รายการโทรทัศน์ JW—มิถุนายน 2026: วันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนกิเลียด 159
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ขอต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW®00:00:04
00:00:22
วันที่ 14 มีนาคม 2026 00:00:25
00:00:25
เป็นวันจบของนักเรียน
กิเลียดชั้นเรียนที่ 159 00:00:29
00:00:29
พวกเขาเรียนคัมภีร์ไบเบิล
กันอย่างลึกซึ้งตลอด 5 เดือน00:00:32
00:00:32
คำบรรยายในวันจบการศึกษา 00:00:35
00:00:35
ช่วยพวกเขาให้เตรียมพร้อม
สำหรับงานมอบหมายใหม่ที่จะได้รับ 00:00:38
00:00:38
หลักการต่างๆที่พวกเขาได้รับ 00:00:41
00:00:41
จะเป็นประโยชน์กับพวกเราด้วยเหมือนกัน 00:00:43
00:00:43
ตอนที่ชีวิตเราอาจเจอการเปลี่ยนแปลง 00:00:46
00:00:46
ขอให้คุณมองหาบทเรียนที่จะเอาไปใช้ 00:00:49
00:00:49
จากคำบรรยายที่เสริมความเชื่อต่อไปนี้00:00:51
00:00:52
เราขอต้อนรับพี่น้องทุกคน 00:00:55
00:00:55
ที่เข้าร่วมฟังหรือดูรายการ
วันจบการศึกษาในตอนนี้ครับ 00:01:00
00:01:00
และแน่นอนเราขอต้อนรับนักเรียนกิเลียด 00:01:03
00:01:03
ที่เรียนอย่างหนัก
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาด้วย00:01:06
00:01:06
เรารู้ว่าพวกคุณตั้งใจเรียนอย่างดี 00:01:09
00:01:09
และขอให้คุณมีความสุข
กับวันจบการศึกษาวันนี้ครับ00:01:12
00:01:13
และขอต้อนรับครอบครัว เพื่อนๆ 00:01:16
00:01:16
และทุกคนที่มาที่ห้องประชุมนี้ 00:01:18
00:01:18
รวมทั้งหลายพันคน
ที่เข้าร่วมทางออนไลน์จากทั่วโลก00:01:22
00:01:32
ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ00:01:34
00:01:35
และแล้วก็มาถึงวันจบการศึกษา00:01:38
00:01:38
ที่พวกคุณรอคอยกันมาอย่างยาวนาน 00:01:40
00:01:41
ใช่ไหมครับ00:01:42
00:01:44
ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว00:01:46
00:01:46
ที่คุณจะเอาสิ่งที่ได้เรียนไปใช้ 00:01:48
00:01:49
คุณได้รับความรู้ที่มีค่ามากมาย 00:01:52
00:01:52
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา 00:01:55
00:01:55
ตอนนี้คุณจะไปในเขตมอบหมายของคุณ00:01:58
00:01:58
และรับใช้กับพี่น้องอย่างมีสันติสุข00:02:01
00:02:02
คุณรู้สึกยังไง 00:02:04
00:02:04
กับคำว่าสันติสุข 00:02:08
00:02:08
คุณอาจต้องย้ายไปที่ใหม่ 00:02:10
00:02:10
เลยอาจคิดว่าคุณจะสร้างสันติสุขได้ไหม 00:02:13
00:02:13
และจะปรับตัวเข้ากับพี่น้องที่นั่นได้ไหม 00:02:15
00:02:16
หรือคุณอาจกลับไปเขตมอบหมายเดิม 00:02:19
00:02:19
และคิดว่าพี่น้องจะคอยดูว่า00:02:22
00:02:22
เราพัฒนาอะไรขึ้นไหม
หลังจากไปกิเลียดมา 00:02:25
00:02:25
มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะกังวล00:02:28
00:02:29
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้ก็คือ 00:02:31
00:02:31
คืนดีกับเขา หรือสร้างสันติสุข 00:02:35
00:02:35
ที่จริงเราทุกคนรู้ว่าการคืนดีไม่ใช่เรื่องง่าย00:02:40
00:02:41
พระเยซูพูดเรื่องนี้ไว้ในมัทธิวบท 5 00:02:44
00:02:44
ขอเปิดดูด้วยกันครับ 00:02:46
00:02:46
มัทธิวบท 5 00:02:47
00:02:49
พระเยซูอธิบายฉากเหตุการณ์หนึ่งไว้ที่นี่00:02:54
00:02:54
มัทธิวบท 5:23, 24 00:02:58
00:03:00
ท่านบอกพวกสาวกว่า 00:03:03
00:03:03
“ดังนั้น00:03:04
00:03:04
ถ้าคุณเอาของถวายมาที่แท่นบูชา00:03:08
00:03:08
และนึกขึ้นได้ว่า 00:03:10
00:03:10
มีคนโกรธคุณอยู่ 00:03:11
00:03:12
ให้วางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาก่อน00:03:16
00:03:16
และไปคืนดีกับเขา 00:03:19
00:03:19
แล้วค่อยกลับมาถวายของนั้น”00:03:22
00:03:23
คนที่ฟังพระเยซูอยู่ตอนนั้น00:03:26
00:03:26
คงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ 00:03:29
00:03:29
ลองคิดดูนะครับ 00:03:31
00:03:31
ให้วางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาก่อน00:03:34
00:03:34
และให้ไปตามหาคนหนึ่ง
ท่ามกลางคนเป็นพันๆ 00:03:39
00:03:39
เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาล 00:03:41
00:03:42
ตามหาทั่วเมืองเพื่อจะเจอคนนั้น 00:03:45
00:03:45
ที่เขาโกรธคุณอยู่00:03:47
00:03:47
แล้วคืนดีกับเขาให้ทันเวลา 00:03:50
00:03:50
เพื่อจะกลับมาถวายของนั้น
ที่วิหารให้พระยะโฮวา00:03:53
00:03:54
จุดสำคัญที่พระเยซูกำลังบอกก็คือ 00:03:57
00:03:57
บางครั้งการคืนดีหรือสร้างสันติสุข 00:04:01
00:04:01
ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 00:04:02
00:04:03
คำถามที่เราต้องถามตัวเองก็คือ 00:04:06
00:04:06
ทำไมถึงยาก 00:04:08
00:04:08
ที่จะคืนดี 00:04:10
00:04:10
แล้วเราจะทำได้ยังไง 00:04:13
00:04:13
ทั้งๆที่เป็นเรื่องยาก00:04:15
00:04:16
เพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้00:04:18
00:04:18
เราจะดูว่ามีความกลัว 3 อย่างอะไร00:04:21
00:04:21
เมื่อเราต้องคืนดีกับคนอื่น00:04:23
00:04:23
เราจะดูตัวอย่างของอับราม
หรืออับราฮัมด้วยกัน00:04:27
00:04:27
ว่าอะไรช่วยให้เขากล้า00:04:30
00:04:30
ที่จะสร้างสันติสุขกับโลท00:04:32
00:04:32
ในตอนที่พวกเขาเกิดเรื่องขัดแย้งกัน00:04:38
00:04:38
เริ่มจากความกลัวอย่างที่ 1 00:04:40
00:04:41
กลัวว่า จะดูเป็นคนอ่อนแอ 00:04:44
00:04:45
ที่จริงพวกเราหลายคนอาจจะคิดว่า
ตัวเองไม่มีค่า00:04:50
00:04:50
แล้วปฏิกิริยาที่มักจะแสดงออกมาก็คือ 00:04:53
00:04:53
ทำให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ 00:04:56
00:04:56
และอันนี้แหละที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี 00:04:58
00:04:59
จนกลายเป็นว่า
เราเป็นฝ่ายทำลายสันติสุข 00:05:04
00:05:05
แล้วอับรามได้ทำอย่างนั้นไหม00:05:10
00:05:10
ตอนที่เขาขัดแย้งกับโลท 00:05:12
00:05:12
ให้เราดูพระคัมภีร์ด้วยกัน
ที่ปฐมกาลบท 13 ครับ 00:05:15
00:05:17
ตอนนั้นคนเลี้ยงสัตว์ของอับราม 00:05:19
00:05:19
กับคนเลี้ยงสัตว์ของโลท 00:05:21
00:05:21
ทะเลาะกัน 00:05:22
00:05:22
แล้วอับรามก็เห็นว่า 00:05:24
00:05:24
กำลังจะเกิดความขัดแย้งระหว่างเขากับโลท00:05:27
00:05:28
ขอสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ 00:05:31
00:05:31
ในปฐมกาล 13:8, 900:05:34
00:05:38
“อับรามจึงพูดกับโลทว่า 00:05:40
00:05:40
เรา 2 คนและคนเลี้ยงสัตว์ของเรา 00:05:44
00:05:44
อย่ามาทะเลาะกันเลย 00:05:45
00:05:45
เพราะเราเป็นญาติพี่น้องกัน 00:05:48
00:05:48
หลานเลือกเอาเถอะ 00:05:50
00:05:50
ว่าในที่ดินอันกว้างใหญ่นี้ 00:05:53
00:05:53
อยากจะได้ที่ตรงไหน 00:05:55
00:05:55
แล้วก็แยกไปอยู่ที่นั่น00:05:57
00:05:57
ถ้าหลานไปทางซ้าย 00:05:59
00:05:59
อาจะไปทางขวา 00:06:01
00:06:01
แต่ถ้าหลานไปทางขวา 00:06:03
00:06:03
อาก็จะไปทางซ้าย” 00:06:06
00:06:06
น่าประทับใจจริงๆ 00:06:08
00:06:08
ที่อับรามถ่อมตัวลง00:06:10
00:06:10
และไม่ได้ทำตัวให้ดูเป็นคนที่สำคัญกว่า00:06:14
00:06:14
ในสายตาของโลท00:06:16
00:06:16
เขาจะยกตัวเองขึ้นให้โลทรู้สึกแย่ก็ได้ 00:06:20
00:06:20
อับรามอาจจะบอกว่า ‘เดี๋ยวนะโลท 00:06:23
00:06:23
หลานไม่ใช่เหรอที่ตามอามา 00:06:26
00:06:27
พระยะโฮวามอบหมายงานนี้ให้อา
ไม่ใช่ให้หลาน’ 00:06:31
00:06:32
เขาอาจจะได้ที่ดินที่ดีที่สุดก็ได้00:06:35
00:06:36
แต่จะไม่ได้สันติสุขแน่นอน00:06:38
00:06:40
ที่จริงอับรามไม่ได้ทำแบบนั้นครับ 00:06:43
00:06:43
แม้เขาอาจจะกลัวว่าคนอื่น
จะมองว่าเขาอ่อนแอ 00:06:47
00:06:47
เหมือนที่บางครั้งเรารู้สึกแบบนั้น 00:06:49
00:06:49
แต่อับรามก็ยังยอมให้โลท
เป็นฝ่ายเลือกที่ดินก่อน 00:06:54
00:06:55
อะไรกระตุ้นให้อับรามทำแบบนั้น 00:06:58
00:06:59
เป็นเพราะว่าเขาสนใจว่า
พระยะโฮวามองเขายังไง 00:07:04
00:07:04
ไม่ใช่สนใจว่าคนอื่นจะมองเขายังไง 00:07:08
00:07:08
การอยู่จุดไหนในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 00:07:11
00:07:11
ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขา 00:07:13
00:07:13
ตราบใดที่เขายังอยู่
ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 00:07:16
00:07:16
ก็เป็นหลักฐานชัดเจนแล้ว00:07:18
00:07:18
ว่าพระยะโฮวาพอใจเขา 00:07:20
00:07:21
และนี่ใช่ไหมครับที่เป็นจุดสำคัญ00:07:23
00:07:23
ของมัทธิว 5:23, 24 00:07:26
00:07:26
ตามที่พระเยซูบอก 00:07:28
00:07:29
ท่านกระตุ้นคนที่พยายามสร้างสันติสุข00:07:32
00:07:32
ให้กลับมา00:07:33
00:07:33
กลับมาที่แท่นบูชา00:07:35
00:07:35
เพื่อเอาของถวายให้พระยะโฮวา00:07:39
00:07:39
และนี่เป็นสิ่งที่อับรามต้องการมากที่สุด 00:07:42
00:07:42
ก็คือสันติสุขกับพระเจ้า 00:07:45
00:07:46
บทเรียนแรกที่เราได้เรียน
จากอับรามคืออะไร 00:07:51
00:07:51
การกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราอ่อนแอ00:07:54
00:07:54
ไม่ได้มองว่าเรามีประสบการณ์มากแค่ไหน00:07:57
00:07:57
ไม่ได้สนใจว่าเราทำงานในตำแหน่งอะไร 00:08:00
00:08:00
หรือเราผ่านอบรมมาจากกิเลียด00:08:03
00:08:03
ทั้งหมดนี้มาจากความรู้สึกกลัว00:08:05
00:08:05
ว่าคนอื่นจะไม่ให้ความสำคัญกับเรา00:08:08
00:08:08
และมันเป็นอุปสรรคสำหรับเรา
ที่จะสร้างสันติสุข00:08:11
00:08:11
แล้วเราจะจัดการกับความกลัวนี้ได้ยังไงครับ 00:08:14
00:08:14
ให้เราเลียนแบบอับราม 00:08:16
00:08:16
พอใจกับสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่มนุษย์จะมีได้00:08:20
00:08:20
ก็คือการที่พระยะโฮวายอมรับเรา00:08:24
00:08:24
ส่วนพรจากพระองค์
หรือสิทธิพิเศษอื่นๆนอกจากนั้น 00:08:28
00:08:28
ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดครับ 00:08:30
00:08:32
เราเห็นว่าอับรามปฏิบัติ
ต่อโลทด้วยความถ่อม00:08:38
00:08:38
แต่เขาอาจคิดว่า 00:08:39
00:08:40
โลทก็จะทำแบบนั้นกับเขาด้วยเหมือนกัน00:08:43
00:08:44
ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีใช่ไหมครับ00:08:46
00:08:47
ตอนนี้เรามาถึงความกลัวอย่างที่ 200:08:50
00:08:51
กลัวว่าคนอื่นจะเอาเปรียบเรา 00:08:53
00:08:54
สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นตอนที่เราเป็นฝ่ายยอม
เมื่อมีความขัดแย้งกัน 00:09:00
00:09:00
เราอาจเริ่มกลัวว่าคนนั้นจะเอาเปรียบเรา 00:09:03
00:09:03
และไม่คิดถึงผลประโยชน์ของเรา 00:09:05
00:09:05
เพราะเห็นว่าเราเป็นฝ่ายยอมเขา 00:09:08
00:09:09
อับรามทำยังไงครับ 00:09:11
00:09:11
ให้เราดูที่ปฐมกาลบท 13 อีกครั้ง 00:09:14
00:09:14
เราจะอ่านต่อในปฐมกาลบท 1300:09:17
00:09:17
และเราจะเริ่มอ่านข้อ 10 ครับ 00:09:19
00:09:22
ก่อนหน้านี้เรารู้แล้วว่าอับราม
สร้างสันติสุขกับโลท 00:09:28
00:09:28
ให้เราอ่านต่อที่ข้อ 10 ครับ 00:09:31
00:09:32
“โลทเงยหน้ามองดูทั่ว
บริเวณที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดน00:09:37
00:09:37
ไปจนถึงเมืองโศอาร์ 00:09:39
00:09:39
เห็นว่ามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์
เหมือนสวนของพระยะโฮวา00:09:43
00:09:43
เหมือนแผ่นดินอียิปต์ 00:09:45
00:09:45
(ตอนนั้นพระยะโฮวายังไม่ได้ทำลาย
เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์)00:09:49
00:09:49
โลทก็เลือกเอาที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมด 00:09:53
00:09:53
และย้ายค่ายพักของตัวเองไปทางทิศตะวันออก 00:09:57
00:09:57
อับรามกับโลทจึงแยกกันไป 00:10:00
00:10:00
อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน00:10:03
00:10:03
ส่วนโลทอาศัยอยู่ใกล้เมืองต่างๆ” 00:10:06
00:10:08
นี่หมายความว่า 00:10:09
00:10:09
โลทกำลังเอาเปรียบอับราม00:10:11
00:10:11
เพราะเขาเป็นคนถ่อมไหม00:10:13
00:10:14
บอกตามตรงเราก็ไม่รู้หรอกครับ00:10:17
00:10:17
เราไม่รู้รายละเอียดทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ 00:10:20
00:10:20
แต่เราจะเข้าใจมากขึ้น00:10:23
00:10:23
จากคำบรรยายอื่นๆของวันนี้00:10:25
00:10:25
ขอพี่น้องรอฟังนะครับ00:10:27
00:10:30
แต่ถ้าสิ่งที่โลทเลือก00:10:32
00:10:32
ไม่ได้เป็นอย่างที่อับรามคิดไว้00:10:34
00:10:34
และเขารู้สึกหงุดหงิด 00:10:36
00:10:36
เขาอาจจะคิดไหมว่า 00:10:38
00:10:38
‘เดี๋ยวก่อนนะ 00:10:40
00:10:40
การที่เราพยายามเป็นคนถ่อม
ทำให้เราเสียเปรียบนี่หน่า’00:10:44
00:10:46
มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
เราน่าจะสั่งโลทไปเลยว่าให้ไปที่ไหน00:10:51
00:10:51
อับรามอาจคิดแบบนั้นก็ได้00:10:53
00:10:54
แต่อับรามคิดอย่างนั้นไหมครับ?00:10:57
00:10:58
ไม่ครับ00:10:59
00:10:59
ให้เราดูด้วยกันตอนท้ายของข้อ 11 00:11:02
00:11:02
และต้นข้อ 12 ครับ00:11:04
00:11:04
ที่นี่บอกว่า “อับรามกับโลทจึงแยกกันไป00:11:07
00:11:07
อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน”00:11:11
00:11:12
เขาไม่ได้คัดค้าน 00:11:14
00:11:14
และเขาก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์ 00:11:17
00:11:17
หรือความยุติธรรมอะไร 00:11:18
00:11:18
อับรามมีหัวใจที่ถ่อมจริงๆ 00:11:22
00:11:22
มันไม่ได้เป็นการแสดง
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ00:11:26
00:11:27
สำหรับอับบรามเราเห็นชัดเจนว่า 00:11:30
00:11:30
สันติสุขกับโลท
สำคัญยิ่งกว่าการได้ที่ดินที่ดีที่สุด00:11:34
00:11:35
เราได้บทเรียนจาก
อับรามอีกแล้วใช่ไหมครับ 00:11:39
00:11:39
ความกลัวที่ว่าคนอื่นจะเอาเปรียบเรา 00:11:42
00:11:42
เพราะเราเป็นฝ่ายยอม00:11:43
00:11:43
กลัวว่าคนอื่นจะได้รับสิทธิพิเศษ 00:11:46
00:11:46
หรือได้รับคำชมจากงานที่เราทำ 00:11:48
00:11:48
นี่อาจเริ่มทำให้เราหาเหตุผลว่า 00:11:50
00:11:50
การเป็นคนถ่อม หรือเป็นฝ่ายยอม
ทำให้เราเสียเปรียบ 00:11:54
00:11:55
การคิดแบบนี้แหละที่ทำลายสันติสุข00:11:58
00:11:58
เราไม่ควรกลัวที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ00:12:00
00:12:01
ขอให้เราเลียนแบบอับรามครับ00:12:04
00:12:04
ขอให้มั่นใจว่า
การทำตามวิธีของพระยะโฮวา 00:12:08
00:12:08
ในการสร้างสันติสุขเป็นวิธีที่ถูกต้อง00:12:12
00:12:12
แม้เราจะคิดว่าวิธีนี้ดูเหมือนไม่ได้ผล 00:12:15
00:12:15
และผลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ 00:12:18
00:12:19
แต่เราจะได้สิ่งที่สำคัญที่สุด 00:12:21
00:12:21
ก็คือพระยะโฮวายอมรับเรา 00:12:24
00:12:24
เรามีสันติสุขกับพระเจ้า00:12:26
00:12:27
แล้วตอนที่โลทรับผลที่ไม่ดี
จากการเลือกของเขาล่ะ00:12:32
00:12:32
อับรามมีท่าทียังไง 00:12:33
00:12:35
เขาให้อภัยและลืมไปแล้วไหม00:12:37
00:12:38
หรือเขากลัวและไม่กล้าที่จะทำแบบนั้น 00:12:42
00:12:43
เราจะได้คำตอบจากคำบรรยาย
สุดท้ายของวันนี้ครับ00:12:47
00:12:56
ครับ 00:12:57
00:12:57
ตอนนี้พี่น้องจะได้ดู 00:12:58
00:12:58
รายการจับเข่าเล่าเรื่อง 00:13:00
00:13:00
นี่เป็นส่วนหนึ่งในวันจบการศึกษา
ของกิเลียดที่เราทุกคนชอบมาก00:13:05
00:13:05
และนี่คือก็เป็นอีกตอนที่ดีมากเลย00:13:08
00:13:08
และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ
คนที่อยากรับใช้มากขึ้น 00:13:12
00:13:12
เพื่อให้พวกเขาคิดถึงวิธี 00:13:14
00:13:14
ที่จะรับใช้ในเขตที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า00:13:18
00:13:19
พี่น้องเจเรมี คลาร์ก 00:13:21
00:13:21
จะเป็นผู้ดำเนินรายการ
จับเข่าเล่าเรื่อง ของตอนนี้ครับ00:13:25
00:13:52
ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการจับเข่าเล่าเรื่อง00:13:54
00:13:55
มัทธิว 5:6 พระเยซูบอกว่า 00:13:57
00:13:58
คนที่อยากเห็นความถูกต้องชอบธรรม
ก็มีความสุข00:14:01
00:14:01
เพราะพวกเขาจะ “อิ่มใจ”00:14:04
00:14:05
พระยะโฮวาช่วยหนุ่มสาว
ที่พึ่งพระองค์ให้อิ่มใจยังไง?00:14:08
00:14:10
พระองค์ฝากไว้กับพ่อแม่ที่รักพวกเขา00:14:12
00:14:12
แต่บางคนก็ไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นพยานฯ 00:14:15
00:14:15
พระองค์ช่วยเขายังไง?00:14:17
00:14:17
ในสมัยคัมภีร์ไบเบิลพระยะโฮวา
ใช้คนที่มีอายุมากกว่า00:14:21
00:14:21
เช่น มหาปุโรหิตเยโฮยาดา
ที่ช่วยกษัตริย์เยโฮอาช 00:14:25
00:14:25
หรือเศคาริยาห์ที่ช่วยสอน
กษัตริย์อุสซียาห์00:14:29
00:14:30
ในรายการตอนนี้00:14:31
00:14:31
นักเรียนกิเลียดจะเล่าให้เราฟังว่า 00:14:33
00:14:33
อะไรช่วยพวกเขาให้สนิทกับ
พระยะโฮวาตอนที่เป็นเด็ก 00:14:37
00:14:37
และอะไรช่วยพวกเขาให้
อยากรับใช้พระโฮวามากขึ้น 00:14:40
00:14:40
และมีความสุขในการรับใช้พระองค์00:14:43
00:14:43
ให้เรามาเริ่มกันเลยครับ00:14:45
00:14:45
คู่แรกมาจากอเมริกา00:14:46
00:14:46
พี่น้องแอนทรอนและรีเบกา คาราเวย์00:14:49
00:15:05
ยินดีต้อนรับครับ00:15:06
00:15:07
คุณสองคนรับใช้ที่อเมริกาหลายปี 00:15:10
00:15:10
เราอยากรู้เรื่องราวของคุณ
แล้วตอนที่คุณเป็นเด็ก00:15:13
00:15:14
ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย00:15:15
00:15:15
ครับ ผมเกิดและโตที่เซาท์แคโรไลนา00:15:18
00:15:18
ผมโตมาในความจริง
เพราะพ่อแม่เป็นพยานฯ 00:15:21
00:15:21
พ่อสอนผมให้เป็นคนใจดี คิดถึงคนอื่น00:15:24
00:15:24
และส่วนแม่ แม่มีความเชื่อที่เข้มแข็ง 00:15:26
00:15:26
เขาสอนผมให้ตั้งเป้าในงานรับใช้
และทำตามนั้นให้ได้00:15:30
00:15:30
มีพี่น้องบางคนในประชาคม
ที่เป็นเพื่อนและคอยช่วยผม00:15:34
00:15:34
ผมจำได้ว่ามีพี่น้องคนหนึ่ง00:15:36
00:15:36
ชวนผมกับญาติให้ศึกษาหนังสือสุภาษิต00:15:39
00:15:39
ทำไมศึกษาสุภาษิตครับ?00:15:41
00:15:41
พอดีตอนนั้นผมเป็นวัยรุ่นครับ00:15:43
00:15:43
และหนังสือสุภาษิตก็มี
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ 00:15:46
00:15:46
เขาก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่ม
ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ 00:15:49
00:15:49
เพื่อให้เห็นว่าไบเบิลใช้ได้จริง00:15:51
00:15:52
แล้วก็ยังมีพี่น้องอีกคนหนึ่ง
ที่ช่วยผมมากด้วย00:15:55
00:15:55
ตอนแรกเราอยู่ประชาคมเดียวกัน 00:15:57
00:15:57
จากนั้นเขาก็ไปเบเธลและกลับมา 00:15:59
00:15:59
แล้วตอนนั้นแหละเขาบอกผมว่า
คุณต้องคิดถึงการไปรับใช้ที่เบเธลนะ 00:16:04
00:16:04
ผมก็เลยเริ่มคิด00:16:05
00:16:05
แล้วเขาก็ยังบอกผมว่าให้เรียนภาษาอื่นด้วย 00:16:08
00:16:08
ผมก็เลยลองพยายามดู00:16:10
00:16:10
แล้วคุณก็ทำอย่างนั้นจริงๆ00:16:12
00:16:12
ดีมากเลยที่พี่น้องพยายามช่วยคุณ 00:16:15
00:16:15
แล้วคุณล่ะรีเบกา คุณโตในความจริงไหม?00:16:17
00:16:17
ใช่ค่ะ ฉันโตมาในสเปน00:16:19
00:16:19
บ้านเราอยู่ใกล้เบเธลมาก00:16:21
00:16:21
ตอนเด็กๆฉันคุ้นเคยกับเบเธลไลต์ เพราะพวกเขามากินข้าวที่บ้านบ่อยๆ00:16:26
00:16:27
การที่มีพี่น้องที่รับใช้เต็มเวลาแบบพิเศษ
มาที่บ้านบ่อยๆ ช่วยคุณยังไงครับ?00:16:31
00:16:31
ฉันเห็นว่าถึงแม้พวกเขาจะไม่มีสิ่งของอะไรมาก00:16:35
00:16:35
แต่พวกเขาก็ไม่ขาดสิ่งดีอะไรเลย 00:16:37
00:16:37
ฉันเห็นชัดเลยว่าพระยะโฮวาดูแลพวกเขาอย่างดี 00:16:41
00:16:41
พวกเขาดูมีความสุขอยู่ตลอดแล้วก็ยิ้มตลอดเวลา 00:16:45
00:16:46
นี่แหละที่ฉันประทับใจมาก 00:16:47
00:16:47
ฉันคิดว่าฉันอยากมีความสุขแบบนี้00:16:50
00:16:51
ดีมากครับ00:16:52
00:16:53
แล้วพ่อแม่ช่วยคุณยังไงอีกครับ?00:16:56
00:16:57
ฉันจำได้ว่าพ่ออธิษฐานกับฉัน
และพี่สาวอีก 2 คนเป็นประจำทุกคืน 00:17:02
00:17:02
แล้วพ่อก็อยากฟังเราอธิษฐานถึงพระยะโฮวาด้วย 00:17:05
00:17:05
ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีของพ่อที่ทำให้แน่ใจว่า
พระยะโฮวามีอยู่จริงสำหรับพวกเรา00:17:12
00:17:12
และแม่ก็ยังสนับสนุนให้พวกเราใช้เวลากับ
พี่น้องไพโอเนียร์ในประชาคมเป็นประจำด้วย00:17:17
00:17:17
และพวกเราก็ทำแบบนั้น00:17:19
00:17:19
นี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารักงานรับใช้
ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก00:17:23
00:17:25
พ่อแม่ของพวกคุณดูแลพวกคุณได้ดีจริงๆ 00:17:29
00:17:29
พวกเขาช่วยคุณให้รับใช้ในหลายๆแบบ
ด้วยความกระตือรือร้นและความเชื่อ00:17:34
00:17:34
พวกคุณรับใช้แบบไหนมาบ้างครับ?00:17:36
00:17:36
ตอนที่แอนทรอนและฉันคบกัน
เขาเป็นเบเธลไลต์ที่นิวยอร์ก 00:17:40
00:17:40
แต่หลังจากนั้นไม่นาน
เขาได้รับงานมอบหมายใหม่00:17:43
00:17:43
ให้ไปรับใช้ที่สาขายูกันดา00:17:46
00:17:46
ยูกันดาเหรอ?00:17:48
00:17:48
ครับ ผมก็ตกใจกับงานมอบหมายนี้ด้วย 00:17:50
00:17:50
แต่ก็ตื่นเต้นและอยากจะไป00:17:52
00:17:53
เราสองคนคบกันและแต่งงานกันที่มาดริด 00:17:57
00:17:57
พอแต่งงานได้ไม่กี่วัน 00:17:58
00:17:58
รีเบกาก็ต้องย้ายไปรับใช้
กับผมที่เบเธลยูกันดา00:18:02
00:18:02
นี่พวกคุณที่ยูกันดาใช่ไหม?00:18:04
00:18:04
ใช่ที่เบเธล00:18:06
00:18:06
ที่นั่นเป็นยังไงครับ?00:18:07
00:18:08
เป็นประสบการณ์ที่ฉันจะไม่ลืมเลยค่ะ 00:18:10
00:18:10
แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะ
ปรับเปลี่ยนหลายอย่างในเวลาเดียวกัน00:18:15
00:18:15
ทั้งชีวิตคู่และชีวิตในเบเธล 00:18:18
00:18:18
แล้วก็ยังต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่00:18:21
00:18:21
ภาษาใหม่ อาหารใหม่ หรือแม้แต่แนวคิดใหม่ๆ00:18:25
00:18:25
เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย 00:18:28
00:18:28
เราคิดอย่างหนึ่งคนอื่นก็คิดอีกอย่างหนึ่ง 00:18:30
00:18:30
นี่ทำให้เราเติบโตขึ้นเยอะเลย00:18:32
00:18:32
ผมว่าหนังสือสุภาษิตที่คุณเรียน
ตอนเป็นวัยรุ่นคงชัดเจนมากขึ้น00:18:36
00:18:36
ใช่เลยครับ แล้วในกิเลียดเราก็ได้คุยกัน
เกี่ยวกับสุภาษิต 19:11 00:18:41
00:18:41
“การมองข้ามความผิดทำให้เขามีสง่าราศี” 00:18:44
00:18:44
ข้อนี้ทำให้เห็นความงดงาม
ของสิ่งที่พระยะโฮวาสร้าง00:18:49
00:18:49
พระองค์บอกว่าเมื่อเราให้อภัย
และมองข้ามความผิด 00:18:52
00:18:53
นั่นแหละคือความงดงาม00:18:54
00:18:54
ที่จริง พี่น้องที่ยูกันดาทำกับ
พวกเราแบบนี้แหละครับ 00:18:58
00:18:58
เราคงจะทำหลายอย่างที่ทำให้
พวกเขาไม่พอใจ แต่พวกเขาไม่ว่าอะไร 00:19:03
00:19:03
พวกเขางดงามเพราะมองข้ามความผิด
และให้อภัยพวกเรา00:19:06
00:19:07
จริงค่ะ พี่น้องที่ยูกันดา
กลายมาเป็นครอบครัวของเรา 00:19:11
00:19:11
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ 00:19:12
00:19:12
ถ้าเรารักพี่น้องพวกเขาจะรักเรากลับแน่นอน 00:19:16
00:19:16
พวกเขาช่วยเราเยอะมาก
โดยเฉพาะตอนที่เราคิดถึงบ้าน00:19:20
00:19:20
เราจำคู่มิชชันนารีคู่หนึ่งได้ 00:19:23
00:19:23
พวกเขาคอยสังเกตตลอดว่าเรารู้สึกยังไง 00:19:26
00:19:26
พวกเขาสนใจและใส่ใจเรา
ใช้เวลากับเราด้วย 00:19:30
00:19:30
ความรักที่เราได้รับจากพวกเขา00:19:33
00:19:33
ทำให้เห็นว่าพระยะโฮวาสนใจ
และรักเรามากแค่ไหน00:19:37
00:19:37
คุณรับใช้ที่ยูกันดานานเท่าไหร่นะ?00:19:39
00:19:39
เราอยู่ที่นั่น 10 ปีค่ะ00:19:41
00:19:42
ตอนที่ต้องย้ายยากไหมครับ?00:19:43
00:19:43
ยากค่ะ ยากมากเลย
เราร้องไห้เยอะมากตอนที่เราต้องย้าย00:19:47
00:19:48
เราร้องไห้โฮเลยครับ00:19:49
00:19:49
อืม ใช่00:19:51
00:19:51
แต่เรายังติดต่อพี่น้องที่นั่นอยู่ตลอดค่ะ 00:19:54
00:19:54
โดยเฉพาะพี่น้องหญิงที่ฉันสนิทด้วยหลายคน00:19:57
00:19:58
พี่น้องทำให้พี่น้องต่างชาติ
ไม่รู้สึกว่าเป็นคนต่างชาติ 00:20:03
00:20:03
ที่จริงก่อนเราย้ายพี่น้องให้แพะตัวหนึ่งกับเรา00:20:06
00:20:06
และให้ที่ดินเล็กๆกับเรา เผื่อเราจะกลับมาครับ00:20:09
00:20:10
ดีมากครับ คุณได้ประโยชน์มาก
จากการที่พ่อแม่ช่วยคุณ00:20:14
00:20:14
แล้วคุณก็ได้ช่วยอีกหลายคน
ให้มีความเชื่อที่เข้มแข็งด้วย 00:20:19
00:20:19
ขอบคุณครับแอนทรอนกับรีเบกา00:20:21
00:20:21
ที่เล่าประสบการณ์ของคุณให้เราฟัง00:20:24
00:20:26
บางคนในฉันเรียนนี้
มีแค่พ่อหรือแม่ที่อยู่ในความจริง00:20:30
00:20:30
อย่างเช่น พี่น้องเจียหุยลินจากไต้หวัน 00:20:33
00:20:33
มาฟังประสบการณ์เธอด้วยกันครับ00:20:36
00:20:50
ยินดีต้อนรับครับ00:20:51
00:20:51
ขอบคุณค่ะ00:20:52
00:20:52
ช่วยเล่าเรื่องราวของคุณให้เราฟังได้ไหมครับ?00:20:55
00:20:55
ได้ค่ะ 00:20:56
00:20:57
ฉันเกิดและโตในไต้หวัน00:20:59
00:20:59
ตอนแม่มาเป็นพยานฯและบัพติศมา
ฉันอายุ 10 ขวบ00:21:03
00:21:03
ดีครับ แล้วพ่อของคุณล่ะ?00:21:06
00:21:06
จนถึงตอนนี้พ่อก็ยังไม่ได้เป็นพยานฯ
แต่พ่อสนับสนุนเราค่ะ00:21:11
00:21:11
ตอนเด็กๆแม่เป็นคนปลูกฝังฉันและ
น้องชายให้รักพระยะโฮวาและรักงานรับใช้00:21:18
00:21:18
นี่รูปคุณกับแม่ใช่ไหม?00:21:21
00:21:21
ค่ะ ที่หอประชุม00:21:22
00:21:22
และน้องชาย00:21:23
00:21:23
ดีครับ ดีมาก00:21:25
00:21:25
แล้วแม่ช่วยคุณยังไงให้รักพระยะโฮวา?00:21:28
00:21:29
แม่เริ่มไพโอเนียร์ตอนแม่ทำงานอาชีพ
เต็มเวลาและเลี้ยงลูก 2 คน00:21:35
00:21:35
แม่กระตือรือร้นและทำงานไพโอเนียร์
อย่างมีความสุขมาก 00:21:40
00:21:40
ฉันจำได้ 00:21:42
00:21:42
ทุกครั้งที่แม่กลับมาบ้าน
แม่มีความสุขมากหลังจากไปรับใช้00:21:48
00:21:48
แม่จะเล่าประสบการณ์ดีๆ
ในงานรับใช้ให้ฉันฟังตลอด00:21:52
00:21:52
ตอนนั้นเขตงานของแม่ง่ายไหมครับ?00:21:55
00:21:57
ที่จริงมีหลายคนที่ยุ่งอยู่กับการทำงานหาเงิน00:22:01
00:22:01
และสนใจสิ่งเหล่านี้มากกว่าสนใจคัมภีร์ไบเบิล 00:22:05
00:22:05
แต่แม่ก็เจอคนสนใจตลอด 00:22:08
00:22:08
ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ
ความสุขที่แม่แสดงออกมา 00:22:12
00:22:12
และความรักที่จริงใจที่แม่มีต่อผู้คน 00:22:15
00:22:15
ฉันจำได้ว่าแม่ใช้ส่วน00:22:16
00:22:16
มารู้จักคำสอนของพระเจ้า00:22:19
00:22:19
ที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับแปลโลกใหม่00:22:22
00:22:22
ในการเริ่มคุยกับผู้คนได้เก่งมาก00:22:24
00:22:24
“พลังของพระเจ้ากระตุ้น” แม่คุณจริงๆ 00:22:27
00:22:28
ผมสงสัยว่าพี่น้องที่นั่นทำงานยังไง
ในเขตที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจแต่หาเงิน?00:22:34
00:22:34
ที่จริง งานประกาศดีมากนะคะ 00:22:37
00:22:37
เราเตรียมวีดีโอมาให้พวกคุณดูด้วยนะคะ00:22:39
00:22:39
ให้เราดูกันเลยครับ00:22:41
00:22:46
อิลฮา ฟอร์โมซา หรือ “เกาะแสนสวย”00:22:50
00:22:50
เกาะแห่งนี้ในมหาสมุทรแปซิฟิกสวยงามมาก00:22:53
00:22:53
ตั้งแต่ชายหาดไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด 00:22:57
00:22:57
ที่จริงก็เหมือนที่อื่นๆทั่วโลก00:23:00
00:23:00
สิ่งที่สวยที่สุดในไต้หวันก็คือผู้คน00:23:04
00:23:07
ในปี 1948 พี่น้องสแตนลีย์ โจนส์00:23:11
00:23:11
นักเรียนกิเลียดฉันเรียนที่ 8 มาที่ไต้หวัน00:23:14
00:23:14
เขาเดินทางไปทั่วเกาะไต้หวัน00:23:17
00:23:17
เพื่อจะเข้าร่วมการประชุมหมวด
และมีประมาณ 300 คนบัพติศมา 00:23:22
00:23:22
เมล็ดแห่งความจริงเหล่านั้นได้เติบโต
เป็นผู้ประกาศรัฐบาลของพระเจ้า00:23:26
00:23:26
มากกว่า 11,000 คน00:23:29
00:23:30
ทุกวันนี้ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศ
ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก00:23:36
00:23:36
ในเมืองไทเปมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคน 00:23:40
00:23:40
ผู้คนเข้ามาที่นี่เพื่อแสวงหาโอกาส
เพราะอยากจะร่ำรวย 00:23:46
00:23:46
แต่พี่น้องของเราทำตามตัวอย่าง
ของมิชชันนารียุคแรก00:23:50
00:23:50
ที่สนับสนุนการประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล
ของพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ00:23:56
00:23:57
ตอนผมเป็นเด็กผมมักจะได้ยินพ่อแม่
ทะเลาะกันเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ 00:24:01
00:24:01
ผมเลยคิดว่าถ้าโตเมื่อไหร่จะหาเงินให้ได้เยอะๆ 00:24:04
00:24:04
คิดว่าถ้าทำแบบนั้นผม
จะทำให้ครอบครัวมีความสุขได้ 00:24:08
00:24:08
ตอนอายุ 17 ผมเริ่มเรียนคัมภีร์ไบเบิล 00:24:11
00:24:11
และได้รู้ความจริงที่สำคัญเรื่องหนึ่ง00:24:13
00:24:13
คือพระยะโฮวาอยากให้เรามีชีวิต
ที่มีความสุขในอุทยาน 00:24:17
00:24:17
และยังรู้ด้วยว่าความอิ่มใจพอใจนั่นแหละ
ที่เป็นความสุขแท้00:24:21
00:24:21
ฉันบัพติศมาในปี 1999 00:24:24
00:24:24
หลังจากแต่งงานกับอี่หง เราสองคนก็ตั้งเป้าว่า00:24:27
00:24:27
จะย้ายไปรับใช้เป็นไพโอเนียร์ที่อื่น 00:24:30
00:24:30
ตอนนั้นพ่อฉันเป็นโรคหลอดเลือดสมองมา 8 ปีแล้ว 00:24:33
00:24:33
และอาการก็ไม่ค่อยดี00:24:35
00:24:35
ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ชอบงานของผมมากขึ้นเรื่อยๆ 00:24:39
00:24:39
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังประสบความสำเร็จ 00:24:42
00:24:42
บางครั้งผมก็สงสัยว่า00:24:44
00:24:44
ตัวเองกำลังใช้ข้ออ้างเรื่องการดูแลครอบครัว00:24:47
00:24:47
เพื่อมีชีวิตที่สุขสบายหรือเปล่า 00:24:50
00:24:50
ทุกครั้งที่ได้ยินว่าพี่น้องขยายงานรับใช้ 00:24:54
00:24:54
หรือมีความสุขที่ได้เข้าโรงเรียน SKE
เราก็อยากทำบ้าง 00:24:58
00:24:58
มันทำให้เราคิดว่าเราต้อง
ปรับเปลี่ยนชีวิตให้เรียบง่ายขึ้นไหม00:25:03
00:25:03
ต่อมาพ่อฉันก็เสีย00:25:05
00:25:05
เรารู้เลยว่าตอนนี้เป็นโอกาส
ที่จะปรับชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น 00:25:10
00:25:10
หลังจากนั้นไม่นาน เรา 2 คนก็ลาออกจากงาน 00:25:14
00:25:14
เราย้ายไปในเขตที่มีความจำเป็นมากกว่า
แล้วก็เริ่มงานไพโอเนียร์00:25:19
00:25:20
ตอนผมบอกหัวหน้าว่าผมจะลาออก
เขาไม่พอใจมาก00:25:24
00:25:24
เขาไม่อยากจะเชื่อและถามผมว่า 00:25:26
00:25:26
“อี่หง นายบ้าไปแล้วเหรอ?00:25:29
00:25:29
นายคิดดีหรือยัง?00:25:30
00:25:30
อนาคตของนาย ครอบครัวของนายนะ 00:25:33
00:25:33
แต่ผมก็ยังยืนยันการตัดสินใจของผม00:25:36
00:25:36
พระยะโฮวาอวยพรเรามากจริงๆ 00:25:38
00:25:38
ฉันมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ 00:25:42
00:25:42
เราได้ใช้เวลากับพี่น้องในประชาคมมากขึ้นเยอะเลย 00:25:45
00:25:46
และยังช่วยนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิลหลายคน00:25:49
00:25:49
ให้สนิทกับพระยะโฮวามากขึ้นด้วย00:25:51
00:25:51
อย่างแรกเลยนะครับ
ผมคิดว่าโลกของซาตานเป็นแค่ภาพลวงตา 00:25:56
00:25:56
มันมีหลายอย่างที่น่าดึงดูดใจเราอยู่ตลอด 00:25:59
00:25:59
แต่สิ่งที่มีค่าจริงๆ00:26:01
00:26:01
คือความสัมพันธ์ของเรากับพระยะโฮวา 00:26:04
00:26:04
เราจะมีชีวิตที่มีความสุขในอุทยาน00:26:07
00:26:07
และรับใช้พระองค์ตลอดไป 00:26:09
00:26:09
ผมแค่เสียดายที่ตอนนั้นไม่กล้า
และไม่ลงมือทำให้เร็วกว่านี้00:26:14
00:26:14
เพื่อจะรับใช้พระยะโฮวาได้มากขึ้น 00:26:16
00:26:16
ผมมาเข้าใจความจริงที่อยู่ในสุภาษิต 10:22 ว่า 00:26:21
00:26:21
“พรจากพระยะโฮวา” ต่างหากที่ “ทำให้มั่งคั่ง”00:26:26
00:26:29
มิชชันนารีในยุคแรกที่มาไต้หวัน
วางรากฐานไว้ดีมาก 00:26:33
00:26:33
ตัวอย่างที่ดีของพวกเขา00:26:36
00:26:36
ส่งผลให้หลายพันคนเสียสละ00:26:38
00:26:38
เพื่อทำงานประกาศในที่แห่งนี้00:26:41
00:26:50
เราประทับใจมากที่พี่น้องขยันทำงาน00:26:53
00:26:53
เพื่อช่วยคนอื่นให้เรียนเกี่ยวกับพระยะโฮวา00:26:55
00:26:55
ใช่ค่ะ00:26:56
00:26:56
เจียฮุยครับ นอกจากแม่แล้ว
มีใครอีกไหมที่ช่วยคุณให้สนิทกับพระยะโฮวา?00:27:01
00:27:01
ตอนเป็นวัยรุ่น00:27:03
00:27:03
มีช่วงหนึ่งที่ความเชื่อของฉันอ่อนแอลง 00:27:06
00:27:06
ฉันไม่ค่อยได้ไปประชุม 00:27:08
00:27:08
แต่มีมิชชันนารีคู่หนึ่งในประชาคม
ที่สังเกตและพยายามช่วยฉัน 00:27:14
00:27:14
พอฉันไม่ได้ไปประชุม คนที่เป็นภรรยา
ก็จะมาถามว่าฉันโอเคไหม00:27:19
00:27:19
คู่นี้ใช่ไหม?00:27:20
00:27:20
แล้วก็แม่กับน้องชายของคุณ00:27:21
00:27:21
ใช่ค่ะ00:27:23
00:27:23
พวกเขาจบจากกิเลียดด้วยใช่ไหม?00:27:24
00:27:24
ใช่ค่ะ ที่จริงพวกเขาอยู่ในวีดีโอ
จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก 00:27:29
00:27:29
ฉันมีความสุขมากที่ได้อยู่กับพวกเขา 00:27:32
00:27:32
แต่ต่อมาพวกเขาได้รับมอบหมาย
ให้ไปรับใช้ในเมืองอื่น 00:27:36
00:27:36
ฉันเศร้ามาก 00:27:37
00:27:37
แต่พระยะโฮวาก็ส่งเพื่อนมาให้ฉันอีกคนหนึ่ง 00:27:40
00:27:40
เป็นพี่น้องหญิงจากญี่ปุ่น 00:27:43
00:27:43
เขามารับใช้ที่ไต้หวัน 00:27:44
00:27:44
เขาชอบชวนฉันให้รับใช้ด้วยกันในหลายๆรูปแบบ00:27:48
00:27:48
แสดงว่าเธอรักคุณมากเลย 00:27:51
00:27:51
แล้วเธอช่วยคุณในเรื่องอะไรอีกไหม?00:27:53
00:27:53
ค่ะ ตอนที่วีดีโอหนุ่มสาวถามว่า
ฉันจะหาเพื่อนแท้ได้อย่างไร? เพิ่งออก00:28:00
00:28:01
เธอชวนฉันไปที่บ้านเพื่อดูด้วยกัน 00:28:04
00:28:04
ในวีดีโอที่เราดู00:28:06
00:28:06
มีพี่น้องไพโอเนียร์คนหนึ่งกำลังพยายามช่วยวัยรุ่น 00:28:10
00:28:10
แล้วฉันก็มารู้ตัวว่า00:28:12
00:28:12
พี่น้องญี่ปุ่นคนนี้กำลังพยายามทำอย่างนั้นกับฉัน00:28:15
00:28:15
ที่จริงฉันรู้มาตลอดว่าสิ่งที่ฉันเรียนเป็นความจริง 00:28:19
00:28:19
ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล 00:28:21
00:28:21
แต่พอพี่น้องคนนี้แสดงความรักและใส่ใจฉัน 00:28:25
00:28:25
ฉันก็รู้ว่านี่แหละคือความรักที่พระยะโฮวา
แสดงต่อฉันเป็นส่วนตัว 00:28:30
00:28:30
นี่กระตุ้นฉันให้อยากสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น
และเป็นเพื่อนกับพระองค์00:28:35
00:28:35
ดีมากครับ 00:28:36
00:28:36
การที่แม่และพี่น้องคนอื่นๆช่วยคุณแบบนี้00:28:39
00:28:39
ทำให้คุณมีความเชื่อเข้มแข็งมากขึ้นยังไงครับ?00:28:42
00:28:42
ฉันเริ่มเป็นไพโอเนียร์ประจำ 00:28:45
00:28:45
และต่อมาก็ย้ายไปประชาคมภาษาอังกฤษ 00:28:47
00:28:47
ฉันมีความสุขมากที่ได้ช่วยหลายคน
ให้รู้ว่าพระยะโฮวารักเขา 00:28:53
00:28:53
มีพี่น้องหลายคนย้ายมาไต้หวันเพื่อช่วยเรา 00:28:56
00:28:56
ฉันประทับใจจริงๆที่เห็นพี่น้องทั่วทุกมุมโลก00:28:59
00:28:59
ย้ายมาช่วยเราที่นี่ 00:29:01
00:29:01
พวกเขาเสียสละเพื่อพระยะโฮวาจริงๆ00:29:05
00:29:05
เรามีความสุขมากที่ได้ช่วยคนอื่น00:29:08
00:29:08
ให้มาเรียนรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา 00:29:11
00:29:11
เราจะอธิษฐานขอพระยะโฮวา00:29:13
00:29:13
อวยพรคุณกับพี่น้องทุกคนที่ไต้หวัน 00:29:16
00:29:16
ขอบคุณเจียฮุยที่เล่าให้เราฟังนะครับ00:29:18
00:29:18
ขอบคุณค่ะ00:29:19
00:29:20
มีพี่น้องของเราหลายคนที่พ่อแม่
ไม่ได้เป็นพยานพระยะโฮวา 00:29:24
00:29:24
แล้วใครช่วยพวกเขา?00:29:26
00:29:26
ให้เรามาคุยกับพี่น้องดั๊ก เทอร์เรลล์ จากสหรัฐ00:29:29
00:29:45
ยินดีต้อนรับครับ 00:29:46
00:29:46
ดั๊กช่วยเล่าให้เราฟังได้ไหม
ว่าคุณมาเรียนความจริงได้ยังไง?00:29:50
00:29:50
ตอนผมอายุ 18 พูดตรงๆชีวิตผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่00:29:55
00:29:55
ช่วยอธิบายได้ไหมครับ?00:29:56
00:29:56
ผมไม่ได้โตในความจริง 00:29:59
00:29:59
แต่แม่ผมก็เลี้ยงผมกับพวกพี่ๆมาอย่างดี 00:30:02
00:30:03
แต่ผมก็เลือกทางที่ไม่ดี 00:30:06
00:30:06
ไปคบเพื่อนที่ไม่ดี 00:30:08
00:30:08
ผมขี้โมโห ผมเศร้า แล้วผมก็เครียด 00:30:12
00:30:12
ผมไปถึงจุดที่แย่มาก
จนแม่ต้องคุยกับผมอย่างจริงจัง 00:30:16
00:30:17
ที่จริงก่อนหน้านั้นผมก็ไปโบสถ์หลายที่
เพราะอยากรู้จักพระเจ้า 00:30:22
00:30:22
ผมไปมาหมด ไม่ว่าจะคาทอลิก 00:30:25
00:30:25
เพนเทคอสต์ เมทอดิสต์00:30:27
00:30:27
แล้วเป็นยังไงครับ?00:30:29
00:30:29
ผมรู้สึกว่าผมยังไม่เจอความจริง 00:30:31
00:30:31
มันไม่ได้ช่วยให้ผมอยากสนิทกับพระเจ้า 00:30:34
00:30:34
แล้วหลังจากที่แม่มาคุยกับผม 00:30:38
00:30:38
ผมจำได้ว่าผมคุกเข่าร้องไห้
อธิษฐานถึงพระเจ้ายาวมาก 00:30:43
00:30:43
ขอให้ผมได้รู้จักพระองค์จริงๆ 00:30:46
00:30:46
และให้ผมได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิต00:30:48
00:30:48
คำถามอะไรบ้างครับ?00:30:50
00:30:51
ผมอยากรู้ว่าพระเจ้ามีชื่อไหม?00:30:54
00:30:54
ทำไมคนดีต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ?00:30:56
00:30:56
ทำไมศาสนาถึงสอนอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง?00:31:00
00:31:00
ที่จริงหลายคนก็ถามแบบนี้เหมือนกันนะครับ
แล้วเป็นยังไงต่อครับ?00:31:05
00:31:05
หลังจากที่ผมอธิษฐานไปได้ 2 อาทิตย์
พยานฯก็มาประกาศที่บ้าน 00:31:10
00:31:10
คือปกติเราจะไม่เปิดประตู00:31:12
00:31:12
แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเปิดล่ะครับ?00:31:15
00:31:15
คือครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งครับ 00:31:17
00:31:17
มีพี่น้องหญิง 2 คน 00:31:18
00:31:18
แล้วหนึ่งในนั้นเคยเป็นครูผมตอนมัธยม 00:31:21
00:31:21
ตอนอยู่มอปลายผมจำได้ว่าครูคนนี้ใจดีมาก 00:31:25
00:31:25
พอผมเห็น ผมก็เลยเปิดประตู 00:31:27
00:31:27
แล้วคำถามที่ครูยกขึ้นมาก็คือ00:31:30
00:31:30
เธอรู้ไหมว่าพระเจ้ามีชื่อ 00:31:33
00:31:33
แล้วเธอก็เปิดสดุดี 83:18 00:31:35
00:31:35
จากนั้นก็เปิด 1 ยอห์น 5:19 แล้วบอกว่า 00:31:39
00:31:39
“โลกทั้งโลกอยู่ในอำนาจซาตานตัวชั่วร้าย” 00:31:42
00:31:43
นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกมีความสุขมาก
อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน00:31:48
00:31:49
สุดยอดครับ 00:31:50
00:31:50
นอกจากครูคนนี้แล้ว 00:31:52
00:31:52
มีใครอีกไหมครับที่ช่วยคุณให้ศึกษา
คัมภีร์ไบเบิลและสนิทกับพระยะโฮวา?00:31:56
00:31:56
มีครับ หลังจากเจอพยานฯครั้งนั้น
ผมก็เริ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิล00:32:00
00:32:00
ต่อมาผมย้ายไปแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
แล้วได้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง00:32:05
00:32:05
แล้วยังไงต่อครับ?00:32:06
00:32:06
ที่จริงตอนนั้นผมเรียนมาได้ปีหนึ่งแล้ว 00:32:09
00:32:09
แต่ผมก็ยังไม่ได้ทำตามสิ่งที่เรียน 00:32:12
00:32:12
พี่น้องคนนี้ช่วยผมมาก 00:32:15
00:32:15
เขากระตุ้นให้ผมเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ 00:32:17
00:32:17
เขาเป็นไพโอเนียร์ที่กระตือรือร้น 00:32:19
00:32:19
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมย้ายไปแอตแลนตา 00:32:22
00:32:22
แล้วเขาก็ศึกษาผมต่อ00:32:24
00:32:24
แล้วเราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันถึง 7 ปี00:32:27
00:32:27
ว้าว! เขาเป็นเพื่อนแท้คุณจริงๆ 00:32:30
00:32:30
เขาดูแลคุณและยังช่วย
คุณให้สนิทกับพระยะโฮวาด้วย 00:32:33
00:32:33
แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงครับ?00:32:35
00:32:36
ผมจำได้ว่าเขาชวนผู้ดูแลหมวดมาศึกษากับผม 00:32:41
00:32:41
ผู้ดูแลหมวดก็แสดงความรักและใจดีมาก 00:32:45
00:32:45
หลังจากศึกษาครั้งนั้น00:32:47
00:32:47
ผมก็อธิษฐานถึงพระยะโฮวา00:32:49
00:32:49
ขอพระองค์ช่วยให้ผมตั้งเป้าที่จะรับใช้พระองค์00:32:52
00:32:52
ในรูปนี้ มีใครบ้างครับ?00:32:55
00:32:56
นี่เป็นวันที่ผมบัพติศมา 00:32:58
00:32:58
ด้านขวาสุดเป็นครูมอปลายที่มาประกาศบ้านผม 00:33:02
00:33:02
ส่วนคนซ้ายสุดคือเพื่อนสนิทของผม00:33:05
00:33:05
โอเค เพื่อนคุณคนนี้ใช่ไหม
ที่พาผู้ดูแลหมวดไปศึกษากับคุณ 00:33:09
00:33:09
แล้วนั่นช่วยคุณยังไงครับ?00:33:11
00:33:12
ในช่วงเวลานั้น 00:33:14
00:33:14
ผมต้องการความช่วยเหลือ
เพื่อจะรับมือกับผลกระทบที่ยังมีอยู่00:33:18
00:33:18
จากสิ่งที่ผมเคยทำในอดีตก่อนจะมารู้ความจริง 00:33:22
00:33:22
ผู้ดูแลหมวดที่เยี่ยมในตอนนั้นเป็นคนช่วยผม 00:33:26
00:33:26
เขาช่วยให้ผมประกาศและสอนเก่งขึ้น 00:33:30
00:33:30
เขาช่วยให้ผมบรรยายได้ดีขึ้น
และฝึกเยี่ยมบำรุงเลี้ยงพี่น้อง 00:33:34
00:33:34
และยังช่วยผมให้รับมือกับความคิดในแง่ลบด้วย 00:33:37
00:33:38
และไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ได้เป็นผู้ดูแลหมวด00:33:41
00:33:41
ดีมากเลยครับ 00:33:42
00:33:43
พอมองย้อนกลับไปถึงคนที่เคยช่วยให้คุณ
สนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น00:33:48
00:33:48
คุณรู้สึกยังไงครับ?00:33:49
00:33:50
ผมนึกถึงคนหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิลที่ชื่อโอเนสิมัส00:33:54
00:33:54
ก่อนมาเป็นคริสเตียน เขาเป็นทาสที่หลบหนีเจ้านาย 00:33:57
00:33:57
สมัยนั้นทาสถูกมองเป็นแค่ทรัพย์สินของเจ้านาย 00:34:01
00:34:01
แต่พอเข้ามาเป็นคริสเตียน00:34:03
00:34:03
เปาโลก็ใช้เขาเพื่อช่วยประชาคมต่างๆ 00:34:07
00:34:07
ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนโอเนสิมัส 00:34:10
00:34:10
ก่อนเข้ามาในความจริงผมรู้สึก
เป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีอนาคต 00:34:15
00:34:15
แต่พระยะโฮวาได้ใช้คนที่เป็นเหมือนเปาโล 00:34:18
00:34:18
เช่น ครูมอปลายของผม เพื่อนสนิทของผม00:34:21
00:34:21
และผู้ดูแลหมวดเพื่อช่วยให้ผมเห็น
ศักยภาพของตัวเองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน00:34:26
00:34:26
ดีใจนะที่คุณได้ทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 00:34:29
00:34:29
นี่ทำให้เห็นเลยว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก00:34:31
00:34:31
ที่เราจะสนใจวัยรุ่น00:34:33
00:34:33
และช่วยพวกเขาให้รักพระยะโฮวา 00:34:35
00:34:36
ขอบคุณมากเลยครับดั๊ก00:34:38
00:34:40
ถ้าเรารักพระยะโฮวามากขึ้น 00:34:42
00:34:42
นั่นก็จะกระตุ้นเราให้อยากทำเพื่อพระองค์มากขึ้น 00:34:46
00:34:46
แขกคู่สุดท้ายของเราตอนนี้เขารับใช้ที่ประเทศไทย 00:34:49
00:34:49
ขอเชิญแอนดี้กับจูเลีย ออลตันครับ00:34:51
00:35:07
แอนดี้กับจูเลีย คุณมาจากอังกฤษ
แต่ไปรับใช้ที่ประเทศไทย 00:35:11
00:35:11
อะไรทำให้คุณไปที่นั่นครับ?00:35:13
00:35:14
ที่จริงเรา 2 คนอยากไปรับใช้
ที่ไปเบเธลอังกฤษมานานแล้ว00:35:19
00:35:19
แต่หลังจากสมัครไปก็ไม่ได้ถูกเรียก 00:35:22
00:35:22
เรารู้สึกผิดหวังนิดหน่อย 00:35:24
00:35:24
แล้วก็ไม่รู้จะรับใช้รูปแบบไหนดี00:35:27
00:35:27
บางครั้งเราอาจจะตั้งเป้าบางอย่าง
ที่จะรับใช้พระยะโฮวา 00:35:31
00:35:31
แต่พอไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ก็รู้สึกผิดหวัง 00:35:34
00:35:35
แล้วคุณทำยังไง?00:35:36
00:35:37
ตอนนั้นเราอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ 00:35:39
00:35:39
แล้วเราก็มีโอกาสไปรับใช้ที่ประเทศไทย
ซึ่งเป็นที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า00:35:44
00:35:44
โอกาสนั้นมาได้ยังไง?00:35:46
00:35:46
พอดีน้องสาวฉันกับสามีรับใช้อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว 00:35:51
00:35:51
พวกเขาเลยชวนให้เราไปลองดู 00:35:53
00:35:53
แล้วหลังจากนั้นก็มีการตั้งกลุ่มภาษาไทยขึ้น00:35:57
00:35:57
ในเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเรา 00:36:00
00:36:00
มันเลยทำให้เราอยากไปรับใช้ที่ประเทศไทย00:36:02
00:36:02
แล้วเป็นยังไงบ้างครับ?00:36:03
00:36:03
เราชอบมากค่ะ 00:36:05
00:36:05
แต่ปัญหาก็คือทุกๆ 6 เดือน
เราต้องกลับไปที่อังกฤษเพื่อทำงาน 00:36:10
00:36:10
แล้วคนสนใจที่เราเจอในเขตประกาศ00:36:13
00:36:13
เราก็ต้องยกให้พี่น้อง 00:36:14
00:36:14
พอกลับมาเรารู้สึกเหมือนต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง00:36:18
00:36:19
จะว่าไปลึกๆแล้วเรายังหวังว่า
จะได้ไปรับใช้ที่เบเธลอังกฤษ 00:36:23
00:36:23
แต่ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องตัดสินใจให้ชัดเจน00:36:27
00:36:27
ว่าเราจะรับใช้ต่อที่ประเทศไทย00:36:30
00:36:30
หรือว่าเราจะกลับไปที่อังกฤษ
แล้วรับใช้เต็มเวลาที่นั่น?00:36:33
00:36:33
ยังไงๆสาขาที่อังกฤษ
ก็ยังไม่เรียกคุณเข้าเบเธลสักที 00:36:38
00:36:38
สุดท้ายคุณตัดสินใจยังไงครับ?00:36:40
00:36:40
หลังจากอธิษฐานหลายครั้ง
เราก็ตัดสินใจเลือกประเทศไทยค่ะ00:36:43
00:36:43
แล้วอะไรช่วยให้คุณตัดสินใจอย่างนี้ครับ?00:36:46
00:36:46
คือ หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว 00:36:49
00:36:49
เราก็เห็นว่าประเทศไทยมีความต้องการมากจริงๆ 00:36:53
00:36:53
ที่นั่นยังมีงานอีกมากให้ทำ 00:36:55
00:36:55
เราเลยตั้งใจกลับไปรับใช้ต่อที่ประเทศไทย 00:36:58
00:36:58
แทนที่จะคิดถึงแต่สิ่งที่เราอยากทำ 00:37:00
00:37:00
แล้วสำหรับเรามันเป็นทางเลือก
ที่ท้าทายกว่าด้วยค่ะ00:37:04
00:37:04
ทำไมคุณถึงตัดสินใจเลือกอะไร
ที่มันท้าทายกว่าครับ?00:37:08
00:37:09
สิ่งที่ท้าทายกว่าก็คือ การออกจากที่ที่เราคุ้นเคย00:37:13
00:37:13
และเมื่อไหร่ที่เราต้องทำอย่างนั้น 00:37:16
00:37:16
เราก็ต้องพึ่งและไว้วางใจพระยะโฮวาเต็มที่ 00:37:19
00:37:19
ผลก็คือเราก็ยิ่งจะสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น00:37:23
00:37:24
ขอบคุณที่พวกคุณเสียสละ
และที่คุณเลือกสิ่งที่ท้าทายกว่า 00:37:28
00:37:28
ช่วยเล่าเรื่องงานรับใช้ในประเทศไทยได้ไหมครับ?00:37:31
00:37:31
ที่นั่นดีมากเลยครับ 00:37:33
00:37:33
นี่เป็นรูปผมกับจูเลียตอนที่
พวกเราประกาศในกรุงเทพฯ 00:37:37
00:37:37
เราเจอผู้สนใจหลายคน 00:37:40
00:37:40
คือถ้าพูดถึงประเทศไทย00:37:43
00:37:43
หลายคนจะคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศ
ที่ผู้คนนับถือศาสนาพุทธ 00:37:48
00:37:48
แต่เราเจอหลายคนที่กำลังเสาะหาความจริง
โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว 00:37:53
00:37:53
เราเลยมีโอกาสได้คุยกับพวกเขา 00:37:56
00:37:56
เรามีวีดีโอมาให้ดูด้วยนะครับ00:37:58
00:37:58
งั้นดูกันเลยครับ00:38:00
00:38:02
ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย 00:38:04
00:38:04
ที่นี่เป็นดินแดนที่สวยงาม00:38:06
00:38:06
และทุกที่มีอาหารริมทางที่อร่อยมาก 00:38:10
00:38:10
ประเทศไทยได้ชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม”00:38:13
00:38:14
คนไทยมีน้ำใจชอบต้อนรับคนอื่นคุยได้กับทุกคน00:38:19
00:38:19
พวกเขารักและผูกพันกับครอบครัว 00:38:22
00:38:22
แต่ยังมีอีกหลายคนที่เสาะหาความจริง00:38:26
00:38:26
ผู้คนที่นี่อยากรู้ว่าทำยังไงชีวิตถึงจะมีความสุข00:38:30
00:38:30
ให้เรามาฟังประสบการณ์ของนฤมลและขนิษฐา00:38:34
00:38:34
สภาพแวดล้อมที่นุ่นโตมาใช่ไหมคะก็ 00:38:38
00:38:38
มีผู้นำศาสนาที่รู้สึกว่าเหมือนจะเป็น
ตัวอย่างที่ดีของศาสนาใช่ไหมคะ 00:38:44
00:38:44
กลับไม่ได้ทำตามคำสอนเหล่านั้น
ตอนที่เราเป็นเด็กเราก็สงสัยว่า00:38:48
00:38:48
‘ทั้งๆที่คน ผู้นำศาสนาเหล่านี้ไม่ใช่คนดี 00:38:53
00:38:53
ทำไมผู้คนถึงยังไปกราบไปไหว้ มีเหตุผลอะไร?’00:38:57
00:38:57
แต่คำตอบที่ครอบครัวตอบกลับมาก็คือ 00:39:00
00:39:00
“ก็เขาเป็นพระก็เลยต้องกราบต้องไหว้” 00:39:02
00:39:02
ก็เลยรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ไม่ได้สมเหตุสมผลอะไร00:39:07
00:39:07
พ่อเป็นคนน่ารักค่ะ แล้วก็เป็นคนใจดี อ่อนโอน 00:39:12
00:39:12
แต่ว่าเขามีปัญหานิดหนึ่งคือเขาติดแอลกอฮอล์ค่ะ 00:39:16
00:39:16
ในศาสนาพุทธเขาสอนว่าถ้าคนที่ติดเหล้า
ดื่มเหล้ามากๆก็จะตกนรกได้ 00:39:24
00:39:24
ก็เลยนี่เป็นจุดที่ฝ้ายกลัว
เพราะไม่อยากให้พ่อตกนรก 00:39:28
00:39:28
ฝ้ายก็เลยไปวัด เพื่อไปหาคำตอบ
ว่าขอวิธีที่จะช่วยไม่ให้พ่อตกนรก00:39:34
00:39:34
แต่เขาบอกว่าไม่มี 00:39:36
00:39:36
เพราะว่าถ้าทำบุญกับทำบาป
ก็บุญไม่สามารถลบบาปได้ 00:39:42
00:39:42
แต่สามารถทำบุญโดยการบริจาคของให้กับวัด00:39:46
00:39:46
เพื่อสิ่งนั้นจะช่วยพ่อได้ตอนตกนรกค่ะ 00:39:49
00:39:49
ก็ฝ้ายรู้สึกว่าฝ้ายไม่ค่อยพอใจ
กับสิ่งที่เขาตอบสักเท่าไหร่ 00:39:55
00:39:55
ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ฝ้ายเองก็เริ่มหา 00:39:59
00:39:59
อยากรู้ว่าศาสนาอื่นสอนยังไง
เกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ00:40:02
00:40:02
ตั้งแต่เด็กฉันถูกสอนให้เชื่อโดยที่ไม่มีเหตุผล 00:40:06
00:40:06
แค่ถูกสอนว่าเชื่อไปเถอะ 00:40:08
00:40:09
ไม่ต้องสงสัย 00:40:10
00:40:10
แต่ฉันอยากได้คำตอบที่ดีกว่านี้
แล้วก็มีเหตุผลกว่านี้ 00:40:14
00:40:14
ฉันก็เลยไปเข้ากลุ่มในโซเชียลที่พูดคุย
เรื่องการเปลี่ยนศาสนา 00:40:21
00:40:21
แล้วก็ได้รู้ว่าก็ยังมีอีกหลายคน
ที่อยากเปลี่ยนศาสนา 00:40:25
00:40:25
แล้วก็หลายคนก็ชวนไปโบสถ์ค่ะ 00:40:28
00:40:28
ฉันก็รู้สึกสนใจค่ะ แต่ว่าก็กลัวที่จะไป00:40:31
00:40:31
แล้วก็เห็นคัมภีร์ไบเบิลค่ะ 00:40:34
00:40:34
ฝ้ายรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้
น่าจะมีคำตอบสำหรับชีวิต 00:40:37
00:40:37
ก็เลยอยากจะขอยืมกับเขากลับมาอ่านที่บ้าน 00:40:40
00:40:40
แต่ว่าครูสอนศาสนาเขาบอกว่า
เอากลับบ้านไม่ได้ต้องซื้อ00:40:46
00:40:46
ฝ้ายก็ถามเขาว่าราคาเท่าไหร่ 00:40:48
00:40:48
เขาบอกว่าประมาณ 1,000 บาท00:40:50
00:40:50
โทรศัพท์ของเราน่าจะมีไบเบิลออนไลน์ฟรีอ่านไหม 00:40:55
00:40:55
ก็เลยเริ่มพิมพ์คำว่า “คัมภีร์ไบเบิล” ในกูเกิล 00:41:00
00:41:00
แล้วก็คลิกลิงก์แรกค่ะ 00:41:03
00:41:03
ลิงก์นั้นก็เลื่อนลงไปข้างล่าง
ก็เห็นว่า “เรียนคัมภีร์ไบเบิลฟรี” 00:41:08
00:41:08
ซึ่งมารู้ทีหลังว่านั้นก็คือเว็บไซต์ JW.ORG ค่ะ 00:41:12
00:41:12
ฝ้ายก็เลยคิดว่า มันจะฟรีจริงไหม?00:41:15
00:41:15
แต่ว่าก็ลองดูก่อนก็เลยกรอก
ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ตั้งใจว่า00:41:20
00:41:20
ถ้าเขาบอกว่า ไม่ฟรี ก็ฝ้ายจะเลิกค่ะ ไม่ติดต่ออีก00:41:26
00:41:26
แต่ว่าหลังจากนั้นประมาณ 2 วัน
ก็มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งโทรมา 00:41:30
00:41:30
ฝ่ายก็ถามเขาหลายครั้งว่า “พี่ ฟรีจริงๆไหม?” 00:41:35
00:41:35
และเขาบอกว่า “ฟรี”00:41:37
00:41:37
มีวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสไปทานข้าวกับหัวหน้างานค่ะ 00:41:41
00:41:41
หลังจากที่ได้รับอาหารฉันก็เห็นเขาหลับตาค่ะ 00:41:45
00:41:45
แต่ก็ไม่รู้ว่าหลับตาทำไม ก็สงสัยใช่ไหมคะ 00:41:48
00:41:48
แล้วพอเขาลืมตาฉันก็เลยถามเขาว่าทำอะไร 00:41:52
00:41:52
เขาก็เลยตอบฉันว่า อธิษฐานขอบคุณ 00:41:55
00:41:55
เขาเป็นพยานพระยะโฮวาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า 00:41:58
00:41:58
ฉันก็เลยบอกเขาไปว่า
“อ้อ ฉันอยากเปลี่ยนศาสนาพอดีเลย 00:42:03
00:42:03
ถ้าฉันอยากเปลี่ยนศาสนาต้องทำยังไง?”00:42:05
00:42:05
เขาก็เลยบอกว่า เขาสอนไบเบิลฟรีนะ
สนใจไหม?”00:42:09
00:42:09
ฉันก็เลยตอบตกลงทันทีค่ะ00:42:11
00:42:11
ก็พ่อของฝ้ายเสียชีวิตไปเมื่อปี 2019 ค่ะ 00:42:17
00:42:17
ก็เป็นเรื่องที่เศร้า 00:42:20
00:42:20
แต่ว่าฝ้ายก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อก่อน 00:42:22
00:42:22
เพราะว่ารู้ว่าพ่อก็แค่นอนหลับอยู่ 00:42:26
00:42:26
สิ่งหนึ่งที่ช่วยฝ้ายให้รู้สึกว่ายังสามารถ00:42:29
00:42:29
ก้าวต่อไปรู้ว่าในอนาคตฝ้ายจะเจอเขาอีก 00:42:35
00:42:35
เขาก็จะฟื้นขึ้นมาแล้วก็คุยกับฝ้ายอีกค่ะ00:42:38
00:42:38
ในหนังสือชีวิตที่มีความสุขตลอดไป บทที่ 27 00:42:42
00:42:42
ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมากเลยค่ะเมื่อได้เรียน 00:42:45
00:42:45
ผู้นำการศึกษาช่วยให้ฉันเห็นว่า00:42:47
00:42:48
ความรักของพระยะโฮวา
และก็การเสียสละของพระเยซู 00:42:51
00:42:51
มันทำให้เรารู้ว่า พระเยซูก็ไม่ได้บอกว่ารัก 00:42:55
00:42:55
พระยะโฮวาก็ไม่ได้บอกว่ารักเราอย่างเดียว
แต่ไม่ได้ทำอะไร 00:42:58
00:42:58
รู้สึกว่าคนแบบนี้แหละที่เราควรจะติดตาม 00:43:01
00:43:01
เพราะว่าเป็นผู้นำที่เต็มไปด้วยความรัก
และก็ความเสียสละ00:43:05
00:43:07
เรามีความสุขมากที่ได้เห็นนฤมลและขนิษฐา
เข้ามารับใช้พระยะโฮวาด้วยกันกับเรา00:43:13
00:43:15
นี่เป็นเหตุผลที่เราหาต่อๆไป 00:43:19
00:43:19
เพราะเมื่อเขาตอบรับความจริง 00:43:21
00:43:21
ความจริงก็เปลี่ยนชีวิตเขา00:43:23
00:43:34
คุณรู้จักพวกเขาใช่ไหมครับ?00:43:36
00:43:36
ใช่ค่ะ ที่จริงตอนที่นฤมลเรียนคัมภีร์ไบเบิล00:43:39
00:43:39
เราเพิ่งย้ายไปประเทศไทยค่ะ 00:43:41
00:43:41
พวกเราอยู่ประชาคมเดียวกัน00:43:43
00:43:43
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมพวกคุณถึงชอบรับใช้ที่นั่น 00:43:47
00:43:47
แล้วมีพี่น้องคนอื่นอีกไหมที่ช่วยคุณปรับตัว
เพื่อจะรับใช้ในตอนนั้น?00:43:51
00:43:51
ก็มีพี่น้องหลายคนที่ช่วยเราครับ 00:43:54
00:43:54
โดยเฉพาะพี่น้องมิชชันนารีคู่หนึ่ง
ที่เคยมากิเลียดด้วยครับ 00:43:57
00:43:57
พวกเขาช่วยให้เรารู้ว่าถึงจะต้องทำงานหนัก 00:44:00
00:44:00
แต่ก็ต้องมีเวลาพักบ้าง 00:44:02
00:44:02
เพื่อจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่ 00:44:04
00:44:04
พวกเขาช่วยเราหลายอย่าง เช่น 00:44:07
00:44:07
ทำยังไงให้บ้านของเราน่าอยู่00:44:10
00:44:10
เพื่อเราจะได้พักผ่อนเต็มที่
และรู้สึกสดชื่นที่จะไปประกาศในวันต่อไป00:44:15
00:44:16
คำแนะนำของพวกเขาใช้ได้จริง
และเป็นตัวอย่างที่ดีครับ 00:44:20
00:44:21
แอนดี้กับจูเลียครับ 00:44:23
00:44:23
คุณคิดว่าอะไรช่วยให้คุณ
อยากรับใช้พระยะโฮวามากขึ้น?00:44:29
00:44:29
สำหรับผม พ่อกับแม่แน่นอนครับ00:44:32
00:44:32
พวกเขารักพระยะโฮวามาก 00:44:35
00:44:35
พวกเขาใจดี มีน้ำใจและช่วยเหลือพี่น้องอยู่เสมอ 00:44:38
00:44:38
ผมกับพ่อทำงานด้วยกันบ่อยๆ 00:44:41
00:44:41
ตอนผมเป็นเด็กพ่อพาผมไป
ช่วยงานก่อสร้างหอประชุม 00:44:45
00:44:45
เราสนุกกับงานนี้มาก00:44:47
00:44:47
และยังมีผู้ดูแลอีก 2 คนในประชาคม 00:44:50
00:44:50
ที่ผมทำงานอาชีพด้วยกันกับเขา 00:44:53
00:44:53
พวกเขาก็ช่วยงานก่อสร้างหอประชุมด้วย 00:44:55
00:44:55
ผมคิดว่าทั้ง 3 คนนี้มีส่วนช่วยให้ผมรักพระยะโฮวา00:45:00
00:45:00
และตั้งเป้าหมายด้านความเชื่อ00:45:02
00:45:02
นี่คุณใช่ไหม?00:45:03
00:45:03
ครับ ผมกับพ่อแม่00:45:04
00:45:04
น่ารักดี00:45:06
00:45:06
สำหรับฉันก็ตัวอย่างของพ่อแม่เหมือนกันค่ะ 00:45:10
00:45:10
แม่รับบัพติศมามาตอนที่ฉันยังเด็ก 00:45:13
00:45:13
และไม่กี่ปีพ่อก็บัพฯ 00:45:15
00:45:15
ตั้งแต่นั้นครอบครัวเราก็ทำกิจกรรม
ด้านความเชื่อเป็นประจำค่ะ 00:45:20
00:45:21
แต่ก็ไม่ง่าย เพราะฉันมีพี่น้อง 7 คน 00:45:24
00:45:24
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เราก็ไปประกาศและไปประชุมเป็นประจำ 00:45:28
00:45:28
พ่อแม่ไม่ยอมให้เราขาดเลยค่ะ00:45:31
00:45:31
ฉันมีความสุขเมื่อคิดถึงตอนที่กลับมาจากโรงเรียน 00:45:34
00:45:34
เราเห็นแม่นั่งที่โต๊ะอาหาร กำลังศึกษาส่วนตัว 00:45:38
00:45:38
และทุกเช้าฉันตื่นมาเห็นพ่อนั่งอ่านหอสังเกตการณ์ 00:45:42
00:45:42
ฉันอยากเลียนแบบพวกเขา 00:45:44
00:45:44
เห็นชัดเลยว่าพวกเขาสนิทกับพระยะโฮวา00:45:47
00:45:47
นี่รูปคุณกับพ่อแม่ใช่ไหม?00:45:49
00:45:49
ใช่ค่ะ ฉันกับแม่ แล้วก็ฉันกับพ่อ00:45:53
00:45:53
คุณ 2 คนทำให้เราเห็นค่าพ่อแม่ มิชชันนารี 00:45:57
00:45:57
และคนอื่นๆที่ช่วยคนหนุ่มสาว 00:46:00
00:46:00
และลูกของตัวเองให้ไว้ใจพระยะโฮวา
และเชื่อมั่นในพระองค์ และรับใช้มากขึ้น 00:46:06
00:46:06
ขอบคุณมากครับแอนดี้กับจูเลียที่เล่าให้เราฟัง00:46:10
00:46:12
เราเห็นเลยว่าพระยะโฮวาจะใช้ใครก็ได้ 00:46:15
00:46:15
เพื่อช่วยคนอื่นให้เข้มแข็งด้านความเชื่อ 00:46:18
00:46:19
คุณก็มีประสบการณ์คล้ายกันใช่ไหมครับ? 00:46:21
00:46:22
พระยะโฮวาช่วยคุณยังไงให้ช่วยคนอื่น
ด้านความเชื่อครับ?00:46:27
00:46:29
อย่างเช่น คุณที่เป็นพ่อแม่ เราขอชมเชยคุณ00:46:33
00:46:33
ที่พยายามอย่างมากเพื่อช่วยลูกให้รัก
พระยะโฮวาและรับใช้พระองค์ 00:46:39
00:46:39
แม้ว่าคุณจะเป็นพยานฯอยู่ฝ่ายเดียวแต่คุณก็ทำได้00:46:42
00:46:42
และคุณที่อยู่ในประชาคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล 00:46:45
00:46:45
มิชชันนารี ไพโอเนียร์ เป็นพี่น้องสูงอายุ 00:46:48
00:46:48
คุณมีส่วนที่จะช่วยหนุ่มสาวที่มีค่าเหล่านี้ 00:46:51
00:46:52
คุณสามารถช่วยพวกเขาให้รัก
พระยะโฮวาและรับใช้พระองค์ 00:46:57
00:46:57
และพวกเขาก็จะมีโอกาสช่วยคนอื่นต่อไปอีก 00:47:01
00:47:01
เราหวังว่าคุณจะสนุกกับประสบการณ์
และการสัมภาษณ์นี้ 00:47:05
00:47:05
แล้วพบกันใหม่ในรายการ
จับเข่าเล่าเรื่อง ตอนต่อไปครับ00:47:09
00:47:35
ครับ ขอบคุณพี่น้องคลาร์ก 00:47:38
00:47:38
และพี่น้องทุกคนที่มีส่วนในรายการนี้00:47:40
00:47:40
พวกเราชอบมากๆ00:47:42
00:47:42
น่าประทับใจจริงๆที่เห็นว่า00:47:45
00:47:45
ยังมีคนอีกมาก00:47:47
00:47:47
ที่เสาะหาความจริงอยู่ 00:47:49
00:47:49
ผมไม่รู้ว่าคุณรู้สึกยังไง 00:47:51
00:47:51
แต่พอฟังแล้วผมอยากกลับไป
เป็นมิชชันนารีอีกเลย00:47:55
00:47:56
แต่ยังไงก็ตามเราเลือกเองไม่ได้ครับ00:48:00
00:48:03
พี่น้องครับ 00:48:04
00:48:04
เหมือนกับที่เราได้คุยกันไปแล้ว00:48:07
00:48:07
ในตอนต้น 00:48:08
00:48:08
เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างอับรามกับโลท00:48:12
00:48:12
พี่น้องคิดว่าโลทเป็นคนยังไง 00:48:15
00:48:16
คุณคิดว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวไหม00:48:19
00:48:21
พี่น้องเดวิด สเปน 00:48:23
00:48:23
สมาชิกคณะกรรมการปกครอง00:48:25
00:48:25
จะพูดถึงมุมมองที่น่าสนใจ 00:48:28
00:48:28
และสำคัญมากเกี่ยวกับโลท00:48:30
00:48:31
ในคำบรรยายที่ชื่อว่า 00:48:34
00:48:34
“มองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน”00:48:37
00:48:39
เป็นเวลาประมาณเกือบ 60 ปีแล้ว00:48:45
00:48:45
ที่ผมมาที่เบเธลบรุคลิน
เพื่อเข้าโรงเรียนกิเลียด 00:48:50
00:48:50
การได้มาโรงเรียนนี้เป็น
ประสบการณ์ที่ดีมาก00:48:54
00:48:54
ผมจำไม่ลืมเลยครับ00:48:57
00:48:57
และหลังจากเรียนไปได้ 5 เดือน
พวกเราก็จบการศึกษา00:49:02
00:49:02
ผมเลยคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึก
ของพวกคุณในตอนนี้ดี 00:49:08
00:49:08
วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับพวกคุณ
ที่กำลังจะจบการศึกษา00:49:14
00:49:14
และเราอยากบอกว่าเราภูมิใจในพวกคุณมาก 00:49:18
00:49:18
พวกคุณขยันเรียนและพระยะโฮวาก็อวยพร 00:49:23
00:49:23
เราเห็นชัดเจนว่าเป้าหมาย
ของพวกคุณในโรงเรียนนี้00:49:27
00:49:27
คือสนิทกับพระยะโฮวาและกับพี่น้องมากขึ้น00:49:31
00:49:32
ไม่ใช่เพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ
ที่คุณมีความรู้เยอะ 00:49:38
00:49:38
และนี่คือจุดที่ผมอยากจะ
พูดถึงในคำบรรยายนี้ 00:49:43
00:49:43
ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของเรากับพี่น้อง 00:49:49
00:49:49
เรารู้ดีว่าพระยะโฮวารู้จัก
เราดีในทุกแง่มุมของชีวิตเรา00:49:57
00:49:57
นี่ทำให้พวกเราสบายใจว่า
เมื่อวันพิพากษามาถึง 00:50:02
00:50:02
พระยะโฮวาจะตัดสินเราอย่างยุติธรรม 00:50:06
00:50:06
เพราะพระองค์เห็นทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเรา 00:50:09
00:50:09
พระยะโฮวาจะไม่มองข้าม
หรือลืมสิ่งดีๆที่เราเคยทำ 00:50:14
00:50:14
พระยะโฮวาจะคิดถึง
ทุกรายละเอียดในชีวิตของเรา 00:50:20
00:50:20
พระยะโฮวาเคยบอกซามูเอลว่า00:50:24
00:50:24
“มนุษย์มองที่รูปร่างหน้าตาภายนอก” 00:50:29
00:50:29
ไม่มีใครในพวกเราที่จะรู้รายละเอียด
ทุกอย่างในชีวิตของคนๆหนึ่ง 00:50:35
00:50:35
จนสามารถตัดสินเขาได้ว่าเขาเป็นคนยังไง00:50:40
00:50:40
เหมือนกับที่พี่น้องเจคอบพูดไปบ้างแล้ว 00:50:43
00:50:43
เราจะใช้ตัวอย่างของโลทเพื่อคุยกัน00:50:47
00:50:47
เราจะคุยกันว่าเราได้บทเรียน
อะไรจากเรื่องราวของโลท00:50:54
00:50:54
เกี่ยวกับการมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน 00:50:58
00:50:58
ที่จริงผมกับเจคอบคุยกันไว้ก่อนแล้ว
ว่าจะใช้ตัวอย่างของโลท00:51:04
00:51:04
ในคำบรรยายของพวกเรา 00:51:05
00:51:05
พวกเราร่วมมือกัน 00:51:07
00:51:09
เปโตรเขียนบางอย่างเกี่ยวกับโลท00:51:12
00:51:12
ขอให้เราเปิดพระคัมภีร์ไปด้วยกัน
ที่หนังสือ 2 เปโตร00:51:17
00:51:22
2 เปโตร บท 2 00:51:24
00:51:27
เราจะอ่านที่ข้อ 7 และ 800:51:32
00:51:32
ที่นี่พูดถึงโลทไว้ยังไง?00:51:36
00:51:36
ผมจะให้เวลาคุณเปิดนะครับ00:51:38
00:51:38
เผื่อว่านิ้วคุณจะเป็นข้ออักเสบเหมือนผม00:51:41
00:51:41
กว่าจะเปิดเจอเลยต้องใช้เวลานิดหน่อย00:51:44
00:51:44
2 เปโตร 2: 7,800:51:48
00:51:48
พูดถึงพระยะโฮวาว่า 00:51:51
00:51:51
“และพระองค์ช่วยชีวิตโลทผู้ซื่อสัตย์00:51:57
00:51:57
ซึ่งทุกข์ใจมากกับคนชั่วที่ประพฤติไร้ยางอาย00:52:02
00:52:02
คนที่ซื่อสัตย์คนนี้ต้องทุกข์ทรมาน00:52:07
00:52:07
กับความชั่วที่เขาเห็นและได้ยินวันแล้ววันเล่า00:52:13
00:52:13
ระหว่างที่อาศัยอยู่กับคนพวกนั้น” 00:52:17
00:52:17
คุณเห็นไหมใครที่เรียกโลทว่า “ผู้ซื่อสัตย์”00:52:23
00:52:25
เป็นอัครสาวกเปโตรไหม? 00:52:29
00:52:30
ไม่ใช่ 00:52:32
00:52:32
เพราะนี่เป็นจดหมายฉบับที่ 2
ที่พระเจ้าดลใจให้เปโตรเขียน 00:52:37
00:52:38
ดังนั้น พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้ากระตุ้น
ให้เปโตรพูดถึงโลทแบบนั้น 00:52:46
00:52:46
พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้ากระตุ้นเปโตร
ให้เรียกโลทถึง 3 ครั้งว่า “ผู้ซื่อสัตย์”00:52:55
00:52:55
แล้วใครอยู่เบื้องหลังพลังบริสุทธิ์? 00:52:58
00:52:59
ก็คือพระยะโฮวาพระเจ้า 00:53:01
00:53:01
ดังนั้นการที่โลทถูกเรียกว่า
“ผู้ซื่อสัตย์” ถึง 3 ครั้ง00:53:09
00:53:09
แสดงให้เราเห็นว่าพระยะโฮวา
คิดยังไงเกี่ยวกับโลท 00:53:16
00:53:16
แล้วปกติคุณมองโลทแบบไหน?00:53:20
00:53:20
มองว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไหม? 00:53:24
00:53:24
หรือมองว่าเขาทำอะไรผิดพลาดตั้งหลายอย่าง 00:53:29
00:53:29
บางคนอาจจะบอกว่า00:53:31
00:53:31
“ตอนที่อับราฮัมลุงของเขา00:53:33
00:53:33
ให้โลทเลือกก่อนว่าจะอาศัยอยู่
ตรงไหนในแผ่นดินคานาอัน 00:53:37
00:53:37
เขาเลือกที่ที่ดีที่สุด 00:53:39
00:53:39
แทนที่จะให้อับราฮัม
ที่อายุมากกว่าเป็นฝ่ายเลือกก่อน00:53:43
00:53:43
นี่แสดงว่าโลทเห็นแก่ตัวไม่ใช่เหรอ?” 00:53:46
00:53:46
ก็ถ้าคุณอ่านเรื่องราวของพวกเขาที่มี
บันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล 00:53:52
00:53:52
ซึ่งไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมด 00:53:54
00:53:54
คุณก็อาจจะคิดแบบนั้น
และมันอาจจะถูกต้องก็ได้ 00:53:58
00:53:58
แต่โลทเป็นคนที่เห็นแก่ตัวจริงๆไหม? 00:54:02
00:54:02
หรือเป็นไปได้ไหมที่มีรายละเอียด
บางอย่างที่ไม่ได้บอกไว้? 00:54:07
00:54:07
ซึ่งถ้าเรารู้เราก็จะเข้าใจ
เกี่ยวกับภาพรวมได้ดีขึ้น 00:54:11
00:54:11
และเปลี่ยนความคิดที่เรามีเกี่ยวกับโลท 00:54:14
00:54:14
ยกตัวอย่างเช่น
ถึงแม้โลทจะเป็นหลานของอับราฮัม00:54:20
00:54:20
แต่เป็นไปได้ไหมว่าโลท
อายุมากกว่าอับราฮัม 00:54:26
00:54:26
แก่กว่าเยอะด้วย 00:54:28
00:54:28
นี่จะเปลี่ยนความคิดของเราไหมครับ 00:54:31
00:54:31
เบเธลไลต์คงรู้เรื่องนี้ดี00:54:34
00:54:36
เรื่องซีเนียร์ริตี้00:54:38
00:54:40
รู้ไหมครับว่าในเบเธลถ้ามีห้องว่าง
และมีคนที่อยากจะได้ห้องนั้น00:54:46
00:54:46
เรามีวิธีเลือกว่าใครจะได้ไป 00:54:49
00:54:49
เราไม่ได้จับฉลาก เราไม่ได้โยนเหรียญ00:54:54
00:54:54
แล้วเราก็ไม่ได้เป่ายิงฉุบด้วย 00:54:58
00:54:58
และไม่ได้แข่งงัดข้อกัน00:55:00
00:55:00
แต่เราจะยื่นเรื่องขอห้อง 00:55:03
00:55:03
จากนั้นทุกคนที่มีสิทธิ์ยื่นขอห้อง00:55:06
00:55:06
ก็จะไปดูแต่ละห้อง00:55:08
00:55:08
และถ้าเขาเจอห้องที่ตัวเองชอบ00:55:10
00:55:10
เขาก็จะต้องยื่นเรื่องให้กับเบเธลออฟฟิศ 00:55:13
00:55:13
แล้วถ้าสมมุติว่าเบเธลไลต์ 2 คน
อยากได้ห้องเดียวกันล่ะครับ จะทำยังไง? 00:55:18
00:55:18
ห้องนั้นก็จะตกเป็นของ
คนที่มีซีเนียร์เยอะที่สุด00:55:22
00:55:22
หรือพูดง่ายๆก็คือ
คนที่รับใช้เต็มเวลามานานที่สุด 00:55:28
00:55:28
ทีนี้คนที่ไม่ได้ห้องนั้นก็คงจะ
ไม่พูดกับคนที่ได้ห้องว่า00:55:34
00:55:34
“คุณเห็นแก่ตัว
ผมอยากได้ห้องนั้น คุณน่าจะให้ผม” 00:55:38
00:55:38
พูดแบบนั้นไม่ได้ 00:55:40
00:55:40
คนที่รับใช้มานานกว่าก็จะได้ห้องไป 00:55:43
00:55:43
นี่คือวิธีที่เราทำกัน 00:55:45
00:55:45
สมมุติว่าโลทมีอายุมากกว่าอับราฮัม00:55:49
00:55:49
และอาจจะมากพอที่จะเป็นพ่อเขาได้ 00:55:53
00:55:53
เราอาจจะสรุปแบบนั้น
ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้นะครับ 00:55:57
00:55:57
เพราะหนังสือปฐมกาล
ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้00:56:00
00:56:00
แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจนะครับ 00:56:02
00:56:02
อับราฮัมมีพี่น้อง 2 คน
คือฮารานกับนาโฮร์ 00:56:08
00:56:08
และอับราฮัมก็อาจจะเป็น
ลูกชายคนเล็กของบ้านนี้ 00:56:13
00:56:13
ทำไมเราบอกแบบนั้น? 00:56:15
00:56:15
พ่อของอับราฮัมอายุเท่าไหร่
ตอนที่เขาเกิด?00:56:21
00:56:21
อายุ 60 ไหม? 00:56:23
00:56:23
ไม่ใช่ 00:56:25
00:56:25
อายุ 100 ปีไหม?00:56:28
00:56:28
ก็ไม่ใช่ 00:56:30
00:56:30
พ่อของอับราฮัม00:56:32
00:56:32
มีอายุประมาณ 130 ปีตอนที่อับราฮัมเกิด00:56:38
00:56:39
ตลกดีใช่ไหมครับ 00:56:41
00:56:41
อับราฮัมคิดว่าตัวเองแก่เกินไป
ที่จะมีลูกตอนที่เขาอายุ 100 ปี 00:56:46
00:56:46
แต่พ่อของเขากลับมีอายุตั้ง 130 ปี
ตอนที่อับราฮัมเกิด 00:56:51
00:56:51
นี่หมายความว่าอับราฮัมต้องมี
พี่ชายที่อายุมากกว่าเขา00:56:57
00:56:57
และเมื่อเราคำนวณจาก
ข้อมูลที่มีในคัมภีร์ไบเบิล 00:57:04
00:57:04
พี่ชายคนโตของอับราฮัม
มีอายุประมาณ 60 ปีตอนที่เขาเกิด 00:57:09
00:57:09
และพี่ชายคนนั้นอาจจะเป็นพ่อของโลท 00:57:11
00:57:11
เพราะเขาเป็นคนแรกในพี่น้อง 3 คนที่ตาย 00:57:14
00:57:14
ในสมัยนั้น ผู้ชายมักจะมีลูกตอนอายุ 30 ปี00:57:18
00:57:18
ดังนั้นถ้าพ่อของโลทอายุ 60 ปี
ตอนที่อับราฮัมเกิด 00:57:23
00:57:23
นี่ก็หมายความว่า00:57:25
00:57:25
ตอนนั้นโลทอาจจะเป็นวัยรุ่น
หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วตอนที่อับราฮัมเกิด 00:57:30
00:57:30
ถ้าเป็นอย่างนั้น 00:57:32
00:57:32
นี่ก็หมายความว่าอับราฮัมยอมให้โลท
เลือกที่อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา00:57:38
00:57:38
เพราะโลทอายุมากกว่าเขา 00:57:41
00:57:41
ถ้าคุณเคยได้ห้อง
เพราะคุณรับใช้มานานกว่า00:57:44
00:57:44
คุณคงจะเห็นด้วยว่า
สิ่งที่อับราฮัมทำมันถูกแล้ว00:57:47
00:57:49
บางคนก็อาจจะบอกว่า00:57:51
00:57:51
“มันก็อาจจะเป็นแบบนั้นได้ 00:57:53
00:57:53
แต่คุณพิสูจน์ไม่ได้หนิ
ว่าโลทอายุมากกว่าอับราฮัม 00:57:57
00:57:57
เพราะคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกแบบนั้น”00:57:59
00:57:59
แต่นี่แหละคือจุดสำคัญ00:58:01
00:58:01
แต่คุณก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน
ว่าโลทอายุน้อยกว่า00:58:04
00:58:08
คำบรรยายนี้ไม่ได้ต้องการ
พิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด 00:58:12
00:58:12
เราคุยกันเรื่องโลทก็เพื่อเป็นแค่ตัวอย่าง00:58:15
00:58:15
แต่จุดสำคัญของคำบรรยายคือ 00:58:18
00:58:18
เราต้องมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน 00:58:21
00:58:21
โดยเฉพาะตอนที่เราไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด 00:58:25
00:58:25
และในกรณีนี้เราก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด 00:58:29
00:58:29
แต่บางคนก็อาจบอกอีกว่า 00:58:32
00:58:32
“โลทไม่อยากจะอาศัยอยู่ในเต็นท์
เขาอยากจะมีชีวิตที่สะดวกสบาย 00:58:37
00:58:37
ก็เลยย้ายไปอยู่ในเมืองโสโดม00:58:40
00:58:40
นี่แสดงว่าเขาเป็นคนรักเงินไม่ใช่เหรอ?” 00:58:43
00:58:43
ก็อาจจะสงสัยแบบนั้นได้
แต่เรารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดไหม? 00:58:49
00:58:49
เรารู้จริงๆไหมว่าอะไรกระตุ้นโลท
ให้ย้ายไปอยู่ในเมืองโสโดม?00:58:53
00:58:53
มันเป็นเพราะเขาอยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย 00:58:57
00:58:57
หรือมันเป็นเพราะเขาอยากให้
ครอบครัวของตัวเองอยู่อย่างปลอดภัย 00:59:02
00:59:02
จำได้ไหมครับว่าโลทเคยถูกลักพาตัว 00:59:07
00:59:07
ทีนี้ถ้าคุณเคยถูกลักพาตัวมาก่อน00:59:10
00:59:10
คุณจะอยากให้ครอบครัว
ของคุณอยู่ในเต็นท์ไหม 00:59:13
00:59:13
หรือคุณอยากจะไปอยู่ในเมือง
ที่มีกำแพงที่คอยปกป้อง 00:59:17
00:59:17
อย่าลืมว่ามีพี่น้องของเราหลายคน
ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ 00:59:23
00:59:23
นี่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาอยากอยู่ที่นั่น00:59:26
00:59:26
หรืออยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย 00:59:28
00:59:28
แต่มันเป็นเพราะพวกเขามีทางเลือกไม่มาก 00:59:31
00:59:31
อัครสาวกเปโตรก็รู้รายละเอียด
ของโลทเท่ากับที่เรารู้00:59:36
00:59:36
แต่เขาก็ยังเรียกโลทว่าคน “ซื่อสัตย์”00:59:39
00:59:39
ไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่คนรักเงิน
แต่เป็นคน “ซื่อสัตย์” 00:59:45
00:59:45
โลทไม่ได้เป็นคนซื่อสัตย์
ที่เขาออกมาจากเมืองโสโดม 00:59:49
00:59:49
แต่เขาได้รับอนุญาตให้ออกจากเมืองโสโดม00:59:53
00:59:53
เพราะเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์00:59:55
00:59:55
เพราะเขาได้ทำหลายอย่าง 00:59:57
00:59:57
ที่ทำให้พระยะโฮวามองว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ 01:00:01
01:00:02
บางทีโลทอาจจะเห็นแก่ตัวจริงๆก็ได้01:00:04
01:00:04
ตอนที่เขาเลือกส่วนที่ดีที่สุด
ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 01:00:08
01:00:08
และบางทีเขาอาจจะกลายเป็นคนที่รักเงิน01:00:10
01:00:10
หลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดม 01:00:13
01:00:13
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆนี่แสดงว่า
โลทต้องทำสิ่งอื่นๆหลายอย่างที่ดี 01:00:19
01:00:19
ที่ทำให้พระยะโฮวามองว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ 01:00:22
01:00:22
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำเรื่องดีอะไรบ้าง 01:00:25
01:00:25
ดังนั้น จุดสำคัญก็คือเราต้อง
คิดถึงรายละเอียดทั้งหมด 01:00:30
01:00:30
แต่บางครั้งก็เป็นไปไม่ได้เลย
ที่เราจะรู้รายละเอียดทุกอย่าง 01:00:35
01:00:36
ถ้าเราสรุปโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด01:00:39
01:00:39
เราก็อาจจะทำให้ตัวเองอับอายขายหน้า01:00:42
01:00:42
และเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับชาวอิสราเอล01:00:45
01:00:45
ตอนที่พวกเขาเข้าไปยึด
แผ่นดินที่สัญญาบางส่วน 01:00:48
01:00:48
ตระกูลรูเบน ตระกูลกาด
และตระกูลมนัสเสห์ครึ่งตระกูล 01:00:53
01:00:53
เลือกที่จะอาศัยอยู่ทางตะวันออก
ของแม่น้ำจอร์แดน 01:00:56
01:00:56
เพราะมีพื้นที่เหมาะสำหรับฝูงสัตว์ 01:00:58
01:00:58
ขอให้เราดูด้วยกันที่โยชูวาบท 22 01:01:02
01:01:02
ดูว่าเกิดอะไรขึ้น01:01:04
01:01:04
ผมจะให้เวลาคุณเปิดนะครับ 01:01:07
01:01:13
โยชูวาบท 2201:01:17
01:01:19
เราจะอ่านด้วยกันที่ข้อ 10 01:01:21
01:01:21
โยชูวา 22:10 01:01:25
01:01:27
“เมื่อพวกเขาไปถึงแถบแม่น้ำจอร์แดน
ที่อยู่ในแผ่นดินคานาอัน 01:01:31
01:01:31
ตระกูลรูเบน ตระกูลกาด
และตระกูลมนัสเสห์ครึ่งตระกูล01:01:34
01:01:34
ก็สร้างแท่นบูชาขึ้นแท่นหนึ่งใกล้ๆ
แม่น้ำจอร์แดนนั้น 01:01:38
01:01:38
เป็นแท่นบูชาที่ใหญ่มาก” 01:01:40
01:01:42
แทนที่จะมองพวกพี่น้อง
ของตัวเองในแง่ดีไว้ก่อน01:01:45
01:01:45
ชาวอิสราเอลตระกูลที่เหลือกลับสรุปว่า
สองตระกูลครึ่งนี้ทรยศพระเจ้า01:01:51
01:01:51
พวกเขาถึงกับเตรียมที่จะไปสู้ด้วยซ้ำ 01:01:54
01:01:54
แล้วเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสองตระกูลครึ่งนี้? 01:01:58
01:01:58
ก่อนหน้านี้01:01:59
01:01:59
พวกเขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลอื่นๆ01:02:02
01:02:02
เพื่อพิชิตแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 01:02:04
01:02:04
พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิต
ของตัวเองเพื่อจะทำแบบนั้น 01:02:08
01:02:08
เรารู้ได้ยังไงครับ? 01:02:10
01:02:10
ก็เพราะพวกเขาถูกส่ง
ไปอยู่แนวหน้าในสงคราม 01:02:13
01:02:13
สองตระกูลครึ่งนี้มักจะเป็น
กลุ่มแรกที่ออกไปสู้เสมอ 01:02:17
01:02:17
ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตอยู่บ่อยๆ 01:02:22
01:02:22
พวกเขากล้าหาญมาก 01:02:24
01:02:24
แล้วเคยมีสักครั้งไหมที่พวกเขา
แสดงท่าทีว่าจะทรยศพระเจ้า? 01:02:29
01:02:29
แต่แทนที่จะมองพวกพี่น้องในแง่ดีไว้ก่อน01:02:34
01:02:34
ชาวอิสราเอลตระกูลที่เหลือยกพวก
มาหาสองตระกูลครึ่งนี้01:02:39
01:02:39
แล้วพูดเหมือนที่เราจะอ่านใน
โยชูวา 22:16-18 01:02:46
01:02:46
“ประชาชนทั้งหมดของพระยะโฮวาพูดอย่างนี้ 01:02:51
01:02:51
พวกคุณทำเรื่องที่ไม่ซื่อสัตย์อย่างนี้
ต่อพระเจ้าของอิสราเอลได้ยังไง 01:02:55
01:02:55
วันนี้พวกคุณหันหลังให้พระยะโฮวา 01:02:59
01:02:59
แล้วไปสร้างแท่นบูชาขึ้นเอง
และกบฏต่อพระยะโฮวา 01:03:04
01:03:04
ทำผิดที่เปโอร์ยังไม่พออีกใช่ไหม01:03:08
01:03:08
พวกคุณลืมภัยพิบัติที่เกิดกับประชาชน
ของพระยะโฮวาไปแล้วหรือ01:03:12
01:03:12
ถึงได้มาทำผิดซ้ำแบบเดิม
แล้วยังหันหลังไม่ติดตามพระยะโฮวาอีก 01:03:18
01:03:18
ถ้าวันนี้พวกคุณกบฏต่อพระยะโฮวา 01:03:22
01:03:22
วันพรุ่งนี้พระองค์ก็จะโกรธ
ชาวอิสราเอลทั้งหมด” 01:03:27
01:03:29
พวกเขาไม่ได้พูดแค่นี้นะครับ
ยังมีต่ออีก01:03:32
01:03:33
พวกเขาพูดเยอะมาก
กว่าจะฟังตัวแทนของอีกฝ่ายอธิบาย 01:03:39
01:03:39
แล้วหัวหน้าตระกูลของ
สองตระกูลครึ่งก็อธิบายว่า 01:03:43
01:03:43
แท่นบูชานี้ไม่ได้ทำไว้เพื่อนมัสการ 01:03:46
01:03:46
แต่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ01:03:49
01:03:49
ให้ตระกูลที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำจอร์แดนรู้ว่า 01:03:52
01:03:52
พวกเขาก็นมัสการพระยะโฮวาเหมือนกัน 01:03:55
01:03:55
คุณนึกภาพออกไหมครับว่า
พวกปุโรหิตและหัวหน้าตระกูลที่มาหาเรื่อง 01:04:00
01:04:00
จะรู้สึกอับอายขนาดไหน
ที่พวกเขาสรุปไปเองแบบนี้ 01:04:04
01:04:04
ในตอนต้นของคำบรรยายเราได้คุยกันว่า01:04:08
01:04:08
พระยะโฮวารู้รายละเอียด
ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา 01:04:11
01:04:11
ดังนั้น ยิ่งเรารู้จักพี่น้องของเรามากขึ้น 01:04:15
01:04:15
รู้ว่าพวกเขามีภูมิหลังยังไง
หรือมีปัญหาอะไร01:04:20
01:04:20
นี่ก็จะช่วยเราให้ไม่ตัดสินพวกเขา01:04:23
01:04:23
เมื่อเรารู้ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลง
ตัวเองมามากขนาดไหน01:04:27
01:04:27
นี่ก็กระตุ้นเราให้รักพวกเขา 01:04:30
01:04:30
เราอยากจะเห็นค่าทุกสิ่ง
ที่เขาทำเพื่อพระยะโฮวา 01:04:36
01:04:36
บางครั้งเราอาจจะไม่ค่อยชอบพี่น้องบางคน01:04:40
01:04:40
แต่ถ้าเรารู้ว่าภูมิหลังครอบครัวเขาเป็นยังไง 01:04:42
01:04:42
เช่น เขาเป็นพยานฯคนเดียวในครอบครัว 01:04:46
01:04:46
หรือเขาเคยใช้ชีวิตแบบผิดศีลธรรม01:04:49
01:04:49
แต่เขาก็เปลี่ยนตัวเองและรักพระยะโฮวา01:04:52
01:04:52
และพระองค์ก็รักเขา01:04:55
01:04:55
ดังนั้นถ้ามีใครมาทำให้เรารู้สึกรำคาญ 01:05:00
01:05:00
เราต้องถามตัวเองว่า ‘พระยะโฮวา
มองว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ไหม? 01:05:07
01:05:07
เป็นพี่น้องชายที่ซื่อสัตย์
หรือเป็นพี่น้องหญิงที่ซื่อสัตย์ไหม?’ 01:05:11
01:05:11
ถึงเขาอาจจะทำให้เรารู้สึกรำคาญ01:05:14
01:05:14
แต่สำหรับพระยะโฮวาแล้ว
เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์01:05:17
01:05:17
แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่เราเอง 01:05:19
01:05:19
ที่ชอบมองเรื่องเล็กๆน้อยๆ
ที่ทำให้เรารู้สึกรำคาญ 01:05:22
01:05:22
ทำให้มองไม่เห็นภาพใหญ่ 01:05:24
01:05:24
หลายปีก่อนที่เบเธลแห่งหนึ่ง01:05:27
01:05:27
พี่น้องหนุ่มคนหนึ่งต้องทำงาน
กับพี่น้องหญิงสูงอายุ01:05:30
01:05:30
ในโปรเจ็คหนึ่งที่ต้องใช้เวลานาน 01:05:33
01:05:33
พี่น้องหญิงคนนี้กับสามีของเธอเป็นผู้ถูกเจิม 01:05:37
01:05:37
สามีของเธอเป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดคนหนึ่ง01:05:42
01:05:43
ส่วนเธอ01:05:45
01:05:45
ก็เป็นพี่น้องหญิงที่ซื่อสัตย์มาก01:05:48
01:05:52
ต้องมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน 01:05:55
01:05:56
ถ้าคุณทำงานได้ไม่ดีตามที่เธอหวังไว้ 01:05:59
01:05:59
คุณจะถูกเธอสับเละเป็นชิ้นๆแน่ 01:06:01
01:06:03
เธอชอบมองว่าตัวเองเป็นยายของทุกคน
และมีสิทธิ์ที่จะบ่นได้ 01:06:07
01:06:08
ผมชอบความเป็นผู้ใหญ่
ของพี่น้องหนุ่มคนนี้มาก01:06:12
01:06:12
แทนที่จะหงุดหงิดและพูดว่า 01:06:14
01:06:14
“พี่น้องหญิงคนนี้มีสิทธิ์อะไร
มาพูดกับพี่น้องชายแบบนี้”01:06:19
01:06:19
เขากลับเชิญพี่น้องคู่นี้มา
กินข้าวที่ห้องตอนเย็น 01:06:22
01:06:22
และได้รู้ว่าพวกเขาอดทนอย่างซื่อสัตย์01:06:25
01:06:25
ในช่วงที่งานประกาศ
ในประเทศนั้นถูกสั่งห้าม01:06:27
01:06:27
เขาเลยเริ่มมองพี่น้องหญิงคนนั้น
ในแง่ดีมากขึ้น01:06:31
01:06:31
และก็หวังว่าพี่น้องหญิงคนนั้น
จะมองเขาในแง่ดีด้วยเหมือนกัน 01:06:36
01:06:36
ดังนั้นถ้าพี่น้องทำให้เราไม่พอใจในบางครั้ง01:06:40
01:06:40
ก็ขอให้เราพยายามรู้จักเขามากขึ้น 01:06:43
01:06:43
ใช้เวลาด้วยกัน ไปรับใช้ด้วยกัน 01:06:46
01:06:46
ชวนเขาไปกินกาแฟ 01:06:48
01:06:48
ถ้ารู้จักมากขึ้น ก็รักมากขึ้น 01:06:51
01:06:51
ถ้าสัปดาห์หน้าคุณถูกเชิญให้ไปกินกาแฟ
ก็ขอให้รู้ตัวนะครับ 01:06:55
01:07:01
บางคนอาจจะเป็นคนขี้อาย 01:07:04
01:07:04
ชอบทำหน้านิ่ง ทำหน้าจริงจัง
และก็ไม่ค่อยยิ้ม01:07:09
01:07:09
เราอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา
หยิ่งและไม่สนใจคนอื่น01:07:13
01:07:13
แต่มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเลยก็ได้ 01:07:16
01:07:16
มันอาจจะเป็นแค่หน้าตา
ที่พระเจ้าให้เขามาแบบนั้น 01:07:19
01:07:20
บางคนอาจจะมีปัญหาสุขภาพ
หรือข้อจำกัดบางอย่าง01:07:24
01:07:24
ที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้มากเท่าเรา 01:07:27
01:07:27
เขาอาจจะไม่บอกใครว่ามีปัญหาสุขภาพ 01:07:30
01:07:30
เราเลยคิดเองว่าเขาขี้เกียจ01:07:32
01:07:32
แต่พระยะโฮวากำลังมองว่า
เขาทำสุดความสามารถ 01:07:35
01:07:35
หรือในทางกลับกัน01:07:36
01:07:36
ถ้ามีใครสักคนที่กระตือรือร้นมาก
และทำได้มากกว่าเราหลายเท่า01:07:41
01:07:41
เราควรคิดไหมว่าเขา
อยากทำให้คนอื่นประทับใจ 01:07:43
01:07:43
หรือทำให้เราดูแย่01:07:45
01:07:45
เขาอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย 01:07:47
01:07:47
เขาแค่ถูกสอนมาแบบนั้น 01:07:49
01:07:49
ซึ่งเป็นวิธีที่เขาให้สิ่งดีที่สุดกับพระยะโฮวา 01:07:53
01:07:53
ตอนที่พวกเราเดินหมวด
ผมไปเยี่ยมประชาคมหนึ่ง01:07:57
01:07:57
พี่น้องที่นั่นชอบพูดถึง
พี่น้องหญิงคนหนึ่งบ่อยๆ 01:08:00
01:08:00
พวกเขาพูดกันว่า 01:08:01
01:08:01
“เธอชอบบอกว่าป่วย
แต่เราก็เห็นเธอที่ร้านขายของ 01:08:06
01:08:06
เธอก็มีแรงพอที่จะไปซื้อของได้01:08:08
01:08:08
แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นเธอมาหอประชุมเลย” 01:08:11
01:08:11
แล้วผมก็ได้ไปเยี่ยมพี่น้องหญิงคนนั้น
และดีใจมากที่ได้ไป 01:08:16
01:08:16
ปรากฏว่าเธอเป็นโรคร้ายแรง
ที่ทำให้เธอขยับตัวแทบไม่ได้ 01:08:20
01:08:20
เธอเจ็บปวดเกือบจะตลอดเวลา 01:08:22
01:08:22
แต่จะมีบางช่วงที่อาการปวดจะเบาลงบ้าง 01:08:26
01:08:26
และเธอก็ใช้ช่วงนั้นออกไปซื้อของเข้าบ้าน01:08:30
01:08:30
เพราะเธออยู่คนเดียว
และไม่มีใครคอยช่วยเธอ 01:08:33
01:08:33
และพออาการปวดกลับมา 01:08:36
01:08:36
เธอก็ต้องอยู่บนเตียงเกือบจะตลอดเวลา 01:08:39
01:08:39
มันคงจะดีกว่ามากใช่ไหมครับ
ที่จะช่วยเหลือเธอ 01:08:42
01:08:42
แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ 01:08:45
01:08:45
เหมือนที่บอกไปแล้ว ในคำบรรยายนี้01:08:48
01:08:48
เราไม่ได้จะพิสูจน์อะไรเกี่ยวกับโลท
หรือพิสูจน์อะไรใครก็ตาม 01:08:53
01:08:53
แต่เราอยากจำไว้เสมอว่า01:08:57
01:08:57
มีแค่พระยะโฮวาเท่านั้น
ที่รู้รายละเอียดทั้งหมด 01:09:00
01:09:00
พระองค์รักพี่น้องของเรา
และอยากให้เรารักพวกเขาด้วย 01:09:04
01:09:04
และพระองค์จะพอใจ
ถ้าเรามองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน01:09:09
01:09:09
เรารู้ว่าคุณจะทำแบบนั้นตอนที่
รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้อง 01:09:16
01:09:16
จำไว้นะครับ 01:09:17
01:09:17
พวกเรารักพวกคุณทุกคนมาก01:09:20
01:09:20
ขอพระยะโฮวาอวยพรคุณอย่างมากมาย 01:09:23
01:09:23
ในขณะที่พวกคุณรับใช้ต่อๆไปอย่างซื่อสัตย์01:09:25
01:09:33
ตอนนี้ 01:09:34
01:09:34
พี่น้องอยากรู้ไหมว่าพวกเขา
ได้รับมอบหมายให้ไปที่ไหน01:09:38
01:09:38
แน่นอน01:09:39
01:09:39
นี่เป็นช่วงที่เราตื่นเต้นที่สุด 01:09:41
01:09:42
และเรามีพี่น้องมีพี่น้องโรนัลด์ เคอร์ซาน
ที่จะช่วยผม01:09:47
01:09:47
เขาจะประกาศชื่อและงานมอบหมาย
ของนักเรียนกิเลียดครับ01:09:52
01:09:54
คนแรกคือพี่น้องอาจาวอน
เขาจะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก01:09:59
01:10:08
ต่อไปคู่พี่น้องอัลมาเนสโก
จะกลับไปที่สาขาโรมาเนีย01:10:13
01:10:21
คู่พี่น้องออลตัน
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแซมเบีย01:10:25
01:10:33
พี่น้องอาร์ซีอัชวีลา
จะกลับไปที่สาขาจอร์เจีย01:10:37
01:10:44
คู่พี่น้องเบิช
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:10:48
01:10:55
คู่พี่น้องคาเพซ
จะกลับไปที่สาขาโมซัมบิก01:10:59
01:11:07
คู่พี่น้องคาร์แรล
ได้รับมอบหมายให้ไปสาขาโปรตุเกส01:11:11
01:11:19
คู่พี่น้องคาร์ไมเคิล
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:11:23
01:11:32
คู่พี่น้องคาราเวย์
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแซมเบีย01:11:36
01:11:45
พี่น้องคอลลี่มอร์
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก01:11:48
01:11:56
พี่น้องฟิเกลี
จะกลับไปที่สาขาเช็ก-สโลวัก 01:11:59
01:12:06
พี่น้องฟูจิตะ
จะกลับไปที่สาขาญี่ปุ่น01:12:09
01:12:15
คู่ของพี่น้องกาเทมบาซี
ได้รับมอบหมายไปที่สาขารวันดา 01:12:20
01:12:28
คู่พี่น้องเกอร์มา
จะกลับไปที่สาขาเอธิโอเปีย 01:12:32
01:12:40
คู่พี่น้องกอนซาเลซ
จะกลับไปที่สาขาสเปน01:12:44
01:12:52
คู่พี่น้องฮาเยกา
จะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก01:12:56
01:13:03
คู่พี่น้องเฮอร์รอน
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาไนจีเรีย01:13:07
01:13:16
คู่พี่น้องฮิวโก
จะกลับไปที่สาขาสแกนดิเนเวีย01:13:20
01:13:28
คู่พี่น้องลากาวากาทินี
จะกลับไปที่สาขาฟิจิ01:13:32
01:13:40
คู่พี่น้องลาทานซี
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาสเปน01:13:44
01:13:53
พี่น้องหลิน
จะกลับไปที่สาขาไต้หวัน01:13:57
01:14:05
พี่น้องโลเพส
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแอฟริกาใต้01:14:08
01:14:16
พี่น้องแมกโดนัลด์
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:14:19
01:14:27
คู่พี่น้องเมารี
จะกลับไปที่สาขาออสตราเลเซีย01:14:31
01:14:38
พี่น้องมูตาฮี
จะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันออก 01:14:42
01:14:49
พี่น้องนีลสัน
จะกลับไปที่สาขาสแกนดิเนเวีย01:14:53
01:15:00
คู่พี่น้องโอโซกู
จะกลับไปที่สาขาไนจีเรีย 01:15:04
01:15:12
พี่น้องเพอรอลตา
จะกลับไปที่สาขาโคลัมเบีย01:15:15
01:15:23
พี่น้องชาคิช
จะกลับไปที่สาขาโครเอเชีย01:15:26
01:15:33
คู่พี่น้องสปีนา
ได้รับมอบหมายไปที่สาขารวันดา01:15:37
01:15:46
พี่น้องเทอร์เรล
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:15:49
01:15:56
พี่น้องเวทิเอกัส
จะกลับไปที่สาขาฟินแลนด์ 01:15:59
01:16:07
พี่น้องยุน
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:16:10
01:16:17
พี่น้องแซปป์
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ01:16:20
01:16:31
ตอนนี้01:16:32
01:16:33
พี่น้องอยากจะเห็นนักเรียน
กิเลียดทั้งหมดแล้วไหม 01:16:36
01:16:37
นี่คือพวกเขาครับ 01:16:39
01:17:06
พวกเราภูมิใจในตัวคุณมาก01:17:08
01:17:08
กว่าจะถึงวันนี้ 01:17:10
01:17:10
เรารู้ว่าพวกคุณพยายามอย่างหนัก
ในการเรียน01:17:13
01:17:13
เรามีความสุขมากจริงๆ 01:17:15
01:17:15
ที่ได้เห็นวิธีที่พระยะโฮวาอวยพรคุณ 01:17:17
01:17:18
ตอนนี้พี่น้องเอเดน เมารี 01:17:20
01:17:20
จากสาขาออสตราเลเซีย 01:17:22
01:17:22
จะอ่านจดหมายของชั้นเรียน
ให้พวกเราฟังครับ01:17:25
01:17:34
ถึงคณะกรรมการปกครอง 01:17:36
01:17:36
พวกเราอยากแสดงความขอบคุณ
อย่างสุดซึ้ง01:17:39
01:17:39
สำหรับสิทธิพิเศษอันล้ำค่า 01:17:42
01:17:42
ที่ได้เข้าโรงเรียนวอชเทาเวอร์ไบเบิล
แห่งกิเลียด 01:17:45
01:17:45
ตั้งแต่ที่เรามาถึงที่นี่01:17:47
01:17:47
เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
จากครอบครัวเบเธล01:17:51
01:17:51
เรารู้สึกตื่นเต้น
และรอคอยที่จะได้เรียนความรู้ที่มีค่ามาก 01:17:56
01:17:56
และเรารู้สึกขอบคุณ
ที่คุณสละเวลาอันล้ำค่า 01:17:59
01:17:59
มาเยี่ยมชั้นเรียนของเรา 01:18:01
01:18:01
การสอนของพวกคุณ 01:18:02
01:18:02
และความพยายามของครูผู้สอนและผู้ช่วย 01:18:05
01:18:05
รวมถึงการทำงานหนักของทุกคน 01:18:07
01:18:07
ที่อยู่ในแผนกโรงเรียนตามระบอบของพระเจ้า 01:18:10
01:18:10
ทำให้เรารู้สึกถึงความรัก 01:18:12
01:18:12
และได้เห็นครูองค์ยิ่งใหญ่ด้วยตาของเราเอง01:18:14
01:18:15
ตลอดการเรียน01:18:17
01:18:17
ครูได้ช่วยให้พวกเราเห็น
ความรักอันอ่อนโยน 01:18:21
01:18:21
และไม่เห็นแก่ตัวของพระยะโฮวา 01:18:23
01:18:24
ตั้งแต่วินาทีแรกที่มนุษย์ทำบาป 01:18:26
01:18:26
พระยะโฮวาได้ทำทุกอย่างที่ทำได้01:18:29
01:18:29
เพื่อช่วยให้มนุษย์
กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์01:18:32
01:18:32
เมื่อคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับคำสัญญา
ในสวนเอเดน 01:18:35
01:18:35
สัญญาที่พระยะโฮวาทำกับ
อับราฮัมและดาวิด 01:18:38
01:18:38
และการจัดเตรียมเกี่ยวกับวันไถ่บาป
ตามกฎหมายของโมเสส 01:18:42
01:18:42
เรารู้สึกเห็นค่าและขอบคุณ 01:18:44
01:18:44
สำหรับค่าไถ่ที่พระเยซูได้สละ 01:18:46
01:18:46
เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องราวชีวิตของพระเยซู
และงานรับใช้ของท่าน 01:18:50
01:18:50
เห็นท่านสะท้อนคุณลักษณะของพ่อ 01:18:52
01:18:52
นี่ทำให้เรามั่นใจในความรัก
ของพระยะโฮวามากขึ้น01:18:56
01:18:56
พวกเราซาบซึ้งใจมากที่เห็นท่าน
อดทนกับพวกอัครสาวก01:19:00
01:19:00
และวิธีที่ท่านปฏิบัติกับผู้หญิง
อย่างให้เกียรติและกรุณา 01:19:04
01:19:04
รวมถึงการที่ท่านแสดงความรัก
อย่างไม่เห็นแก่ตัว 01:19:07
01:19:07
โดยสละชีวิตบนเสาทรมาน 01:19:10
01:19:10
พวกเราดีใจมาก 01:19:12
01:19:12
ที่มีพระเยซูเป็นกษัตริย์ 01:19:14
01:19:14
และมหาปุโรหิตที่เมตตา 01:19:16
01:19:17
การคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับคำพยากรณ์
ที่สำเร็จเป็นจริง01:19:21
01:19:21
ทำให้เรามั่นใจใน
คำสัญญาของพระยะโฮวา01:19:23
01:19:23
และช่วยให้เราเผชิญอนาคต
ด้วยความกล้าหาญ 01:19:26
01:19:26
ตัวอย่างเช่น 01:19:28
01:19:28
นิมิตที่เศคาริยาห์เห็นเกี่ยวกับ
รถศึก 4 คัน ที่วิ่งไปยัง 4 มุมของโลก 01:19:33
01:19:33
และพลังบริสุทธิ์ของพระยะโฮวา
ที่ไปยังดินแดนทางเหนือ 01:19:36
01:19:36
ทำให้เรามั่นใจว่า
ทูตสวรรค์ที่มีอำนาจมากของพระยะโฮวา01:19:40
01:19:40
จะปกป้องคนของพระยะโฮวา
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน01:19:44
01:19:44
แม้สภาพการณ์ในโลกจะแย่ลงเรื่อยๆ 01:19:46
01:19:46
แต่เรารู้ว่ากองทัพทูตสวรรค์ยืนเคียงข้างเรา 01:19:49
01:19:49
นี่ช่วยให้เรามั่นใจ 01:19:50
01:19:50
ที่จะสนับสนุนสิทธิการปกครองสูงสุด
ของพระยะโฮวา01:19:53
01:19:53
ทั้งในตอนนี้
และในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่01:19:57
01:19:58
ในชั้นเรียนภาคปฏิบัติ
รักผู้คน — สอนพวกเขาให้เป็นสาวก 01:20:02
01:20:02
ช่วยให้เรากระตือรือร้นมากขึ้นในงานรับใช้ 01:20:04
01:20:05
เราชอบการสาธิตต่างๆมาก 01:20:07
01:20:07
และเรายังเห็นด้วยว่า 01:20:09
01:20:09
เราจำเป็นต้องมีคุณลักษณะอะไรบ้าง 01:20:11
01:20:11
เพื่อจะประกาศได้ในทุกสถานการณ์ 01:20:13
01:20:13
ประสบการณ์ต่างๆกระตุ้นเรา 01:20:15
01:20:15
ให้อยากประกาศข่าวดี
เรื่องรัฐบาลของพระเจ้า01:20:18
01:20:18
ด้วยความรักและสำนึกถึงความเร่งด่วน 01:20:21
01:20:21
เพราะ ‘รวงข้าวในทุ่งนา
เหลืองอร่ามพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว’01:20:24
01:20:25
พวกเราทุกคนตั้งใจที่จะทำตามทุกสิ่ง01:20:28
01:20:29
ที่ครูองค์ยิ่งใหญ่ได้สอนพวกเรา
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา 01:20:33
01:20:34
และตั้งใจที่จะเลียนแบบพระคริสต์
ผู้นำของเรา 01:20:38
01:20:38
ในขณะที่เรารับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณ 01:20:41
01:20:41
และกับพี่น้องของเราทั่วโลก 01:20:43
01:20:43
เพื่อทำให้พระยะโฮวาพ่อในสวรรค์ของเรา01:20:46
01:20:46
ได้รับคำสรรเสริญ 01:20:47
01:20:48
พี่น้องของคุณ ชั้นเรียนกิเลียดที่ 159 01:20:51
01:21:14
มีข้อคิดสุดท้ายที่เราอยากจะฝากให้กับคุณ01:21:18
01:21:18
คุณจำได้ไหม
เราเคยทิ้งคำถามไว้ว่า 01:21:21
01:21:21
ตอนที่โลท01:21:22
01:21:23
รับผลที่ไม่ดี
จากการกระทำของเขา 01:21:26
01:21:26
อับรามมีท่าทียังไง 01:21:30
01:21:32
นี่ทำให้เรามาถึงความกลัวอย่างที่ 3 01:21:34
01:21:34
ซึ่งก็คือ ไม่อยากลืมสิ่งที่คนอื่นทำไว้กับเรา 01:21:38
01:21:38
เพราะกลัวว่าเขาจะไม่รู้ตัว
ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด01:21:44
01:21:44
เรารู้ว่าไม่นานหลังจากที่โลท01:21:47
01:21:47
ย้ายไปอาศัยในบริเวณ
เมืองโสโดมกับโกโมราห์ 01:21:50
01:21:50
เขากับครอบครัวก็ถูกพวกศัตรู
จับตัวไปเป็นเชลยในช่วงที่มีสงคราม01:21:56
01:21:57
ทีนี้ถ้าอับรามยังโกรธโลทอยู่01:22:01
01:22:01
คุณคิดว่าเขาจะคิดยังไง 01:22:03
01:22:03
ถ้าได้ยินเรื่องนี้ 01:22:04
01:22:08
‘สมควรแล้ว 01:22:09
01:22:10
สมน้ำหน้า 01:22:12
01:22:12
ก็ตอนนั้นคุณเห็นแก่ตัวเอง’01:22:15
01:22:15
เขาอาจจะคิดแบบนั้นก็ได้ 01:22:17
01:22:17
แต่อับรามทำยังไง 01:22:21
01:22:21
ตอนนี้01:22:22
01:22:22
ขอให้เราดูด้วยกันที่01:22:24
01:22:24
ปฐมกาลบท 14 01:22:26
01:22:28
ปฐมกาลบทที่ 14 01:22:30
01:22:30
อับรามอาจจะกลัวก็ได้ว่า 01:22:33
01:22:33
ถ้าเขาลืมสิ่งที่โลทเคยทำกับเขา 01:22:36
01:22:36
มันอาจจะทำให้โลทคิดก็ได้ว่า01:22:39
01:22:39
สิ่งที่เขาเคยทำไปในตอนนั้น 01:22:41
01:22:41
มันไม่ผิดอะไร 01:22:43
01:22:44
แต่ขอดูสิ่งที่อับรามทำ 01:22:46
01:22:46
ในปฐมกาลบท 14 01:22:48
01:22:49
ในข้อ 1401:22:51
01:22:51
อับรามทำยังไง 01:22:52
01:22:52
ตอนที่เขาได้ยิน01:22:54
01:22:54
เรื่องที่เกิดขึ้นกับโลท 01:22:56
01:22:56
“อับรามถึงได้รู้ว่า 01:22:59
01:22:59
ญาติตัวเองถูกจับไป 01:23:02
01:23:03
เขาจึงรวบรวมคนที่เคยฝึกการรบมา 318 คน 01:23:09
01:23:09
ซึ่งเป็นคนรับใช้ที่เกิดในบ้านเขา
แล้วไล่ตามไปจนถึงเมืองดาน” 01:23:15
01:23:16
นั่นคือสิ่งที่อับรามทำ 01:23:18
01:23:18
จากมัมเรไปถึงดานมีระยะทางประมาณ
200 กิโลเมตรขึ้นไปทางเหนือ 01:23:24
01:23:24
ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน01:23:26
01:23:26
อับรามอาจจะต้องเสี่ยงชีวิต
และก็ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง 01:23:30
01:23:30
แต่เขาก็ไปช่วยโลทถึงแม้จะไม่ง่าย 01:23:33
01:23:33
หลังจากนั้นที่ข้อ 21 ถึง 23
บอกเราว่า 01:23:38
01:23:38
อับรามมีโอกาสจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง01:23:42
01:23:42
จากความพยายามที่เขาไปช่วยโลท 01:23:45
01:23:45
แต่เขาปฏิเสธ
เขาไม่ได้มีแรงจูงใจแอบแฝงใดๆ 01:23:49
01:23:49
ในการช่วยโลท 01:23:50
01:23:50
อับรามถ่อมตัวและเต็มใจไปช่วยโลท 01:23:55
01:23:55
ทั้งๆที่เรื่องนี้เกิดขึ้น
จากการตัดสินใจที่ไม่ดีของโลท01:23:59
01:23:59
และพวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องนี้กันมาก่อน01:24:02
01:24:02
อับรามตั้งใจที่จะสร้างสันติสุข
เขาตั้งใจที่จะลืมเรื่องนั้นไป01:24:09
01:24:10
เราได้เรียนอะไรจากตัวอย่างของอับราม 01:24:13
01:24:13
คุณเคยยอมทั้งๆที่ไม่เห็นด้วยไหม 01:24:16
01:24:17
คุณอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อย
และยอมทำตามเสียงส่วนใหญ่ 01:24:22
01:24:22
แล้วในที่สุดแผนที่คนอื่นๆวางไว้ 01:24:24
01:24:24
มันใช้ไม่ได้ผล 01:24:26
01:24:27
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้วใช่ไหมครับที่จะพูดว่า 01:24:31
01:24:31
‘ผมบอกแล้วใช่ไหม’ 01:24:32
01:24:33
หรือเราจะพยายามบอกคนอื่นไหมว่า 01:24:36
01:24:36
‘นี่ไม่ใช่ความคิดของผมนะ’ 01:24:38
01:24:39
ตลกใช่ไหมครับ
แต่เราก็เคยทำแบบนั้น01:24:41
01:24:42
อย่าเก็บความโกรธเอาไว้01:24:46
01:24:47
ขอให้เลียนแบบอับราม01:24:49
01:24:50
ขอให้คุณพยายามเต็มที่01:24:52
01:24:52
ที่จะสนับสนุนการตัดสินใจนั้น01:24:54
01:24:54
ถึงแม้คุณจะไม่เห็นด้วย 01:24:55
01:24:55
และถ้ามันไม่ได้ผลก็ขอให้เลียนแบบอับราม 01:24:59
01:24:59
โดยถ่อมตัวและช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น 01:25:04
01:25:04
แทนที่จะโทษคนอื่น 01:25:06
01:25:06
ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหานี้01:25:09
01:25:09
ทำไมครับ 01:25:10
01:25:11
ก็เพราะเราจะมีสันติสุขกับคนอื่น 01:25:15
01:25:15
และถ้าเราทำแบบนั้น
เราก็จะมีสันติสุขกับพระเจ้าด้วย 01:25:20
01:25:20
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราอยากได้มากที่สุด01:25:22
01:25:23
เราได้บทเรียนอะไรครับ 01:25:25
01:25:25
เกี่ยวกับความกลัว 3 อย่าง 01:25:27
01:25:27
เราได้เรียนหลายอย่างเกี่ยวกับอับราม01:25:29
01:25:29
เขาเป็นคนสร้างสันติ01:25:31
01:25:31
เขาไม่กลัวที่จะถูกมองว่าอ่อนแอ 01:25:33
01:25:33
ไม่กลัวว่าจะถูกเอาเปรียบ 01:25:35
01:25:35
และไม่กลัวที่จะลืมสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเขา 01:25:39
01:25:39
เขาได้รับผลเสียไหม01:25:40
01:25:40
ที่ตัดสินใจแบบนี้ 01:25:42
01:25:43
จริงๆแล้วเราก็ไม่รู้ว่าโลทเห็นค่าไหม01:25:46
01:25:47
ที่อับรามพยายามสร้างสันติกับเขา 01:25:51
01:25:52
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้ 01:25:54
01:25:54
เหมือนอย่างที่พี่น้องสเปลนพูดไปแล้ว 01:25:56
01:25:56
แต่มันไม่เป็นไร01:25:57
01:25:58
เพราะนี่ไม่ใช่เหตุผล 01:26:00
01:26:00
ที่อับรามพยายามอย่างมาก
ที่จะสร้างสันติกับโลท 01:26:03
01:26:03
แล้วเขาทำเพราะอะไร 01:26:04
01:26:05
น่าสนใจนะครับ 01:26:06
01:26:06
หลังจากเหตุการณ์ 2 ครั้งนั้น 01:26:08
01:26:08
ที่อับรามพยายามสร้างสันติกับโลท01:26:11
01:26:11
หรือแสดงให้เห็นว่า01:26:13
01:26:13
เขาพยายามสร้างสันติกับโลท01:26:15
01:26:15
พระยะโฮวาได้ทำบางอย่างที่พิเศษให้อับราม 01:26:19
01:26:19
ถ้าเราดูที่ปฐมกาล 13:14
และ 15:1 01:26:26
01:26:26
พระยะโฮวาแสดงให้อับรามเห็นว่า
พระองค์รักและพอใจในตัวเขา01:26:33
01:26:33
นี่แหละคือสิ่งที่อับรามต้องการ 01:26:36
01:26:36
เขาอยากจะไปถวายเครื่องบูชา 01:26:39
01:26:39
เขาอยากมีสันติสุขกับพระเจ้า 01:26:41
01:26:41
และเขาก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ 01:26:44
01:26:45
ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่ายาก
ที่จะมีสันติสุขกับคนอื่น01:26:49
01:26:50
อาจจะเป็นที่เบเธลหรือที่บ้าน 01:26:55
01:26:55
หรืออาจเป็นในประชาคมของคุณ01:26:58
01:26:58
อย่าให้ความกลัวชนะคุณ 01:27:01
01:27:01
ขอให้สู้กับมัน 01:27:03
01:27:03
ขอให้ถ่อมตัว
และไปหาคนที่คุณมีปัญหาด้วย 01:27:06
01:27:06
และพยายามเต็มที่ที่จะคืนดีกัน 01:27:10
01:27:10
มันง่ายไหมครับที่จะทำแบบนี้ 01:27:12
01:27:12
ไม่ 01:27:14
01:27:15
แล้วคนที่คุณพยายามจะคืนดีด้วย
จะยอมคืนดีกับคุณไหม 01:27:21
01:27:21
ก็อาจจะไม่ 01:27:23
01:27:23
แต่พระเจ้าจะพอใจ01:27:25
01:27:26
แล้วยังไงต่อครับ 01:27:27
01:27:28
ตอนนี้คุณสามารถกลับมาที่แท่นบูชา01:27:31
01:27:31
แล้วถวายเครื่องบูชาได้แล้ว 01:27:33
01:27:33
และพระยะโฮวาก็อยู่พร้อม
ที่จะยอมรับเครื่องบูชาของคุณ 01:27:38
01:27:38
ทำไมครับ? 01:27:39
01:27:39
เพราะคุณได้พยายามเต็มที่
ที่จะสร้างสันติ 01:27:44
01:27:45
นักเรียนกิเลียดที่จบจากชั้นเรียนที่ 159 ครับ01:27:50
01:27:50
พวกเรารักคุณ
และเราอธิษฐานขอให้พระยะโฮวาอวยพร 01:27:55
01:27:55
ไม่ว่าพวกคุณจะไปที่ไหน 01:27:57
01:28:03
อีกไม่นานคำบรรยายวันจบโรงเรียนกิเลียด 01:28:06
01:28:06
จะมีให้รับชมได้ในเว็บไซต์ jw.org 01:28:10
01:28:10
และแอป JW Library 01:28:12
01:28:12
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวทางใต้ของโลก01:28:16
01:28:16
ซึ่งก็คือประเทศออสเตรเลีย01:28:18
01:28:18
ประเทศออสเตรเลียมีขนาดที่กว้างใหญ่ 01:28:21
01:28:21
และถือเป็นทวีปที่มีความราบมากที่สุดในโลก01:28:24
01:28:24
และแห้งแล้งเป็นอันดับ 2
รองจากทวีปแอนตาร์กติกา 01:28:28
01:28:28
ชื่อของประเทศนี้มาจากภาษาละตินที่แปลว่า 01:28:31
01:28:31
ดินแดนทางใต้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก 01:28:34
01:28:34
ทวีปนี้เต็มไปด้วยอัญมณี เช่น โอปอลสีขาว01:28:38
01:28:38
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศ
ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายมากที่สุดในโลก01:28:43
01:28:43
ซึ่งมีมากกว่า 270 ชาติพันธุ์ 01:28:46
01:28:47
มากกว่า 1 ใน 4 ของคนออสเตรเลีย
เกิดในต่างประเทศ01:28:51
01:28:52
คนออสเตรเลียส่วนใหญ่
หรือคนออสซี่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง01:28:57
01:28:57
พวกเขาชอบเล่นเซิร์ฟ 01:28:59
01:28:59
เล่นฟุตตี้ 01:29:01
01:29:01
ซึ่งเป็นฟุตบอลสไตล์ออสเตรเลีย 01:29:04
01:29:04
หรือสนุกกับการทำบาร์บี้หรือบาร์บีคิว 01:29:07
01:29:08
การทำบาร์บีคิวถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรม
ของคนออสเตรเลีย 01:29:13
01:29:14
โดยปกติแล้ว 01:29:16
01:29:16
แขกที่มางานเลี้ยงก็จะเอาอาหาร
มาแบ่งกันกินด้วย01:29:19
01:29:19
นี่ทำให้อาหารมื้อนั้นมีความหลากหลายมาก01:29:22
01:29:23
อาหารอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์
ของคนออสเตรเลียก็คือ01:29:27
01:29:27
เวจิไมต์01:29:28
01:29:28
ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในเมืองเมลเบิร์นในปี 1923 01:29:32
01:29:32
เวจิไมต์ทำมาจากยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์01:29:35
01:29:35
และมีรสชาติอูมามิที่เป็นเอกลักษณ์01:29:37
01:29:37
ซึ่งหลายคนบอกว่า01:29:39
01:29:39
มีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์ 01:29:41
01:29:41
คนออสเตรเลียชอบทาเวจิไมต์
บนขนมปังปิ้งหรือแครกเกอร์ 01:29:45
01:29:45
เพื่อให้มีรสเค็ม
หรือเพิ่มความเข้มข้นของอาหาร01:29:49
01:29:49
คนออสเตรเลียยังชอบดื่มกาแฟมากด้วย 01:29:52
01:29:52
ประชากรมากกว่า 3 ใน 4
จะดื่มกาแฟวันละแก้ว01:29:56
01:29:56
และ 95 เปอร์เซ็นต์ของร้านกาแฟที่นั่น
เป็นธุรกิจส่วนตัว 01:30:00
01:30:01
กาแฟมักจะชงจากเมล็ดกาแฟ
ที่นำเข้าคุณภาพสูง01:30:05
01:30:05
และตกแต่งด้วยลาเต้อาร์ตที่สวยงาม01:30:08
01:30:08
เพื่อให้ดูน่ากิน 01:30:09
01:30:09
ปลายศตวรรษที่ 18 01:30:11
01:30:11
มีการส่งคัมภีร์ไบเบิลหลายร้อยฉบับ01:30:13
01:30:13
ไปกับกองเรือที่มุ่งหน้าไปออสเตรเลีย 01:30:16
01:30:16
พอถึงศตวรรษที่ 19 01:30:17
01:30:17
ก็เริ่มมีการใช้ชื่อของพระเจ้า01:30:19
01:30:19
ในคัมภีร์ไบเบิลภาษาพื้นเมืองต่างๆ 01:30:22
01:30:22
พวกเขาแปลชื่อพระเจ้าในรูปแบบต่างๆเช่น01:30:24
01:30:24
เยโฮอา และเจโฮวา 01:30:26
01:30:26
ข่าวสารในคัมภีร์เบิลเริ่มเข้าถึงใจของผู้คน 01:30:30
01:30:30
เช่นเด็กหญิงอายุ 11 ปีที่ชื่อคาทันยา01:30:33
01:30:33
ได้เขียนเป็นภาษาพื้นเมืองคานาของเธอว่า 01:30:36
01:30:36
“นมัสการพระยะโฮวาเสมอ 01:30:38
01:30:38
พระยะโฮวาเป็นผู้สร้าง 01:30:40
01:30:40
พระยะโฮวาช่วยเราจากบาป” 01:30:42
01:30:42
อาเทอร์ วิลลิสจากรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย01:30:45
01:30:45
อยากช่วยคนอื่นให้เรียนรู้เรื่องพระเจ้า01:30:48
01:30:48
ในปี 1931 ตอนที่เขาอายุแค่ 19 ปี01:30:51
01:30:51
เขาเริ่มเป็นไพโอเนียร์ 01:30:52
01:30:52
และไปประกาศในที่ห่างไกลทั่วประเทศ 01:30:55
01:30:55
พอถึงปี 1932 01:30:57
01:30:57
เขาก็เริ่มไปประกาศกับคนพื้นเมือง 01:30:59
01:30:59
ในปี 1943 อาเทอร์ไปอยู่ที่เมืองพินเจลลี 01:31:03
01:31:03
และได้ประกาศกับครอบครัว
ชาวอะบอริจินเผ่านูนกา01:31:07
01:31:07
เจมส์และภรรยาของเขามาเบิลมีลูก 17 คน 01:31:11
01:31:11
อาเทอร์ไปสอนคัมภีร์ไบเบิล
ที่บ้านของครอบครัวนี้ 01:31:14
01:31:14
และในเวลาต่อมาครอบครัวของเจมส์กับมาเบิล01:31:18
01:31:18
ก็กลายเป็นผู้ประกาศที่เป็นชาวพื้นเมือง
กลุ่มแรกในออสเตรเลีย 01:31:23
01:31:23
ทุกวันนี้หลานๆของเจมส์และมาเบิล01:31:26
01:31:26
เป็นหนึ่งในผู้ประกาศมากกว่า 71,000 คน01:31:29
01:31:29
ที่ประกาศในออสเตรเลีย01:31:31
01:31:31
พี่น้องของเราหาคนที่มีหัวใจดีตามชายหาด01:31:35
01:31:36
ในฟาร์ม 01:31:37
01:31:38
และตามถนนในเมือง 01:31:40
01:31:40
พวกเขาพยายามเรียนภาษาใหม่ด้วย01:31:42
01:31:42
เช่นภาษาจีนกลาง 01:31:44
01:31:44
และยังพยายามทำความคุ้นเคย
กับวัฒนธรรมด้วย 01:31:47
01:31:47
หนึ่งในกลุ่มผู้ประกาศที่กระตือรือร้นเหล่านี้คือ01:31:50
01:31:50
ประชาคมคาร์ลตัน เมืองเมลเบิร์น 01:31:52
01:31:53
เขตประกาศของพวกเขาอยู่ใจกลาง
ย่านธุรกิจของเมืองเมลเบิร์น 01:31:57
01:31:57
และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม 01:31:59
01:31:59
ผู้ประกาศในประชาคมนี้
มีมากกว่า 21 สัญชาติ01:32:03
01:32:04
และพวกเขามีข่าวสารพิเศษ
ที่อยากจะฝากถึงทุกคน01:32:08
01:32:11
แต่เราขอส่งความรัก
ให้กับพวกคุณทุกคนด้วย 01:32:13
01:32:13
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW 01:32:16
01:32:16
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา01:32:19
รายการโทรทัศน์ JW—มิถุนายน 2026: วันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนกิเลียด 159
-
รายการโทรทัศน์ JW—มิถุนายน 2026: วันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนกิเลียด 159
ขอต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW®
วันที่ 14 มีนาคม 2026
เป็นวันจบของนักเรียน
กิเลียดชั้นเรียนที่ 159
พวกเขาเรียนคัมภีร์ไบเบิล
กันอย่างลึกซึ้งตลอด 5 เดือน
คำบรรยายในวันจบการศึกษา
ช่วยพวกเขาให้เตรียมพร้อม
สำหรับงานมอบหมายใหม่ที่จะได้รับ
หลักการต่างๆที่พวกเขาได้รับ
จะเป็นประโยชน์กับพวกเราด้วยเหมือนกัน
ตอนที่ชีวิตเราอาจเจอการเปลี่ยนแปลง
ขอให้คุณมองหาบทเรียนที่จะเอาไปใช้
จากคำบรรยายที่เสริมความเชื่อต่อไปนี้
เราขอต้อนรับพี่น้องทุกคน
ที่เข้าร่วมฟังหรือดูรายการ
วันจบการศึกษาในตอนนี้ครับ
และแน่นอนเราขอต้อนรับนักเรียนกิเลียด
ที่เรียนอย่างหนัก
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาด้วย
เรารู้ว่าพวกคุณตั้งใจเรียนอย่างดี
และขอให้คุณมีความสุข
กับวันจบการศึกษาวันนี้ครับ
และขอต้อนรับครอบครัว เพื่อนๆ
และทุกคนที่มาที่ห้องประชุมนี้
รวมทั้งหลายพันคน
ที่เข้าร่วมทางออนไลน์จากทั่วโลก
ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ
และแล้วก็มาถึงวันจบการศึกษา
ที่พวกคุณรอคอยกันมาอย่างยาวนาน
ใช่ไหมครับ
ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว
ที่คุณจะเอาสิ่งที่ได้เรียนไปใช้
คุณได้รับความรู้ที่มีค่ามากมาย
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา
ตอนนี้คุณจะไปในเขตมอบหมายของคุณ
และรับใช้กับพี่น้องอย่างมีสันติสุข
คุณรู้สึกยังไง
กับคำว่าสันติสุข
คุณอาจต้องย้ายไปที่ใหม่
เลยอาจคิดว่าคุณจะสร้างสันติสุขได้ไหม
และจะปรับตัวเข้ากับพี่น้องที่นั่นได้ไหม
หรือคุณอาจกลับไปเขตมอบหมายเดิม
และคิดว่าพี่น้องจะคอยดูว่า
เราพัฒนาอะไรขึ้นไหม
หลังจากไปกิเลียดมา
มันก็เป็นไปได้ที่คุณจะกังวล
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้ก็คือ
คืนดีกับเขา หรือสร้างสันติสุข
ที่จริงเราทุกคนรู้ว่าการคืนดีไม่ใช่เรื่องง่าย
พระเยซูพูดเรื่องนี้ไว้ในมัทธิวบท 5
ขอเปิดดูด้วยกันครับ
มัทธิวบท 5
พระเยซูอธิบายฉากเหตุการณ์หนึ่งไว้ที่นี่
มัทธิวบท 5:23, 24
ท่านบอกพวกสาวกว่า
“ดังนั้น
ถ้าคุณเอาของถวายมาที่แท่นบูชา
และนึกขึ้นได้ว่า
มีคนโกรธคุณอยู่
ให้วางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาก่อน
และไปคืนดีกับเขา
แล้วค่อยกลับมาถวายของนั้น”
คนที่ฟังพระเยซูอยู่ตอนนั้น
คงคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้
ลองคิดดูนะครับ
ให้วางของถวายไว้หน้าแท่นบูชาก่อน
และให้ไปตามหาคนหนึ่ง
ท่ามกลางคนเป็นพันๆ
เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเทศกาล
ตามหาทั่วเมืองเพื่อจะเจอคนนั้น
ที่เขาโกรธคุณอยู่
แล้วคืนดีกับเขาให้ทันเวลา
เพื่อจะกลับมาถวายของนั้น
ที่วิหารให้พระยะโฮวา
จุดสำคัญที่พระเยซูกำลังบอกก็คือ
บางครั้งการคืนดีหรือสร้างสันติสุข
ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
คำถามที่เราต้องถามตัวเองก็คือ
ทำไมถึงยาก
ที่จะคืนดี
แล้วเราจะทำได้ยังไง
ทั้งๆที่เป็นเรื่องยาก
เพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้
เราจะดูว่ามีความกลัว 3 อย่างอะไร
เมื่อเราต้องคืนดีกับคนอื่น
เราจะดูตัวอย่างของอับราม
หรืออับราฮัมด้วยกัน
ว่าอะไรช่วยให้เขากล้า
ที่จะสร้างสันติสุขกับโลท
ในตอนที่พวกเขาเกิดเรื่องขัดแย้งกัน
เริ่มจากความกลัวอย่างที่ 1
กลัวว่า จะดูเป็นคนอ่อนแอ
ที่จริงพวกเราหลายคนอาจจะคิดว่า
ตัวเองไม่มีค่า
แล้วปฏิกิริยาที่มักจะแสดงออกมาก็คือ
ทำให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ
และอันนี้แหละที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี
จนกลายเป็นว่า
เราเป็นฝ่ายทำลายสันติสุข
แล้วอับรามได้ทำอย่างนั้นไหม
ตอนที่เขาขัดแย้งกับโลท
ให้เราดูพระคัมภีร์ด้วยกัน
ที่ปฐมกาลบท 13 ครับ
ตอนนั้นคนเลี้ยงสัตว์ของอับราม
กับคนเลี้ยงสัตว์ของโลท
ทะเลาะกัน
แล้วอับรามก็เห็นว่า
กำลังจะเกิดความขัดแย้งระหว่างเขากับโลท
ขอสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่
ในปฐมกาล 13:8, 9
“อับรามจึงพูดกับโลทว่า
เรา 2 คนและคนเลี้ยงสัตว์ของเรา
อย่ามาทะเลาะกันเลย
เพราะเราเป็นญาติพี่น้องกัน
หลานเลือกเอาเถอะ
ว่าในที่ดินอันกว้างใหญ่นี้
อยากจะได้ที่ตรงไหน
แล้วก็แยกไปอยู่ที่นั่น
ถ้าหลานไปทางซ้าย
อาจะไปทางขวา
แต่ถ้าหลานไปทางขวา
อาก็จะไปทางซ้าย”
น่าประทับใจจริงๆ
ที่อับรามถ่อมตัวลง
และไม่ได้ทำตัวให้ดูเป็นคนที่สำคัญกว่า
ในสายตาของโลท
เขาจะยกตัวเองขึ้นให้โลทรู้สึกแย่ก็ได้
อับรามอาจจะบอกว่า ‘เดี๋ยวนะโลท
หลานไม่ใช่เหรอที่ตามอามา
พระยะโฮวามอบหมายงานนี้ให้อา
ไม่ใช่ให้หลาน’
เขาอาจจะได้ที่ดินที่ดีที่สุดก็ได้
แต่จะไม่ได้สันติสุขแน่นอน
ที่จริงอับรามไม่ได้ทำแบบนั้นครับ
แม้เขาอาจจะกลัวว่าคนอื่น
จะมองว่าเขาอ่อนแอ
เหมือนที่บางครั้งเรารู้สึกแบบนั้น
แต่อับรามก็ยังยอมให้โลท
เป็นฝ่ายเลือกที่ดินก่อน
อะไรกระตุ้นให้อับรามทำแบบนั้น
เป็นเพราะว่าเขาสนใจว่า
พระยะโฮวามองเขายังไง
ไม่ใช่สนใจว่าคนอื่นจะมองเขายังไง
การอยู่จุดไหนในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขา
ตราบใดที่เขายังอยู่
ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
ก็เป็นหลักฐานชัดเจนแล้ว
ว่าพระยะโฮวาพอใจเขา
และนี่ใช่ไหมครับที่เป็นจุดสำคัญ
ของมัทธิว 5:23, 24
ตามที่พระเยซูบอก
ท่านกระตุ้นคนที่พยายามสร้างสันติสุข
ให้กลับมา
กลับมาที่แท่นบูชา
เพื่อเอาของถวายให้พระยะโฮวา
และนี่เป็นสิ่งที่อับรามต้องการมากที่สุด
ก็คือสันติสุขกับพระเจ้า
บทเรียนแรกที่เราได้เรียน
จากอับรามคืออะไร
การกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราอ่อนแอ
ไม่ได้มองว่าเรามีประสบการณ์มากแค่ไหน
ไม่ได้สนใจว่าเราทำงานในตำแหน่งอะไร
หรือเราผ่านอบรมมาจากกิเลียด
ทั้งหมดนี้มาจากความรู้สึกกลัว
ว่าคนอื่นจะไม่ให้ความสำคัญกับเรา
และมันเป็นอุปสรรคสำหรับเรา
ที่จะสร้างสันติสุข
แล้วเราจะจัดการกับความกลัวนี้ได้ยังไงครับ
ให้เราเลียนแบบอับราม
พอใจกับสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ที่มนุษย์จะมีได้
ก็คือการที่พระยะโฮวายอมรับเรา
ส่วนพรจากพระองค์
หรือสิทธิพิเศษอื่นๆนอกจากนั้น
ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดครับ
เราเห็นว่าอับรามปฏิบัติ
ต่อโลทด้วยความถ่อม
แต่เขาอาจคิดว่า
โลทก็จะทำแบบนั้นกับเขาด้วยเหมือนกัน
ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีใช่ไหมครับ
ตอนนี้เรามาถึงความกลัวอย่างที่ 2
กลัวว่าคนอื่นจะเอาเปรียบเรา
สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นตอนที่เราเป็นฝ่ายยอม
เมื่อมีความขัดแย้งกัน
เราอาจเริ่มกลัวว่าคนนั้นจะเอาเปรียบเรา
และไม่คิดถึงผลประโยชน์ของเรา
เพราะเห็นว่าเราเป็นฝ่ายยอมเขา
อับรามทำยังไงครับ
ให้เราดูที่ปฐมกาลบท 13 อีกครั้ง
เราจะอ่านต่อในปฐมกาลบท 13
และเราจะเริ่มอ่านข้อ 10 ครับ
ก่อนหน้านี้เรารู้แล้วว่าอับราม
สร้างสันติสุขกับโลท
ให้เราอ่านต่อที่ข้อ 10 ครับ
“โลทเงยหน้ามองดูทั่ว
บริเวณที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดน
ไปจนถึงเมืองโศอาร์
เห็นว่ามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์
เหมือนสวนของพระยะโฮวา
เหมือนแผ่นดินอียิปต์
(ตอนนั้นพระยะโฮวายังไม่ได้ทำลาย
เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์)
โลทก็เลือกเอาที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดนทั้งหมด
และย้ายค่ายพักของตัวเองไปทางทิศตะวันออก
อับรามกับโลทจึงแยกกันไป
อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน
ส่วนโลทอาศัยอยู่ใกล้เมืองต่างๆ”
นี่หมายความว่า
โลทกำลังเอาเปรียบอับราม
เพราะเขาเป็นคนถ่อมไหม
บอกตามตรงเราก็ไม่รู้หรอกครับ
เราไม่รู้รายละเอียดทุกอย่าง
ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้
แต่เราจะเข้าใจมากขึ้น
จากคำบรรยายอื่นๆของวันนี้
ขอพี่น้องรอฟังนะครับ
แต่ถ้าสิ่งที่โลทเลือก
ไม่ได้เป็นอย่างที่อับรามคิดไว้
และเขารู้สึกหงุดหงิด
เขาอาจจะคิดไหมว่า
‘เดี๋ยวก่อนนะ
การที่เราพยายามเป็นคนถ่อม
ทำให้เราเสียเปรียบนี่หน่า’
มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
เราน่าจะสั่งโลทไปเลยว่าให้ไปที่ไหน
อับรามอาจคิดแบบนั้นก็ได้
แต่อับรามคิดอย่างนั้นไหมครับ?
ไม่ครับ
ให้เราดูด้วยกันตอนท้ายของข้อ 11
และต้นข้อ 12 ครับ
ที่นี่บอกว่า “อับรามกับโลทจึงแยกกันไป
อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน”
เขาไม่ได้คัดค้าน
และเขาก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์
หรือความยุติธรรมอะไร
อับรามมีหัวใจที่ถ่อมจริงๆ
มันไม่ได้เป็นการแสดง
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ
สำหรับอับบรามเราเห็นชัดเจนว่า
สันติสุขกับโลท
สำคัญยิ่งกว่าการได้ที่ดินที่ดีที่สุด
เราได้บทเรียนจาก
อับรามอีกแล้วใช่ไหมครับ
ความกลัวที่ว่าคนอื่นจะเอาเปรียบเรา
เพราะเราเป็นฝ่ายยอม
กลัวว่าคนอื่นจะได้รับสิทธิพิเศษ
หรือได้รับคำชมจากงานที่เราทำ
นี่อาจเริ่มทำให้เราหาเหตุผลว่า
การเป็นคนถ่อม หรือเป็นฝ่ายยอม
ทำให้เราเสียเปรียบ
การคิดแบบนี้แหละที่ทำลายสันติสุข
เราไม่ควรกลัวที่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ขอให้เราเลียนแบบอับรามครับ
ขอให้มั่นใจว่า
การทำตามวิธีของพระยะโฮวา
ในการสร้างสันติสุขเป็นวิธีที่ถูกต้อง
แม้เราจะคิดว่าวิธีนี้ดูเหมือนไม่ได้ผล
และผลก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ
แต่เราจะได้สิ่งที่สำคัญที่สุด
ก็คือพระยะโฮวายอมรับเรา
เรามีสันติสุขกับพระเจ้า
แล้วตอนที่โลทรับผลที่ไม่ดี
จากการเลือกของเขาล่ะ
อับรามมีท่าทียังไง
เขาให้อภัยและลืมไปแล้วไหม
หรือเขากลัวและไม่กล้าที่จะทำแบบนั้น
เราจะได้คำตอบจากคำบรรยาย
สุดท้ายของวันนี้ครับ
ครับ
ตอนนี้พี่น้องจะได้ดู
รายการ<i>จับเข่าเล่าเรื่อง</i>
นี่เป็นส่วนหนึ่งในวันจบการศึกษา
ของกิเลียดที่เราทุกคนชอบมาก
และนี่คือก็เป็นอีกตอนที่ดีมากเลย
และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ
คนที่อยากรับใช้มากขึ้น
เพื่อให้พวกเขาคิดถึงวิธี
ที่จะรับใช้ในเขตที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า
พี่น้องเจเรมี คลาร์ก
จะเป็นผู้ดำเนินรายการ
<i>จับเข่าเล่าเรื่อง</i> ของตอนนี้ครับ
ยินดีต้อนรับเข้าสู่<i>รายการจับเข่าเล่าเรื่อง</i>
มัทธิว 5:6 พระเยซูบอกว่า
คนที่อยากเห็นความถูกต้องชอบธรรม
ก็มีความสุข
เพราะพวกเขาจะ “อิ่มใจ”
พระยะโฮวาช่วยหนุ่มสาว
ที่พึ่งพระองค์ให้อิ่มใจยังไง?
พระองค์ฝากไว้กับพ่อแม่ที่รักพวกเขา
แต่บางคนก็ไม่ได้มีพ่อแม่ที่เป็นพยานฯ
พระองค์ช่วยเขายังไง?
ในสมัยคัมภีร์ไบเบิลพระยะโฮวา
ใช้คนที่มีอายุมากกว่า
เช่น มหาปุโรหิตเยโฮยาดา
ที่ช่วยกษัตริย์เยโฮอาช
หรือเศคาริยาห์ที่ช่วยสอน
กษัตริย์อุสซียาห์
ในรายการตอนนี้
นักเรียนกิเลียดจะเล่าให้เราฟังว่า
อะไรช่วยพวกเขาให้สนิทกับ
พระยะโฮวาตอนที่เป็นเด็ก
และอะไรช่วยพวกเขาให้
อยากรับใช้พระโฮวามากขึ้น
และมีความสุขในการรับใช้พระองค์
ให้เรามาเริ่มกันเลยครับ
คู่แรกมาจากอเมริกา
พี่น้องแอนทรอนและรีเบกา คาราเวย์
ยินดีต้อนรับครับ
คุณสองคนรับใช้ที่อเมริกาหลายปี
เราอยากรู้เรื่องราวของคุณ
แล้วตอนที่คุณเป็นเด็ก
ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
ครับ ผมเกิดและโตที่เซาท์แคโรไลนา
ผมโตมาในความจริง
เพราะพ่อแม่เป็นพยานฯ
พ่อสอนผมให้เป็นคนใจดี คิดถึงคนอื่น
และส่วนแม่ แม่มีความเชื่อที่เข้มแข็ง
เขาสอนผมให้ตั้งเป้าในงานรับใช้
และทำตามนั้นให้ได้
มีพี่น้องบางคนในประชาคม
ที่เป็นเพื่อนและคอยช่วยผม
ผมจำได้ว่ามีพี่น้องคนหนึ่ง
ชวนผมกับญาติให้ศึกษาหนังสือสุภาษิต
ทำไมศึกษาสุภาษิตครับ?
พอดีตอนนั้นผมเป็นวัยรุ่นครับ
และหนังสือสุภาษิตก็มี
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์
เขาก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่ม
ศึกษาจากหนังสือเล่มนี้
เพื่อให้เห็นว่าไบเบิลใช้ได้จริง
แล้วก็ยังมีพี่น้องอีกคนหนึ่ง
ที่ช่วยผมมากด้วย
ตอนแรกเราอยู่ประชาคมเดียวกัน
จากนั้นเขาก็ไปเบเธลและกลับมา
แล้วตอนนั้นแหละเขาบอกผมว่า
คุณต้องคิดถึงการไปรับใช้ที่เบเธลนะ
ผมก็เลยเริ่มคิด
แล้วเขาก็ยังบอกผมว่าให้เรียนภาษาอื่นด้วย
ผมก็เลยลองพยายามดู
แล้วคุณก็ทำอย่างนั้นจริงๆ
ดีมากเลยที่พี่น้องพยายามช่วยคุณ
แล้วคุณล่ะรีเบกา คุณโตในความจริงไหม?
ใช่ค่ะ ฉันโตมาในสเปน
บ้านเราอยู่ใกล้เบเธลมาก
ตอนเด็กๆฉันคุ้นเคยกับเบเธลไลต์ เพราะพวกเขามากินข้าวที่บ้านบ่อยๆ
การที่มีพี่น้องที่รับใช้เต็มเวลาแบบพิเศษ
มาที่บ้านบ่อยๆ ช่วยคุณยังไงครับ?
ฉันเห็นว่าถึงแม้พวกเขาจะไม่มีสิ่งของอะไรมาก
แต่พวกเขาก็ไม่ขาดสิ่งดีอะไรเลย
ฉันเห็นชัดเลยว่าพระยะโฮวาดูแลพวกเขาอย่างดี
พวกเขาดูมีความสุขอยู่ตลอดแล้วก็ยิ้มตลอดเวลา
นี่แหละที่ฉันประทับใจมาก
ฉันคิดว่าฉันอยากมีความสุขแบบนี้
ดีมากครับ
แล้วพ่อแม่ช่วยคุณยังไงอีกครับ?
ฉันจำได้ว่าพ่ออธิษฐานกับฉัน
และพี่สาวอีก 2 คนเป็นประจำทุกคืน
แล้วพ่อก็อยากฟังเราอธิษฐานถึงพระยะโฮวาด้วย
ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีของพ่อที่ทำให้แน่ใจว่า
พระยะโฮวามีอยู่จริงสำหรับพวกเรา
และแม่ก็ยังสนับสนุนให้พวกเราใช้เวลากับ
พี่น้องไพโอเนียร์ในประชาคมเป็นประจำด้วย
และพวกเราก็ทำแบบนั้น
นี่เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรารักงานรับใช้
ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก
พ่อแม่ของพวกคุณดูแลพวกคุณได้ดีจริงๆ
พวกเขาช่วยคุณให้รับใช้ในหลายๆแบบ
ด้วยความกระตือรือร้นและความเชื่อ
พวกคุณรับใช้แบบไหนมาบ้างครับ?
ตอนที่แอนทรอนและฉันคบกัน
เขาเป็นเบเธลไลต์ที่นิวยอร์ก
แต่หลังจากนั้นไม่นาน
เขาได้รับงานมอบหมายใหม่
ให้ไปรับใช้ที่สาขายูกันดา
ยูกันดาเหรอ?
ครับ ผมก็ตกใจกับงานมอบหมายนี้ด้วย
แต่ก็ตื่นเต้นและอยากจะไป
เราสองคนคบกันและแต่งงานกันที่มาดริด
พอแต่งงานได้ไม่กี่วัน
รีเบกาก็ต้องย้ายไปรับใช้
กับผมที่เบเธลยูกันดา
นี่พวกคุณที่ยูกันดาใช่ไหม?
ใช่ที่เบเธล
ที่นั่นเป็นยังไงครับ?
เป็นประสบการณ์ที่ฉันจะไม่ลืมเลยค่ะ
แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายที่จะ
ปรับเปลี่ยนหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
ทั้งชีวิตคู่และชีวิตในเบเธล
แล้วก็ยังต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่
ภาษาใหม่ อาหารใหม่ หรือแม้แต่แนวคิดใหม่ๆ
เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย
เราคิดอย่างหนึ่งคนอื่นก็คิดอีกอย่างหนึ่ง
นี่ทำให้เราเติบโตขึ้นเยอะเลย
ผมว่าหนังสือสุภาษิตที่คุณเรียน
ตอนเป็นวัยรุ่นคงชัดเจนมากขึ้น
ใช่เลยครับ แล้วในกิเลียดเราก็ได้คุยกัน
เกี่ยวกับสุภาษิต 19:11
“การมองข้ามความผิดทำให้เขามีสง่าราศี”
ข้อนี้ทำให้เห็นความงดงาม
ของสิ่งที่พระยะโฮวาสร้าง
พระองค์บอกว่าเมื่อเราให้อภัย
และมองข้ามความผิด
นั่นแหละคือความงดงาม
ที่จริง พี่น้องที่ยูกันดาทำกับ
พวกเราแบบนี้แหละครับ
เราคงจะทำหลายอย่างที่ทำให้
พวกเขาไม่พอใจ แต่พวกเขาไม่ว่าอะไร
พวกเขางดงามเพราะมองข้ามความผิด
และให้อภัยพวกเรา
จริงค่ะ พี่น้องที่ยูกันดา
กลายมาเป็นครอบครัวของเรา
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ
ถ้าเรารักพี่น้องพวกเขาจะรักเรากลับแน่นอน
พวกเขาช่วยเราเยอะมาก
โดยเฉพาะตอนที่เราคิดถึงบ้าน
เราจำคู่มิชชันนารีคู่หนึ่งได้
พวกเขาคอยสังเกตตลอดว่าเรารู้สึกยังไง
พวกเขาสนใจและใส่ใจเรา
ใช้เวลากับเราด้วย
ความรักที่เราได้รับจากพวกเขา
ทำให้เห็นว่าพระยะโฮวาสนใจ
และรักเรามากแค่ไหน
คุณรับใช้ที่ยูกันดานานเท่าไหร่นะ?
เราอยู่ที่นั่น 10 ปีค่ะ
ตอนที่ต้องย้ายยากไหมครับ?
ยากค่ะ ยากมากเลย
เราร้องไห้เยอะมากตอนที่เราต้องย้าย
เราร้องไห้โฮเลยครับ
อืม ใช่
แต่เรายังติดต่อพี่น้องที่นั่นอยู่ตลอดค่ะ
โดยเฉพาะพี่น้องหญิงที่ฉันสนิทด้วยหลายคน
พี่น้องทำให้พี่น้องต่างชาติ
ไม่รู้สึกว่าเป็นคนต่างชาติ
ที่จริงก่อนเราย้ายพี่น้องให้แพะตัวหนึ่งกับเรา
และให้ที่ดินเล็กๆกับเรา เผื่อเราจะกลับมาครับ
ดีมากครับ คุณได้ประโยชน์มาก
จากการที่พ่อแม่ช่วยคุณ
แล้วคุณก็ได้ช่วยอีกหลายคน
ให้มีความเชื่อที่เข้มแข็งด้วย
ขอบคุณครับแอนทรอนกับรีเบกา
ที่เล่าประสบการณ์ของคุณให้เราฟัง
บางคนในฉันเรียนนี้
มีแค่พ่อหรือแม่ที่อยู่ในความจริง
อย่างเช่น พี่น้องเจียหุยลินจากไต้หวัน
มาฟังประสบการณ์เธอด้วยกันครับ
ยินดีต้อนรับครับ
ขอบคุณค่ะ
ช่วยเล่าเรื่องราวของคุณให้เราฟังได้ไหมครับ?
ได้ค่ะ
ฉันเกิดและโตในไต้หวัน
ตอนแม่มาเป็นพยานฯและบัพติศมา
ฉันอายุ 10 ขวบ
ดีครับ แล้วพ่อของคุณล่ะ?
จนถึงตอนนี้พ่อก็ยังไม่ได้เป็นพยานฯ
แต่พ่อสนับสนุนเราค่ะ
ตอนเด็กๆแม่เป็นคนปลูกฝังฉันและ
น้องชายให้รักพระยะโฮวาและรักงานรับใช้
นี่รูปคุณกับแม่ใช่ไหม?
ค่ะ ที่หอประชุม
และน้องชาย
ดีครับ ดีมาก
แล้วแม่ช่วยคุณยังไงให้รักพระยะโฮวา?
แม่เริ่มไพโอเนียร์ตอนแม่ทำงานอาชีพ
เต็มเวลาและเลี้ยงลูก 2 คน
แม่กระตือรือร้นและทำงานไพโอเนียร์
อย่างมีความสุขมาก
ฉันจำได้
ทุกครั้งที่แม่กลับมาบ้าน
แม่มีความสุขมากหลังจากไปรับใช้
แม่จะเล่าประสบการณ์ดีๆ
ในงานรับใช้ให้ฉันฟังตลอด
ตอนนั้นเขตงานของแม่ง่ายไหมครับ?
ที่จริงมีหลายคนที่ยุ่งอยู่กับการทำงานหาเงิน
และสนใจสิ่งเหล่านี้มากกว่าสนใจคัมภีร์ไบเบิล
แต่แม่ก็เจอคนสนใจตลอด
ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ
ความสุขที่แม่แสดงออกมา
และความรักที่จริงใจที่แม่มีต่อผู้คน
ฉันจำได้ว่าแม่ใช้ส่วน
มารู้จักคำสอนของพระเจ้า
ที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล<i>ฉบับแปลโลกใหม่</i>
ในการเริ่มคุยกับผู้คนได้เก่งมาก
“พลังของพระเจ้ากระตุ้น” แม่คุณจริงๆ
ผมสงสัยว่าพี่น้องที่นั่นทำงานยังไง
ในเขตที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจแต่หาเงิน?
ที่จริง งานประกาศดีมากนะคะ
เราเตรียมวีดีโอมาให้พวกคุณดูด้วยนะคะ
ให้เราดูกันเลยครับ
<i>อิลฮา</i><i> </i><i>ฟอร์โมซา</i><i> </i>หรือ “เกาะแสนสวย”
เกาะแห่งนี้ในมหาสมุทรแปซิฟิกสวยงามมาก
ตั้งแต่ชายหาดไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด
ที่จริงก็เหมือนที่อื่นๆทั่วโลก
สิ่งที่สวยที่สุดในไต้หวันก็คือผู้คน
ในปี 1948 พี่น้องสแตนลีย์ โจนส์
นักเรียนกิเลียดฉันเรียนที่ 8 มาที่ไต้หวัน
เขาเดินทางไปทั่วเกาะไต้หวัน
เพื่อจะเข้าร่วมการประชุมหมวด
และมีประมาณ 300 คนบัพติศมา
เมล็ดแห่งความจริงเหล่านั้นได้เติบโต
เป็นผู้ประกาศรัฐบาลของพระเจ้า
มากกว่า 11,000 คน
ทุกวันนี้ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศ
ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก
ในเมืองไทเปมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคน
ผู้คนเข้ามาที่นี่เพื่อแสวงหาโอกาส
เพราะอยากจะร่ำรวย
แต่พี่น้องของเราทำตามตัวอย่าง
ของมิชชันนารียุคแรก
ที่สนับสนุนการประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาล
ของพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ
ตอนผมเป็นเด็กผมมักจะได้ยินพ่อแม่
ทะเลาะกันเรื่องเงินอยู่บ่อยๆ
ผมเลยคิดว่าถ้าโตเมื่อไหร่จะหาเงินให้ได้เยอะๆ
คิดว่าถ้าทำแบบนั้นผม
จะทำให้ครอบครัวมีความสุขได้
ตอนอายุ 17 ผมเริ่มเรียนคัมภีร์ไบเบิล
และได้รู้ความจริงที่สำคัญเรื่องหนึ่ง
คือพระยะโฮวาอยากให้เรามีชีวิต
ที่มีความสุขในอุทยาน
และยังรู้ด้วยว่าความอิ่มใจพอใจนั่นแหละ
ที่เป็นความสุขแท้
ฉันบัพติศมาในปี 1999
หลังจากแต่งงานกับอี่หง เราสองคนก็ตั้งเป้าว่า
จะย้ายไปรับใช้เป็นไพโอเนียร์ที่อื่น
ตอนนั้นพ่อฉันเป็นโรคหลอดเลือดสมองมา 8 ปีแล้ว
และอาการก็ไม่ค่อยดี
ยิ่งเวลาผ่านไป ผมก็ชอบงานของผมมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังประสบความสำเร็จ
บางครั้งผมก็สงสัยว่า
ตัวเองกำลังใช้ข้ออ้างเรื่องการดูแลครอบครัว
เพื่อมีชีวิตที่สุขสบายหรือเปล่า
ทุกครั้งที่ได้ยินว่าพี่น้องขยายงานรับใช้
หรือมีความสุขที่ได้เข้าโรงเรียน SKE
เราก็อยากทำบ้าง
มันทำให้เราคิดว่าเราต้อง
ปรับเปลี่ยนชีวิตให้เรียบง่ายขึ้นไหม
ต่อมาพ่อฉันก็เสีย
เรารู้เลยว่าตอนนี้เป็นโอกาส
ที่จะปรับชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน เรา 2 คนก็ลาออกจากงาน
เราย้ายไปในเขตที่มีความจำเป็นมากกว่า
แล้วก็เริ่มงานไพโอเนียร์
ตอนผมบอกหัวหน้าว่าผมจะลาออก
เขาไม่พอใจมาก
เขาไม่อยากจะเชื่อและถามผมว่า
“อี่หง นายบ้าไปแล้วเหรอ?
นายคิดดีหรือยัง?
อนาคตของนาย ครอบครัวของนายนะ
แต่ผมก็ยังยืนยันการตัดสินใจของผม
พระยะโฮวาอวยพรเรามากจริงๆ
ฉันมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้
เราได้ใช้เวลากับพี่น้องในประชาคมมากขึ้นเยอะเลย
และยังช่วยนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิลหลายคน
ให้สนิทกับพระยะโฮวามากขึ้นด้วย
อย่างแรกเลยนะครับ
ผมคิดว่าโลกของซาตานเป็นแค่ภาพลวงตา
มันมีหลายอย่างที่น่าดึงดูดใจเราอยู่ตลอด
แต่สิ่งที่มีค่าจริงๆ
คือความสัมพันธ์ของเรากับพระยะโฮวา
เราจะมีชีวิตที่มีความสุขในอุทยาน
และรับใช้พระองค์ตลอดไป
ผมแค่เสียดายที่ตอนนั้นไม่กล้า
และไม่ลงมือทำให้เร็วกว่านี้
เพื่อจะรับใช้พระยะโฮวาได้มากขึ้น
ผมมาเข้าใจความจริงที่อยู่ในสุภาษิต 10:22 ว่า
“พรจากพระยะโฮวา” ต่างหากที่ “ทำให้มั่งคั่ง”
มิชชันนารีในยุคแรกที่มาไต้หวัน
วางรากฐานไว้ดีมาก
ตัวอย่างที่ดีของพวกเขา
ส่งผลให้หลายพันคนเสียสละ
เพื่อทำงานประกาศในที่แห่งนี้
เราประทับใจมากที่พี่น้องขยันทำงาน
เพื่อช่วยคนอื่นให้เรียนเกี่ยวกับพระยะโฮวา
ใช่ค่ะ
เจียฮุยครับ นอกจากแม่แล้ว
มีใครอีกไหมที่ช่วยคุณให้สนิทกับพระยะโฮวา?
ตอนเป็นวัยรุ่น
มีช่วงหนึ่งที่ความเชื่อของฉันอ่อนแอลง
ฉันไม่ค่อยได้ไปประชุม
แต่มีมิชชันนารีคู่หนึ่งในประชาคม
ที่สังเกตและพยายามช่วยฉัน
พอฉันไม่ได้ไปประชุม คนที่เป็นภรรยา
ก็จะมาถามว่าฉันโอเคไหม
คู่นี้ใช่ไหม?
แล้วก็แม่กับน้องชายของคุณ
ใช่ค่ะ
พวกเขาจบจากกิเลียดด้วยใช่ไหม?
ใช่ค่ะ ที่จริงพวกเขาอยู่ในวีดีโอ
<i>จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก</i>
ฉันมีความสุขมากที่ได้อยู่กับพวกเขา
แต่ต่อมาพวกเขาได้รับมอบหมาย
ให้ไปรับใช้ในเมืองอื่น
ฉันเศร้ามาก
แต่พระยะโฮวาก็ส่งเพื่อนมาให้ฉันอีกคนหนึ่ง
เป็นพี่น้องหญิงจากญี่ปุ่น
เขามารับใช้ที่ไต้หวัน
เขาชอบชวนฉันให้รับใช้ด้วยกันในหลายๆรูปแบบ
แสดงว่าเธอรักคุณมากเลย
แล้วเธอช่วยคุณในเรื่องอะไรอีกไหม?
ค่ะ ตอนที่วีดีโอ<i>หนุ่มสาวถามว่า</i><i> </i>
<i>ฉันจะหาเพื่อนแท้ได้อย่างไร</i><i>?</i> เพิ่งออก
เธอชวนฉันไปที่บ้านเพื่อดูด้วยกัน
ในวีดีโอที่เราดู
มีพี่น้องไพโอเนียร์คนหนึ่งกำลังพยายามช่วยวัยรุ่น
แล้วฉันก็มารู้ตัวว่า
พี่น้องญี่ปุ่นคนนี้กำลังพยายามทำอย่างนั้นกับฉัน
ที่จริงฉันรู้มาตลอดว่าสิ่งที่ฉันเรียนเป็นความจริง
ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล
แต่พอพี่น้องคนนี้แสดงความรักและใส่ใจฉัน
ฉันก็รู้ว่านี่แหละคือความรักที่พระยะโฮวา
แสดงต่อฉันเป็นส่วนตัว
นี่กระตุ้นฉันให้อยากสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น
และเป็นเพื่อนกับพระองค์
ดีมากครับ
การที่แม่และพี่น้องคนอื่นๆช่วยคุณแบบนี้
ทำให้คุณมีความเชื่อเข้มแข็งมากขึ้นยังไงครับ?
ฉันเริ่มเป็นไพโอเนียร์ประจำ
และต่อมาก็ย้ายไปประชาคมภาษาอังกฤษ
ฉันมีความสุขมากที่ได้ช่วยหลายคน
ให้รู้ว่าพระยะโฮวารักเขา
มีพี่น้องหลายคนย้ายมาไต้หวันเพื่อช่วยเรา
ฉันประทับใจจริงๆที่เห็นพี่น้องทั่วทุกมุมโลก
ย้ายมาช่วยเราที่นี่
พวกเขาเสียสละเพื่อพระยะโฮวาจริงๆ
เรามีความสุขมากที่ได้ช่วยคนอื่น
ให้มาเรียนรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา
เราจะอธิษฐานขอพระยะโฮวา
อวยพรคุณกับพี่น้องทุกคนที่ไต้หวัน
ขอบคุณเจียฮุยที่เล่าให้เราฟังนะครับ
ขอบคุณค่ะ
มีพี่น้องของเราหลายคนที่พ่อแม่
ไม่ได้เป็นพยานพระยะโฮวา
แล้วใครช่วยพวกเขา?
ให้เรามาคุยกับพี่น้องดั๊ก เทอร์เรลล์ จากสหรัฐ
ยินดีต้อนรับครับ
ดั๊กช่วยเล่าให้เราฟังได้ไหม
ว่าคุณมาเรียนความจริงได้ยังไง?
ตอนผมอายุ 18 พูดตรงๆชีวิตผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ช่วยอธิบายได้ไหมครับ?
ผมไม่ได้โตในความจริง
แต่แม่ผมก็เลี้ยงผมกับพวกพี่ๆมาอย่างดี
แต่ผมก็เลือกทางที่ไม่ดี
ไปคบเพื่อนที่ไม่ดี
ผมขี้โมโห ผมเศร้า แล้วผมก็เครียด
ผมไปถึงจุดที่แย่มาก
จนแม่ต้องคุยกับผมอย่างจริงจัง
ที่จริงก่อนหน้านั้นผมก็ไปโบสถ์หลายที่
เพราะอยากรู้จักพระเจ้า
ผมไปมาหมด ไม่ว่าจะคาทอลิก
เพนเทคอสต์ เมทอดิสต์
แล้วเป็นยังไงครับ?
ผมรู้สึกว่าผมยังไม่เจอความจริง
มันไม่ได้ช่วยให้ผมอยากสนิทกับพระเจ้า
แล้วหลังจากที่แม่มาคุยกับผม
ผมจำได้ว่าผมคุกเข่าร้องไห้
อธิษฐานถึงพระเจ้ายาวมาก
ขอให้ผมได้รู้จักพระองค์จริงๆ
และให้ผมได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิต
คำถามอะไรบ้างครับ?
ผมอยากรู้ว่าพระเจ้ามีชื่อไหม?
ทำไมคนดีต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ?
ทำไมศาสนาถึงสอนอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง?
ที่จริงหลายคนก็ถามแบบนี้เหมือนกันนะครับ
แล้วเป็นยังไงต่อครับ?
หลังจากที่ผมอธิษฐานไปได้ 2 อาทิตย์
พยานฯก็มาประกาศที่บ้าน
คือปกติเราจะไม่เปิดประตู
แล้วทำไมครั้งนี้ถึงเปิดล่ะครับ?
คือครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งครับ
มีพี่น้องหญิง 2 คน
แล้วหนึ่งในนั้นเคยเป็นครูผมตอนมัธยม
ตอนอยู่มอปลายผมจำได้ว่าครูคนนี้ใจดีมาก
พอผมเห็น ผมก็เลยเปิดประตู
แล้วคำถามที่ครูยกขึ้นมาก็คือ
เธอรู้ไหมว่าพระเจ้ามีชื่อ
แล้วเธอก็เปิดสดุดี 83:18
จากนั้นก็เปิด 1 ยอห์น 5:19 แล้วบอกว่า
“โลกทั้งโลกอยู่ในอำนาจซาตานตัวชั่วร้าย”
นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกมีความสุขมาก
อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สุดยอดครับ
นอกจากครูคนนี้แล้ว
มีใครอีกไหมครับที่ช่วยคุณให้ศึกษา
คัมภีร์ไบเบิลและสนิทกับพระยะโฮวา?
มีครับ หลังจากเจอพยานฯครั้งนั้น
ผมก็เริ่มศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
ต่อมาผมย้ายไปแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
แล้วได้เพื่อนสนิทคนหนึ่ง
แล้วยังไงต่อครับ?
ที่จริงตอนนั้นผมเรียนมาได้ปีหนึ่งแล้ว
แต่ผมก็ยังไม่ได้ทำตามสิ่งที่เรียน
พี่น้องคนนี้ช่วยผมมาก
เขากระตุ้นให้ผมเอาสิ่งที่เรียนไปใช้
เขาเป็นไพโอเนียร์ที่กระตือรือร้น
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมย้ายไปแอตแลนตา
แล้วเขาก็ศึกษาผมต่อ
แล้วเราก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกันถึง 7 ปี
ว้าว! เขาเป็นเพื่อนแท้คุณจริงๆ
เขาดูแลคุณและยังช่วย
คุณให้สนิทกับพระยะโฮวาด้วย
แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงครับ?
ผมจำได้ว่าเขาชวนผู้ดูแลหมวดมาศึกษากับผม
ผู้ดูแลหมวดก็แสดงความรักและใจดีมาก
หลังจากศึกษาครั้งนั้น
ผมก็อธิษฐานถึงพระยะโฮวา
ขอพระองค์ช่วยให้ผมตั้งเป้าที่จะรับใช้พระองค์
ในรูปนี้ มีใครบ้างครับ?
นี่เป็นวันที่ผมบัพติศมา
ด้านขวาสุดเป็นครูมอปลายที่มาประกาศบ้านผม
ส่วนคนซ้ายสุดคือเพื่อนสนิทของผม
โอเค เพื่อนคุณคนนี้ใช่ไหม
ที่พาผู้ดูแลหมวดไปศึกษากับคุณ
แล้วนั่นช่วยคุณยังไงครับ?
ในช่วงเวลานั้น
ผมต้องการความช่วยเหลือ
เพื่อจะรับมือกับผลกระทบที่ยังมีอยู่
จากสิ่งที่ผมเคยทำในอดีตก่อนจะมารู้ความจริง
ผู้ดูแลหมวดที่เยี่ยมในตอนนั้นเป็นคนช่วยผม
เขาช่วยให้ผมประกาศและสอนเก่งขึ้น
เขาช่วยให้ผมบรรยายได้ดีขึ้น
และฝึกเยี่ยมบำรุงเลี้ยงพี่น้อง
และยังช่วยผมให้รับมือกับความคิดในแง่ลบด้วย
และไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ได้เป็นผู้ดูแลหมวด
ดีมากเลยครับ
พอมองย้อนกลับไปถึงคนที่เคยช่วยให้คุณ
สนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น
คุณรู้สึกยังไงครับ?
ผมนึกถึงคนหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิลที่ชื่อโอเนสิมัส
ก่อนมาเป็นคริสเตียน เขาเป็นทาสที่หลบหนีเจ้านาย
สมัยนั้นทาสถูกมองเป็นแค่ทรัพย์สินของเจ้านาย
แต่พอเข้ามาเป็นคริสเตียน
เปาโลก็ใช้เขาเพื่อช่วยประชาคมต่างๆ
ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนโอเนสิมัส
ก่อนเข้ามาในความจริงผมรู้สึก
เป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีอนาคต
แต่พระยะโฮวาได้ใช้คนที่เป็นเหมือนเปาโล
เช่น ครูมอปลายของผม เพื่อนสนิทของผม
และผู้ดูแลหมวดเพื่อช่วยให้ผมเห็น
ศักยภาพของตัวเองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ดีใจนะที่คุณได้ทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
นี่ทำให้เห็นเลยว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ที่เราจะสนใจวัยรุ่น
และช่วยพวกเขาให้รักพระยะโฮวา
ขอบคุณมากเลยครับดั๊ก
ถ้าเรารักพระยะโฮวามากขึ้น
นั่นก็จะกระตุ้นเราให้อยากทำเพื่อพระองค์มากขึ้น
แขกคู่สุดท้ายของเราตอนนี้เขารับใช้ที่ประเทศไทย
ขอเชิญแอนดี้กับจูเลีย ออลตันครับ
แอนดี้กับจูเลีย คุณมาจากอังกฤษ
แต่ไปรับใช้ที่ประเทศไทย
อะไรทำให้คุณไปที่นั่นครับ?
ที่จริงเรา 2 คนอยากไปรับใช้
ที่ไปเบเธลอังกฤษมานานแล้ว
แต่หลังจากสมัครไปก็ไม่ได้ถูกเรียก
เรารู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
แล้วก็ไม่รู้จะรับใช้รูปแบบไหนดี
บางครั้งเราอาจจะตั้งเป้าบางอย่าง
ที่จะรับใช้พระยะโฮวา
แต่พอไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ก็รู้สึกผิดหวัง
แล้วคุณทำยังไง?
ตอนนั้นเราอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้
แล้วเราก็มีโอกาสไปรับใช้ที่ประเทศไทย
ซึ่งเป็นที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า
โอกาสนั้นมาได้ยังไง?
พอดีน้องสาวฉันกับสามีรับใช้อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว
พวกเขาเลยชวนให้เราไปลองดู
แล้วหลังจากนั้นก็มีการตั้งกลุ่มภาษาไทยขึ้น
ในเมืองแมนเชสเตอร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเรา
มันเลยทำให้เราอยากไปรับใช้ที่ประเทศไทย
แล้วเป็นยังไงบ้างครับ?
เราชอบมากค่ะ
แต่ปัญหาก็คือทุกๆ 6 เดือน
เราต้องกลับไปที่อังกฤษเพื่อทำงาน
แล้วคนสนใจที่เราเจอในเขตประกาศ
เราก็ต้องยกให้พี่น้อง
พอกลับมาเรารู้สึกเหมือนต้องเริ่มใหม่ทุกครั้ง
จะว่าไปลึกๆแล้วเรายังหวังว่า
จะได้ไปรับใช้ที่เบเธลอังกฤษ
แต่ไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องตัดสินใจให้ชัดเจน
ว่าเราจะรับใช้ต่อที่ประเทศไทย
หรือว่าเราจะกลับไปที่อังกฤษ
แล้วรับใช้เต็มเวลาที่นั่น?
ยังไงๆสาขาที่อังกฤษ
ก็ยังไม่เรียกคุณเข้าเบเธลสักที
สุดท้ายคุณตัดสินใจยังไงครับ?
หลังจากอธิษฐานหลายครั้ง
เราก็ตัดสินใจเลือกประเทศไทยค่ะ
แล้วอะไรช่วยให้คุณตัดสินใจอย่างนี้ครับ?
คือ หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว
เราก็เห็นว่าประเทศไทยมีความต้องการมากจริงๆ
ที่นั่นยังมีงานอีกมากให้ทำ
เราเลยตั้งใจกลับไปรับใช้ต่อที่ประเทศไทย
แทนที่จะคิดถึงแต่สิ่งที่เราอยากทำ
แล้วสำหรับเรามันเป็นทางเลือก
ที่ท้าทายกว่าด้วยค่ะ
ทำไมคุณถึงตัดสินใจเลือกอะไร
ที่มันท้าทายกว่าครับ?
สิ่งที่ท้าทายกว่าก็คือ การออกจากที่ที่เราคุ้นเคย
และเมื่อไหร่ที่เราต้องทำอย่างนั้น
เราก็ต้องพึ่งและไว้วางใจพระยะโฮวาเต็มที่
ผลก็คือเราก็ยิ่งจะสนิทกับพระยะโฮวามากขึ้น
ขอบคุณที่พวกคุณเสียสละ
และที่คุณเลือกสิ่งที่ท้าทายกว่า
ช่วยเล่าเรื่องงานรับใช้ในประเทศไทยได้ไหมครับ?
ที่นั่นดีมากเลยครับ
นี่เป็นรูปผมกับจูเลียตอนที่
พวกเราประกาศในกรุงเทพฯ
เราเจอผู้สนใจหลายคน
คือถ้าพูดถึงประเทศไทย
หลายคนจะคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศ
ที่ผู้คนนับถือศาสนาพุทธ
แต่เราเจอหลายคนที่กำลังเสาะหาความจริง
โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว
เราเลยมีโอกาสได้คุยกับพวกเขา
เรามีวีดีโอมาให้ดูด้วยนะครับ
งั้นดูกันเลยครับ
ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย
ที่นี่เป็นดินแดนที่สวยงาม
และทุกที่มีอาหารริมทางที่อร่อยมาก
ประเทศไทยได้ชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม”
คนไทยมีน้ำใจชอบต้อนรับคนอื่นคุยได้กับทุกคน
พวกเขารักและผูกพันกับครอบครัว
แต่ยังมีอีกหลายคนที่เสาะหาความจริง
ผู้คนที่นี่อยากรู้ว่าทำยังไงชีวิตถึงจะมีความสุข
ให้เรามาฟังประสบการณ์ของนฤมลและขนิษฐา
สภาพแวดล้อมที่นุ่นโตมาใช่ไหมคะก็
มีผู้นำศาสนาที่รู้สึกว่าเหมือนจะเป็น
ตัวอย่างที่ดีของศาสนาใช่ไหมคะ
กลับไม่ได้ทำตามคำสอนเหล่านั้น
ตอนที่เราเป็นเด็กเราก็สงสัยว่า
‘ทั้งๆที่คน ผู้นำศาสนาเหล่านี้ไม่ใช่คนดี
ทำไมผู้คนถึงยังไปกราบไปไหว้ มีเหตุผลอะไร?’
แต่คำตอบที่ครอบครัวตอบกลับมาก็คือ
“ก็เขาเป็นพระก็เลยต้องกราบต้องไหว้”
ก็เลยรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ไม่ได้สมเหตุสมผลอะไร
พ่อเป็นคนน่ารักค่ะ แล้วก็เป็นคนใจดี อ่อนโอน
แต่ว่าเขามีปัญหานิดหนึ่งคือเขาติดแอลกอฮอล์ค่ะ
ในศาสนาพุทธเขาสอนว่าถ้าคนที่ติดเหล้า
ดื่มเหล้ามากๆก็จะตกนรกได้
ก็เลยนี่เป็นจุดที่ฝ้ายกลัว
เพราะไม่อยากให้พ่อตกนรก
ฝ้ายก็เลยไปวัด เพื่อไปหาคำตอบ
ว่าขอวิธีที่จะช่วยไม่ให้พ่อตกนรก
แต่เขาบอกว่าไม่มี
เพราะว่าถ้าทำบุญกับทำบาป
ก็บุญไม่สามารถลบบาปได้
แต่สามารถทำบุญโดยการบริจาคของให้กับวัด
เพื่อสิ่งนั้นจะช่วยพ่อได้ตอนตกนรกค่ะ
ก็ฝ้ายรู้สึกว่าฝ้ายไม่ค่อยพอใจ
กับสิ่งที่เขาตอบสักเท่าไหร่
ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ฝ้ายเองก็เริ่มหา
อยากรู้ว่าศาสนาอื่นสอนยังไง
เกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ
ตั้งแต่เด็กฉันถูกสอนให้เชื่อโดยที่ไม่มีเหตุผล
แค่ถูกสอนว่าเชื่อไปเถอะ
ไม่ต้องสงสัย
แต่ฉันอยากได้คำตอบที่ดีกว่านี้
แล้วก็มีเหตุผลกว่านี้
ฉันก็เลยไปเข้ากลุ่มในโซเชียลที่พูดคุย
เรื่องการเปลี่ยนศาสนา
แล้วก็ได้รู้ว่าก็ยังมีอีกหลายคน
ที่อยากเปลี่ยนศาสนา
แล้วก็หลายคนก็ชวนไปโบสถ์ค่ะ
ฉันก็รู้สึกสนใจค่ะ แต่ว่าก็กลัวที่จะไป
แล้วก็เห็นคัมภีร์ไบเบิลค่ะ
ฝ้ายรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้
น่าจะมีคำตอบสำหรับชีวิต
ก็เลยอยากจะขอยืมกับเขากลับมาอ่านที่บ้าน
แต่ว่าครูสอนศาสนาเขาบอกว่า
เอากลับบ้านไม่ได้ต้องซื้อ
ฝ้ายก็ถามเขาว่าราคาเท่าไหร่
เขาบอกว่าประมาณ 1,000 บาท
โทรศัพท์ของเราน่าจะมีไบเบิลออนไลน์ฟรีอ่านไหม
ก็เลยเริ่มพิมพ์คำว่า “คัมภีร์ไบเบิล” ในกูเกิล
แล้วก็คลิกลิงก์แรกค่ะ
ลิงก์นั้นก็เลื่อนลงไปข้างล่าง
ก็เห็นว่า “เรียนคัมภีร์ไบเบิลฟรี”
ซึ่งมารู้ทีหลังว่านั้นก็คือเว็บไซต์ JW.ORG ค่ะ
ฝ้ายก็เลยคิดว่า มันจะฟรีจริงไหม?
แต่ว่าก็ลองดูก่อนก็เลยกรอก
ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ตั้งใจว่า
ถ้าเขาบอกว่า ไม่ฟรี ก็ฝ้ายจะเลิกค่ะ ไม่ติดต่ออีก
แต่ว่าหลังจากนั้นประมาณ 2 วัน
ก็มีพี่น้องหญิงคนหนึ่งโทรมา
ฝ่ายก็ถามเขาหลายครั้งว่า “พี่ ฟรีจริงๆไหม?”
และเขาบอกว่า “ฟรี”
มีวันหนึ่งฉันได้มีโอกาสไปทานข้าวกับหัวหน้างานค่ะ
หลังจากที่ได้รับอาหารฉันก็เห็นเขาหลับตาค่ะ
แต่ก็ไม่รู้ว่าหลับตาทำไม ก็สงสัยใช่ไหมคะ
แล้วพอเขาลืมตาฉันก็เลยถามเขาว่าทำอะไร
เขาก็เลยตอบฉันว่า อธิษฐานขอบคุณ
เขาเป็นพยานพระยะโฮวาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า
ฉันก็เลยบอกเขาไปว่า
“อ้อ ฉันอยากเปลี่ยนศาสนาพอดีเลย
ถ้าฉันอยากเปลี่ยนศาสนาต้องทำยังไง?”
เขาก็เลยบอกว่า เขาสอนไบเบิลฟรีนะ
สนใจไหม?”
ฉันก็เลยตอบตกลงทันทีค่ะ
ก็พ่อของฝ้ายเสียชีวิตไปเมื่อปี 2019 ค่ะ
ก็เป็นเรื่องที่เศร้า
แต่ว่าฝ้ายก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อก่อน
เพราะว่ารู้ว่าพ่อก็แค่นอนหลับอยู่
สิ่งหนึ่งที่ช่วยฝ้ายให้รู้สึกว่ายังสามารถ
ก้าวต่อไปรู้ว่าในอนาคตฝ้ายจะเจอเขาอีก
เขาก็จะฟื้นขึ้นมาแล้วก็คุยกับฝ้ายอีกค่ะ
ในหนังสือ<i>ชีวิตที่มีความสุขตลอดไป</i> บทที่ 27
ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจมากเลยค่ะเมื่อได้เรียน
ผู้นำการศึกษาช่วยให้ฉันเห็นว่า
ความรักของพระยะโฮวา
และก็การเสียสละของพระเยซู
มันทำให้เรารู้ว่า พระเยซูก็ไม่ได้บอกว่ารัก
พระยะโฮวาก็ไม่ได้บอกว่ารักเราอย่างเดียว
แต่ไม่ได้ทำอะไร
รู้สึกว่าคนแบบนี้แหละที่เราควรจะติดตาม
เพราะว่าเป็นผู้นำที่เต็มไปด้วยความรัก
และก็ความเสียสละ
เรามีความสุขมากที่ได้เห็นนฤมลและขนิษฐา
เข้ามารับใช้พระยะโฮวาด้วยกันกับเรา
นี่เป็นเหตุผลที่เราหาต่อๆไป
เพราะเมื่อเขาตอบรับความจริง
ความจริงก็เปลี่ยนชีวิตเขา
คุณรู้จักพวกเขาใช่ไหมครับ?
ใช่ค่ะ ที่จริงตอนที่นฤมลเรียนคัมภีร์ไบเบิล
เราเพิ่งย้ายไปประเทศไทยค่ะ
พวกเราอยู่ประชาคมเดียวกัน
ผมเข้าใจเลยว่าทำไมพวกคุณถึงชอบรับใช้ที่นั่น
แล้วมีพี่น้องคนอื่นอีกไหมที่ช่วยคุณปรับตัว
เพื่อจะรับใช้ในตอนนั้น?
ก็มีพี่น้องหลายคนที่ช่วยเราครับ
โดยเฉพาะพี่น้องมิชชันนารีคู่หนึ่ง
ที่เคยมากิเลียดด้วยครับ
พวกเขาช่วยให้เรารู้ว่าถึงจะต้องทำงานหนัก
แต่ก็ต้องมีเวลาพักบ้าง
เพื่อจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่
พวกเขาช่วยเราหลายอย่าง เช่น
ทำยังไงให้บ้านของเราน่าอยู่
เพื่อเราจะได้พักผ่อนเต็มที่
และรู้สึกสดชื่นที่จะไปประกาศในวันต่อไป
คำแนะนำของพวกเขาใช้ได้จริง
และเป็นตัวอย่างที่ดีครับ
แอนดี้กับจูเลียครับ
คุณคิดว่าอะไรช่วยให้คุณ
อยากรับใช้พระยะโฮวามากขึ้น?
สำหรับผม พ่อกับแม่แน่นอนครับ
พวกเขารักพระยะโฮวามาก
พวกเขาใจดี มีน้ำใจและช่วยเหลือพี่น้องอยู่เสมอ
ผมกับพ่อทำงานด้วยกันบ่อยๆ
ตอนผมเป็นเด็กพ่อพาผมไป
ช่วยงานก่อสร้างหอประชุม
เราสนุกกับงานนี้มาก
และยังมีผู้ดูแลอีก 2 คนในประชาคม
ที่ผมทำงานอาชีพด้วยกันกับเขา
พวกเขาก็ช่วยงานก่อสร้างหอประชุมด้วย
ผมคิดว่าทั้ง 3 คนนี้มีส่วนช่วยให้ผมรักพระยะโฮวา
และตั้งเป้าหมายด้านความเชื่อ
นี่คุณใช่ไหม?
ครับ ผมกับพ่อแม่
น่ารักดี
สำหรับฉันก็ตัวอย่างของพ่อแม่เหมือนกันค่ะ
แม่รับบัพติศมามาตอนที่ฉันยังเด็ก
และไม่กี่ปีพ่อก็บัพฯ
ตั้งแต่นั้นครอบครัวเราก็ทำกิจกรรม
ด้านความเชื่อเป็นประจำค่ะ
แต่ก็ไม่ง่าย เพราะฉันมีพี่น้อง 7 คน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
เราก็ไปประกาศและไปประชุมเป็นประจำ
พ่อแม่ไม่ยอมให้เราขาดเลยค่ะ
ฉันมีความสุขเมื่อคิดถึงตอนที่กลับมาจากโรงเรียน
เราเห็นแม่นั่งที่โต๊ะอาหาร กำลังศึกษาส่วนตัว
และทุกเช้าฉันตื่นมาเห็นพ่อนั่งอ่าน<i>หอสังเกตการณ์</i>
ฉันอยากเลียนแบบพวกเขา
เห็นชัดเลยว่าพวกเขาสนิทกับพระยะโฮวา
นี่รูปคุณกับพ่อแม่ใช่ไหม?
ใช่ค่ะ ฉันกับแม่ แล้วก็ฉันกับพ่อ
คุณ 2 คนทำให้เราเห็นค่าพ่อแม่ มิชชันนารี
และคนอื่นๆที่ช่วยคนหนุ่มสาว
และลูกของตัวเองให้ไว้ใจพระยะโฮวา
และเชื่อมั่นในพระองค์ และรับใช้มากขึ้น
ขอบคุณมากครับแอนดี้กับจูเลียที่เล่าให้เราฟัง
เราเห็นเลยว่าพระยะโฮวาจะใช้ใครก็ได้
เพื่อช่วยคนอื่นให้เข้มแข็งด้านความเชื่อ
คุณก็มีประสบการณ์คล้ายกันใช่ไหมครับ?
พระยะโฮวาช่วยคุณยังไงให้ช่วยคนอื่น
ด้านความเชื่อครับ?
อย่างเช่น คุณที่เป็นพ่อแม่ เราขอชมเชยคุณ
ที่พยายามอย่างมากเพื่อช่วยลูกให้รัก
พระยะโฮวาและรับใช้พระองค์
แม้ว่าคุณจะเป็นพยานฯอยู่ฝ่ายเดียวแต่คุณก็ทำได้
และคุณที่อยู่ในประชาคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล
มิชชันนารี ไพโอเนียร์ เป็นพี่น้องสูงอายุ
คุณมีส่วนที่จะช่วยหนุ่มสาวที่มีค่าเหล่านี้
คุณสามารถช่วยพวกเขาให้รัก
พระยะโฮวาและรับใช้พระองค์
และพวกเขาก็จะมีโอกาสช่วยคนอื่นต่อไปอีก
เราหวังว่าคุณจะสนุกกับประสบการณ์
และการสัมภาษณ์นี้
แล้วพบกันใหม่ในรายการ
<i>จับเข่าเล่าเรื่อง</i><i> </i>ตอนต่อไปครับ
ครับ ขอบคุณพี่น้องคลาร์ก
และพี่น้องทุกคนที่มีส่วนในรายการนี้
พวกเราชอบมากๆ
น่าประทับใจจริงๆที่เห็นว่า
ยังมีคนอีกมาก
ที่เสาะหาความจริงอยู่
ผมไม่รู้ว่าคุณรู้สึกยังไง
แต่พอฟังแล้วผมอยากกลับไป
เป็นมิชชันนารีอีกเลย
แต่ยังไงก็ตามเราเลือกเองไม่ได้ครับ
พี่น้องครับ
เหมือนกับที่เราได้คุยกันไปแล้ว
ในตอนต้น
เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างอับรามกับโลท
พี่น้องคิดว่าโลทเป็นคนยังไง
คุณคิดว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวไหม
พี่น้องเดวิด สเปน
สมาชิกคณะกรรมการปกครอง
จะพูดถึงมุมมองที่น่าสนใจ
และสำคัญมากเกี่ยวกับโลท
ในคำบรรยายที่ชื่อว่า
“มองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน”
เป็นเวลาประมาณเกือบ 60 ปีแล้ว
ที่ผมมาที่เบเธลบรุคลิน
เพื่อเข้าโรงเรียนกิเลียด
การได้มาโรงเรียนนี้เป็น
ประสบการณ์ที่ดีมาก
ผมจำไม่ลืมเลยครับ
และหลังจากเรียนไปได้ 5 เดือน
พวกเราก็จบการศึกษา
ผมเลยคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึก
ของพวกคุณในตอนนี้ดี
วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับพวกคุณ
ที่กำลังจะจบการศึกษา
และเราอยากบอกว่าเราภูมิใจในพวกคุณมาก
พวกคุณขยันเรียนและพระยะโฮวาก็อวยพร
เราเห็นชัดเจนว่าเป้าหมาย
ของพวกคุณในโรงเรียนนี้
คือสนิทกับพระยะโฮวาและกับพี่น้องมากขึ้น
ไม่ใช่เพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ
ที่คุณมีความรู้เยอะ
และนี่คือจุดที่ผมอยากจะ
พูดถึงในคำบรรยายนี้
ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของเรากับพี่น้อง
เรารู้ดีว่าพระยะโฮวารู้จัก
เราดีในทุกแง่มุมของชีวิตเรา
นี่ทำให้พวกเราสบายใจว่า
เมื่อวันพิพากษามาถึง
พระยะโฮวาจะตัดสินเราอย่างยุติธรรม
เพราะพระองค์เห็นทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเรา
พระยะโฮวาจะไม่มองข้าม
หรือลืมสิ่งดีๆที่เราเคยทำ
พระยะโฮวาจะคิดถึง
ทุกรายละเอียดในชีวิตของเรา
พระยะโฮวาเคยบอกซามูเอลว่า
“มนุษย์มองที่รูปร่างหน้าตาภายนอก”
ไม่มีใครในพวกเราที่จะรู้รายละเอียด
ทุกอย่างในชีวิตของคนๆหนึ่ง
จนสามารถตัดสินเขาได้ว่าเขาเป็นคนยังไง
เหมือนกับที่พี่น้องเจคอบพูดไปบ้างแล้ว
เราจะใช้ตัวอย่างของโลทเพื่อคุยกัน
เราจะคุยกันว่าเราได้บทเรียน
อะไรจากเรื่องราวของโลท
เกี่ยวกับการมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน
ที่จริงผมกับเจคอบคุยกันไว้ก่อนแล้ว
ว่าจะใช้ตัวอย่างของโลท
ในคำบรรยายของพวกเรา
พวกเราร่วมมือกัน
เปโตรเขียนบางอย่างเกี่ยวกับโลท
ขอให้เราเปิดพระคัมภีร์ไปด้วยกัน
ที่หนังสือ 2 เปโตร
2 เปโตร บท 2
เราจะอ่านที่ข้อ 7 และ 8
ที่นี่พูดถึงโลทไว้ยังไง?
ผมจะให้เวลาคุณเปิดนะครับ
เผื่อว่านิ้วคุณจะเป็นข้ออักเสบเหมือนผม
กว่าจะเปิดเจอเลยต้องใช้เวลานิดหน่อย
2 เปโตร 2: 7,8
พูดถึงพระยะโฮวาว่า
“และพระองค์ช่วยชีวิตโลทผู้ซื่อสัตย์
ซึ่งทุกข์ใจมากกับคนชั่วที่ประพฤติไร้ยางอาย
คนที่ซื่อสัตย์คนนี้ต้องทุกข์ทรมาน
กับความชั่วที่เขาเห็นและได้ยินวันแล้ววันเล่า
ระหว่างที่อาศัยอยู่กับคนพวกนั้น”
คุณเห็นไหมใครที่เรียกโลทว่า “ผู้ซื่อสัตย์”
เป็นอัครสาวกเปโตรไหม?
ไม่ใช่
เพราะนี่เป็นจดหมายฉบับที่ 2
ที่พระเจ้าดลใจให้เปโตรเขียน
ดังนั้น พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้ากระตุ้น
ให้เปโตรพูดถึงโลทแบบนั้น
พลังบริสุทธิ์ของพระเจ้ากระตุ้นเปโตร
ให้เรียกโลทถึง 3 ครั้งว่า “ผู้ซื่อสัตย์”
แล้วใครอยู่เบื้องหลังพลังบริสุทธิ์?
ก็คือพระยะโฮวาพระเจ้า
ดังนั้นการที่โลทถูกเรียกว่า
“ผู้ซื่อสัตย์” ถึง 3 ครั้ง
แสดงให้เราเห็นว่าพระยะโฮวา
คิดยังไงเกี่ยวกับโลท
แล้วปกติคุณมองโลทแบบไหน?
มองว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ไหม?
หรือมองว่าเขาทำอะไรผิดพลาดตั้งหลายอย่าง
บางคนอาจจะบอกว่า
“ตอนที่อับราฮัมลุงของเขา
ให้โลทเลือกก่อนว่าจะอาศัยอยู่
ตรงไหนในแผ่นดินคานาอัน
เขาเลือกที่ที่ดีที่สุด
แทนที่จะให้อับราฮัม
ที่อายุมากกว่าเป็นฝ่ายเลือกก่อน
นี่แสดงว่าโลทเห็นแก่ตัวไม่ใช่เหรอ?”
ก็ถ้าคุณอ่านเรื่องราวของพวกเขาที่มี
บันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล
ซึ่งไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมด
คุณก็อาจจะคิดแบบนั้น
และมันอาจจะถูกต้องก็ได้
แต่โลทเป็นคนที่เห็นแก่ตัวจริงๆไหม?
หรือเป็นไปได้ไหมที่มีรายละเอียด
บางอย่างที่ไม่ได้บอกไว้?
ซึ่งถ้าเรารู้เราก็จะเข้าใจ
เกี่ยวกับภาพรวมได้ดีขึ้น
และเปลี่ยนความคิดที่เรามีเกี่ยวกับโลท
ยกตัวอย่างเช่น
ถึงแม้โลทจะเป็นหลานของอับราฮัม
แต่เป็นไปได้ไหมว่าโลท
อายุมากกว่าอับราฮัม
แก่กว่าเยอะด้วย
นี่จะเปลี่ยนความคิดของเราไหมครับ
เบเธลไลต์คงรู้เรื่องนี้ดี
เรื่องซีเนียร์ริตี้
รู้ไหมครับว่าในเบเธลถ้ามีห้องว่าง
และมีคนที่อยากจะได้ห้องนั้น
เรามีวิธีเลือกว่าใครจะได้ไป
เราไม่ได้จับฉลาก เราไม่ได้โยนเหรียญ
แล้วเราก็ไม่ได้เป่ายิงฉุบด้วย
และไม่ได้แข่งงัดข้อกัน
แต่เราจะยื่นเรื่องขอห้อง
จากนั้นทุกคนที่มีสิทธิ์ยื่นขอห้อง
ก็จะไปดูแต่ละห้อง
และถ้าเขาเจอห้องที่ตัวเองชอบ
เขาก็จะต้องยื่นเรื่องให้กับเบเธลออฟฟิศ
แล้วถ้าสมมุติว่าเบเธลไลต์ 2 คน
อยากได้ห้องเดียวกันล่ะครับ จะทำยังไง?
ห้องนั้นก็จะตกเป็นของ
คนที่มีซีเนียร์เยอะที่สุด
หรือพูดง่ายๆก็คือ
คนที่รับใช้เต็มเวลามานานที่สุด
ทีนี้คนที่ไม่ได้ห้องนั้นก็คงจะ
ไม่พูดกับคนที่ได้ห้องว่า
“คุณเห็นแก่ตัว
ผมอยากได้ห้องนั้น คุณน่าจะให้ผม”
พูดแบบนั้นไม่ได้
คนที่รับใช้มานานกว่าก็จะได้ห้องไป
นี่คือวิธีที่เราทำกัน
สมมุติว่าโลทมีอายุมากกว่าอับราฮัม
และอาจจะมากพอที่จะเป็นพ่อเขาได้
เราอาจจะสรุปแบบนั้น
ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้นะครับ
เพราะหนังสือปฐมกาล
ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้
แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจนะครับ
อับราฮัมมีพี่น้อง 2 คน
คือฮารานกับนาโฮร์
และอับราฮัมก็อาจจะเป็น
ลูกชายคนเล็กของบ้านนี้
ทำไมเราบอกแบบนั้น?
พ่อของอับราฮัมอายุเท่าไหร่
ตอนที่เขาเกิด?
อายุ 60 ไหม?
ไม่ใช่
อายุ 100 ปีไหม?
ก็ไม่ใช่
พ่อของอับราฮัม
มีอายุประมาณ 130 ปีตอนที่อับราฮัมเกิด
ตลกดีใช่ไหมครับ
อับราฮัมคิดว่าตัวเองแก่เกินไป
ที่จะมีลูกตอนที่เขาอายุ 100 ปี
แต่พ่อของเขากลับมีอายุตั้ง 130 ปี
ตอนที่อับราฮัมเกิด
นี่หมายความว่าอับราฮัมต้องมี
พี่ชายที่อายุมากกว่าเขา
และเมื่อเราคำนวณจาก
ข้อมูลที่มีในคัมภีร์ไบเบิล
พี่ชายคนโตของอับราฮัม
มีอายุประมาณ 60 ปีตอนที่เขาเกิด
และพี่ชายคนนั้นอาจจะเป็นพ่อของโลท
เพราะเขาเป็นคนแรกในพี่น้อง 3 คนที่ตาย
ในสมัยนั้น ผู้ชายมักจะมีลูกตอนอายุ 30 ปี
ดังนั้นถ้าพ่อของโลทอายุ 60 ปี
ตอนที่อับราฮัมเกิด
นี่ก็หมายความว่า
ตอนนั้นโลทอาจจะเป็นวัยรุ่น
หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วตอนที่อับราฮัมเกิด
ถ้าเป็นอย่างนั้น
นี่ก็หมายความว่าอับราฮัมยอมให้โลท
เลือกที่อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
เพราะโลทอายุมากกว่าเขา
ถ้าคุณเคยได้ห้อง
เพราะคุณรับใช้มานานกว่า
คุณคงจะเห็นด้วยว่า
สิ่งที่อับราฮัมทำมันถูกแล้ว
บางคนก็อาจจะบอกว่า
“มันก็อาจจะเป็นแบบนั้นได้
แต่คุณพิสูจน์ไม่ได้หนิ
ว่าโลทอายุมากกว่าอับราฮัม
เพราะคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกแบบนั้น”
แต่นี่แหละคือจุดสำคัญ
แต่คุณก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน
ว่าโลทอายุน้อยกว่า
คำบรรยายนี้ไม่ได้ต้องการ
พิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด
เราคุยกันเรื่องโลทก็เพื่อเป็นแค่ตัวอย่าง
แต่จุดสำคัญของคำบรรยายคือ
เราต้องมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน
โดยเฉพาะตอนที่เราไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด
และในกรณีนี้เราก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด
แต่บางคนก็อาจบอกอีกว่า
“โลทไม่อยากจะอาศัยอยู่ในเต็นท์
เขาอยากจะมีชีวิตที่สะดวกสบาย
ก็เลยย้ายไปอยู่ในเมืองโสโดม
นี่แสดงว่าเขาเป็นคนรักเงินไม่ใช่เหรอ?”
ก็อาจจะสงสัยแบบนั้นได้
แต่เรารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดไหม?
เรารู้จริงๆไหมว่าอะไรกระตุ้นโลท
ให้ย้ายไปอยู่ในเมืองโสโดม?
มันเป็นเพราะเขาอยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย
หรือมันเป็นเพราะเขาอยากให้
ครอบครัวของตัวเองอยู่อย่างปลอดภัย
จำได้ไหมครับว่าโลทเคยถูกลักพาตัว
ทีนี้ถ้าคุณเคยถูกลักพาตัวมาก่อน
คุณจะอยากให้ครอบครัว
ของคุณอยู่ในเต็นท์ไหม
หรือคุณอยากจะไปอยู่ในเมือง
ที่มีกำแพงที่คอยปกป้อง
อย่าลืมว่ามีพี่น้องของเราหลายคน
ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่
นี่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาอยากอยู่ที่นั่น
หรืออยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย
แต่มันเป็นเพราะพวกเขามีทางเลือกไม่มาก
อัครสาวกเปโตรก็รู้รายละเอียด
ของโลทเท่ากับที่เรารู้
แต่เขาก็ยังเรียกโลทว่าคน “ซื่อสัตย์”
ไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่คนรักเงิน
แต่เป็นคน “ซื่อสัตย์”
โลทไม่ได้เป็นคนซื่อสัตย์
ที่เขาออกมาจากเมืองโสโดม
แต่เขาได้รับอนุญาตให้ออกจากเมืองโสโดม
เพราะเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์
เพราะเขาได้ทำหลายอย่าง
ที่ทำให้พระยะโฮวามองว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์
บางทีโลทอาจจะเห็นแก่ตัวจริงๆก็ได้
ตอนที่เขาเลือกส่วนที่ดีที่สุด
ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
และบางทีเขาอาจจะกลายเป็นคนที่รักเงิน
หลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองโสโดม
ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆนี่แสดงว่า
โลทต้องทำสิ่งอื่นๆหลายอย่างที่ดี
ที่ทำให้พระยะโฮวามองว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์
ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำเรื่องดีอะไรบ้าง
ดังนั้น จุดสำคัญก็คือเราต้อง
คิดถึงรายละเอียดทั้งหมด
แต่บางครั้งก็เป็นไปไม่ได้เลย
ที่เราจะรู้รายละเอียดทุกอย่าง
ถ้าเราสรุปโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด
เราก็อาจจะทำให้ตัวเองอับอายขายหน้า
และเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับชาวอิสราเอล
ตอนที่พวกเขาเข้าไปยึด
แผ่นดินที่สัญญาบางส่วน
ตระกูลรูเบน ตระกูลกาด
และตระกูลมนัสเสห์ครึ่งตระกูล
เลือกที่จะอาศัยอยู่ทางตะวันออก
ของแม่น้ำจอร์แดน
เพราะมีพื้นที่เหมาะสำหรับฝูงสัตว์
ขอให้เราดูด้วยกันที่โยชูวาบท 22
ดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมจะให้เวลาคุณเปิดนะครับ
โยชูวาบท 22
เราจะอ่านด้วยกันที่ข้อ 10
โยชูวา 22:10
“เมื่อพวกเขาไปถึงแถบแม่น้ำจอร์แดน
ที่อยู่ในแผ่นดินคานาอัน
ตระกูลรูเบน ตระกูลกาด
และตระกูลมนัสเสห์ครึ่งตระกูล
ก็สร้างแท่นบูชาขึ้นแท่นหนึ่งใกล้ๆ
แม่น้ำจอร์แดนนั้น
เป็นแท่นบูชาที่ใหญ่มาก”
แทนที่จะมองพวกพี่น้อง
ของตัวเองในแง่ดีไว้ก่อน
ชาวอิสราเอลตระกูลที่เหลือกลับสรุปว่า
สองตระกูลครึ่งนี้ทรยศพระเจ้า
พวกเขาถึงกับเตรียมที่จะไปสู้ด้วยซ้ำ
แล้วเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสองตระกูลครึ่งนี้?
ก่อนหน้านี้
พวกเขาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับตระกูลอื่นๆ
เพื่อพิชิตแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิต
ของตัวเองเพื่อจะทำแบบนั้น
เรารู้ได้ยังไงครับ?
ก็เพราะพวกเขาถูกส่ง
ไปอยู่แนวหน้าในสงคราม
สองตระกูลครึ่งนี้มักจะเป็น
กลุ่มแรกที่ออกไปสู้เสมอ
ซึ่งทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตอยู่บ่อยๆ
พวกเขากล้าหาญมาก
แล้วเคยมีสักครั้งไหมที่พวกเขา
แสดงท่าทีว่าจะทรยศพระเจ้า?
แต่แทนที่จะมองพวกพี่น้องในแง่ดีไว้ก่อน
ชาวอิสราเอลตระกูลที่เหลือยกพวก
มาหาสองตระกูลครึ่งนี้
แล้วพูดเหมือนที่เราจะอ่านใน
โยชูวา 22:16-18
“ประชาชนทั้งหมดของพระยะโฮวาพูดอย่างนี้
พวกคุณทำเรื่องที่ไม่ซื่อสัตย์อย่างนี้
ต่อพระเจ้าของอิสราเอลได้ยังไง
วันนี้พวกคุณหันหลังให้พระยะโฮวา
แล้วไปสร้างแท่นบูชาขึ้นเอง
และกบฏต่อพระยะโฮวา
ทำผิดที่เปโอร์ยังไม่พออีกใช่ไหม
พวกคุณลืมภัยพิบัติที่เกิดกับประชาชน
ของพระยะโฮวาไปแล้วหรือ
ถึงได้มาทำผิดซ้ำแบบเดิม
แล้วยังหันหลังไม่ติดตามพระยะโฮวาอีก
ถ้าวันนี้พวกคุณกบฏต่อพระยะโฮวา
วันพรุ่งนี้พระองค์ก็จะโกรธ
ชาวอิสราเอลทั้งหมด”
พวกเขาไม่ได้พูดแค่นี้นะครับ
ยังมีต่ออีก
พวกเขาพูดเยอะมาก
กว่าจะฟังตัวแทนของอีกฝ่ายอธิบาย
แล้วหัวหน้าตระกูลของ
สองตระกูลครึ่งก็อธิบายว่า
แท่นบูชานี้ไม่ได้ทำไว้เพื่อนมัสการ
แต่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
ให้ตระกูลที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำจอร์แดนรู้ว่า
พวกเขาก็นมัสการพระยะโฮวาเหมือนกัน
คุณนึกภาพออกไหมครับว่า
พวกปุโรหิตและหัวหน้าตระกูลที่มาหาเรื่อง
จะรู้สึกอับอายขนาดไหน
ที่พวกเขาสรุปไปเองแบบนี้
ในตอนต้นของคำบรรยายเราได้คุยกันว่า
พระยะโฮวารู้รายละเอียด
ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเรา
ดังนั้น ยิ่งเรารู้จักพี่น้องของเรามากขึ้น
รู้ว่าพวกเขามีภูมิหลังยังไง
หรือมีปัญหาอะไร
นี่ก็จะช่วยเราให้ไม่ตัดสินพวกเขา
เมื่อเรารู้ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลง
ตัวเองมามากขนาดไหน
นี่ก็กระตุ้นเราให้รักพวกเขา
เราอยากจะเห็นค่าทุกสิ่ง
ที่เขาทำเพื่อพระยะโฮวา
บางครั้งเราอาจจะไม่ค่อยชอบพี่น้องบางคน
แต่ถ้าเรารู้ว่าภูมิหลังครอบครัวเขาเป็นยังไง
เช่น เขาเป็นพยานฯคนเดียวในครอบครัว
หรือเขาเคยใช้ชีวิตแบบผิดศีลธรรม
แต่เขาก็เปลี่ยนตัวเองและรักพระยะโฮวา
และพระองค์ก็รักเขา
ดังนั้นถ้ามีใครมาทำให้เรารู้สึกรำคาญ
เราต้องถามตัวเองว่า ‘พระยะโฮวา
มองว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์ไหม?
เป็นพี่น้องชายที่ซื่อสัตย์
หรือเป็นพี่น้องหญิงที่ซื่อสัตย์ไหม?’
ถึงเขาอาจจะทำให้เรารู้สึกรำคาญ
แต่สำหรับพระยะโฮวาแล้ว
เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์
แต่ปัญหาอาจจะอยู่ที่เราเอง
ที่ชอบมองเรื่องเล็กๆน้อยๆ
ที่ทำให้เรารู้สึกรำคาญ
ทำให้มองไม่เห็นภาพใหญ่
หลายปีก่อนที่เบเธลแห่งหนึ่ง
พี่น้องหนุ่มคนหนึ่งต้องทำงาน
กับพี่น้องหญิงสูงอายุ
ในโปรเจ็คหนึ่งที่ต้องใช้เวลานาน
พี่น้องหญิงคนนี้กับสามีของเธอเป็นผู้ถูกเจิม
สามีของเธอเป็นคนที่อ่อนโยนที่สุดคนหนึ่ง
ส่วนเธอ
ก็เป็นพี่น้องหญิงที่ซื่อสัตย์มาก
ต้องมองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน
ถ้าคุณทำงานได้ไม่ดีตามที่เธอหวังไว้
คุณจะถูกเธอสับเละเป็นชิ้นๆแน่
เธอชอบมองว่าตัวเองเป็นยายของทุกคน
และมีสิทธิ์ที่จะบ่นได้
ผมชอบความเป็นผู้ใหญ่
ของพี่น้องหนุ่มคนนี้มาก
แทนที่จะหงุดหงิดและพูดว่า
“พี่น้องหญิงคนนี้มีสิทธิ์อะไร
มาพูดกับพี่น้องชายแบบนี้”
เขากลับเชิญพี่น้องคู่นี้มา
กินข้าวที่ห้องตอนเย็น
และได้รู้ว่าพวกเขาอดทนอย่างซื่อสัตย์
ในช่วงที่งานประกาศ
ในประเทศนั้นถูกสั่งห้าม
เขาเลยเริ่มมองพี่น้องหญิงคนนั้น
ในแง่ดีมากขึ้น
และก็หวังว่าพี่น้องหญิงคนนั้น
จะมองเขาในแง่ดีด้วยเหมือนกัน
ดังนั้นถ้าพี่น้องทำให้เราไม่พอใจในบางครั้ง
ก็ขอให้เราพยายามรู้จักเขามากขึ้น
ใช้เวลาด้วยกัน ไปรับใช้ด้วยกัน
ชวนเขาไปกินกาแฟ
ถ้ารู้จักมากขึ้น ก็รักมากขึ้น
ถ้าสัปดาห์หน้าคุณถูกเชิญให้ไปกินกาแฟ
ก็ขอให้รู้ตัวนะครับ
บางคนอาจจะเป็นคนขี้อาย
ชอบทำหน้านิ่ง ทำหน้าจริงจัง
และก็ไม่ค่อยยิ้ม
เราอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา
หยิ่งและไม่สนใจคนอื่น
แต่มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเลยก็ได้
มันอาจจะเป็นแค่หน้าตา
ที่พระเจ้าให้เขามาแบบนั้น
บางคนอาจจะมีปัญหาสุขภาพ
หรือข้อจำกัดบางอย่าง
ที่ทำให้เขาไม่สามารถทำงานได้มากเท่าเรา
เขาอาจจะไม่บอกใครว่ามีปัญหาสุขภาพ
เราเลยคิดเองว่าเขาขี้เกียจ
แต่พระยะโฮวากำลังมองว่า
เขาทำสุดความสามารถ
หรือในทางกลับกัน
ถ้ามีใครสักคนที่กระตือรือร้นมาก
และทำได้มากกว่าเราหลายเท่า
เราควรคิดไหมว่าเขา
อยากทำให้คนอื่นประทับใจ
หรือทำให้เราดูแย่
เขาอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
เขาแค่ถูกสอนมาแบบนั้น
ซึ่งเป็นวิธีที่เขาให้สิ่งดีที่สุดกับพระยะโฮวา
ตอนที่พวกเราเดินหมวด
ผมไปเยี่ยมประชาคมหนึ่ง
พี่น้องที่นั่นชอบพูดถึง
พี่น้องหญิงคนหนึ่งบ่อยๆ
พวกเขาพูดกันว่า
“เธอชอบบอกว่าป่วย
แต่เราก็เห็นเธอที่ร้านขายของ
เธอก็มีแรงพอที่จะไปซื้อของได้
แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นเธอมาหอประชุมเลย”
แล้วผมก็ได้ไปเยี่ยมพี่น้องหญิงคนนั้น
และดีใจมากที่ได้ไป
ปรากฏว่าเธอเป็นโรคร้ายแรง
ที่ทำให้เธอขยับตัวแทบไม่ได้
เธอเจ็บปวดเกือบจะตลอดเวลา
แต่จะมีบางช่วงที่อาการปวดจะเบาลงบ้าง
และเธอก็ใช้ช่วงนั้นออกไปซื้อของเข้าบ้าน
เพราะเธออยู่คนเดียว
และไม่มีใครคอยช่วยเธอ
และพออาการปวดกลับมา
เธอก็ต้องอยู่บนเตียงเกือบจะตลอดเวลา
มันคงจะดีกว่ามากใช่ไหมครับ
ที่จะช่วยเหลือเธอ
แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์
เหมือนที่บอกไปแล้ว ในคำบรรยายนี้
เราไม่ได้จะพิสูจน์อะไรเกี่ยวกับโลท
หรือพิสูจน์อะไรใครก็ตาม
แต่เราอยากจำไว้เสมอว่า
มีแค่พระยะโฮวาเท่านั้น
ที่รู้รายละเอียดทั้งหมด
พระองค์รักพี่น้องของเรา
และอยากให้เรารักพวกเขาด้วย
และพระองค์จะพอใจ
ถ้าเรามองคนอื่นในแง่ดีไว้ก่อน
เรารู้ว่าคุณจะทำแบบนั้นตอนที่
รับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้อง
จำไว้นะครับ
พวกเรารักพวกคุณทุกคนมาก
ขอพระยะโฮวาอวยพรคุณอย่างมากมาย
ในขณะที่พวกคุณรับใช้ต่อๆไปอย่างซื่อสัตย์
ตอนนี้
พี่น้องอยากรู้ไหมว่าพวกเขา
ได้รับมอบหมายให้ไปที่ไหน
แน่นอน
นี่เป็นช่วงที่เราตื่นเต้นที่สุด
และเรามีพี่น้องมีพี่น้องโรนัลด์ เคอร์ซาน
ที่จะช่วยผม
เขาจะประกาศชื่อและงานมอบหมาย
ของนักเรียนกิเลียดครับ
คนแรกคือพี่น้องอาจาวอน
เขาจะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก
ต่อไปคู่พี่น้องอัลมาเนสโก
จะกลับไปที่สาขาโรมาเนีย
คู่พี่น้องออลตัน
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแซมเบีย
พี่น้องอาร์ซีอัชวีลา
จะกลับไปที่สาขาจอร์เจีย
คู่พี่น้องเบิช
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
คู่พี่น้องคาเพซ
จะกลับไปที่สาขาโมซัมบิก
คู่พี่น้องคาร์แรล
ได้รับมอบหมายให้ไปสาขาโปรตุเกส
คู่พี่น้องคาร์ไมเคิล
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
คู่พี่น้องคาราเวย์
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแซมเบีย
พี่น้องคอลลี่มอร์
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก
พี่น้องฟิเกลี
จะกลับไปที่สาขาเช็ก-สโลวัก
พี่น้องฟูจิตะ
จะกลับไปที่สาขาญี่ปุ่น
คู่ของพี่น้องกาเทมบาซี
ได้รับมอบหมายไปที่สาขารวันดา
คู่พี่น้องเกอร์มา
จะกลับไปที่สาขาเอธิโอเปีย
คู่พี่น้องกอนซาเลซ
จะกลับไปที่สาขาสเปน
คู่พี่น้องฮาเยกา
จะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันตก
คู่พี่น้องเฮอร์รอน
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาไนจีเรีย
คู่พี่น้องฮิวโก
จะกลับไปที่สาขาสแกนดิเนเวีย
คู่พี่น้องลากาวากาทินี
จะกลับไปที่สาขาฟิจิ
คู่พี่น้องลาทานซี
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาสเปน
พี่น้องหลิน
จะกลับไปที่สาขาไต้หวัน
พี่น้องโลเพส
ได้รับมอบหมายไปที่สาขาแอฟริกาใต้
พี่น้องแมกโดนัลด์
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
คู่พี่น้องเมารี
จะกลับไปที่สาขาออสตราเลเซีย
พี่น้องมูตาฮี
จะกลับไปที่สาขาแอฟริกาตะวันออก
พี่น้องนีลสัน
จะกลับไปที่สาขาสแกนดิเนเวีย
คู่พี่น้องโอโซกู
จะกลับไปที่สาขาไนจีเรีย
พี่น้องเพอรอลตา
จะกลับไปที่สาขาโคลัมเบีย
พี่น้องชาคิช
จะกลับไปที่สาขาโครเอเชีย
คู่พี่น้องสปีนา
ได้รับมอบหมายไปที่สาขารวันดา
พี่น้องเทอร์เรล
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
พี่น้องเวทิเอกัส
จะกลับไปที่สาขาฟินแลนด์
พี่น้องยุน
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
พี่น้องแซปป์
จะกลับไปที่สาขาสหรัฐ
ตอนนี้
พี่น้องอยากจะเห็นนักเรียน
กิเลียดทั้งหมดแล้วไหม
นี่คือพวกเขาครับ
พวกเราภูมิใจในตัวคุณมาก
กว่าจะถึงวันนี้
เรารู้ว่าพวกคุณพยายามอย่างหนัก
ในการเรียน
เรามีความสุขมากจริงๆ
ที่ได้เห็นวิธีที่พระยะโฮวาอวยพรคุณ
ตอนนี้พี่น้องเอเดน เมารี
จากสาขาออสตราเลเซีย
จะอ่านจดหมายของชั้นเรียน
ให้พวกเราฟังครับ
ถึงคณะกรรมการปกครอง
พวกเราอยากแสดงความขอบคุณ
อย่างสุดซึ้ง
สำหรับสิทธิพิเศษอันล้ำค่า
ที่ได้เข้าโรงเรียนวอชเทาเวอร์ไบเบิล
แห่งกิเลียด
ตั้งแต่ที่เรามาถึงที่นี่
เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
จากครอบครัวเบเธล
เรารู้สึกตื่นเต้น
และรอคอยที่จะได้เรียนความรู้ที่มีค่ามาก
และเรารู้สึกขอบคุณ
ที่คุณสละเวลาอันล้ำค่า
มาเยี่ยมชั้นเรียนของเรา
การสอนของพวกคุณ
และความพยายามของครูผู้สอนและผู้ช่วย
รวมถึงการทำงานหนักของทุกคน
ที่อยู่ในแผนกโรงเรียนตามระบอบของพระเจ้า
ทำให้เรารู้สึกถึงความรัก
และได้เห็นครูองค์ยิ่งใหญ่ด้วยตาของเราเอง
ตลอดการเรียน
ครูได้ช่วยให้พวกเราเห็น
ความรักอันอ่อนโยน
และไม่เห็นแก่ตัวของพระยะโฮวา
ตั้งแต่วินาทีแรกที่มนุษย์ทำบาป
พระยะโฮวาได้ทำทุกอย่างที่ทำได้
เพื่อช่วยให้มนุษย์
กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์
เมื่อคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับคำสัญญา
ในสวนเอเดน
สัญญาที่พระยะโฮวาทำกับ
อับราฮัมและดาวิด
และการจัดเตรียมเกี่ยวกับวันไถ่บาป
ตามกฎหมายของโมเสส
เรารู้สึกเห็นค่าและขอบคุณ
สำหรับค่าไถ่ที่พระเยซูได้สละ
เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องราวชีวิตของพระเยซู
และงานรับใช้ของท่าน
เห็นท่านสะท้อนคุณลักษณะของพ่อ
นี่ทำให้เรามั่นใจในความรัก
ของพระยะโฮวามากขึ้น
พวกเราซาบซึ้งใจมากที่เห็นท่าน
อดทนกับพวกอัครสาวก
และวิธีที่ท่านปฏิบัติกับผู้หญิง
อย่างให้เกียรติและกรุณา
รวมถึงการที่ท่านแสดงความรัก
อย่างไม่เห็นแก่ตัว
โดยสละชีวิตบนเสาทรมาน
พวกเราดีใจมาก
ที่มีพระเยซูเป็นกษัตริย์
และมหาปุโรหิตที่เมตตา
การคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับคำพยากรณ์
ที่สำเร็จเป็นจริง
ทำให้เรามั่นใจใน
คำสัญญาของพระยะโฮวา
และช่วยให้เราเผชิญอนาคต
ด้วยความกล้าหาญ
ตัวอย่างเช่น
นิมิตที่เศคาริยาห์เห็นเกี่ยวกับ
รถศึก 4 คัน ที่วิ่งไปยัง 4 มุมของโลก
และพลังบริสุทธิ์ของพระยะโฮวา
ที่ไปยังดินแดนทางเหนือ
ทำให้เรามั่นใจว่า
ทูตสวรรค์ที่มีอำนาจมากของพระยะโฮวา
จะปกป้องคนของพระยะโฮวา
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
แม้สภาพการณ์ในโลกจะแย่ลงเรื่อยๆ
แต่เรารู้ว่ากองทัพทูตสวรรค์ยืนเคียงข้างเรา
นี่ช่วยให้เรามั่นใจ
ที่จะสนับสนุนสิทธิการปกครองสูงสุด
ของพระยะโฮวา
ทั้งในตอนนี้
และในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่
ในชั้นเรียนภาคปฏิบัติ
รักผู้คน <i>—</i> สอนพวกเขาให้เป็นสาวก
ช่วยให้เรากระตือรือร้นมากขึ้นในงานรับใช้
เราชอบการสาธิตต่างๆมาก
และเรายังเห็นด้วยว่า
เราจำเป็นต้องมีคุณลักษณะอะไรบ้าง
เพื่อจะประกาศได้ในทุกสถานการณ์
ประสบการณ์ต่างๆกระตุ้นเรา
ให้อยากประกาศข่าวดี
เรื่องรัฐบาลของพระเจ้า
ด้วยความรักและสำนึกถึงความเร่งด่วน
เพราะ ‘รวงข้าวในทุ่งนา
เหลืองอร่ามพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว’
พวกเราทุกคนตั้งใจที่จะทำตามทุกสิ่ง
ที่ครูองค์ยิ่งใหญ่ได้สอนพวกเรา
ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา
และตั้งใจที่จะเลียนแบบพระคริสต์
ผู้นำของเรา
ในขณะที่เรารับใช้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณ
และกับพี่น้องของเราทั่วโลก
เพื่อทำให้พระยะโฮวาพ่อในสวรรค์ของเรา
ได้รับคำสรรเสริญ
พี่น้องของคุณ ชั้นเรียนกิเลียดที่ 159
มีข้อคิดสุดท้ายที่เราอยากจะฝากให้กับคุณ
คุณจำได้ไหม
เราเคยทิ้งคำถามไว้ว่า
ตอนที่โลท
รับผลที่ไม่ดี
จากการกระทำของเขา
อับรามมีท่าทียังไง
นี่ทำให้เรามาถึงความกลัวอย่างที่ 3
ซึ่งก็คือ ไม่อยากลืมสิ่งที่คนอื่นทำไว้กับเรา
เพราะกลัวว่าเขาจะไม่รู้ตัว
ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด
เรารู้ว่าไม่นานหลังจากที่โลท
ย้ายไปอาศัยในบริเวณ
เมืองโสโดมกับโกโมราห์
เขากับครอบครัวก็ถูกพวกศัตรู
จับตัวไปเป็นเชลยในช่วงที่มีสงคราม
ทีนี้ถ้าอับรามยังโกรธโลทอยู่
คุณคิดว่าเขาจะคิดยังไง
ถ้าได้ยินเรื่องนี้
‘สมควรแล้ว
สมน้ำหน้า
ก็ตอนนั้นคุณเห็นแก่ตัวเอง’
เขาอาจจะคิดแบบนั้นก็ได้
แต่อับรามทำยังไง
ตอนนี้
ขอให้เราดูด้วยกันที่
ปฐมกาลบท 14
ปฐมกาลบทที่ 14
อับรามอาจจะกลัวก็ได้ว่า
ถ้าเขาลืมสิ่งที่โลทเคยทำกับเขา
มันอาจจะทำให้โลทคิดก็ได้ว่า
สิ่งที่เขาเคยทำไปในตอนนั้น
มันไม่ผิดอะไร
แต่ขอดูสิ่งที่อับรามทำ
ในปฐมกาลบท 14
ในข้อ 14
อับรามทำยังไง
ตอนที่เขาได้ยิน
เรื่องที่เกิดขึ้นกับโลท
“อับรามถึงได้รู้ว่า
ญาติตัวเองถูกจับไป
เขาจึงรวบรวมคนที่เคยฝึกการรบมา 318 คน
ซึ่งเป็นคนรับใช้ที่เกิดในบ้านเขา
แล้วไล่ตามไปจนถึงเมืองดาน”
นั่นคือสิ่งที่อับรามทำ
จากมัมเรไปถึงดานมีระยะทางประมาณ
200 กิโลเมตรขึ้นไปทางเหนือ
ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน
อับรามอาจจะต้องเสี่ยงชีวิต
และก็ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง
แต่เขาก็ไปช่วยโลทถึงแม้จะไม่ง่าย
หลังจากนั้นที่ข้อ 21 ถึง 23
บอกเราว่า
อับรามมีโอกาสจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง
จากความพยายามที่เขาไปช่วยโลท
แต่เขาปฏิเสธ
เขาไม่ได้มีแรงจูงใจแอบแฝงใดๆ
ในการช่วยโลท
อับรามถ่อมตัวและเต็มใจไปช่วยโลท
ทั้งๆที่เรื่องนี้เกิดขึ้น
จากการตัดสินใจที่ไม่ดีของโลท
และพวกเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องนี้กันมาก่อน
อับรามตั้งใจที่จะสร้างสันติสุข
เขาตั้งใจที่จะลืมเรื่องนั้นไป
เราได้เรียนอะไรจากตัวอย่างของอับราม
คุณเคยยอมทั้งๆที่ไม่เห็นด้วยไหม
คุณอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อย
และยอมทำตามเสียงส่วนใหญ่
แล้วในที่สุดแผนที่คนอื่นๆวางไว้
มันใช้ไม่ได้ผล
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้วใช่ไหมครับที่จะพูดว่า
‘ผมบอกแล้วใช่ไหม’
หรือเราจะพยายามบอกคนอื่นไหมว่า
‘นี่ไม่ใช่ความคิดของผมนะ’
ตลกใช่ไหมครับ
แต่เราก็เคยทำแบบนั้น
อย่าเก็บความโกรธเอาไว้
ขอให้เลียนแบบอับราม
ขอให้คุณพยายามเต็มที่
ที่จะสนับสนุนการตัดสินใจนั้น
ถึงแม้คุณจะไม่เห็นด้วย
และถ้ามันไม่ได้ผลก็ขอให้เลียนแบบอับราม
โดยถ่อมตัวและช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
แทนที่จะโทษคนอื่น
ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหานี้
ทำไมครับ
ก็เพราะเราจะมีสันติสุขกับคนอื่น
และถ้าเราทำแบบนั้น
เราก็จะมีสันติสุขกับพระเจ้าด้วย
ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราอยากได้มากที่สุด
เราได้บทเรียนอะไรครับ
เกี่ยวกับความกลัว 3 อย่าง
เราได้เรียนหลายอย่างเกี่ยวกับอับราม
เขาเป็นคนสร้างสันติ
เขาไม่กลัวที่จะถูกมองว่าอ่อนแอ
ไม่กลัวว่าจะถูกเอาเปรียบ
และไม่กลัวที่จะลืมสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเขา
เขาได้รับผลเสียไหม
ที่ตัดสินใจแบบนี้
จริงๆแล้วเราก็ไม่รู้ว่าโลทเห็นค่าไหม
ที่อับรามพยายามสร้างสันติกับเขา
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้
เหมือนอย่างที่พี่น้องสเปลนพูดไปแล้ว
แต่มันไม่เป็นไร
เพราะนี่ไม่ใช่เหตุผล
ที่อับรามพยายามอย่างมาก
ที่จะสร้างสันติกับโลท
แล้วเขาทำเพราะอะไร
น่าสนใจนะครับ
หลังจากเหตุการณ์ 2 ครั้งนั้น
ที่อับรามพยายามสร้างสันติกับโลท
หรือแสดงให้เห็นว่า
เขาพยายามสร้างสันติกับโลท
พระยะโฮวาได้ทำบางอย่างที่พิเศษให้อับราม
ถ้าเราดูที่ปฐมกาล 13:14
และ 15:1
พระยะโฮวาแสดงให้อับรามเห็นว่า
พระองค์รักและพอใจในตัวเขา
นี่แหละคือสิ่งที่อับรามต้องการ
เขาอยากจะไปถวายเครื่องบูชา
เขาอยากมีสันติสุขกับพระเจ้า
และเขาก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่ายาก
ที่จะมีสันติสุขกับคนอื่น
อาจจะเป็นที่เบเธลหรือที่บ้าน
หรืออาจเป็นในประชาคมของคุณ
อย่าให้ความกลัวชนะคุณ
ขอให้สู้กับมัน
ขอให้ถ่อมตัว
และไปหาคนที่คุณมีปัญหาด้วย
และพยายามเต็มที่ที่จะคืนดีกัน
มันง่ายไหมครับที่จะทำแบบนี้
ไม่
แล้วคนที่คุณพยายามจะคืนดีด้วย
จะยอมคืนดีกับคุณไหม
ก็อาจจะไม่
แต่พระเจ้าจะพอใจ
แล้วยังไงต่อครับ
ตอนนี้คุณสามารถกลับมาที่แท่นบูชา
แล้วถวายเครื่องบูชาได้แล้ว
และพระยะโฮวาก็อยู่พร้อม
ที่จะยอมรับเครื่องบูชาของคุณ
ทำไมครับ?
เพราะคุณได้พยายามเต็มที่
ที่จะสร้างสันติ
นักเรียนกิเลียดที่จบจากชั้นเรียนที่ 159 ครับ
พวกเรารักคุณ
และเราอธิษฐานขอให้พระยะโฮวาอวยพร
ไม่ว่าพวกคุณจะไปที่ไหน
อีกไม่นานคำบรรยายวันจบโรงเรียนกิเลียด
จะมีให้รับชมได้ในเว็บไซต์ jw.org
และแอป JW Library
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวทางใต้ของโลก
ซึ่งก็คือประเทศออสเตรเลีย
ประเทศออสเตรเลียมีขนาดที่กว้างใหญ่
และถือเป็นทวีปที่มีความราบมากที่สุดในโลก
และแห้งแล้งเป็นอันดับ 2
รองจากทวีปแอนตาร์กติกา
ชื่อของประเทศนี้มาจากภาษาละตินที่แปลว่า
ดินแดนทางใต้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก
ทวีปนี้เต็มไปด้วยอัญมณี เช่น โอปอลสีขาว
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศ
ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายมากที่สุดในโลก
ซึ่งมีมากกว่า 270 ชาติพันธุ์
มากกว่า 1 ใน 4 ของคนออสเตรเลีย
เกิดในต่างประเทศ
คนออสเตรเลียส่วนใหญ่
หรือคนออสซี่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง
พวกเขาชอบเล่นเซิร์ฟ
เล่นฟุตตี้
ซึ่งเป็นฟุตบอลสไตล์ออสเตรเลีย
หรือสนุกกับการทำบาร์บี้หรือบาร์บีคิว
การทำบาร์บีคิวถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรม
ของคนออสเตรเลีย
โดยปกติแล้ว
แขกที่มางานเลี้ยงก็จะเอาอาหาร
มาแบ่งกันกินด้วย
นี่ทำให้อาหารมื้อนั้นมีความหลากหลายมาก
อาหารอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์
ของคนออสเตรเลียก็คือ
เวจิไมต์
ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในเมืองเมลเบิร์นในปี 1923
เวจิไมต์ทำมาจากยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์
และมีรสชาติอูมามิที่เป็นเอกลักษณ์
ซึ่งหลายคนบอกว่า
มีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์
คนออสเตรเลียชอบทาเวจิไมต์
บนขนมปังปิ้งหรือแครกเกอร์
เพื่อให้มีรสเค็ม
หรือเพิ่มความเข้มข้นของอาหาร
คนออสเตรเลียยังชอบดื่มกาแฟมากด้วย
ประชากรมากกว่า 3 ใน 4
จะดื่มกาแฟวันละแก้ว
และ 95 เปอร์เซ็นต์ของร้านกาแฟที่นั่น
เป็นธุรกิจส่วนตัว
กาแฟมักจะชงจากเมล็ดกาแฟ
ที่นำเข้าคุณภาพสูง
และตกแต่งด้วยลาเต้อาร์ตที่สวยงาม
เพื่อให้ดูน่ากิน
ปลายศตวรรษที่ 18
มีการส่งคัมภีร์ไบเบิลหลายร้อยฉบับ
ไปกับกองเรือที่มุ่งหน้าไปออสเตรเลีย
พอถึงศตวรรษที่ 19
ก็เริ่มมีการใช้ชื่อของพระเจ้า
ในคัมภีร์ไบเบิลภาษาพื้นเมืองต่างๆ
พวกเขาแปลชื่อพระเจ้าในรูปแบบต่างๆเช่น
เยโฮอา และเจโฮวา
ข่าวสารในคัมภีร์เบิลเริ่มเข้าถึงใจของผู้คน
เช่นเด็กหญิงอายุ 11 ปีที่ชื่อคาทันยา
ได้เขียนเป็นภาษาพื้นเมืองคานาของเธอว่า
“นมัสการพระยะโฮวาเสมอ
พระยะโฮวาเป็นผู้สร้าง
พระยะโฮวาช่วยเราจากบาป”
อาเทอร์ วิลลิสจากรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
อยากช่วยคนอื่นให้เรียนรู้เรื่องพระเจ้า
ในปี 1931 ตอนที่เขาอายุแค่ 19 ปี
เขาเริ่มเป็นไพโอเนียร์
และไปประกาศในที่ห่างไกลทั่วประเทศ
พอถึงปี 1932
เขาก็เริ่มไปประกาศกับคนพื้นเมือง
ในปี 1943 อาเทอร์ไปอยู่ที่เมืองพินเจลลี
และได้ประกาศกับครอบครัว
ชาวอะบอริจินเผ่านูนกา
เจมส์และภรรยาของเขามาเบิลมีลูก 17 คน
อาเทอร์ไปสอนคัมภีร์ไบเบิล
ที่บ้านของครอบครัวนี้
และในเวลาต่อมาครอบครัวของเจมส์กับมาเบิล
ก็กลายเป็นผู้ประกาศที่เป็นชาวพื้นเมือง
กลุ่มแรกในออสเตรเลีย
ทุกวันนี้หลานๆของเจมส์และมาเบิล
เป็นหนึ่งในผู้ประกาศมากกว่า 71,000 คน
ที่ประกาศในออสเตรเลีย
พี่น้องของเราหาคนที่มีหัวใจดีตามชายหาด
ในฟาร์ม
และตามถนนในเมือง
พวกเขาพยายามเรียนภาษาใหม่ด้วย
เช่นภาษาจีนกลาง
และยังพยายามทำความคุ้นเคย
กับวัฒนธรรมด้วย
หนึ่งในกลุ่มผู้ประกาศที่กระตือรือร้นเหล่านี้คือ
ประชาคมคาร์ลตัน เมืองเมลเบิร์น
เขตประกาศของพวกเขาอยู่ใจกลาง
ย่านธุรกิจของเมืองเมลเบิร์น
และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ผู้ประกาศในประชาคมนี้
มีมากกว่า 21 สัญชาติ
และพวกเขามีข่าวสารพิเศษ
ที่อยากจะฝากถึงทุกคน
แต่เราขอส่งความรัก
ให้กับพวกคุณทุกคนด้วย
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา
-