้องค่อยๆ คิด
ถ้าข้อคัมภีร์นั้นไม่ค่อยมีข้ออ้างอิง
หรือฉันไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด
ฉันก็จะค่อยๆวิเคราะห์ไปทีละส่วนๆ
และถามตัวเองว่า
จริงๆแล้วข้อนี้หมายความว่ายังไง?
ฉันชอบวิธีนี้
ขอจดก่อนนะ
ค่อยๆคิดและวิเคราะห์ไปทีละส่วนๆ
งั้นให้เรามาวิเคราะห์ทีละส่วนๆ
ส่วนแรก
พระยะโฮวาตำหนิพวกผู้พยากรณ์เท็จ
ที่ประกาศสันติสุขตอนที่มีอะไรให้กัดกิน
หรือตามที่เชิงอรรถบอกก็คือ
“ตอนที่มีอะไรให้เคี้ยว”
เธอคิดว่า
ประโยคนี้มันหมายความว่ายังไง?
หมายความว่า
พวกผู้พยากรณ์ประกาศว่ามีสันติสุข
แค่ตอนที่มีคนเอาอะไรให้พวกเขากินเหรอ?
ใช่ ตอนที่มีคนเอาอะไรดีๆมาให้
เช่นอาหาร พวกเขาก็ประกาศข่าวดี
แต่พอผู้คนไม่เอาอะไรให้พวกเขา
พวกผู้พยากรณ์เหล่านี้ก็ประกาศเรื่องสงคราม
ความคิดที่เห็นแก่ตัวของผู้พยากรณ์เท็จ
ก็เหมือนกับความคิดของผู้คนในทุกวันนี้
ข้อนี้เตือนฉันให้รู้ว่า
พระยะโฮวาสนใจว่าเราทำกับคนอื่นยังไง
พระองค์เห็นทุกสิ่ง
ฉันเลยอยากถามตัวเองว่า
ฉันทำกับคนอื่น
เพราะฉันเป็นห่วงพวกเขาจริงๆ
หรือฉันทำเพราะหวังผลตอบแทน
และในงานรับใช้
ฉันเต็มใจสละเวลาและกำลัง
เพื่อเรียนภาษาใหม่
และเต็มใจไปประกาศ
ตอนที่จะเจอคนได้มากที่สุดไหม
หรือว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว
พวกผู้พยากรณ์เท็จต้องเห็นแก่ตัวแน่ๆ
พวกเขาไม่เห็นค่าสิทธิพิเศษ
ที่ได้รับใช้พระยะโฮวา
และพระยะโฮวาก็ลงโทษพวกเขา
เรื่องนี้ทั้งให้กำลังใจและทำให้รู้ว่าต้องทำอะไร
พระยะโฮวาห่วงใยคนของพระองค์
และยุติธรรมจริงๆ
ใช่คิดถึงมีคาห์ 6:8 ที่แม่ชอบเลยที่ว่า
“มนุษย์ทั้งหลาย
พระยะโฮวาสอนคุณแล้วว่าอะไรดี
พระองค์ต้องการอะไรจากคุณหรือ?
พระองค์แค่ขอให้คุณเป็นคนยุติธรรม
รักความภักดี
และใช้ชีวิตตามแนวทางของพระเจ้า
ด้วยความเจียมตัว”
ฉันชอบข้อนี้มากเลย
เหมือนพระยะโฮวากำลังบอกว่า
ไม่ต้องคิดมาก
นี่แหละเป็นวิธีที่จะทำให้เรามีความสุข
ฉันก็ชอบเหมือนกัน
ที่จริงมันเชื่อมโยงกับเรื่องทั้งหมด
ที่เราคุยกันมาเลย
พระยะโฮวาส่งมีคาห์ไปเปิดโปง
คนที่ไม่ซื่อสัตย์และเห็นแก่ตัว
เพราะพวกเขาทำเรื่องที่ไม่ยุติธรรม
มีคาห์รักษาความซื่อสัตย์ได้
เพราะเขาภักดีต่อพระยะโฮวา
เขาไม่ได้พยายามทำให้ตัวเองมีชื่อเสียง
แต่ใช้ชีวิตด้วยความเจียมตัว
แค่ขุดค้นนิดเดียว
เราก็ได้บทเรียนตั้งมากมายจากหนังสือมีคาห์
ใช่เลย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ศึกษาท้องเรื่อง
เปรียบเทียบดูจุดที่เหมือนและต่างกัน
และค่อยๆวิเคราะห์ไปทีละส่วนๆ
ทำแบบนี้สนุกจัง
เธอมีเวลาศึกษาข้ออื่นต่ออีกไหม?
มีสิ
เรามาค้นคว้าข้ออื่นกันต่อเถอะ
การคิดใคร่ครวญช่วยให้เราเห็น
บทเรียนต่างๆที่เอาไปใช้ได้
คุณพบความรู้ที่มีค่าอะไรบ้างจากหนังสือมีคาห์
ในการนมัสการตอนเช้าต่อไปนี้
พี่น้องมาเลนฟอนต์จะอธิบายว่า
เราจะได้รับประโยชน์อะไร
จากการคิดใคร่ครวญ
ถึงความรักของพระยะโฮวา
การประชุมเพื่อระลึกถึง
การเสียชีวิตของพระเยซู
เตือนใจเราถึงความรักที่ยิ่งใหญ่
ของพระยะโฮวาและพระเยซู
ความรักที่พระองค์ทั้งสองมีต่อเรา
กระตุ้นให้เราอยากตอบแทนพระองค์
ที่พระองค์ทั้งสองรักเราขนาดนี้
เราอยากแสดงความขอบคุณ
ที่พระยะโฮวาจัดเตรียมให้มีค่าไถ่
และที่ 2 โครินธ์ 5:14, 15
มีคำพูดที่น่าสนใจ
และช่วยเราให้เข้าใจเรื่องนี้อย่างดี
คุณจะดูจากมือถือหรือแท็บเล็ตก็ได้
2 โครินธ์ 5:14, 15
ที่นั่นอ่านว่า
“ความรักของพระคริสต์กระตุ้นเราอยู่
เราเชื่อว่าคนหนึ่งตายเพื่อทุกคน
เพราะทุกคนก็เหมือนตายอยู่แล้ว
และพระคริสต์ตายเพื่อทุกคน
เพื่อคนที่มีชีวิตอยู่
จะไม่ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอีกต่อไป
แต่จะอยู่เพื่อท่านที่ตายแทนเขา
และถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากตายแล้ว”
ตอนต้นของข้อนี้พูดไว้น่าสนใจใช่ไหมครับ
“ความรักของพระคริสต์กระตุ้นเรา”
ไม่ให้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองอีกต่อไป
คำว่า “กระตุ้นเรา”
ไม่ได้หมายความว่า
บังคับเราให้เลิกใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
หรือไม่ได้หมายความว่า
การทำตามความต้องการของพระเจ้า
เป็นแค่หน้าที่ที่เราต้องทำ
ไม่ใช่เลยครับ
มันมีความหมายมากกว่านั้น
พจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง
บอกว่า คำว่า “กระตุ้น” อาจหมายถึง
ทำให้เกิดปฏิกิริยา
หรือความรู้สึกที่รุนแรงในตัวของบุคคลหนึ่ง
ความรู้สึกแบบนี้แหละ
ที่ค่าไถ่ของพระเยซูทำให้เกิดขึ้นในตัวเรา
เรารู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา
และเราอยากตอบสนอง
ความรักของท่านด้วยโดยใช้ชีวิตที่มีอยู่ในตอนนี้
เพื่อทำตามความประสงค์ของพระเจ้า
นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากทำ
เพื่อตอบแทนความรักของพระองค์
นี่เป็นความรู้สึกของเปาโลเกี่ยวกับเรื่องนี้
และเขาก็ไม่ได้เก็บความรู้สึกลึกๆของเขา
เกี่ยวกับค่าไถ่ของพระเยซู
และผลที่เขาได้รับจากค่าไถ่ของพระเยซู
ให้เราเปิดคัมภีร์ไบเบิลดููด้วยกันครับ
ที่กาลาเทีย บท 2
กาลาเทีย บท 2
เราจะอ่านข้อ 20
เมื่อคิดถึงสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเขา
เปาโลรู้สึกแบบนี้ครับ
เขาบอกว่า
“ผมถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว
คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้จึงไม่ใช่ผม
แต่เป็นพระคริสต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกับผม
ที่จริง
ตอนนี้ผมใช้ชีวิต
ตามความเชื่อในท่าน
ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า
ท่านรักผมและสละชีวิตเพื่อผม”
เป็นความรู้สึกที่ดีมากใช่ไหมครับ?
เปาโลมองว่าพระเยซูเสียสละชีวิตเพื่อตัวเขา
และจริงๆแล้วท่านก็ทำอย่างนั้น
เพื่อเราทุกคนด้วย
ท่านเสียสละชีวิตให้กับเราแต่ละคน
ท่านตายแทนเรา
เพื่อเราจะไม่ต้องตายเพราะบาปของเรา
อีกเรื่องหนึ่งที่เราควรจำไว้ก็คือ
การเสียสละของพระเยซู
เป็นหลักฐานแสดงถึงการ
มีน้ำใจของพระยะโฮวา
ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่ง
ที่เราน่าจะคิดถึง
ดังนั้นให้เราใช้ชีวิตตามความเชื่อ
ในลูกของพระเจ้า
และเรารู้ว่าพระยะโฮวาพระเจ้าเป็นผู้ให้
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอกภพ
เราได้รับของขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากพระองค์
และเรื่องนี้น่าสนใจมาก
ซึ่งที่ 2 โครินธ์ 9:15
ได้พูดถึงของขวัญนี้
โดยบอกว่า
“ขอให้เราขอบคุณพระเจ้า
สำหรับของขวัญที่ยอดเยี่ยม
เกินคำบรรยาย”
นี่เป็นคำพูดที่น่าประทับใจจริงๆ
“ของขวัญที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย”
นี่แสดงว่าของขวัญนี้เป็นอะไรที่พิเศษมาก
จนเราไม่รู้ว่า จะเอาคำไหน
มาอธิบายได้ทั้งหมดอย่างครบถ้วน
ในวารสารหอสังเกตการณ์ ฉบับสาธารณะ
ปี 2017 ฉบับที่ 2 หน้า 6 พูดถึงค่าไถ่
และผมคิดว่าในวรรคนั้นใช้คำได้ดีมาก
ที่นั่นบอกว่า
“ไม่มีผู้ให้ของขวัญคนไหนที่ยิ่งใหญ่
ไปกว่าพระเจ้าอีกแล้ว
และไม่มีของขวัญใด
ที่ให้ด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่
กว่าการให้พระเยซูมาเป็นค่าไถ่
ไม่มีใครยอมเสียสละ
ให้เราได้มากเท่ากับพระยะโฮวาพระเจ้า
และไม่มีของขวัญอะไรจำเป็นสำหรับเรา
มากไปกว่าค่าไถ่ที่ช่วยปลดปล่อยเรา
จากบาปและความตาย
ใช่แล้ว ไม่มีของขวัญอะไรเทียบได้เลยกับค่าไถ่
ซึ่งเป็นของขวัญที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย”
เป็นคำพรรณนา
ที่น่าประทับใจจริงๆใช่ไหมครับ?
ค่าไถ่ของพระเยซูไม่ใช่แค่
ทำให้เราได้รับความรอดเท่านั้น
แต่ยังจะมีพรอีกมากมาย
ที่เราจะได้รับจากการเสียสละชีวิตของพระเยซู
อย่างเช่น เราทุกคนจะไม่ต้องเจ็บป่วยอีกต่อไป
โลกจะกลายเป็นสวนอุทยานที่สวยงาม
นี่เป็นสิ่งที่จะได้จากค่าไถ่ด้วย
และความหวังที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ
คนที่ตายไปจะกลับมามีชีวิตอีก
จริงๆแล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นของขวัญ
ที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย
ตอนนี้ให้เรามาดูกันว่า
อัครสาวกเปโตรบอกว่าเราควรทำอะไร
เนื่องจากเรารักและยอมรับค่าไถ่
ให้เราดูที่ 1 เปโตร
1 เปโตร บท 1
และเราจะอ่านข้อ 8, 9 ครับ
นี่เป็นคำพูดของเปโตรที่น่าประทับใจมาก
เขาบอกว่า “ถึงแม้พวกคุณไม่เคยเห็นพระคริสต์
(และก็จริงที่เราไม่เคยเห็นพระคริสต์)
แต่ก็รักท่าน
และถึงแม้ตอนนี้พวกคุณยังไม่เห็นท่าน
แต่ก็แสดงความเชื่อในตัวท่าน
และมีความสุขมากจนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
ความเชื่อนั้นจะทำให้พวกคุณได้รับรางวัล
คือความรอด”
เรารู้สึกมีความสุขมาก
จนไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาได้ยังไง
เมื่อเราคิดดีๆว่าพระยะโฮวาทำอะไรเพื่อเราบ้าง
คิดถึงคำสัญญาต่างๆที่พระองค์
จะทำเพื่อเราในอนาคต
และชีวิตในตอนนั้นจะเป็นยังไง
และคิดถึงสิ่งดีๆที่เราได้ในตอนนี้
เช่น พลังบริสุทธิ์
ที่ช่วยเราให้รับใช้พระองค์ สรรเสริญพระองค์
และมีความสุขในชีวิตแม้แต่ตอนนี้
มันยอดเยี่ยมจริงๆใช่ไหมครับ?
และมันก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
ที่พวกเราจะมีความสุขภายใน
และความสงบใจอย่างมาก
เมื่อเราใช้เวลาคิดใคร่ครวญถึงสิ่งดีๆเหล่านี้
ที่พระเจ้าทำเพื่อเราในตอนนี้
และจะทำในอนาคต
พลังบริสุทธิ์ของพระยะโฮวา
ทำให้เรามีความสุขมาก
จนอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
เราขอบคุณและไว้ใจ
พระเจ้าองค์ยิ่งใหญ่ของเรา
ที่โรม 15:13 บอกว่า
“ขอพระเจ้าผู้ทำให้คุณมีความหวัง
โปรดให้คุณมีความยินดี
และความสงบสุขอย่างล้นเหลือ
เพราะคุณไว้วางใจพระองค์
แล้วพลังบริสุทธิ์ของพระองค์จะทำให้คุณ
มีความหวังชัดเจนยิ่งขึ้น”
ยอดเยี่ยมจริงๆ
ดังนั้นสิ่งต่างๆที่พระยะโฮวา
และพระเยซูทำเพื่อเรา
ทำให้เราอยากตอบแทนพระองค์
และทำทุกสิ่งที่ทำได้
เพื่อยกย่องและให้เกียรติ
ชื่อที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์
ใช้ชีวิตอยู่เพื่อพระองค์
ความรู้สึกแบบนี้บอกไว้ในหนังสือสดุดี
ให้เราอ่านด้วยกันนะครับ
ที่หนังสือสดุดี 116:12, 14
สดุดี 116:12, 14 ที่นั่นพูดว่ายังไง
“ผมจะทำอะไรเพื่อตอบแทนพระยะโฮวา
สำหรับสิ่งดีทุกอย่าง
ที่พระองค์ทำให้ผม?”
และให้เราไปดูที่ข้อ 14 ต่อ
ดูว่าเราต้องทำอะไร
ถ้าเราเห็นค่าของขวัญจากพระเจ้า
“ผมจะทำตามที่ปฏิญาณไว้กับพระยะโฮวา
(เราปฏิญาณตอนที่
อุทิศตัวให้กับพระองค์ใช่ไหมครับ)
ต่อหน้าประชาชนของพระองค์”
ดังนั้น เราจะทำยังไง
เพื่อตอบแทนสำหรับสิ่งดีทุกอย่าง
ที่พระยะโฮวาทำเพื่อเรา
ไม่มีอะไรดีไปกว่า
การใช้ชีวิตของเรา
เพื่อยกย่องพระคริสต์และพระเจ้า
และทำตาม
ความประสงค์ของพระยะโฮวา
ผมจะทำอะไรเพื่อตอบแทนพระยะโฮวา?
พี่น้องคล็อดกับแซนดร้า โซววาโฌ
ถามแบบนี้กับพระยะโฮวาบ่อยมาก
ให้เรามาดูว่าคำตอบจากพระยะโฮวา
ทำให้พวกเขาได้รับพรมากมายยังไง
พี่น้องคล็อดกับแซนดร้า
พวกเขาอยากตอบแทนพระยะโฮวาเสมอ
นี่ตรงกับมิวสิควีดีโอของเดือนนี้เลย
ที่เกี่ยวกับการขอบคุณพระยะโฮวาจากใจ
ถึงความใจกว้างของพระองค์
มองทะเลที่ส่องประกายยามเย็น
ได้เห็นมะพร้าวเอนตามสายลม
พระเจ้าสร้างสิ่งที่สวยน่าชม
ก็ทำให้ฉันนั้นอารมณ์ดี
ธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างไว้
ถ้าได้ชื่นชมต้องขอบคุณเห็นค่า
พระองค์ใจกว้างและมีเมตตา
แสดงว่าพระองค์ใส่ใจและรักพวกเรา
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
ทำให้ฉันยิ่งรักพระองค์
พระองค์ใจกว้างมากล้น
จนซาบซึ้งทั้งใจของฉัน
ก็อยากจะเป็นคนใจกว้างเหมือนกับพ่อของเรา
และอยากแสดงแต่ความรักให้ได้เหมือนกัน
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
และฉันตั้งใจทำตาม
และฉันจะทำอย่างนั้น
ความรู้พระเจ้าเป็นสิ่งที่ดีมีค่า
นำทางชีวิตให้ฉันไม่หลงไป
ถ้อยคำพระเจ้าทำให้ฉันชื่นใจ
ดังสายน้ำไหลไม่มีสิ้นสุด
พระเจ้าให้น้ำที่ให้ชีวิตฟรีฟรี
ข่าวดีอย่างนี้ต้องพูดให้รู้ทั่วกัน
ตั้งใจประกาศให้คนได้ฟัง
และฉันจะไปบอกทุกคนไม่ว่าใคร
เหมือนที่
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
ทำให้ฉันยิ่งรักพระองค์
พระองค์ใจกว้างมากล้น
จนซาบซึ้งทั้งใจของฉัน
ก็อยากจะเป็นคนใจกว้างเหมือนกับพ่อของเรา
และอยากแสดงแต่ความรักให้ได้เหมือนกัน
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
และฉันตั้งใจทำตาม
และฉันจะทำอย่างนั้น
และฉันตั้งใจทำตาม
และฉันจะทำอย่างนั้น
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
ทำให้ฉันยิ่งรักพระองค์
พระองค์ใจกว้างมากล้น
จนซาบซึ้งทั้งใจของฉัน
ก็อยากจะเป็นคนใจกว้างเหมือนกับพ่อของเรา
และอยากแสดงแต่ความรักให้ได้เหมือนกัน
พระองค์ใจกว้างอย่างนั้น
และฉันตั้งใจทำตาม
และฉันจะทำอย่างนั้น
และฉันตั้งใจทำตาม
เรารู้สึกใกล้ชิดกับพระยะโฮวา
เพราะพระองค์ให้หลายอย่างกับเรา
พระองค์ให้คัมภีร์ไบเบิล
ที่เต็มไปด้วยบทเรียนที่มีค่ามากมาย
พระองค์ให้เรามีโอกาสได้ช่วยคนอื่น
ด้วยความกรุณาและเห็นอกเห็นใจ
ตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก
พ่อแม่พยายาม
ช่วยฉันให้รักงานรับใช้
พ่อของฉันพาฉันไปประกาศ
สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
หลังเลิกงาน พ่อกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วออกไปด้วยกัน 
ผมเข้ามาในความจริง
เพราะแม่เข้ามาในความจริงก่อน 
เธอชื่อริต้า
แม่ชอบวางหนังสือไว้ทั่วบ้านเลย
แล้วผมก็หยิบมาอ่าน
แล้วผมก็คิดว่า
‘ชีวิตแบบนี้มันดีมากเลย
ผมอยากจะมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมแบบนี้’ 
เราเพิ่งแต่งงาน
แล้วก็ยังไม่มีภาระอะไร
เราก็เลยอยากรับใช้พระยะโฮวามากขึ้น
การที่เราอยากรับใช้มากขึ้น
กระตุ้นเราให้กรอกใบสมัครเพื่อจะไปกิเลียด
แล้วเราก็ถูกส่งไปสาธารณรัฐแอฟริกากลาง
แล้วก็เรียนภาษาใหม่
ที่นั่นมีหลายคนรอเรียนคัมภีร์ไบเบิล
มันยอดเยี่ยมมากเลย
แล้วฉันก็ป่วย
หมอที่นั่นบอกว่าเขารักษาไม่ได้
เขาเลยแนะนำให้ฉันกลับบ้าน 
มันรู้สึกเศร้ามากจริงๆครับ 
ที่ต้องออกจากงานมอบหมาย
เพราะว่าเราชอบงานมิชชันนารีมาก
พอออกก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป 
ในการประชุมหมวดครั้งแรก
ที่เราได้เข้าร่วมหลังจากกลับมา
ตอนนั้นมีผู้ดูแลหมวดคนหนึ่ง
ที่ได้รับเชิญให้มาบรรยาย
การประชุมหมวดครั้งนั้น
เขารู้จักฉันตั้งแต่ฉันเด็กๆ 
ฉันคิดว่าเขาคงเห็นว่าฉันกำลังเศร้า
เขาเลยเข้ามาคุยด้วย
เขาบอกฉันว่า
“คุณได้รับการฝึกมาแล้ว
ให้ใช้สิ่งที่คุณเรียนมาต่อๆไป
อย่ามัวแต่คิดถึงสิ่งที่คุณทำไม่ได้
แต่ให้คิดถึงสิ่งที่คุณทำได้ตอนนี้”
คำพูดของเขาเปลี่ยนชีวิตฉันไปเลย 
สุขภาพฉันค่อยๆดีขึ้น 
เราอยากรับใช้มากขึ้น 
และในที่สุดเราก็กลับมาเป็นไพโอเนียร์อีก 
และหลังจากนั้นเป็นเพราะงานของผม
เราเลยต้องย้ายมาที่อเมริกา
และเราต้องเลือกว่าจะสมทบกับ
ประชาคมภาษาอะไร
อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือสเปน
ประชาคมภาษาสเปนเพิ่งตั้งขึ้น
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้
ผมกับแซนดร้าก็เลยนั่งคุยกันว่า
“เรามาลองดูกันอีกครั้งไหม?
และใช้สิ่งที่เรียนมาเพื่อช่วยประชาคมใหม่นี้”   
แซนดร้าเรียนภาษาเก่งมาก
ไม่กี่เดือนเธอก็พูดได้แล้ว
ส่วนผมพูดไม่เก่งเลย
ต้องเรียนแล้วเรียนอีกกว่าจะพูดได้
ตอนนี้เราอยู่ประชาคมนี้มา 25 ปีแล้ว 
แล้วเราก็ชอบมาก
ผมพูดสเปนได้แล้วนะ 
ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งก็เถอะ
และเราก็มีประสบการณ์ดีๆ
เยอะเลยในประชาคมนี้   
พอเราอายุมากขึ้นก็มี
ข้อจำกัดมากขึ้นตามมาด้วย
พออายุมากขึ้น ก็กังวลมากขึ้น
แต่พระยะโฮวาช่วยเรามาตลอด 
แล้วพระองค์ก็อยากให้เรา
ให้ในสิ่งที่เราสามารถให้ได้ 
และพระยะโฮวาก็ยังให้
โอกาสเรารับใช้ในรูปแบบอื่น 
และเราก็ตอบรับ
ตอนนั้นเราอายุ 50 กว่ากันแล้ว 
แต่ยังได้ทำงานร่วมกับ
คณะกรรมการก่อสร้างภูมิภาค 
พอมีโครงการวอร์วิกขึ้นมา
พี่น้องหลายคนสมัครไปช่วย 
พอเขากลับมาดูมีความสุขมาก 
เราเลยอยากไปบ้าง 
แต่พวกเขาก็บอกว่างานมันหนักด้วย 
ฉันเลยต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง   
 แต่มีอย่างหนึ่งที่เธอยังไม่ได้เล่า
เธอเอาบันไดพับอันหนึ่งไปไว้ที่ห้องนั่งเล่น
แล้วเธอก็ซ้อมขึ้นลงบันได
ขึ้นลง ขึ้นลง ขึ้นลง
ประมาณ 15 นาทีได้
เพื่อฝึกความพร้อมที่จะทำงานที่วอร์วิก
ดูแล้วมันก็ตลกดีนะครับ 
แต่มันช่วยเตรียมความพร้อมให้เธอได้ดี 
มันดีมากเลยครับ 
เรา 2 คนรวมเวลากันแล้ว
ก็รับใช้พระยะโฮวามามากกว่าร้อยปี
เราได้รับใช้กับ LDC
ไปประกาศที่เรือนจำ
แล้วก็ประกาศที่ท่าเรือ
เราได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าเรา
จะให้พระยะโฮวามากแค่ไหน 
พระองค์ให้กับเรามากกว่านั้นอีก
พระองค์ให้ชีวิตอย่างที่เราจะไม่มีวันเสียใจเลย 
เรายังมีไฟและกระตือรือร้นอยู่
เราอยากฝึกหนุ่มสาวให้
กระตือรือร้นในงานรับใช้ด้วย 
ทำแบบนี้แหละถึงจะมีความสุข
เราจะไม่มีวันเกษียณ
เราจะรับใช้พระยะโฮวาต่อไป 
การรับใช้พระองค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้
เราไม่มีเหตุผลที่จะหยุด
เราต้องรับใช้ต่อไป 
และพระองค์ยังช่วยเตือนเราให้รู้ว่า
เรามีค่าสำหรับพระองค์มากจริงๆ
ตอนนี้เรามีอะไรพิเศษอยากให้คุณดูครับ
ซึ่งก็คือวีดีโอเชิญให้เข้าร่วมการประชุมภูมิภาค
ปี 2026 มีความสุขตลอดไป
หลายคนเชื่อว่า
ความสุข
มาจากสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา
แต่ถ้าชีวิต
ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
เป็นไปได้ไหมที่เราจะยังมีความสุข
เป็นไปได้ไหม
ที่เราจะมีความสุขตลอดไป?
เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว
พระเยซูเคยบอกว่า
ความสุขแท้
มาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับผู้ที่สร้างตัวเรา
“คนที่รู้ตัว
ว่าจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าก็มีความสุข
คนที่จิตใจอ่อนโยนก็มีความสุข
คนที่เมตตาก็มีความสุข
คนที่ใจบริสุทธิ์ก็มีความสุข
คนที่สร้างสันติก็มีความสุข”
คำพูดของพระเยซู
ยังใช้ได้กับเราในทุกวันนี้ด้วย
เราขอเชิญคุณเข้าร่วมการประชุมใหญ่
ของพยานพระยะโฮวาปี 2026
ที่มีหัวเรื่องว่า
“มีความสุขตลอดไป”
คุณจะได้ฟังคำบรรยาย
การสัมภาษณ์
และวีดีโอต่างๆ
เกี่ยวกับคำสอนของพระเยซู
ที่ช่วยให้เรามีความสุขแท้
การประชุมใหญ่แบบนี้จัดขึ้นทั่วโลก
และเข้าร่วมได้ฟรี
หาสถานที่ประชุมใกล้คุณได้ในเว็บไซต์ jw.org
พวกเรายินดีต้อนรับทุกคน
ขอคุณเชิญเพื่อนบ้านและครอบครัว
ให้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ที่อบอุ่นนี้นะครับ
เรายินดีด้วยที่จะออกเพลง
ที่จะร้องในการประชุมใหญ่ปี 2026
เพลงนี้มีชื่อว่า
มีความสุขเพราะคุณได้เข้าใจ
เพลงและเนื้อเพลงมีให้ดาวน์โหลดแล้ว
ในแอป JW Library®
และในเว็บไซต์ jw.org
เราขอให้คุณซ้อมร้องเพลงนี้ที่บ้าน
เพื่อคุณจะร้องได้เต็มที่ในการประชุมใหญ่
ถ้าเนื้อเพลงมีความสุขเพราะคุณได้เข้าใจ
มีในภาษาของคุณ
เราจะร้องเพลงนี้ในตอนจบของ
การประชุมกลางสัปดาห์
ในสัปดาห์วันที่ 20 เมษายนปี 2026
ในเดือนนี้เราจะไปเที่ยวเกาะหนึ่ง
ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมมากที่สุดทุกปี
ในบรรดาหมู่เกาะในแคริบเบียน
ที่นี่คือสาธารณรัฐโดมินิกัน
ที่นี่มียอดเขาที่สูงที่สุดในแคริบเบียน
และอำพันสีน้ำเงินที่เป็นอัญมณีล้ำค่าหายาก
ถ้าคุณเดินป่าผ่านภูเขาและน้ำตกของที่นี่
คุณอาจได้เห็นสัตว์ที่พบได้ไม่กี่แห่งบนโลก
เช่น อิกัวหน้าแรด
ฮิสปานิโอลัน โซเลโนดอน
หรือที่เรียกว่าอาโกตา
และนกปาล์มแชท
ที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงดังเป็นพิเศษ
ชาวโดมินิกันเป็นที่รู้จักกันว่า
เป็นคนอบอุ่นและร่าเริง
พวกเขาจะต้อนรับคุณอย่างดี
ถ้ามีหลายคนมารวมตัวกัน
พวกเขาอาจเตรียมซัลโคโชว์
ซึ่งเป็นสตูรสเข้มข้น
ที่เป็นเมนูโปรดของหลายคน
เป็นต้นกำเนิดของดนตรี
และการเต้นรำแบบเมอแรงเก้
ซึ่งมีความสำคัญมากต่อผู้คนที่นี่
ธงชาติโดมินิกัน
เป็นธงชาติเดียวที่มีรูปของคัมภีร์ไบเบิล
ซึ่งเปิดไปที่ยอห์น 8:32 ที่บอกว่า
“ความจริงจะทำให้พวกคุณเป็นอิสระ”
เป็นจริงตามสิ่งที่พระเยซูพูด
คนที่นี่หลายพันคนได้เรียน
ความจริงจากคัมภีร์ไบเบิล
นี่ทำให้พวกเขาเป็นอิสระจาก
การรักชาติและคำสอนเท็จ
การประกาศที่นี่เริ่มในเดือนเมษายนปี 1945
ตอนที่เลนนาร์ดและเวอร์จิเนียร์ จอห์นสัน
ซึ่งเป็นมิชชันนารีมาถึง
พวกเขาเริ่มประกาศทันทีที่มาถึง
และได้เริ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิลในวันนั้นเลย
ต่อมาก็มีมิชชันนารีถูกส่งมามากขึ้น
และก็มีการจัดการประชุมในบ้านของมิชชันนารี
และแค่ 3 ปีต่อมา
ก็มีผู้ประกาศข่าวดีประมาณ 110 คน
คนที่ต่อต้านเราก็เห็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้
ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ
ของราฟาเอล ทรูฮิลโย
พี่น้องของเราถูกข่มเหงอย่างหนัก
ราฟาเอลมีอำนาจเพราะได้รับ
การสนับสนุนจากวาติกัน
โบสถ์ทุกแห่งบนเกาะถูกสั่งให้ติดป้ายที่เขียนว่า
พระเจ้าอยู่ในสวรรค์ ทรูฮิลโยอยู่บนโลก
แต่พี่น้องของเรายังคงภักดีต่อพระยะโฮวา
รัฐบาลสั่งห้ามกิจกรรมของเราในปี 1950
และอีกครั้งในปี 1957
ในช่วงเวลานั้น
พี่น้องชายและหญิงของเราที่นั่น
ยังคงนมัสการพระยะโฮวาต่อๆไป
พวกเขาประกาศข่าวดีอย่างระมัดระวัง
และพิมพ์สิ่งพิมพ์อย่างลับๆ
เหมือนที่เห็นในฉากจำลองนี้
ถึงแม้ถูกสั่งห้าม
คนของพระยะโฮวาในสาธารณรัฐโดมินิกัน
ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
การสั่งห้ามครั้งที่ 2 ถูกยกเลิกในปี 1960
ทุกวันนี้มีผู้ประกาศมากกว่า 38,000 คน
ซึ่งนำการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
มากกว่า 45,000 คนในแต่ละเดือน
นอกจากภาษาสเปนแล้ว
การประชุมยังจัดขึ้นในภาษาครีโอลเฮติ
ภาษามืออเมริกัน ภาษาอังกฤษ
ภาษาจีนแมนดาริน และภาษารัสเซียด้วย
เมืองเล็กๆชื่อคอนสตันซ่า
ตั้งอยู่ในหุบเขาห่างจากเมืองหลวง
ประมาณ 150 กิโลเมตร
หรือ 90 ไมล์
ตอนท้ายนี้เราจะไปเยี่ยม
ประชาคมลอสเลาเรเลส
ที่นี่มีผู้ประกาศ 134 คน
และในจำนวนนั้นมี 36 คน
ที่เป็นไพโอเนียร์ประจำ
พี่น้องที่นี่นำการศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
เฉลี่ยมากกว่า 170 คนต่อเดือน
เขตที่นี่ประกาศสนุก
ไม่ใช่เพราะมีภูเขาที่สวยงามเท่านั้น
แต่เพราะที่นี่มีคนที่หัวใจดีหลายคน
ที่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา
พี่น้องของคุณในประชาคม
ลอสเลาเรเลสคอนสตันซ่า
ส่งความรักอันอบอุ่นมาให้คุณครับ
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา