JW subtitle extractor

รายการโทรทัศน์ JW—พฤษภาคม 2026

Video Other languages Share text Share link Show times

ยินดีต้อนรับสู่รายการโทรทัศน์ JW®
ในเดือนนี้เราจะได้เรียนว่า
พระยะโฮวาเป็นพ่อแบบไหน?
และเราจะดูว่าทำไมเราถึงรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
ที่ได้เป็นครอบครัวของพระองค์
เราจะได้ฟังเรื่องของพี่น้องหญิงคนหนึ่ง
ที่ภักดีต่อพระยะโฮวาเสมอ
ตอนที่ได้ยินคำว่า “พ่อ” คุณคิดถึงอะไร? 
นึกถึงผู้ชายที่อบอุ่น รัก
และใส่ใจครอบครัวอย่างดี 
หรือคนที่ไม่มีเวลา ไม่ดูแลครอบครัว 
หรือทำอะไรไม่ดีกับครอบครัว 
เรานึกภาพออกมายังไงก็ขึ้นอยู่กับว่า
พ่อเราเป็นคนแบบไหน 
ทำไมเราต้องคุยกันเกี่ยวกับคำว่า “พ่อ”? 
เหตุผลหนึ่งก็คือคัมภีร์ไบเบิล
เรียกพระยะโฮวาว่าพ่อ 
ถึงคัมภีร์ไบเบิลจะใช้หลายคำ
เมื่อเรียกพระยะโฮวา 
แต่พระเยซูใช้คำว่า “พ่อ” บ่อยมาก 
นี่ก็แสดงว่าพระยะโฮวาอยากให้
เรามองว่าพระองค์เป็นพ่อ 
คล้ายกัน คัมภีร์ไบเบิลก็ใช้หลายคำ
ตอนเรียกพระเยซูด้วย
เช่น นายช่าง โฆษก
และมีคาเอลอัครทูตสวรรค์ 
แต่หลักๆแล้วเรารู้จักพระเยซู
ว่าเป็นลูกของพระยะโฮวา 
และโดยทางค่าไถ่ของพระเยซู
พระยะโฮวาเลยมองเราที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ว่าเป็นลูกของพระองค์ 
พระยะโฮวาอยากเป็นพ่อที่รัก
และสนิทกับเราเหมือนพ่อที่สนิทกับลูก 
คำว่า “พ่อ” เน้นว่าพระเจ้ารู้สึกยังไง
กับคนที่นมัสการพระองค์
พระยะโฮวารักครอบครัว 
ให้เรามาดูว่าอิสยาห์พูดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ 
ที่อิสยาห์บท 64:8 
“แต่พระยะโฮวา จนถึงตอนนี้
พระองค์ก็ยังเป็นพ่อของเรา 
พวกเราเป็นดินเหนียว 
ส่วนพระองค์เป็นช่างปั้นหม้อ 
เราเป็นผลงานของพระองค์” 
ประโยคนี้น่าประทับใจใช่ไหมครับ? 
“พระยะโฮวา พระองค์เป็นพ่อของเรา” 
ไม่ว่าพ่อของเราจริงๆจะเป็นคนแบบไหน 
แต่พระยะโฮวาเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยม 
คัมภีร์ไบเบิลบอกให้เรารู้ว่า
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าแบบไหน 
คุณรู้ไหมแค่ในหนังสือข่าวดี 
พระเยซูเรียกพระยะโฮวา
ว่าพ่อมากกว่า 160 ครั้ง 
จุดสำคัญคืออะไร?
พระยะโฮวามองเราเป็นครอบครัว 
ยิ่งเรารู้ว่าพระยะโฮวาเป็นพ่อแบบไหน
มีนิสัยยังไง 
และรู้ว่าพระองค์รักเรามากแค่ไหน 
เราก็จะยิ่งรักและไว้ใจ
พระยะโฮวาพ่อในสวรรค์ของเรา 
ให้เรามาคุยกันสั้นๆว่าอะไรคือเหตุผล
ที่ทำให้เราสามารถสนิทกับพระยะโฮวาได้
ขอสังเกตส่วนแรกของปฐมกาล 1:26 
นี่เป็นตอนที่พระยะโฮวากำลังคุยกับพระเยซู
ตอนที่พระองค์กำลังจะสร้าง
ลูกของพระองค์บนโลก
“พระเจ้าพูดว่า ‘ให้เราสร้างมนุษย์ตามแบบเรา
และมีลักษณะคล้ายเรา’” 
พระยะโฮวาสร้างมนุษย์ตามแบบพระองค์
และนี่ก็มีเหตุผล 
ลูกๆมักจะมีนิสัยเหมือนพ่อแม่ 
และพวกเรามีนิสัยอะไรบ้าง
ที่เหมือนพระยะโฮวา? 
เราไม่ได้มีร่างกายเหมือนพระองค์
เพราะพระองค์มีกายสำหรับสวรรค์ 
แล้วเราเหมือนพระองค์ตรงไหน? 
ให้เราดู 1 ยอห์น 4:8 ครับ
“คนที่ไม่แสดงความรักก็ไม่รู้จักพระเจ้า
[เพราะอะไร?] เพราะพระเจ้าเป็นความรัก” 
เพราะเราถูกสร้างตามแบบพระเจ้า
เราเลยสามารถแสดงคุณลักษณะ
แบบพระองค์ได้ เช่น ความรัก 
ซึ่งเป็นคุณลักษณะเด่นของพระองค์ 
พระยะโฮวาเป็นพ่อที่อบอุ่น 
ดูแลเอาใจใส่และรักครอบครัว 
ก็เพราะเราถูกสร้างตามแบบพระองค์นี่แหละ
เราเลยสามารถรักพระองค์และรู้ว่าพระองค์รักเรา 
ใช่แล้วครับ ความรักเป็นพื้นฐาน
ที่ทำให้เราสนิทกับพระยะโฮวา 
ให้เรามาคุยกันถึง 3 วิธีที่พระยะโฮวา
แสดงความรักต่อลูกๆของพระองค์ 
อย่างแรก พระองค์เป็นพ่อที่รักเรา 
พระองค์เลยเป็นห่วงเรา
ที่ 1 เปโตร 5:7 บอกเราว่า 
“ฝากความกังวลทั้งหมดไว้กับพระองค์ 
เพราะพระองค์ห่วงใยคุณ” 
การเป็นห่วงใครสักคนยังหมายถึง
การดูแลให้คนนั้นมีสิ่งจำเป็น
แต่พระยะโฮวาดูแลให้เรามีสิ่งจำเป็น
ทางด้านร่างกายเท่านั้นไหม? ไม่ 
ให้เรามาดูว่าที่ 2 โครินธ์ 1:3, 4 บอกไว้ยังไง 
“ขอให้พระเจ้าผู้เป็นพ่อ...
ได้รับการยกย่องสรรเสริญ 
พระองค์เป็นพ่อที่มีความเมตตากรุณา
และเป็นพระเจ้าที่คอย
ให้กำลังใจในทุกสถานการณ์ 
พระองค์ให้กำลังใจเราทุกครั้ง
ที่เจอความยากลำบาก”
“พระองค์เป็นพ่อที่มีความเมตตากรุณา
และเป็นพระเจ้าที่คอย
ให้กำลังใจในทุกสถานการณ์” 
พระองค์เลยดูแลเราให้มีสิ่งจำเป็นด้านร่างกาย 
แต่พระองค์ทำมากกว่านั้นด้วย 
พระองค์อยากดูแลเรา 
เพราะพระองค์เป็นห่วงเรา 
พระองค์ให้กำลังใจเรา
พระองค์ดูแลเราทั้งด้านร่างกาย 
ด้านจิตใจและทางด้านความเชื่อ 
เพื่อให้เห็นภาพ สมมุติว่าคุณมีอุบัติเหตุ
นิดหน่อยแล้วต้องไปหาหมอ
หมอบอกว่าคุณต้องเข้ารับการรักษา 
และเขาจะดูแลคุณอย่างดี
แต่เขาไม่ใช่หมอที่เก่งเท่านั้น 
เขายังเป็นพ่อของคุณด้วย 
ตอนนี้การรักษาคุณเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของพ่อ 
และก็ไม่ใช่แค่รักษาคุณเท่านั้น 
แต่พ่อยังจะดูแลคุณต่อไปทุกๆวัน 
น่าประทับใจใช่ไหมครับ 
พ่อเป็นห่วงเราและอยากช่วยเราเพราะรักเรา 
นี่แหละครับพระยะโฮวา 
พระองค์เป็นหมอที่เก่งมาก
และอีกไม่นานพระองค์จะจัดการกับ
ความเจ็บปวดและความทุกข์ให้หมดไป 
และยังจะทำมากกว่านี้อีก
“พระองค์เป็นพ่อที่เมตตาและ
คอยให้กำลังใจในทุกสถานการณ์” 
พระองค์เป็นห่วงเราแต่ละคน
และจะคอยดูแลเราทุกๆวันทั้งในตอนนี้
และในอนาคตตลอดไป 
คุณเคยได้รับการดูแลและกำลังใจ
จากพระยะโฮวาไหม? 
พระยะโฮวาอาจจะใช้พี่น้องในประชาคม
เพื่อมาให้กำลังใจและช่วยคุณ 
พวกเขาเลียนแบบความรัก
ความเมตตาของพระยะโฮวา 
หรือพระองค์อาจจะให้กำลังใจคุณ
โดยทางข้อคัมภีร์ต่างๆ 
หรือคุณอาจจะได้อ่านข้อคัมภีร์หนึ่ง
ที่เห็นแง่มุมใหม่ๆที่ให้กำลังใจ 
พระยะโฮวาใส่ใจดูแลเรา
ก็เพราะพระองค์รักเรา 
และพระองค์จะดูแลเราตลอดไป
เพราะพระองค์ไม่เคยเลิกรักเรา 
ตอนนี้ให้เรามาดูวิธีที่ 2 
ที่แสดงว่าพระยะโฮวารักเรา 
พระองค์บอกเราว่าเราสามารถ
คุยกับพระองค์ได้ทุกเรื่อง 
การคุยกันแบบเปิดใจทำให้ครอบครัวมีความสุข 
หลายครอบครัวชอบกินข้าวเย็นด้วยกัน 
และใช้ช่วงเวลานั้นคุยกัน 
ก่อนหน้านี้เราอ่าน 1 เปโตรบท 5 ที่บอกว่า
พระยะโฮวาอยากให้เรา
ฝากความกังวลทั้งหมดไว้กับพระองค์ 
แต่พระองค์อยู่ในสวรรค์ 
เราจะเปิดใจคุยกับพระองค์ยังไง? 
โดยการอธิษฐานครับ 
เราบอกพระยะโฮวาได้ว่ามีเรื่องไหน
ที่สำคัญสำหรับเรา
เช่น อะไรที่ทำให้เรามีความสุข
หรือทำให้เรากังวล? 
บอกว่าเรามีเป้าหมายอะไร? 
และขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ทำให้เรา 
พระยะโฮวาฟังคำอธิษฐานของเรา
เหมือนกับพ่อที่ตั้งใจฟังลูกคุย 
พระยะโฮวาไม่ได้แค่ฟัง
คำอธิษฐานของเราเท่านั้น
แต่พระองค์ตอบเราด้วย 
พระยะโฮวาดลใจให้ผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิล
บันทึกความคิดของพระองค์ให้เราได้อ่าน 
ตอนที่เราอ่านและใคร่ครวญข้อคัมภีร์ต่างๆ 
รวมถึงอาหารที่เสริมความเชื่อ
จาก “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” 
พระยะโฮวาก็ใช้พลังบริสุทธิ์ช่วยเรา
ให้สนใจสิ่งที่เราจำเป็นต้องได้ยิน 
ช่วยชี้นำให้เราคิดเหมือนพระองค์ 
พระองค์สามารถใช้ผู้รับใช้ของพระองค์
หรือคนที่ไม่ใช่ก็ได้ให้ตอบคำอธิษฐานของคุณ
เราต้องคอยสังเกตว่าพระยะโฮวา
ตอบคำอธิษฐานของเรายังไง 
เราอาจจดเอาไว้และเอากลับมาดูเป็นครั้งคราว 
แล้วทำไมบางครั้งเราถึงต้องรอเพื่อ
ให้พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐานของเรา?
นี่หมายความว่าเรื่องของเรา
ไม่สำคัญสำหรับพระยะโฮวาไหม? 
คำอธิษฐานของเรามันอยู่ลำดับท้ายๆไหม?
ไม่ใช่แน่นอน 
เราก็แค่ต้องอดทนรอ 
หรือไม่ก็พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐาน
แบบที่ไม่ตรงกับใจคุณ 
ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่ง
กำลังขับรถไปเยี่ยมตากับยาย
พ่อกับแม่รู้อยู่แล้วว่าต้องใช้เวลา
ประมาณ 10 ชั่วโมงกว่าจะถึง 
แต่เด็กๆจะถามอะไร? 
“จะถึงหรือยัง?”  
เป็นเรื่องปกติที่เราอยากจะไปถึงให้เร็วที่สุด 
แต่ไม่ว่าเด็กๆจะถามบ่อยแค่ไหน 
มันก็ต้องใช้เวลา 10 ชั่วโมง 
ยังไงพวกเขาก็ไปถึง 
แต่ก็แค่ต้องอดทนรอหน่อย
แล้วก็หาอะไรทำตอนอยู่บนรถ 
เราก็อธิษฐานให้จุดจบของโลกชั่วนี้มาซะที
ที่จริงเราอยากให้มาวันนี้เลยด้วยซ้ำ 
มันเหมือนกับเราถามพระยะโฮวาว่า
“จะถึงรึยังครับ?” 
และก็เป็นเรื่องเหมาะที่เรา
จะอธิษฐานให้จุดจบมาถึง 
แต่ก็เหมือนกับเด็กๆในตัวอย่างเมื่อกี้ 
เราต้องอดทนและรอพระยะโฮวาตอบ
และถึงแม้เด็กๆต้องอดทนรอ 
แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ลำพัง 
พวกเขามีพ่อแม่อยู่ด้วย 
คล้ายกัน ถึงแม้เราต้องอดทน
แต่อย่าลืมว่าพระยะโฮวาพ่อของเรา
ก็อยู่กับเราในตอนนี้ด้วย 
สมัยสุดท้ายจะจบตรงเวลา 
การที่เรายุ่งอยู่กับงานรับใช้พระยะโฮวา
จะช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้น 
แต่ก็มีบางครั้งที่เราอาจจะเห็นได้ว่า
พระยะโฮวาไม่ได้ให้ตามที่เราขอ
พ่อแม่ที่รักลูกบางครั้งก็ไม่ได้ให้ตามที่ลูกขอ 
คุณจำตัวอย่างของเปาโลได้ไหม? 
เขาทนทุกข์กับสิ่งที่เรียกว่า 
“หนามอยู่ในร่างกาย” 
คิดดูสิครับ พระยะโฮวาให้อำนาจเปาโล
ที่จะทำการอัศจรรย์เพื่อรักษาคนอื่น 
แต่พอตัวเขาอธิษฐานขอพระโฮวาถึง “3 ครั้ง” 
ให้เอา “หนาม” ที่อยู่ในร่างกายนี้ออกไป 
แต่พระยะโฮวาตอบว่า ไม่ 
พระยะโฮวาตอบว่า
“เราแสดงความกรุณา
ที่ยิ่งใหญ่ต่อเจ้ามากพอแล้ว” 
พระองค์จะไม่ช่วยเอาหนามนั้นออกไป 
แต่พระยะโฮวาจะให้กำลังเพื่อเขาจะอดทน
ได้แม้จะยังมีหนามอยู่ในร่างกาย 
พระยะโฮวาก็จะช่วยเราเหมือนกัน
ให้อดทนการทดสอบได้ 
และการที่เราอดทนก็แสดงว่า 
เรารักและไว้ใจพระยะโฮวาพ่อของเรา 
 ไม่ว่าเราจะต้องรอ
ให้พระยะโฮวาตอบคำอธิษฐาน 
หรืออาจจะเป็นเหมือนเปาโล
ที่พระยะโฮวาตอบว่า ไม่ 
เราก็มั่นใจว่าพระองค์รักเรา 
ขอสังเกตสิ่งที่พระยะโฮวาดลใจ
ให้อัครสาวกยอห์นเขียนไว้ที่ยอห์น 14:21 
นี่เป็นคำพูดของพระเยซู
“ทุกคนที่รู้ว่าผมสั่งอะไรและทำตามก็รักผม
พ่อผมจะรักทุกคนที่รักผม
[สังเกตตรงนี้นะครับ] ผมเองก็จะรักเขาด้วย 
และจะให้เขาได้รู้จักผมจริงๆ” 
ถ้าเราพยายามเต็มที่ที่จะทำตาม
ตัวอย่างของพระเยซู
พระยะโฮวาบอกว่าพระองค์รักเรา 
และเมื่อพระองค์บอกว่ารักเรา 
พระองค์ก็หมายความอย่างนั้นจริงๆ 
เป็นสิทธิพิเศษที่ยอดเยี่ยมมาก
ที่เราสามารถพูดกับพระยะโฮวา
พ่อที่รักของเราได้ทุกเรื่อง 
ให้เรามาดูวิธีที่ 3 ที่พระยะโฮวา
พิสูจน์ว่าเป็นพ่อที่รักเรา 
พระองค์ทำงานหนัก
เพื่อดูแลครอบครัวของพระองค์ 
คนที่เป็นพ่อแม่จะบอกคุณว่า
การเลี้ยงลูกเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม 
แต่ก็เป็นงานหนักด้วย
ถึงแม้ลูกๆจะเป็นเด็กดี
พ่อแม่ก็ยังต้องทำหลายอย่าง
แต่ผมว่าบางทีพวกเรา
ก็ไม่ค่อยเป็นเด็กดีเท่าไหร่  
ให้ลองนึกถึงบางอย่างที่พ่อแม่ทำให้ลูกๆ
เตรียมอาหารให้กิน หาเสื้อผ้า 
ที่อยู่ และก็พาไปเที่ยว 
และบางครั้งก็ยังต้องพาไปหาหมอ 
ไปโรงเรียน แล้วก็อบรมสั่งสอน 
เดี๋ยวนะ อบรมสั่งสอนเหรอ? 
พอพูดถึงอบรมสั่งสอน
เรามักจะนึกถึงการทำโทษ 
ซึ่งมันก็เป็นแง่มุมหนึ่งของการอบรมสั่งสอน 
แต่ในคัมภีร์ไบเบิลพูดถึงการอบรมสั่งสอน
ว่ารวมถึงการชี้นำ คำแนะนำ 
การฝึกอบรม และการปรับปรุงแก้ไขด้วย 
การอบรมสั่งสอนเป็นเรื่องที่ดี 
มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการฝึกฝน 
พระยะโฮวาอยากให้เรา
มีชีวิตที่มีความสุขตลอดไป
บางครั้งพระองค์ก็อบรมสั่งสอนเรา 
หมายถึงพระองค์จะชี้นำ แนะนำ ฝึกฝน
และช่วยเราปรับปรุงตัวเอง 
เพื่อเราจะเป็นคริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นได้
พระองค์ทำอย่างนั้นโดยทางคัมภีร์ไบเบิล
และอาหารที่เสริมความเชื่อ
จาก “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” 
และคริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่ในประชาคม
ที่ช่วยให้เรารับใช้พระยะโฮวาได้ดีขึ้น 
การเป็นพ่อแม่ที่ดีเป็นงานที่หนัก
และพวกคุณที่เป็นพ่อแม่ก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี 
พระองค์เห็นค่าสิ่งที่คุณทำ 
พระองค์เองก็ทำงานหนักเพื่อเราเหมือนกัน 
ที่จริง เพราะพระองค์เป็นพ่อที่รักเรา
พระองค์เลยทำงานหนัก
เพื่อเรามาหลายพันปี 
ลองนึกถึงสิ่งที่พระยะโฮวาสร้างที่คุณชอบ
อาจจะเป็นดวงอาทิตย์ตกที่สวยงาม
อาหารอร่อยๆ เพลงเพราะๆ 
หรือดอกไม้หอมๆ 
การได้อยู่กับเพื่อนและครอบครัว
และการจัดเตรียมต่างๆ
ด้านความเชื่อที่เราชอบ
ของขวัญที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้
มาจากพระยะโฮวาพ่อของเรา 
พระยะโฮวาทำงานหนักเพื่อครอบครัว
มาตลอดเพราะพระองค์รักเรา 
เราเริ่มคำบรรยายด้วยคำถามที่ว่า
คุณนึกถึงอะไรตอนที่ได้ยินคำว่า “พ่อ”? 
เราคุยกันว่าเราจะคิดยังไง
ก็ขึ้นอยู่กับว่าพ่อจริงๆทำกับเราแบบไหน 
แล้วคุณจะนึกถึงอะไรถ้าคุณไม่มีพ่อ? 
ผมอยากเชิญคุณให้อ่านคำพูดที่แสดง
ความรักอันอบอุ่นของพระยะโฮวาที่มีต่อคุณ 
ในหนังสือสดุดี 68:5  
“พระเจ้าผู้อยู่ในที่บริสุทธิ์
เป็นพ่อของลูกกำพร้าพ่อ 
และเป็นผู้ปกป้องแม่ม่าย” 
พระยะโฮวา “ผู้อยู่ในที่บริสุทธิ์” 
เห็นสภาพการณ์ของคุณ
และบอกอย่างเจาะจงว่า
คุณเป็นคนสำคัญในครอบครัวของพระองค์ 
สังเกตว่าข้อนั้นพูดยังไง? 
‘พ่อของลูกกำพร้าพ่อ
และผู้ปกป้องแม่ม่ายคือพระเจ้า’ 
หรือพูดอีกอย่างคือ
พระยะโฮวากำลังบอกคุณว่า 
‘นี่เป็นหนึ่งในบทบาทของเรา 
เรารู้ว่าเจ้าไม่มีพ่อหรือพ่อไม่ได้สนับสนุน 
แต่เจ้ายังมีเรา เราเป็นพ่อของเจ้า’  
แต่ถ้าคุณมีพ่อแม่หรือมีครอบครัว
แต่พวกเขาต่อต้านคุณ
เพราะคุณนมัสการพระยะโฮวา 
ขอสังเกตคำสัญญาที่พระยะโฮวา
ให้กับคุณที่มาระโก 10:29, 30 
“พระเยซูบอกว่า ‘ผมจะบอกให้รู้ว่า
ทุกคนที่ยอมสละบ้าน หรือพี่น้อง หรือพ่อแม่ 
หรือลูกๆ หรือไร่นาเพื่อติดตามผมและเพื่อข่าวดี 
เขาจะได้คืนอีก 100 เท่าในยุคนี้ 
คือบ้าน พี่น้อง แม่ ลูกๆและไร่นา
แต่ก็จะถูกข่มเหงด้วย 
และในยุคหน้าจะได้ชีวิตตลอดไป” 
ถ้าพ่อแม่หรือครอบครัวไม่ยอมรับคุณ
เพราะสิ่งที่คุณเชื่อ
ขอจำไว้ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่ง
ของครอบครัวพระยะโฮวา
ผู้รับใช้พระยะโฮวาที่มี
หลายล้านคนทั่วโลกรักคุณ 
แต่เราไม่หมดหวังว่าครอบครัว
ของคุณที่ไม่ใช่พยานฯ
จะเข้ามารู้จักและรัก
พระยะโฮวาเหมือนกับคุณ 
ไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นยังไง
เราเป็นผู้รับใช้ของพระยะโฮวา 
เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
ที่ยอดเยี่ยมของพระองค์ 
พระยะโฮวารักลูกๆของพระองค์ 
และจะรักพวกเขาตลอดไป 
อีกไม่นานพระองค์จะทำลายโลกชั่วนี้
และจะนำโลกใหม่มา 
ซึ่งจะไม่มีบาปและปัญหาต่างๆอีกต่อไป 
ก่อนจะถึงตอนนั้น
พระองค์จะดูแลเอาใจใส่เราให้เรามีสิ่งจำเป็น 
พระองค์ฟังและจะตอบคำอธิษฐาน
ของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และพระองค์ทำงานหนักเพื่อเรา
ช่วยเตรียมพวกเราให้มีชีวิตตลอดไป 
พระยะโฮวาทำสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ 
แล้วก็ทำมากกว่านั้นอีก 
เพราะพระองค์รักครอบครัวของพระองค์ 
เราขอบคุณพระยะโฮวามากจริงๆ 
และอยากพูดเหมือนกับอิสยาห์
“พระยะโฮวา พระองค์เป็นพ่อของเรา” 
ไม่ว่าจะเจอข่าวร้าย
หรือการทดสอบอะไรก็ตาม
และในเดือนนี้เราจะค้นหาความรู้ที่มีค่า
ในหนังสือนาฮูม
และเราตื่นเต้นที่จะออก
วีดีโอชุดใหม่ 2 เรื่องในเดือนนี้
วีดีโอแรกทำให้เห็นว่าพระยะโฮวา
ฝึกเราด้วยความรักยังไง
ตอนที่เราอยู่พร้อมที่จะรับใช้เต็มเวลา
และในวีดีโอชุดที่ 2
คุณจะได้เห็นเบื้องหลังว่าพี่น้องที่รับใช้
พระยะโฮวาในรูปแบบต่างๆทำอะไรกันบ้าง?
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW เดือนนี้ครับ  
ตอนที่พี่น้องเบเทล โรดิส อายุ 22 
เธอวางแผนที่จะมาทำงานที่
สำนักงานใหญ่ในบรุกลิน 
แต่เนื่องจากมีเนื้องอกในสมอง
เลยต้องเปลี่ยนแผน 
เรื่องของเธอมีอยู่ใน
ตื่นเถิดฉบับ 22 เมษายน ปี 1990 
นับตั้งแต่นั้นพี่น้องโรดิสได้เห็นด้วยตัวเอง
หลายครั้งว่าพระยะโฮวาช่วยเธอ 
เธอเลยมั่นใจว่าพระยะโฮวาเป็นพ่อของเธอ 
เช้าวันหนึ่งตอนปลายเดือนกันยายน
ฉันได้รับโทรศัพท์จากพี่น้องชายคนหนึ่ง
เชิญฉันให้ไปทำงาน
ที่สำนักงานใหญ่ที่บรุกลินชั่วคราว 3 เดือน
แต่ฉันคุยกับเขาได้ไม่นาน
เพราะมีนัดต้องไปหาหมอ
ฉันรอไม่นานหมอก็มา
แล้วเขาก็พาฉันไปที่ห้องตรวจ
หมอบอกว่า
ดูจากฟิล์มเห็นว่า
คุณมีเนื้องอกขนาดใหญ่ที่สมอง
เราต้องติดต่อครอบครัวของคุณ
หมอที่ผ่าตัดให้ฉันเก่งมาก
เขาต้องผ่าตัดให้ฉันถึง 2 ครั้ง
หลังจากผ่าตัดครั้งที่ 2
หมอดีใจมากแล้วบอกเราว่า
เขาสามารถผ่าตัดเอา
เนื้องอกทั้งหมดออกได้แล้ว
แล้วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
ฉันก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเดิม
ในฤดูใบไม้ผลิปี 1990
ฉันย้ายไปบรุกลิน
และในตอนนั้นแหละ
ที่ฉันได้เจอกับ บ็อบ โรดิส
เราหมั้นกันแล้วก็ยื่นใบสมัครเข้าเบเธล
เราดีใจมากที่ได้รับการตอบรับให้เข้าเบเธล
ผ่านไปได้ไม่กี่ปี
เราก็มารู้ว่ากำลังจะมีลูก
จากนั้นไม่นานเราก็มีครอบครัวที่น่ารัก
เรามีลูก 2 คน
และตอนที่ฉันกำลังตั้งท้องคนที่ 3 ได้ 3 เดือน
เรื่องเลวร้ายก็เกิดขึ้น
ฉันแท้งลูก
ตอนที่เรากลับจากโรงพยาบาล
แม่ฉันที่คอยดูแลลูกให้ที่บ้าน
บอกเด็กๆไว้ก่อนแล้วว่า
น้องจะไม่ได้กลับมาที่บ้านพร้อมกับเรา
พอเรามาถึง
เด็กๆก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ
แต่ฉันพูดอะไรไม่ออกเลย
ตอนนั้นฉันเศร้ามาก
แต่บ็อบก็กอดพวกเราไว้แน่น
แล้วบอกเด็กๆว่า
น้องเสียแล้ว
เพราะรู้จักลูกๆของเราดี
เรา 2 คนก็เลยตัดสินใจว่า
จะค่อยๆอธิบายกับลูกๆ
อย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้น
และบอกพวกเขาว่า
บางครั้งเรื่องน่าเศร้าแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้
แต่ไม่ว่าจะยังไง
ครอบครัวเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน
ตอนเข้าไปที่ห้องนอน
มันเศร้ามากที่เห็นเสื้อผ้าของเด็กทารก
ที่ฉันแยกไว้เมื่อวันก่อน
ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเสื้อผ้าพวกนั้น
ประมาณ 5 เดือน หลังจากที่เราเสียลูกไป
ตอนนั้นเรากำลังไปหอประชุม
พอไปถึงตอนที่เรากำลังจะเข้าไป
ฉันก็รู้สึกอยากจะร้องไห้
ฉันหันหลังกลับทันทีแล้วเข้าไปนั่งในรถ
พอเพื่อนสนิท 2 คนเห็นแบบนั้น
ก็เลยเดินตามออกมาและนั่งกับฉันในรถ
พวกเขาปล่อยให้ฉันเล่า
ให้ฉันพูดถึงลูกที่เสียไป
และก็พูดถึงลูกอีก 2 คนด้วย
พวกเขาตั้งใจฟังและจับมือฉันไว้
พวกเขาทำให้ฉันหัวเราะได้
และไม่นานเราก็พากัน
กลับเข้าไปในหอประชุม
พระยะโฮวาอยู่เคียงข้างเราตลอด
พระองค์ให้เพื่อนในประชาคมมาช่วยเรา
ที่จริงพวกเขายุ่งมาก
แต่ก็ยังสละเวลา
มากินข้าวกับเราในเย็นวันศุกร์
เรานั่งคุยกันคุยเรื่องสนุกๆในประชาคม
พวกเขาช่วยฉันได้มากจริงๆ
พอทำแบบนี้
ฉันก็หยุดคิดเรื่องเศร้าๆได้
พอได้เห็นการแสดงความรัก
ของพระยะโฮวาอย่างชัดเจนผ่านทางพี่น้อง
ฉันเลยอยากแสดงความรักแบบนั้นกับคนอื่น
ฉันจะส่งข้อความหรือส่งการ์ดบอกพวกเขาว่า
เรารักคุณนะ
เป็นห่วงนะ
มีอะไรให้ช่วยบอกฉันได้เลย
ฉันทำแบบนี้เป็นประจำ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
พระยะโฮวาให้กำลังกับฉันเสมอ
ฉันคิดว่า
เราทุกคนคงมีประสบการณ์
ที่เหนื่อยมาก
จนรู้สึกว่าไปประชุมไปประกาศไม่ไหวแล้ว
แต่พอเราต้องการกำลัง
พระยะโฮวาก็ให้กำลังกับเรา
เมื่อเราต้องการกำลังใจ
พระยะโฮวาก็ให้กำลังใจกับเรา
เฉลยธรรมบัญญัติ 33:27
มีความหมายสำหรับฉันมากเลยที่ว่า
“พระเจ้าเป็นที่หลบภัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ
แขนอันมั่นคงนิรันดร์ของพระองค์
ประคับประคองคุณไว้”
ปัญหาต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมดสอนฉันว่า
ถ้ามีพระยะโฮวาช่วย
ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่ฉันจะก้าวผ่านไปไม่ได้
ถ้าเราพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ
แบบคริสเตียน เช่น ความเชื่อ
จะช่วยทำให้เราอดทนกับปัญหาต่างๆ
ในชีวิตได้เหมือนกับที่พี่น้องโรดิสทำ 
วิธีหนึ่งที่จะช่วยเราพัฒนาคุณลักษณะ
เหล่านี้ก็คือการรับใช้เต็มเวลา 
งานนี้จะช่วยเราให้เป็น 
คริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น 
และช่วยเราให้เลียนแบบคุณลักษณะ
ของพระยะโฮวาได้ดีขึ้น
เราดีใจมากที่จะออกวีดีโอชุดใหม่ที่ชื่อ
งานรับใช้เต็มเวลา
ช่วยพัฒนาคุณลักษณะแบบคริสเตียน 
วีดีโอชุดนี้จะเน้นว่าการทำงานรับใช้
ช่วยพี่น้องชายหญิงของเรายังไงให้แสดง
ผลของพลังบริสุทธิ์ในชีวิตประจำวัน
เชิญพี่น้องชมตอนแรกของวีดีโอชุด
งานรับใช้เต็มเวลาช่วยพัฒนา
คุณลักษณะแบบคริสเตียน-ความรัก
ผมโตมาในเมืองเล็กๆที่มีแต่คนท้องถิ่น
พวกเราเลยมีวัฒนธรรมเดียว
มีวิธีคิดและวิธีทำสิ่งต่างๆเหมือนๆกัน
พอผมได้ไปทำงานกับกลุ่มก่อสร้างหอประชุม
ผมเลยต้องปรับตัวเยอะเลยครับ
ก่อนหน้านี้ผมอยู่แต่กับ
คนที่มีภูมิหลังเดียวกัน
แต่ตอนนี้ต้องมาทำงาน
กับคนที่พูดคนละภาษา
คนละวัฒนธรรม
และต่างเผ่ากัน
ผมเพิ่งมารู้ตัวว่า
ผม
ผมแสดงความรักกับแค่
คนในวัฒนธรรมเดียวกันหรือเผ่าเดียวกัน
จริงๆแล้วผมก็มีอคตินิดหน่อย
ฉันทำงานในกลุ่มก่อสร้างหอประชุม
งานนี้สนุกมาก
เพราะเราได้ทำงานด้วยกันกับพี่น้อง
ได้อยู่ด้วยกัน
และบางครั้งเราก็ร้องไห้ด้วยกัน
เราเป็นเหมือนครอบครัวจริงๆ
แต่ตอนแรกๆที่มาทำงานนี้
ฉันต้องออกมาจากบรรยากาศ
ที่ฉันเคยชินและสบายใจ
ฉันต้องจากเพื่อน
จากพี่น้องในประชาคมที่ฉันคุ้นเคย
ตอนนั้นฉันเริ่มรู้สึกว่า
ในงานมอบหมายใหม่นี้
ฉันไม่ค่อยได้รับความรักเท่าไหร่
1 โครินธ์ 13:4 ทำให้เห็นว่า
อาจจะเป็นเพราะฉัน
แสดงความรักแค่บางแง่มุมเท่านั้น
แต่จริงๆแล้วมีอีกหลายแง่มุมที่ฉันต้องฝึก
เพื่อแสดงความรักแบบคริสเตียนได้
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียน
ตอนทำงานเป็นผู้ดูแลหมวดที่ต่างประเทศก็คือ
ต้องแสดงความรัก
และเห็นอกเห็นใจให้มากขึ้น
อย่างเช่น
พี่น้องชายคนหนึ่งมาประชุมสาย
และตอนที่ผมกำลังบรรยายเขาก็นั่งหลับ
ผมอาจจะบรรยายไม่สนุก
แต่ก็ไม่น่าจะถึงกับหลับ
แล้วผมก็หงุดหงิด
ที่เขามาสายแล้วก็หลับตลอด
แต่ผมก็มารู้ตัวว่าไม่ได้แสดงความรักต่อเขา
เพราะจริงๆแล้วพี่น้องคนนี้
ทำงาน 12-16 ชั่วโมงต่อวัน
และทำ 6 วันต่อสัปดาห์
เพราะครอบครัวฉันไม่ได้อยู่ในความจริง
ฉันเลยมองพี่น้อง
ว่าเป็นเหมือนครอบครัวฉัน
ชีวิตของพี่น้องที่นี่ลำบาก
พวกเขาเลยต้องพยายามมาก
เพื่อจะรักษาความซื่อสัตย์
ฉันพยายามเข้าหาพี่น้อง
อยากจะสนิทกับพวกเขาเร็วๆ
แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ฉันคิด
บางทีฉันก็รู้สึกหงุดหงิด
ทำไมพวกเขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉัน
หรือฉันคาดหมายมากเกินไป
อยากให้พวกเขามาสนิทด้วยเร็วๆ
แล้วไมค์ก็บอกฉันว่า
‘จริงๆคุณก็เป็นแบบนั้นนะ
คุณก็ไม่ได้สนิทกับใครง่ายๆ’
ฉันก็เลยคิดได้ ‘อืม ก็จริง’
ฉันเลยได้เรียนว่า
ต้องอดทนกับพี่น้อง
แสดงความรัก
และเข้าใจพวกเขาให้มากกว่านี้
พระยะโฮวากำลังฝึกพวกเราทุกคน
ผมรู้สึกได้เลยว่า
การได้มาทำงานในโครงการก่อสร้าง
ช่วยฝึกผมให้มีคุณลักษณะดีๆ
และเป็นผู้ใหญ่ด้านความเชื่อมากขึ้น
ตอนนี้ผมมองคนที่นิสัย
ไม่ใช่ที่สีผิว ภาษาหรือเผ่าพันธุ์
การได้ทำงานกับกลุ่มก่อสร้าง LDC
ฉันรู้สึกเหมือนพระยะโฮวากำลังบอกฉันว่า
เซโบเธออาจคิดว่า
เธอรู้วิธีแสดงความรักแล้ว
เธอคงคิดว่าเธอเข้าใจอยู่แล้ว
ว่าความรักแท้คืออะไร
แต่เธอจะได้เห็นกว้างขึ้น
ว่าความรักแท้เป็นยังไงจริงๆ
ดังนั้นเมื่อฉันย้ายไปแต่ละที่
ฉันเลยสนิทกับพี่น้องที่นั่นได้
เหมือนเป็นครอบครัวของฉัน
เรา 2 คนได้รับประโยชน์มาก
จากการทำงานรับใช้เต็มเวลา
มันช่วยให้เราแสดงความรักมากกว่าเดิม
โดยเป็นคนเห็นอกเห็นใจพี่น้องมากขึ้น
งานรับใช้เต็มเวลา
ช่วยฉันให้รักพี่น้องมากขึ้น
ยิ่งได้อยู่กับพี่น้อง
ฉันก็เลยยิ่งเข้าใจพวกเขา
การทำแบบนี้ช่วยให้ฉันรักพี่น้องมากขึ้น
และก็รักสามีมากขึ้นด้วย
ฉันตั้งใจฟังพี่น้องในหมวด
ตอนที่พวกเขามาคุยกับฉัน
ฉันก็เลยตั้งใจฟังสามีมากขึ้นด้วย
คุณเห็นผลดีของการพัฒนาความรัก
ที่มีต่อพี่น้องไหมครับ?
เราจะผูกพันกันเป็นเหมือนครอบครัว 
เห็นอกเห็นใจกัน เข้าใจกัน
และอดทนกันมากขึ้น 
เราหวังว่าวีดีโอชุดใหม่นี้
จะช่วยกระตุ้นเราทุกคน
ให้คิดว่าเราเองจะสามารถรับใช้เต็มเวลาได้ไหม
ในคำบรรยายแรกเราได้เรียนว่า
พระยะโฮวาเป็นพ่อที่รักเรา 
พระองค์อบรมสั่งสอนเรา 
บางครั้งพระองค์ทำแบบนั้นโดยเตือนเรา 
ในการนมัสการตอนเช้า
พี่น้องทรอย สไนเดอร์จะอธิบายว่า
เราจะมีมุมมองที่ถูกต้องได้ยังไง
ตอนที่ได้รับคำเตือนจากพระยะโฮวา 
คุณรู้สึกยังไงเมื่อได้ยินคำพูดที่ว่า
“เพื่อเตือนความจำ”
“ขอเตือนคุณอีกครั้ง”
หรือ “ขอเตือนอีกครั้ง”
คุณไม่อยากฟังหรือเปล่า
หรือคุณคิดไหมว่าไม่เห็นมีอะไรใหม่
หรือคุณอาจรู้สึกหงุดหงิด
เพราะถูกเตือนในเรื่องที่คุณยังไม่ได้ทำ
หรือเราอาจถึงกับรู้สึกว่า
ที่เราถูกเตือนนั้นเพราะเราไม่ดีพอ
แต่ข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
ไม่เหมือนข้อเตือนใจเหล่านั้น
ให้เรามาดูด้วยกันที่สดุดีบท 119 ครับ
และสังเกตว่า
ข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
มีพลังขนาดไหน และส่งผลต่อเรายังไง?
ให้เราอ่านด้วยกันในข้อ 2 และ 3
ที่นั่นบอกว่า
“คนที่ทำตามข้อเตือนใจ
ของพระองค์ก็มีความสุข
คือคนที่เสาะหาพระองค์สุดหัวใจ
พวกเขาไม่ทำชั่ว
พวกเขาใช้ชีวิตตามแนวทางของพระองค์”
เราจะมีความสุข
ถ้าเราเชื่อฟังข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
ข้อเตือนใจนี้ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆดีขึ้น
และมีมุมมองที่ถูกต้อง
และยังช่วยให้เรามุ่งมั่น
ที่จะรักษาความซื่อสัตย์ต่อไป
เหมือนที่ข้อ 3 บอก
ช่วยให้เราใช้ชีวิตตามแนวทางของพระองค์
และข้อเตือนใจของพระองค์
ยังช่วยเราตอนที่เจอปัญหาด้วย
ข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
เป็นเหมือนป้ายบอกทางที่อยู่ตามถนน
ป้ายเหล่านั้น
บอกให้รู้ว่าเราควรจะไปที่ไหน
ในโลกที่วุ่นวายนี้
ช่วยให้เรามั่นใจว่า
เรากำลังเดินในทางที่ถูกต้อง
และถ้าเราหลงทาง
ป้ายนี้ก็จะช่วยให้เรากลับมาได้อีกครั้ง
ข้อคัมภีร์ประจำวันของเราวันนี้
เป็นตัวอย่างหนึ่งของ
ข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
ให้เราอ่านด้วยกันที่ 1 เปโตร บท 2
แล้วเราจะดูที่ข้อ 13, 14 ด้วยกันครับ
1 เปโตร 2:13, 14
ขอสังเกตว่าที่นั่นมีข้อเตือนใจอะไร
“เพื่อเห็นแก่ผู้เป็นนาย
ให้พวกคุณยอมอยู่ใต้อำนาจ
ทุกอย่างที่มนุษย์ตั้งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงกว่า
หรือผู้ว่าราชการซึ่งกษัตริย์
ส่งมาลงโทษคนทำผิด
แต่ยกย่องคนทำดี”
ข้อนี้เตือนคริสเตียนในยุคแรก
ให้รักษาความเป็นกลาง
ยอมอยู่ใต้อำนาจ
รัฐบาลที่ปกครองพวกเขาอยู่ในตอนนั้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินแบบนี้
นี่เลยเป็นข้อเตือนใจ
เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าพระเยซู
สอนให้สนับสนุนรัฐบาลของพระเจ้า
พวกเขาเข้าใจคำพูดของพระเยซูที่ว่า
“อะไรที่เป็นของซีซาร์ก็ให้กับซีซาร์”
แต่ “อะไรที่เป็นของพระเจ้าก็ให้กับพระเจ้า”
พวกเขารู้ว่าพวกอัครสาวกเคยบอกว่า
“พวกเราต้องเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์”
แล้วทำไมพวกเขาต้องฟังข้อเตือนใจนี้?
เพราะจะช่วยพวกเขาให้
ใช้ชีวิตในโลกที่แตกแยกได้
ผู้คนในตอนนั้นมีความ
ขัดแย้งกันในเรื่องการเมือง
นี่ยิ่งทำให้คริสเตียนใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น
พวกเขาเลยต้องได้รับคำเตือน
ให้รักษาความเป็นกลาง
คุณสังเกตไหมว่าหลักการนี้ช่วยพวกเขายังไง?
ขอดูในข้อ 13
ที่นั่นบอกว่า
“เพื่อเห็นแก่ผู้เป็นนาย”
ดังนั้น หลักการนี้ช่วยปรับมุมมองของพวกเขา
นี่เตือนเราว่า
การยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาล
ไม่ได้หมายความว่า
เราสนับสนุนการเมืองหรือสงคราม
แต่หมายความว่าเรานับถือพระยะโฮวา
เพราะพระองค์ยอมให้พวกเขาปกครอง
และเรารอคอยเวลาที่พระองค์จะมาแก้ไข
นี่ช่วยคริสเตียนยุคแรกไม่ให้ต่อต้านรัฐบาล
แต่จดจ่อไปที่รัฐบาลของพระเจ้า
และประกาศข่าวดีต่อๆไป
จริงๆแล้วนี่เป็นหนึ่งในข้อเตือนใจ
ที่พวกเขาได้รับหลายครั้ง
ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นพี่น้องในกรุงโรม
ได้รับจดหมายที่อธิบายบทบาทของผู้มีอำนาจ
ที่พระเจ้ายอมให้ปกครองพวกเขา
และวิธีที่คริสเตียนจะเชื่อฟัง
และยอมอยู่ใต้อำนาจพวกเขา
และนี่ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกัน
ที่ทิตัสได้รับจดหมาย
ซึ่งเตือนคริสเตียนให้ยอมเชื่อฟังผู้มีอำนาจ
ข้อเตือนใจเหล่านี้ช่วยพวกเขา
ให้เป็นกลางต่อไป
และใช้ชีวิตตามการชี้นำของพระยะโฮวา
ข้อเตือนใจเหล่านี้ช่วยพวกเขาได้มาก
เพราะอีกไม่นาน
พวกเขาที่เป็นคริสเตียน
จะต้องเจอกับการข่มเหง
และถ้าพวกเขาเอาใจใส่ฟังคำเตือน
พระยะโฮวาก็จะช่วยพวกเขา
ขอดูว่าข้อ 15 พูดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?
ที่ 1 เปโตร 2:13, 14
บอกว่าเราต้องเชื่อฟังผู้มีอำนาจ
และตอนนี้ให้เรามาอ่านในข้อ 15 ครับ
“เพราะพระเจ้าอยากให้พวกคุณทำดี
เพื่อทำให้คนที่ไม่มีเหตุผล
ซึ่งพูดเรื่องที่ตัวเองไม่รู้จริงต้องเงียบเสียง”
ถ้าพวกเขาทำตามข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
พระองค์ก็จะช่วยพวกเขา
ให้นมัสการพระองค์ต่อไป
แม้จะต้องเจอกับสภาพการณ์ที่ยากลำบาก
เรารู้ว่าคริสเตียนในยุคแรก
ทำตามข้อเตือนใจเหล่านั้น
หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับสมัยของเราด้วย
อย่างเช่น พี่น้องของเราในประเทศหนึ่ง
ได้รับคำเตือนให้รักษาความเป็นกลาง
หลังจากนั้นไม่นาน
ก็เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น
พี่น้องทำตามคำเตือน
พวกเขารักษาความเป็นกลาง
และยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐบาล
พอสงครามสิ้นสุดลง
รัฐบาลก็ออกกฎหมายใหม่
ให้ประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน
กฎหมายหนึ่งบอกว่า
ถ้าคุณจะจดทะเบียนสมรส
คุณต้องเข้าร่วมพิธี
ที่เกี่ยวข้องกับการเคารพธงชาติ
ถ้าพี่น้องทำตามกฎหมายนี้
พวกเขาก็จะไม่รักษาความเป็นกลาง
แล้วพวกเขาทำยังไง?
พวกเขาไปหาเจ้าหน้าที่รัฐบาลและอธิบายว่า
ในช่วงที่มีสงครามกลางเมือง
พวกเขารักษาความเป็นกลาง
และรัฐบาลก็รู้เรื่องนี้ดี
และนับถือพี่น้องเรา
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่า
“เราไม่อยากสร้างปัญหาให้คุณ”
และไม่นานหลังจากนั้น
รัฐบาลก็แก้กฎหมายเพื่อพี่น้องของเรา
นี่ก็เพราะว่า
พี่น้องของเราฟังคำเตือนของพระยะโฮวา
และรักษาความประพฤติที่ดี
เราที่เป็นคนของพระยะโฮวา
ก็ได้รับคำเตือนเป็นประจำ
อย่างเช่น ในรายงานของ
คณะกรรมการปกครองเมื่อไม่นานมานี้
เราได้รับคำเตือนให้ตั้ง
เป้าหมายส่วนตัวในงานรับใช้
ให้ประกาศกับผู้คนทุกที่เพราะเรารักพวกเขา
เป็นข้อเตือนใจที่ดีใช่ไหมครับ
ถ้าเราทำตามเราก็มีความสุข
เราได้รับคำเตือนให้มีมุมมองเหมือน
พระยะโฮวาต่อคนที่ทำผิดร้ายแรง
และคนที่เลิกนมัสการพระองค์
และเราจะร่วมมือกับพระองค์ยังไง
เพื่อต้อนรับพวกเขากลับมา
ข้อเตือนใจเหล่านั้น
ช่วยให้เราเข้าใจหลักการ
ในคัมภีร์ไบเบิลดีขึ้น
เราได้รับข้อเตือนใจเกี่ยวกับการแต่งกาย
แม้การแต่งกายจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย
เราก็ต้องเลือกเสื้อผ้าในแบบที่
ทำให้พระยะโฮวาได้รับเกียรติ
เราได้รับข้อเตือนใจให้อธิษฐาน
เพื่อพี่น้องที่ติดคุกเพราะความเชื่อ
และถ้าเราถูกข่มเหง
หรือติดคุกเพราะความเชื่อ
ก็ให้เราประกาศต่อๆไป
เมื่อเร็วๆนี้เราได้รับคำเตือน
ให้รักษาความเป็นกลาง
เหมือนที่มีการเตือนคริสเตียน
ในยุคแรกด้วยเหมือนกัน
ทำไมครับ?
เพราะเรามีชีวิตอยู่ในโลกที่ผู้คนแตกแยก
ผู้คนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน
ในเรื่องนโยบายของรัฐบาล
และประเด็นอื่นๆทางสังคม
ในรายงานตอนนั้นบอกแบบนี้ครับ
คณะกรรมการปกครอง
อยากจะเตือนเรื่องที่สำคัญนี้
เพราะซาตานผู้ปกครองโลก
กำลังกดดันประชาชนของพระเจ้า
มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แล้วเราก็ได้รับข้อเตือนใจ
ให้ไปดูหลักการที่หนังสือ
ข้อคัมภีร์สำหรับการใช้ชีวิตแบบคริสเตียน
โดยเฉพาะในหัวเรื่อง “รัฐบาล”
การทำอย่างนั้นจะช่วยให้เรา
เข้าใจหลักการนี้ดีขึ้น
และจะช่วยเราให้ตอบคนที่สงสัย
ว่าทำไมเรารักษาความเป็นกลาง
วิธีนี้ช่วยให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน
กับคนของพระยะโฮวา
คนที่เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา
ก็ได้รับข้อเตือนใจหลายอย่างด้วย
มีการเตือนว่าเราต้องให้อภัยพี่น้อง
เราได้รับข้อเตือนใจว่าถ้าแผนกของเรา
และแผนกอื่นๆมีความคิดไม่ตรงกัน
เราต้องรักษาสันติสุขเพื่อ
จะเป็นหนึ่งเดียวกันต่อไป
ถ้าเราทำตามคำเตือนเหล่านี้เราก็จะมีความสุข
เราได้รับคำเตือนให้อ่านคัมภีร์ไบเบิลทุกวัน
เพราะอะไรครับ?
เพราะเรายุ่งมาก
เราเลยต้องได้รับการเตือนใจ
ให้พระยะโฮวาคุยกับเราทุกวัน
โดยการอ่านคัมภีร์ไบเบิล
ผู้ดูแลก็ได้รับข้อเตือนใจว่า
หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของ
พวกเขาคือการบำรุงเลี้ยง
ทำไมถึงต้องมีข้อเตือนใจแบบนี้?
เพราะบางครั้งเราสนใจ
ไปที่งานมอบหมายของเรา
จนลืมดูแลฝูงแกะของพระยะโฮวา
และเราได้รับการเตือนใจว่าตอนที่เรารู้สึกไร้ค่า
เราต้องสู้กับมัน
และพระยะโฮวารักเรา
พระองค์เห็นสิ่งดีๆในตัวเรา
พระองค์แสดงความเมตตากับเรา
พระองค์ปลอบโยนเราอยู่ใกล้ๆเราตอนที่เราเศร้า
ตอนที่เราได้รับข้อเตือนใจจากพระยะโฮวา
เราไม่อยากมองข้าม
เราอยากเอาใจใส่ฟังอย่างดี
ขอสังเกตว่าผู้เขียนหนังสือสดุดีพูดยังไง
ที่สดุดี 119:111
เขาบอกว่า
“ข้อเตือนใจของพระองค์จะอยู่กับผมตลอดไป
เพราะข้อเตือนใจเหล่านั้นทำให้ผมยินดี”
ใช่แล้วครับ ข้อเตือนใจของพระยะโฮวา
ทำให้เรามีความสุข
ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน
ช่วยให้เราใช้ชีวิตตามแนวทางของพระยะโฮวา
และสนิทกับพระองค์มากขึ้น
เป็นข้อเตือนใจที่ดีมากว่าเราควรจะรู้สึกยังไง
ตอนที่พระยะโฮวาเตือนเรา
ถ้าเราฟังพระยะโฮวา 
เราจะสนิทกับพระองค์มากขึ้น 
และเราก็อยากจะช่วยพี่น้องของเรามากขึ้นด้วย 
ทีนี้คุณเคยสงสัยไหมว่างานบางอย่าง
ขององค์การต้องทำอะไรบ้าง?
ถ้าตอนนี้คุณทำงานมอบหมายบางอย่างอยู่ 
คุณอยากรู้ไหมว่า
งานมอบหมายอื่นๆเขาทำอะไรกัน?
เรายินดีที่จะออกวีดีโอใหม่อีกชุดหนึ่ง
ที่จะช่วยให้คุณรู้มากขึ้น
เกี่ยวกับงานมอบหมายต่างๆ 
วีดีโอนี้มีชื่อว่า หนึ่งวันในชีวิตของ... 
ในแต่ละตอน
เราจะพาคุณไปดูเบื้องหลังชีวิต
ของพี่น้องทั่วโลกที่ทำงานมอบหมายต่างๆ 
คุณจะเห็นว่าในหนึ่งวันพวกเขาทำงานอะไร
และงานนั้นหนักแค่ไหน 
ในเดือนนี้เราจะเริ่มด้วยตอนที่มีชื่อว่า
หนึ่งวันในชีวิตของ...ผู้แปล 
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อฮันนา คิม
ฉันทำงานเป็นผู้แปล
ในแผนกแปลภาษามือเกาหลีค่ะ 
แผนกแปล
จะแปลอาหารที่เสริมความเชื่อ
จากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาต่างๆ
เราพยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
เป็นธรรมชาติและถูกต้อง 
แต่ในการแปลภาษามือ
เราจะต้องถ่ายทอด
ตัวหนังสือให้ออกมาเป็นวีดีโอ 
เราจะใช้มือและสีหน้าท่าทาง
เพื่อถ่ายทอดแนวคิดต่างๆ 
ฉันกำลังอ่านเรื่องที่เรา
กำลังจะแปลในวันนี้อยู่ค่ะ
กำลังคิดอยู่ว่าจะต้อง
เรียบเรียงประโยคยังไง?
และอะไรคือจุดสำคัญ?
เพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องแปล
ออกมายังไงในภาษามือ 
การเป็นผู้แปล
เราจะต้องเก่งในภาษาที่เราแปล
สำหรับฉัน 
ฉันคิดว่าตัวเองก็เก่งภาษามือ
ฉันเลยเริ่มทำงานแปลด้วยความมั่นใจ 
แต่การฝึกอบรมทำให้รู้ว่า
ฉันยังต้องเรียนอีกหลายอย่างเลยค่ะ 
การฝึกอบรมทำให้ฉันคิดถึงไวยากรณ์
และโครงสร้างประโยค
แบบที่คนหูหนวกเขาใช้กันจริงๆ 
และยังดูด้วยว่าเราเคย
แปลยังไงในสิ่งพิมพ์อื่นๆ
วิธีนี้ช่วยให้ฉันแปลได้อย่างเป็น
ธรรมชาติและชัดเจนมากขึ้น 
ปกติแล้ว ทีมแปลหนึ่งทีม
จะมีสมาชิกทั้งหมด 3 คน
พวกเราจะช่วยกันแปลและตรวจดูว่า
งานแปลของเราถูกต้อง
และเป็นธรรมชาติไหม? 
เนื่องจากเราไม่สามารถเขียนภาษามือได้
เราก็เลยต้องแปลในรูปแบบวีดีโอ
วันนี้เรากำลังแปลบทความ
เกี่ยวกับเรื่องวาฬค่ะ
แต่พวกเราทำท่าวาฬไม่เหมือนกัน 
เราก็เลยต้องคุยกันว่า
แบบไหนที่เข้าใจง่าย
และคนส่วนใหญ่เขาใช้กัน 
บางครั้งมันก็ยากมาก 
เพราะเราไม่รู้ว่าจะทำท่ายังไง
พอเจอแบบนี้
เราก็จะช่วยกันคิด
ว่าจะทำท่าทางแบบไหน 
พอเราได้ท่าที่ทุกคนพอใจแล้ว
เราก็รู้สึกได้เลยว่าพระยะโฮวาช่วยเราจริงๆ
มันสุดยอดไปเลยค่ะ 
ทีมแปลของเรามีพี่น้องชายหญิง
ที่มาจากหลายภูมิหลัง
พวกเราทำงานด้วยกัน
ไปประชุมด้วยกัน 
และไปประกาศด้วยกัน 
เราเป็นเหมือนครอบครัวจริงๆค่ะ 
หนึ่ง สอง สาม! 
เมื่อไม่นานมานี้
วิธีการแปลของเรา
ถูกปรับเปลี่ยนให้ง่ายขึ้น 
ตอนนี้ผู้แปลต้องเป็น
คนอัดวีดีโอและตัดต่อเอง 
ตอนแรกฉันก็รู้สึกว่ามันยาก
และก็กังวลมากว่าจะทำได้ไหม?
แต่พอได้รับการฝึกอบรม
ฉันก็ได้เรียนหลายอย่าง
และมั่นใจมากขึ้นค่ะ 
โอเค ดีมากเลยค่ะ 
เพื่อนของฉันชื่อฮยุนจีค่ะ
เราทำงานในแผนกเดียวกัน
อยู่ประชาคมเดียวกัน
และอยู่ห้องเดียวกันด้วย 
ฉันดีใจมากที่เราคุยกันได้ทุกเรื่อง
ตอนที่แปลฉันจะยังไม่คิดว่า
บทความนั้นมีประโยชน์กับฉันยังไง
แต่จะคิดว่าต้องแปลแบบไหน
ให้เป็นธรรมชาติในภาษามือ 
หลังจากนั้นเมื่องานแปลออกมาแล้ว
ฉันก็จะศึกษาส่วนตัว 
แล้วก็คิดว่าพระยะโฮวาอยากบอกอะไรฉัน
และฉันจะเอาไปใช้ได้ยังไง 
ถึงงานแปลจะทำให้เราได้อ่าน
สิ่งพิมพ์ต่างๆหลายครั้ง
แต่ตอนที่อ่านเพื่อศึกษาส่วนตัว
มันก็ไม่เหมือนกันเลยค่ะ
นี่ทำให้เห็นว่าฉันต้องจัดเวลา
คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน
เพื่อจะได้รับประโยชน์จริงๆ 
พ่อแม่ของฉันเป็นคนหูหนวก
ฉันก็เลยได้เรียนภาษามือตั้งแต่เป็นเด็ก 
พอได้มาทำงานแปล 
ฉันก็ได้รับกำลังใจมาก
ที่เห็นพี่น้องหลายคนทำงานอย่างหนัก
เพื่อช่วยคนหูหนวกแค่ไม่กี่คน
ฉันประทับใจมากที่ได้เห็นความรัก
ความห่วงใยจากพระยะโฮวา 
ฉันตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เพื่อให้งานแปลเข้าใจง่ายสำหรับคนหูหนวก
และเข้าถึงใจพวกเขา 
การได้ช่วยพี่น้องที่ใช้ภาษามือ
ทำให้ฉันมีความสุขและภูมิใจมาก
แล้วพอได้เห็นพ่อแม่ได้รับประโยชน์
และสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น
นี่ทำให้ฉันมีความสุขมากที่สุดเลยค่ะ 
ฉันดีใจมากที่ได้ทำงานเป็นผู้แปล
และได้เห็นงานต่างๆที่
พระยะโฮวาทำด้วยตาของตัวเอง
ฉันหวังว่าคนอื่นๆจะมีโอกาส
ได้มาทำงานที่มีความสุข
แบบนี้เหมือนกันนะคะ 
พี่น้องคิมพูดถึงจุดหนึ่งที่สำคัญมาก
ถึงแม้ว่างานของเธอจะเกี่ยวข้อง
กับอาหารที่เสริมความเชื่อ
แต่เธอก็ต้องจัดเวลาศึกษาส่วนตัว
เพื่อสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น 
นี่เป็นข้อเตือนใจที่ดีมากสำหรับพวกเรา
ที่ยุ่งกับงานมอบหมายในองค์การ 
พี่น้องวัยรุ่นครับ
เราหวังว่าวีดีโอชุดนี้
จะช่วยคุณให้อยากรับใช้พระยะโฮวามากขึ้น
ในมิวสิควีดีโอเดือนนี้เราจะเห็นว่า
เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้
อยู่ในครอบครัวของพระยะโฮวา 
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เราให้กำลังใจ
พี่น้องในประชาคม 
หรือตอนที่เราประกาศข่าวดีกับเพื่อนบ้าน 
เราก็อยากจะใช้คำพูดที่เหมาะกับเวลา 
คำพูดทำให้เรายิ้มหรือเศร้าก็ได้
ทำให้คนรักกันหรือก็เกลียดกันไป
เหมือนไฟที่ร้อนแรง ระวังตอนที่ใช้
จะพูดอะไรต้องควบคุมไว้เช่นกัน
คำพูดที่ดีช่างมีความหมาย
คำพูดจะหวานหูเมื่อมาเวลาที่ใช่
รักษาถึงกระดูก
และพันแผลในหัวใจ
เพียงแค่ไม่กี่คำ
เหมือนน้ำผึ้งให้เรี่ยวแรง
ให้พวกเรารักจริง
มอบความสุขไปทุกที่
คำพูดที่ดีมีค่ามากมาย
ความคิดคนทั่วไปเราจะไม่รับมา
จะคิดอย่างยะโฮวา หาเรื่องดีใส่จิตใจไว้
และแล้วตอนที่พูดเรื่องดีมีมากมาย
รับรองได้ผู้ฟังสุขใจแน่นอน
คำพูดที่ดีช่างมีความหมาย
คำพูดจะหวานหูเมื่อมาเวลาที่ใช่
รักษาถึงกระดูก
และพันแผลในหัวใจ
เพียงแค่ไม่กี่คำ
เหมือนน้ำผึ้งให้เรี่ยวแรง
ให้พวกเรารักจริง
มอบความสุขไปทุกที่
คำพูดที่ดีมีค่ามากมาย
คำพูดที่ดีช่างมีความหมาย
คำพูดจะหวานหูเมื่อมาเวลาที่ใช่
รักษาถึงกระดูก
และพันแผลในหัวใจ
เพียงแค่ไม่กี่คำ
เหมือนน้ำผึ้งให้เรี่ยวแรง
ให้พวกเรารักจริง
มอบความสุขไปทุกที่
คำพูดที่ดีมีค่ามากมาย
ตอนนี้เรามาค้นหาความรู้ที่มีค่ากันครับ
เรามาถึงคนที่ 7 แล้วในบรรดา
ผู้พยากรณ์น้อย 12 คน 
ซึ่งก็คือนาฮูม
ให้ลองคิดถึงจุดที่คุณอยากเอาไปใช้
หรือสิ่งที่คุณอยากค้นคว้าเองเพิ่มเติม 
ผมชอบที่เราได้อ่าน
คัมภีร์ไบเบิลประจำสัปดาห์ด้วยกัน
หนังสือนาฮูมมีความจริง
พื้นฐานที่สำคัญหลายเรื่อง 
และยังพูดถึงอำนาจปกครอง
สูงสุดของพระยะโฮวา
และทำให้ชื่อของพระองค์
เป็นที่เคารพนับถือด้วย 
โอเคมาเริ่มกันเลย
อย่างหนึ่งที่ทาสที่ซื่อสัตย์แนะนำเราก็คือ
ตอนอ่านไบเบิลเราต้องอ่านช้าๆ 
อ่านด้วยความสงสัยและอยากรู้ 
ใช่เลย ถ้าอ่านเร็วไป
เราก็จะพลาดหลายจุดที่สำคัญ 
เช่น ในบท 1 ข้อ 1 บอกว่า
“ต่อไปนี้คือคำพิพากษาต่อเมืองนีนะเวห์”  
แป๊บนะ นีนะเวห์หรอ?
เราเคยอ่านมาก่อนนี่
ใช่
พระยะโฮวาเคยส่ง
ผู้พยากรณ์โยนาห์ไปที่นั่นนี่
แต่เราก็รู้ว่าเขารู้สึกยังไง 
ชาวอัสซีเรียน่ากลัวมาก
โยนาห์ก็เลยหนีไป 
ใช่ ฉันพอจะนึกออกเลย
ว่านาฮูมจะรู้สึกและมีท่าทียังไง
ตอนที่พระยะโฮวาบอกข่าวสารนี้กับเขา 
นาฮูมคงจะเครียดมาก
ซึ่งก็เข้าใจได้ถ้าเราศึกษาเรื่องนีนะเวห์มากขึ้น 
ผมใช้คู่มือค้นคว้าในหัวข้อ “คัมภีร์ไบเบิล”
ถ้าดู “ดินแดนและสถานที่
ต่างๆในคัมภีร์ไบเบิล” จะเจอ “นีนะเวห์”
ดีจัง เราสามารถใช้
คู่มือค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้   
ในนั้นมีการยกข้อความจาก
ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งที่บอกว่า
“เด็กผู้ชายและผู้หญิงถูกเผาทั้งเป็น...
ผู้ชายถูกตอกบนหลัก ถูกถลกหนังทั้งเป็น
ถูกควักลูกตา ถูกตัดมือตัดเท้า
หรือตัดหูตัดจมูก”‏ 
โหดร้ายมาก อย่างนี้ใครจะไม่กลัว
แต่ฉันว่าไม่ใช่แค่นาฮูมหรอกที่กลัว
ถ้าดูจากเส้นเวลา
จะเห็นว่าคำพยากรณ์
นี้อยู่ในช่วงที่กษัตริย์โยสิยาห์ปกครอง
ในช่วงนั้นโยสิยาห์พยายามกำจัด
การนมัสการเท็จให้หมดไป 
ไม่รู้ว่าโยสิยาห์และชาวอิสราเอลจะรู้สึกยังไง
ที่กลับมานมัสการพระยะโฮวา
อย่างถูกต้องอีกครั้ง 
ตอนนั้นอัสซีเรียเป็นมหาอำนาจ
และถ้าพวกเขาอยากทำอะไรก็ทำได้ 
ฉันคิดว่าชาวอิสราเอลคงจะกังวล
ว่าการที่พวกเขา
พยายามกำจัดการนมัสการเท็จ
จะทำให้ชาวอัสซีเรียโกรธ
พวกเขาคงกลัวว่าจะถูกถลกหนัง
ทั้งเป็นเหมือนชาวสะมาเรีย
ถ้าเราอยู่ในสมัยนั้น 
เราคงจะห่วงลูกเรามากแน่ๆ 
แต่ดูในข้อ 3 สิ
พูดถึงพระยะโฮวาไว้ว่ายังไง?
พระยะโฮวาทำให้ชาวอิสราเอลมั่นใจว่า
พระองค์ “ไม่โกรธง่าย” 
แต่ก็มี “พลังอำนาจมาก” 
ผมลองค้นคว้าดูแล้วก็เจอว่า
ข้อนี้เป็นข้อเดียวในคัมภีร์ไบเบิล
ที่บอกว่า “พระยะโฮวาไม่โกรธง่าย
ถึงแม้จะมีพลังอำนาจมาก”
ดูเหมือนว่าพระยะโฮวาอยากให้
พวกเขาสนใจที่พลังอำนาจ
และวิธีการปกครองของพระองค์
และไม่ต้องกลัวชาวอัสซีเรีย 
นี่ให้กำลังใจเรามาก
แล้วในข้อ 15 พระยะโฮวายังบอกด้วยว่า
“ให้ยูดาห์ฉลองเทศกาลต่างๆ 
และทำตามที่ปฏิญาณไว้
เพราะคนเลวจะไม่มีวันได้โจมตีเขาอีก
คนนั้นจะถูกทำลายจนสิ้นซาก”
เหมือนกับพระยะโฮวากำลังบอกว่า
‘ถึงเราจะยังไม่ได้ทำลายอัสซีเรีย 
แต่ก็ไม่ต้องกลัว
ให้ฉลองเทศกาลต่อไปเถอะ’  
ใช่ พระองค์บอกว่า ‘ไว้ใจเราได้’ 
ใช่เลย แล้วในที่สุดพระยะโฮวา
ก็ทำลายนีนะเวห์จนสิ้นซาก
จนผู้คนคิดว่าเมืองนี้ไม่เคยมีอยู่จริง 
โยสิยาห์ นาฮูม และคนของ
พระยะโฮวาในสมัยนั้น
ต้องได้กำลังใจมากแน่ๆ
พวกเขานมัสการพระยะโฮวา
ได้อย่างสงบและมีความสุข 
วิธีการปกครองของพระยะโฮวา
ทำให้พวกเขามั่นใจและไม่กังวล   
นี่เป็นจุดที่ดีมากเลย ผมขอจดไว้ก่อนนะ
วิธีการปกครองของพระยะโฮวา
ทำให้เรามั่นใจและไม่ต้องกลัวอะไร   
 ถ้าเราคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องนี้
ก็จะช่วยให้เราใกล้ชิด
กับพระยะโฮวามากขึ้น 
ใช่เลย วิธีการปกครองของพระยะโฮวา
ทำให้เรารู้ว่าพระองค์เป็นยังไงจริงๆ 
ฉันจะจำคำพูดนี้ไว้เสมอที่ว่า
“‏พระยะโฮวาไม่โกรธง่าย 
ถึงแม้ว่าจะมีพลังอำนาจมาก”
ปกติแล้วคนที่มีอำนาจก็จะเป็นอีกแบบเลย 
ถ้าพระยะโฮวาไม่โกรธง่ายแม้แต่
ศัตรูที่โหดร้ายและรุนแรงแบบอัสซีเรีย 
พระองค์ก็ไม่โกรธฉันง่ายๆเหมือนกัน 
ตอนที่ผมทำผิด ผมมักจะรู้สึกว่า
พระยะโฮวาต้องไม่ยอมรับผมแน่ๆ
แต่พอได้คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องนี้
ผมก็ได้เห็นว่าพระยะโฮวา
เป็นพ่อที่รักและอดทนมาก
พระยะโฮวาแสดงความรักกับผม 
พระองค์ไม่โกรธง่าย 
การรู้เรื่องนี้ทำให้ผม
สนิทกับพระองค์มากขึ้น 
ฉันชอบจุดนี้มาก 
บางครั้งเราก็ชอบว่าตัวเอง
เราอาจชอบคิดลบกับตัวเองอยู่บ่อยๆ 
แต่พระยะโฮวาไม่ได้คิดกับเราแบบนั้น 
ถ้าพระยะโฮวาไม่โกรธฉันง่ายๆ 
ฉันก็ต้องทำแบบนั้น
กับตัวเองด้วยเหมือนกัน
ฉันต้องพยายามมากขึ้นที่จะมอง
ตัวเองเหมือนที่พระยะโฮวามอง 
แล้วคนที่มีอำนาจในครอบครัว
หรือในประชาคมล่ะ 
เราจะเอาเรื่องนี้มาใช้ได้ยังไง?
ผมอยากถามตัวเองว่า
ผมเป็นคนที่โกรธง่ายไหม? 
พระยะโฮวาจะรู้สึกยังไง? 
ถ้าผมเป็นคนที่โกรธง่าย ผมกำลัง
เลียนแบบพระยะโฮวาอยู่ไหม? 
จุดนี้ดีเลยค่ะ
และฉันยังคิดถึงพลังอำนาจ
ของพระยะโฮวาด้วย
ชาวอิสราเอลไม่มีอะไรต้องกลัว 
เพราะชาวอัสซีเรียเทียบอะไร
กับพระเจ้าไม่ได้เลย 
ถึงตอนนี้เราอยู่ในโลกที่น่ากลัวของซาตาน 
แต่เราไม่จำเป็นต้องกลัว
พระยะโฮวาจะช่วยเราแน่
เมื่อฉันเจอปัญหา
ฉันจะคิดถึงวิธีการปกครอง
ของพระยะโฮวาเสมอ 
ฉันจะไม่พึ่งกำลังของตัวเอง 
แต่มั่นใจว่าพระยะโฮวาจะช่วย
ฉันให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ 
ผมเห็นด้วย
ผมว่าเราต้องอ่านประสบการณ์ต่างๆ
ของพี่น้องในเว็บไซต์ของเรา
การได้เห็นว่าพี่น้องของเรา
อดทนกับการข่มเหงได้ยังไง
ทำให้เห็นว่าพระยะโฮวาก็จะช่วย
และให้กำลังผม
ให้อดทนได้เหมือนกับที่
พระองค์ช่วยพี่น้องเหล่านั้น
ประสบการณ์เหล่านี้
เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่า
พระยะโฮวากำลังใช้อำนาจ
เพื่อช่วยเราในทุกวันนี้
พระองค์ “ไม่โกรธง่าย”
และมี “พลังอำนาจมาก”  
โอเค ฉันขอทวนจุดต่างๆที่จดไว้
อ่านช้าๆด้วยความสงสัยอยากรู้
ใช้คู่มือค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม 
และดูว่าพระยะโฮวาเป็นผู้ปกครองแบบไหน? 
ยังมีอีกหลายจุดที่เราเรียนได้เกี่ยวกับเรื่องนี้
เช่น รายละเอียดต่างๆที่เกิดขึ้นจริง
เกี่ยวกับการทำลายเมืองนีนะเวห์
ในคำพยากรณ์ของนาฮูม
ทำให้เรามีความเชื่อมากขึ้นได้ยังไง? 
งั้นเรามาดูกันต่อเถอะ
ฉันยังเจออีกจุดหนึ่ง... 
รายการเดือนนี้ทำให้เรามั่นใจว่า
เรามีพ่อที่รักเรามากที่สุด
ซึ่งก็คือพระยะโฮวาพระเจ้า 
และไม่ว่าเราต้องพยายามแค่ไหน
การได้อยู่ในครอบครัวของพระองค์ก็คุ้มค่ามาก 
เราได้พัฒนาคุณลักษณะ
แบบคริสเตียนคือความรัก
ที่ผูกพันเราให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 
เราต้องเสริมความเชื่อ
และสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น 
เพื่อจะสามารถทำงานมอบหมายที่สนับสนุน
งานขององค์การและงานประกาศได้ 
และตอนที่เราเจอกับปัญหาที่ไม่คาดคิด
เราต้องไม่ลืมว่าพระยะโฮวาเป็นพ่อ
และเป็นหินที่แข็งแกร่งของเรา
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวที่กาบอง
ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของแอฟริกากลาง 
บางคนเรียกที่นี่ว่า “เอเดนแห่งแอฟริกา” เพราะที่นี่มีหลายอย่างที่สวยงาม 
เช่น ป่าฝนที่ครอบคลุมประมาณ 85% 
ของพื้นที่ทั้งประเทศ
และน้ำตกคงกูอันงดงาม
ในอุทยานแห่งชาติโลอังโก
คุณอาจได้เห็นช้างเดินอยู่ริมชายฝั่ง
ซึ่งช้างป่าเหล่านี้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 
และที่กาบองก็มีจำนวนช้างป่ามากที่สุดในโลก
กาบองยังเป็นที่อยู่ของกอริลล่า 
ลิงแมนดริลสีสันสดใส
และชิมแปนซีหลายพันตัว 
และยังมีสัตว์น้ำอีกหลายชนิดอยู่ในทะเลที่กาบอง 
ที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของโลมา
และวาฬมากกว่า 20 สายพันธุ์ 
ทำให้คนที่ชอบดูวาฬมีโอกาส
ได้เห็นสัตว์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด
แต่ระวังอย่าเข้าไปใกล้งูพิษกาบูนล่ะ
เพราะมันมีเขี้ยวยาวที่สุด
ในบรรดางูมีพิษทั้งหมด 
อาจยาวถึง 5 เซนติเมตร 
หรือประมาณ 2 นิ้ว 
แต่ข่าวดีคืองูชนิดนี้มีนิสัยค่อนข้างสงบ
และแทบจะไม่กัดมนุษย์เลย
ลิเบรอวิลล์เมืองหลวงก่อตั้งขึ้น
ในศตวรรษที่ 19 โดยทาสที่ได้รับอิสรภาพ 
เมืองนี้มีอาคารที่ทันสมัย สวนสาธารณะ
และชายหาดที่สวยงาม 
และถ้าคุณอยากไปท่องเที่ยวธรรมชาติ 
เช่น น้ำตกเปาบารา 
คุณก็ต้องผ่านเมืองฟรานซ์วิลล์
ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
ในปี 1957 พี่น้องชาย 2 คน
จากคองโกบราซซาวิลล์
เดินทางผ่านตอนใต้
ของกาบองเพื่อมาหางานทำ 
ที่นั่นเขาได้ประกาศกับแอนทวน มูบังกา
เขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 
และได้รับบัพติศมาในเดือนมิถุนายน ปี 1957 
เขาเป็นพยานพระยะโฮวาคนแรกในกาบอง
และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่
พยานพระยะโฮวาจากคองโก
ที่ทำงานในบริษัทก่อสร้างย้ายมาที่กาบอง 
พี่น้องมูบังกา และพี่น้องที่ย้ายมา
เริ่มประกาศและจัดการประชุม
ในบ้านไม้เล็กๆที่เช่าไว้ 
ในบ่ายวันเสาร์
พี่น้องจะเอาเก้าอี้มาตั้งกลางแจ้ง
ให้คนนั่งฟังคำบรรยาย 
คนอื่นเลยให้ฉายาเราว่า “ศาสนาม้านั่ง”
ในปี 1964 งานประกาศได้รับ
การจดทะเบียนให้ถูกกฎหมาย 
จากนั้นมิชชันนารีก็ถูกส่งมาที่นี่ 
พวกเขาจัดให้มีคำบรรยาย
ออกรายการวิทยุทุกวันอาทิตย์
เพื่อเข้าถึงผู้คนให้ได้มากที่สุด
แล้วจู่ๆ ในเดือนเมษายน ปี 1970 
รัฐบาลก็สั่งห้ามงานประกาศ 
ขับไล่มิชชันนารีออกนอกประเทศ 
และห้ามจัดการประชุม 
ในช่วงที่ถูกสั่งห้าม
พี่น้องของเรายังรักษาความกระตือรือร้นไว้ได้ 
พวกเขาจัดการประชุม 
และการประชุมใหญ่ครบทุกรายการ
อย่างลับๆในตอนกลางคืน
ในที่สุดสถานการณ์ก็ดีขึ้น
พี่น้องสามารถสร้างหอประชุม
จัดการประชุมหมวดละการประชุมภูมิภาค
และก็เริ่มออกรายการวิทยุได้อีกครั้งหนึ่ง
รายการวิทยุนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก
จนถูกพูดถึงในหนังสือพิมพ์เมื่อปี 2004 
พี่น้องคนหนึ่งที่เป็นผู้จัดรายการบอกว่า
บางครั้งคนก็จำเสียงเขาได้
เลยทำให้ได้เริ่มการศึกษากับหลายคน
ตอนนี้มีผู้ประกาศมากกว่า 4,600 คน
ประกาศข่าวดีอย่างขยันขันแข็ง
พวกเขานำการศึกษาพระคัมภีร์
มากกว่า 8,000 รายในหลายภาษา เช่น
ภาษาฝรั่งเศส แฟง มีเยเน
ปูนู เซบี และเตเก 
และไม่นานมานี้พี่น้องหนุ่มสาว 28 คน
ได้เข้าโรงเรียน SKE 
ชั้นแรกที่จัดขึ้นในกาบอง 
ชั้นเรียนนี้จัดขึ้นที่หอประชุมแบบขยายได้
ในโอคาลา เมืองลิเบรอวิลล์
ประชาคมโอคาลา
มีผู้ประกาศที่กระตือรือร้น 116 คน 
ไม่นานมานี้มีจำนวนการนำการศึกษา
สูงสุดมากกว่า 140 คน 
และมี 287 คนเข้าร่วมการประชุมอนุสรณ์ 
พี่น้องในประชาคมโอคาลา
ฝากความรักอย่างอบอุ่นมาให้พี่น้องทุกคนครับ
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW 
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา