รายการโทรทัศน์ JW—กรกฎาคม 2026
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ 00:00:05
00:00:06
พวกเราทุกคนอยากจะตัดสินใจได้อย่างดี 00:00:09
00:00:09
และมองไปในอนาคตด้วยความมั่นใจ00:00:12
00:00:12
แต่เพื่อจะทำแบบนั้นได้ 00:00:13
00:00:13
เราต้องการคำแนะนำที่ดี 00:00:15
00:00:15
ในเดือนนี้เราเลยจะพูดถึงวิธีหาคำแนะนำ 00:00:19
00:00:19
และจะทำตามได้ยังไง? 00:00:20
00:00:20
เราจะฟังประสบการณ์ของครอบครัวชอมบา 00:00:24
00:00:24
ที่ทำตามคำแนะนำ
และได้รับพรจากการเชื่อฟัง 00:00:28
00:00:28
เราจะได้ขุดค้นความรู้จากหนังสือฮาบากุก00:00:31
00:00:31
และเรียนวิธีที่จะสงบใจ00:00:33
00:00:33
เมื่อได้รับงานมอบหมายที่ยาก 00:00:35
00:00:35
หรือเจอปัญหาในชีวิต 00:00:37
00:00:37
และให้เรามาฟังว่า 00:00:39
00:00:39
หนึ่งวันในชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง 00:00:41
00:00:41
ที่ออกจากบ้าน 00:00:42
00:00:42
และไปรับใช้ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่า
เป็นยังไง 00:00:46
00:00:46
มีหลายอย่างที่เราจะได้เรียนด้วยกัน00:00:49
00:00:49
ในรายการโทรทัศน์ JW เดือนนี้ครับ00:00:52
00:01:10
คุณรู้ไหมว่าควรไปทางไหน?00:01:13
00:01:13
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้00:01:16
00:01:16
มาจากโยชูวา 3:4 00:01:19
00:01:19
ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอล
กำลังจะเข้าแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 00:01:24
00:01:24
หลังจากที่รอมาประมาณ 40 ปี00:01:27
00:01:27
แต่เส้นทางที่พวกเขาจะไปนั้นไม่ง่ายเลย00:01:31
00:01:31
ต้องมีความพยายาม ความเชื่อ
และความกล้าหาญ00:01:34
00:01:34
ถึงจะได้อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา 00:01:37
00:01:38
พวกเขารู้ไหมว่าต้องทำอะไร00:01:40
00:01:40
ให้เรามาอ่านด้วยกันครับที่โยชูวา 3:2-4 00:01:45
00:01:45
เราจะดูว่าพระยะโฮวาชี้นำ
คนของพระองค์ยังไงในช่วงที่สำคัญนี้00:01:51
00:01:51
“หลังจากนั้น 3 วันพวกเจ้าหน้าที่
ก็เดินไปทั่วค่ายพัก00:01:55
00:01:55
และสั่งประชาชนว่า00:01:57
00:01:57
‘เมื่อพวกคุณเห็นปุโลหิตตระกูลเลวี00:02:00
00:02:00
หามหีบสัญญาของพระยะโฮวาพระเจ้า00:02:03
00:02:03
ก็ให้ออกเดินทางจากที่พักตามหีบนั้นไป00:02:07
00:02:07
เพื่อจะรู้ว่าควรไปทางไหน00:02:10
00:02:10
เพราะคุณไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน00:02:13
00:02:13
แต่ต้องเว้นระยะให้ห่างจากหีบสัญญา
ประมาณ 2,000 ศอก00:02:17
00:02:17
อย่าเข้าไปใกล้กว่านั้น’”00:02:20
00:02:21
สังเกตไหมครับเพื่อจะรู้ว่าต้องไปทางไหน00:02:24
00:02:24
พวกเขาต้องเดินตามหีบสัญญา00:02:27
00:02:27
ดูเหมือนคำสั่งนี้ชัดเจน00:02:29
00:02:29
แต่ชาวอิสราเอลกลับรู้สึกว่ายากที่จะทำตาม00:02:33
00:02:33
พวกเขามองคนที่พระเจ้าแต่งตั้ง
ให้นำหน้าในแง่ลบ00:02:38
00:02:38
และหยิ่งอยากทำตามใจตัวเอง
แทนที่จะทำตามการชี้นำ00:02:43
00:02:43
ทำไมเรื่องนี้สำคัญสำหรับเรา00:02:46
00:02:46
เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเวลา
ที่สำคัญที่สุดเหมือนกัน00:02:50
00:02:51
เหตุการณ์ต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของสมัยสุดท้าย00:02:56
00:02:56
เลยอาจจะได้เห็นความทุกข์ยากลำบาก
ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นก่อนอาร์มาเกดโดน00:03:01
00:03:01
การทำตามการชี้นำสำคัญมาก00:03:05
00:03:05
แล้วเราจะรู้ทางที่จะไปได้ยังไง?00:03:08
00:03:08
ก็เหมือนกับสมัยของโยชูวา00:03:11
00:03:11
เราต้องรู้ว่าพระยะโฮวาใช้ใคร
ให้ชี้นำคนของพระองค์00:03:15
00:03:15
และก็ทำตาม00:03:17
00:03:17
เพื่อเราจะทำอย่างนั้นได้
ให้เรามาดู 3 จุดสำคัญต่อไปนี้ 00:03:21
00:03:21
1. เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?00:03:24
00:03:25
2. เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?00:03:28
00:03:28
และ 3. เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?00:03:31
00:03:31
ให้เรามาเริ่มจุดแรกครับ00:03:34
00:03:34
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?00:03:37
00:03:37
ช่วงที่ชาวอิสราเอลอยู่ในที่กันดาร
กับโมเสสและอาโรน00:03:41
00:03:41
ชาวอิสราเอลเห็นชัดเจนว่า
พระยะโฮวาชี้นำพวกเขายังไง00:03:46
00:03:46
พวกเขาเห็นเสาเมฆตอนกลางวัน00:03:48
00:03:48
และเห็นเสาไฟตอนกลางคืน00:03:51
00:03:52
แต่ต่อมาพระยะโฮวาเปลี่ยนวิธีชี้นำ00:03:55
00:03:56
ชาวอิสราเอลต้องมีความเชื่อและยอมรับว่า00:04:00
00:04:00
โยชูวาเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า00:04:04
00:04:04
โยชูวาทำให้ชาวอิสราเอลมั่นใจว่า00:04:08
00:04:08
พวกเขากำลังทำตามการชี้นำของพระยะโฮวา00:04:11
00:04:11
โดยการเดินตามหีบสัญญาของพระเจ้า00:04:14
00:04:15
แล้วพระยะโฮวาใช้ใครในทุกวันนี้?00:04:18
00:04:18
พระเยซูบอกไว้แบบนี้ครับ00:04:20
00:04:20
ให้เราอ่านด้วยกันที่มัทธิว 24:45 00:04:25
00:04:25
“จริงๆแล้วใครเป็นทาสที่ซื่อสัตย์
และสุขุมที่นายตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้00:04:32
00:04:32
และแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขา
ตามเวลาที่เหมาะสม?”00:04:36
00:04:36
“ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” 00:04:39
00:04:39
พวกเขาเป็นใคร?00:04:41
00:04:41
ก็คือคณะกรรมการปกครอง
ของพยานพระยะโฮวา 00:04:46
00:04:47
พวกเขาแจกจ่ายอาหารทางความเชื่อ00:04:50
00:04:50
ให้การชี้นำและให้การช่วยเหลือ
ที่จำเป็นกับพยานฯทั่วโลก00:04:55
00:04:55
ที่จริงเรารู้เรื่องนี้ดีเพราะเราคุยเรื่องนี้กัน
มาหลายครั้งแล้ว 00:04:59
00:04:59
แต่เราน่าจะทบทวนกันอีก
ว่าทำไมเราถึงเชื่อเรื่องนี้00:05:04
00:05:05
หนังสือชีวิตที่มีความสุขตลอดไป บท 54 00:05:09
00:05:09
“‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม’ เป็นใคร?” 00:05:12
00:05:12
ในบทนั้นมีคำถามสำหรับนักศึกษาว่า 00:05:16
00:05:16
“ทำไมคุณถึงมั่นใจว่า
พระเยซูชี้นำคณะกรรมการปกครอง?”00:05:20
00:05:20
และ “คุณเชื่อไหมว่าคณะกรรมการปกครอง00:05:24
00:05:24
คือ ‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม?’”00:05:26
00:05:27
นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก00:05:30
00:05:31
คุณจะตอบยังไง?00:05:32
00:05:32
น่าจะดีที่คุณจะทบทวนบทนี้00:05:35
00:05:35
รวมทั้งส่วนดูเพิ่มเติม00:05:37
00:05:37
ในการนมัสการประจำครอบครัว
หรือศึกษาส่วนตัว00:05:42
00:05:42
ทำไมดีที่จะทำแบบนี้ 00:05:44
00:05:44
ลองคิดดูนะครับ00:05:46
00:05:46
ถ้าชาวอิสราเอล00:05:48
00:05:48
ต้องเดินตามผู้ชายที่หาม
หีบสัญญาของพระเจ้า00:05:52
00:05:52
ลงไปในแม่น้ำที่ท่วมสูง 00:05:55
00:05:55
พวกเขาต้องมีความเชื่อเต็มร้อย 00:05:58
00:05:58
ว่าพระยะโฮวาใช้คนเหล่านี้
เพื่อชี้นำพวกเขา00:06:01
00:06:01
พวกเราก็เหมือนกัน00:06:03
00:06:03
ถ้าเราจะทำตามการชี้นำ
ของคณะกรรมการปกครอง00:06:07
00:06:07
ในช่วงที่ยากลำบากในอนาคต00:06:09
00:06:09
เราก็ต้องเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า00:06:11
00:06:11
พระยะโฮวาชี้นำเรา
ผ่านทางพระเยซูลูกของพระองค์00:06:17
00:06:18
ดังนั้นให้เรามาตอบคำถามแรก00:06:21
00:06:21
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?00:06:23
00:06:23
เราก็ทำเหมือนชาวอิสราเอลที่ซื่อสัตย์ 00:06:27
00:06:27
คือทำตามการชี้นำของคนที่พระยะโฮวาใช้00:06:30
00:06:31
ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ 2 00:06:33
00:06:33
เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?00:06:36
00:06:36
มันอาจจะง่ายที่จะทำตาม
ถ้าเราเห็นด้วยกับการชี้นำนั้น 00:06:41
00:06:43
แต่มันจะยากแน่ๆถ้าเราไม่เห็นด้วย
กับคำแนะนำหรือการชี้นำที่เราได้รับ00:06:48
00:06:49
แล้วเราจะทำยังไงครับ?00:06:51
00:06:51
อัครสาวกเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้00:06:55
00:06:56
ในกิจการบทที่ 21 ตอนที่เขามาถึงเยรูซาเล็ม00:07:00
00:07:00
และรายงานให้ยากอบกับผู้ดูแลที่นั่น
รู้เกี่ยวกับงานมิชชันนารีของเขา00:07:05
00:07:05
พวกเขาดีใจ
ที่ได้ยินประสบการณ์ของเปาโล00:07:09
00:07:09
แต่มีปัญหาบางอย่าง 00:07:11
00:07:11
ให้เรามาดูว่าพวกเขาพูดถึง
คริสเตียนชาวยิวบางคนยังไง 00:07:15
00:07:15
เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในกิจการ 21:21 00:07:20
00:07:20
“แต่พวกเขาได้ยินข่าวลือว่า00:07:22
00:07:22
คุณสอนคนยิวที่อยู่ในดินแดนของคนต่างชาติ00:07:26
00:07:26
ให้ทิ้งกฎหมายของโมเสส00:07:28
00:07:28
และบอกพวกเขาว่าไม่ต้องให้ลูกๆเข้าสุหนัต00:07:32
00:07:32
และไม่ต้องทำตามธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา”00:07:35
00:07:35
ที่จริงไม่มีบันทึกว่าเปาโลทำแบบนั้น 00:07:39
00:07:39
มันเป็นเพียงข่าวลือ00:07:42
00:07:42
ผู้ดูแลบอกให้เขาทำอะไร00:07:44
00:07:44
ให้เราอ่านที่กิจการ 21:2400:07:47
00:07:47
“ให้คุณพา 4 คนนี้ไปด้วย00:07:50
00:07:50
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา 00:07:54
00:07:54
ออกค่าใช้จ่ายให้พวกเขา00:07:57
00:07:57
แล้วให้พวกเขาโกนหัวด้วย00:07:59
00:07:59
ทุกคนจะได้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับคุณนั้นไม่จริง00:08:04
00:08:04
แต่คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายของโมเสสเสมอ”00:08:08
00:08:09
เปาโลทำยังไงครับ 00:08:11
00:08:11
เขาไม่ได้เถียงหรือคัดค้าน00:08:13
00:08:13
ข้อ 26 บอกว่า
“วันรุ่งขึ้นเปาโลก็พา 4 คนนั้นไปด้วย00:08:18
00:08:18
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา” 00:08:22
00:08:22
ดังนั้นเพื่อสยบข่าวลือที่ไม่เป็นจริงสักนิด00:08:26
00:08:26
เปาโลใช้เงินของตัวเอง00:08:28
00:08:28
และก็ทำในสิ่งที่จริงๆแล้วไม่ต้องทำด้วยซ้ำ00:08:31
00:08:31
เพราะอะไร?00:08:32
00:08:33
ก็เพราะว่าเขาภักดี
ต่อคนที่พระยะโฮวาแต่งตั้งให้ชี้นำ00:08:38
00:08:38
บทเรียนคืออะไร?00:08:40
00:08:40
เมื่อเราได้รับคำแนะนำ00:08:42
00:08:42
แม้ว่าบางครั้งเรารู้สึกไม่เห็นด้วย
หรือไม่จำเป็น00:08:47
00:08:47
เราไว้ใจพระยะโฮวามากพอ
ที่จะทำตามไหม00:08:51
00:08:51
ถ้าเราได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนก็ให้ทำตาม00:08:55
00:08:55
ถ้ามันไม่ได้ขัดกับหลักการในคัมภีร์ไบเบิล00:08:58
00:08:58
อาจเป็นไปได้ว่าพระยะโฮวา
อยากให้เราทำแบบนั้น00:09:02
00:09:03
หรือถ้าไม่ใช่พระองค์ก็จะอวยพรที่เราภักดี00:09:07
00:09:07
บางครั้งการชี้นำจากพระองค์ช่วยชีวิตเรา00:09:11
00:09:11
เราอาจจะคิดถึงละครเรื่อง
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ” 00:09:15
00:09:15
เป็นละครที่สร้างจากเหตุการณ์จริง00:09:17
00:09:17
ของพี่น้องเราในแอฟริกา
ที่ต้องหนีเพื่อเอาชีวิตรอด00:09:21
00:09:21
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราบางคน
ในหลายประเทศ00:09:25
00:09:25
และเรารู้สึกเศร้าเมื่อได้ยินเรื่องแบบนี้00:09:29
00:09:29
ละครเรื่องนี้เตือนเราทุกคนให้คิดทบทวนดูว่า00:09:33
00:09:33
เราจะทำยังไง00:09:35
00:09:35
ถ้ามีบางคนบอกให้เราทำบางสิ่ง00:09:37
00:09:37
ที่เรารู้สึกว่ามันมากเกินไปหรือไม่จำเป็น00:09:41
00:09:41
เราน่าจะกลับไปดูละครนี้อีกครั้ง
ตอนนมัสการประจำครอบครัว00:09:46
00:09:46
และคุยกันว่าถ้าเจอแบบนั้นเราจะทำยังไง?00:09:48
00:09:49
แล้วทำไมเรื่องนี้สำคัญ?00:09:51
00:09:52
เราควรถามตัวเองด้วยว่า00:09:54
00:09:54
ในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่00:09:57
00:09:57
เราจะได้คำแนะนำที่ชัดเจนไหม
ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร00:10:03
00:10:03
คำแนะนำจะมาในรูปแบบไหน00:10:05
00:10:05
เราคิดว่าคำแนะนำนั้นมีเหตุผลไหม00:10:08
00:10:08
ถ้าเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระยะโฮวา
และลูกของพระองค์00:10:12
00:10:12
เราก็พร้อมที่จะทำตามการชี้นำ
ของคนที่นำหน้า00:10:16
00:10:17
เราคุยกันไปแล้วว่า
จะรู้ได้ยังไงว่าต้องไปทางไหน00:10:21
00:10:21
เราจะเดินในทางนั้นได้ยังไง00:10:23
00:10:23
ตอนนี้มาถึงจุดที่ 3 เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?00:10:28
00:10:28
เราต้องระวังที่จะไม่ให้ความผิดหวัง00:10:31
00:10:32
การข่มเหงหรือปัญหาต่างๆ00:10:34
00:10:35
มาทำให้เราหยุดเดิน00:10:36
00:10:36
หรือเดินช้าลงในการทำตามคนที่นำหน้า00:10:40
00:10:41
เช่น เราอาจจะทำตามทันที00:10:43
00:10:43
ถ้าคำแนะนำนั้น
มาจากคณะกรรมการปกครองโดยตรง00:10:46
00:10:47
แต่เราทำยังไงตอนที่ได้รับคำแนะนำ
จากผู้ดูแลในประชาคมหรือผู้ดูแลหมวด00:10:52
00:10:52
เรารู้จักนิสัยเขาดีเราเห็นข้อผิดพลาดของเขา00:10:56
00:10:56
เราเลยไม่อยากทำตาม
หรือไม่ได้ทำตามทันทีไหม?00:11:00
00:11:00
เรายังมองว่านี่เป็นคำแนะนำ
ที่มาจากพระยะโฮวาไหม?00:11:04
00:11:05
เราต้องติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา 00:11:09
00:11:09
ทำไมถึงสำคัญ?00:11:11
00:11:11
คุณเคยขับรถตามใครสักคนไหม
แล้วเจอรถติดมาก00:11:15
00:11:15
แล้วเห็นว่ารถคันนั้น
อยู่ห่างจากคุณออกไปเรื่อยๆ00:11:19
00:11:19
แล้วแป๊บเดียวเขาก็เลี้ยวไปทางไหนไม่รู้00:11:21
00:11:21
แล้วคุณก็ตามไม่ทัน00:11:23
00:11:23
เพราะอะไร?00:11:25
00:11:25
ก็เพราะคุณตามห่างเกิน00:11:27
00:11:28
เหมือนกันครับเราต้องตามให้ทัน
องค์การของพระยะโฮวา 00:11:31
00:11:32
ทำยังไงครับ?00:11:34
00:11:34
เราได้รับคำแนะนำอยู่บ่อยๆว่าต้องทำยังไง 00:11:38
00:11:38
ก็คือไปประชุมเป็นประจำ00:11:42
00:11:42
อ่านคัมภีร์ไบเบิล00:11:43
00:11:43
ศึกษาส่วนตัว00:11:45
00:11:45
และอธิษฐานเป็นประจำ00:11:47
00:11:47
และไปประกาศด้วย 00:11:49
00:11:50
กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเรา
ให้ตามทันองค์การของพระยะโฮวา00:11:54
00:11:55
บางครั้งก็มีบางคน
ที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจบางอย่าง00:12:00
00:12:00
หรือวิธีการจัดการภายในองค์การ00:12:02
00:12:02
นี่ทำให้บางคนเดินช้าลง
หรือถึงกับเลิกประชุมเลิกประกาศ00:12:07
00:12:07
และบางคนก็เลิกเป็นพยานฯไปเลย00:12:09
00:12:10
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เข้าใจว่า00:12:13
00:12:13
แม้แต่ในสมัยชาติอิสราเอล
การจัดการต่างๆก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ00:12:18
00:12:18
เพราะทุกคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า00:12:20
00:12:20
ก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ00:12:22
00:12:23
แล้วพวกเขาจะไปหาองค์การ
ที่สมบูรณ์แบบได้จากที่ไหน00:12:26
00:12:27
มีแต่พระเยซูเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ00:12:30
00:12:30
ดังนั้นถึงทุกคนในองค์การจะไม่สมบูรณ์แบบ00:12:33
00:12:33
แต่พวกเขาก็พยายามเต็มที่00:12:35
00:12:35
ที่จะทำตามการชี้นำของพระเยซู
ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ00:12:39
00:12:39
พี่น้องคนหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลหมวด
มานานเคยพูดบ่อยๆว่า00:12:44
00:12:44
“นี่เป็นองค์การที่ไม่สมบูรณ์แบบที่ดีที่สุดในโลก”00:12:48
00:12:49
พูดถูกใช่ไหมครับ00:12:50
00:12:51
นี่ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์
ที่อยู่ในยอห์นบท 600:12:55
00:12:55
ตอนนั้นมีบางคนเลิกติดตามพระเยซู00:12:59
00:12:59
เพราะท่านบอกว่าให้กินเนื้อและดื่มเลือดของท่าน00:13:02
00:13:02
จากนั้นยอห์นก็บันทึกว่า00:13:04
00:13:04
คำพูดของพระเยซู
ทำให้สาวกหลายคนเลิกติดตามท่าน00:13:08
00:13:08
แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม00:13:10
00:13:10
พระเยซูเลยถามพวกอัครสาวกว่า 00:13:13
00:13:13
“แล้วพวกคุณล่ะ อยากจะกลับไปด้วยไหม?”00:13:16
00:13:16
พวกเขาตอบยังไง 00:13:18
00:13:18
เปโตรแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเชื่อ00:13:21
00:13:21
คำตอบของเขาอยู่ในยอห์น 6:68 00:13:24
00:13:24
เขาบอกว่า00:13:25
00:13:26
“นายครับ พวกเราจะไปหาใครได้อีก?00:13:28
00:13:28
ในเมื่อท่านเองมีคำสอนที่ให้ชีวิตตลอดไป”00:13:32
00:13:32
“พวกเราจะไปหาใครได้อีก” 00:13:35
00:13:35
เปโตรและอัครสาวกคนอื่นๆ00:13:37
00:13:37
ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระเยซูพูด
มากไปกว่าคนอื่นๆเลย00:13:41
00:13:41
แต่พวกเขามั่นใจเต็มที่ว่า
ไม่มีที่ไหนที่ดีเท่านี้อีกแล้ว00:13:46
00:13:46
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน00:13:48
00:13:49
อย่าลืมสิ่งที่คุณมีอยู่00:13:52
00:13:52
คุณจะไปหาคำแนะนำ00:13:54
00:13:54
อาหารที่เสริมความเชื่อ00:13:56
00:13:56
และกำลังใจได้จากที่ไหนอีก00:13:58
00:13:58
ถ้าไม่ใช่องค์การของพระเจ้า 00:14:00
00:14:01
ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว 00:14:03
00:14:04
อย่าให้อะไรก็ตามที่คุณไม่เข้าใจ00:14:06
00:14:06
มาทำให้คุณไม่เห็นค่าในสิ่งที่คุณมีอยู่00:14:10
00:14:11
จุดสำคัญของเรื่องที่เราคุยกันคืออะไรครับ00:14:14
00:14:14
สัญญาณต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เราอยู่ในช่วงท้ายของสมัยสุดท้าย00:14:19
00:14:19
อนาคตที่เราเฝ้ารออีกไม่นานก็จะถึงแล้ว00:14:22
00:14:22
เหมือนกับชาวอิสราเอลที่อยู่ในแม่น้ำจอร์แดน00:14:26
00:14:26
การเชื่อฟัง00:14:27
00:14:27
และทำตามการชี้นำ00:14:29
00:14:29
จะทำให้เรารอดชีวิต00:14:31
00:14:32
ตอนนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องมั่นใจเต็มที่00:14:35
00:14:35
ว่าพระยะโฮวากำลังชี้นำ
องค์การของพระองค์อยู่00:14:39
00:14:39
อย่าให้การท้อใจหรือความผิดพลาดของคนอื่น
มาทำให้คุณเดินช้าลง00:14:44
00:14:44
ให้เราเตือนตัวเองเสมอ00:14:46
00:14:46
ว่าเป็นสิทธิพิเศษขนาดไหนแล้ว
ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ00:14:50
00:14:50
ที่ถึงแม้ไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก00:14:54
00:14:54
และขอให้มั่นใจว่า00:14:56
00:14:57
ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต00:15:00
00:15:00
ถ้าเราติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา
และทำตามการชี้นำ00:15:05
00:15:05
เราก็จะรู้เสมอ00:15:07
00:15:07
ว่าควรเดินไปทางไหน00:15:09
00:15:11
ให้เรามาดูประสบการณ์ของ
โลอิกกับโยฮาริชอบบา00:15:14
00:15:14
2 พี่น้องจากคองโก 00:15:16
00:15:16
พวกเขาได้เรียนอะไรเกี่ยวกับการเชื่อฟัง00:15:19
00:15:19
และทำตามคำแนะนำจากองค์การ 00:15:21
00:15:28
การดูละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”00:15:32
00:15:32
โดนใจฉันมาก00:15:34
00:15:34
เพราะมันเป็นเรื่องที่
ครอบครัวเราเคยเจอมาจริงๆ00:15:37
00:15:38
ก่อนปี 1995 ชีวิตเรายังโอเคอยู่00:15:42
00:15:42
พวกเราส่วนใหญ่ยังเด็ก
และสงครามก็เกิดขึ้น00:15:46
00:15:46
ทำให้ครอบครัวเราต้องหนีออกจากคองโก 00:15:50
00:15:51
คำแนะนำที่เราได้รับจากสำนักงานสาขา00:15:55
00:15:55
เข้าใจง่ายและทำตามได้ไม่ยาก00:15:58
00:15:58
แต่บางคนไม่ทำตาม00:16:01
00:16:01
และพวกเขาก็เสียชีวิตทั้งครอบครัว00:16:04
00:16:04
พ่อผมไม่มีเงินพอ00:16:07
00:16:07
ที่จะพาเราทุกคนในครอบครัว
ไปในที่ที่ปลอดภัยพร้อมกันได้00:16:11
00:16:11
เราเลยต้องแยกกัน00:16:13
00:16:13
ฉันกับแม่00:16:15
00:16:15
และพี่ๆน้องๆอีก 4 คน
เดินทางไปที่แทนซาเนีย00:16:20
00:16:20
พ่อก็เลยบอกพวกเราไว้ว่า 00:16:23
00:16:23
คือเป็นคำแนะนำจากพ่อฉันเอง00:16:27
00:16:27
ว่าเราจะไปเจอกันที่ไหน00:16:29
00:16:29
แล้วพอพวกเราทำตามนั้น00:16:31
00:16:31
เราก็ได้เจอกันและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง00:16:36
00:16:38
มันเหมือนกับฉากหนึ่งในละคร00:16:41
00:16:41
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”00:16:43
00:16:43
ตอนที่เด็กๆกับพ่อแม่
ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง00:16:48
00:16:48
เหมือนพวกเราเลย00:16:50
00:16:53
ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย00:16:56
00:16:56
มันเครียดมากและไม่ปลอดภัยเลย00:16:59
00:16:59
มีความเสี่ยงที่พวกทหารจะบุกเข้ามาในค่าย00:17:04
00:17:04
มันเลยทำให้ยากที่จะจดจ่ออยู่กับ
การรับใช้พระยะโฮวาตอนอยู่ในนั้น00:17:10
00:17:10
เราเลยต้องย้ายอีกครั้ง
จากแทนซาเนียไปโมซัมบิก00:17:15
00:17:16
เรื่องที่ผมจำได้ไม่ลืม00:17:19
00:17:19
ก็คือ00:17:21
00:17:21
ตอนที่พวกเรากำลังนั่งอยู่หลังรถบรรทุก00:17:25
00:17:25
ถนนก็ไม่ค่อยดี 00:17:28
00:17:28
มันเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง00:17:31
00:17:31
ในที่สุดรถก็จอด
ผมนึกว่าเราจะได้นอนแล้ว00:17:36
00:17:36
ตอนนั้นมันประมาณตี 3 00:17:39
00:17:39
แล้วพ่อก็บอกพวกเราว่า00:17:41
00:17:41
“มา ทุกคนลงจากรถ
เราจะอ่านข้อคัมภีร์ประจำวันด้วยกัน”00:17:46
00:17:46
ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก00:17:48
00:17:48
เราไม่อยากทำเลย
อยากจะนอนอย่างเดียว00:17:52
00:17:52
เป็นช่วงเวลาที่ผมจะจำไปตลอด00:17:54
00:17:54
เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง00:17:57
00:17:57
พ่อก็ยังให้การรับใช้พระยะโฮวา00:18:01
00:18:01
เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเสมอ00:18:04
00:18:04
ฉันเห็นเลยว่า00:18:05
00:18:05
พ่อวางใจพระยะโฮวาจริงๆในทุกสิ่งที่พ่อทำ00:18:09
00:18:09
พ่อชอบอธิษฐาน00:18:11
00:18:11
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น00:18:14
00:18:14
พ่อจะอธิษฐานแล้วรอ
ว่าพระยะโฮวาจะตอบยังไง00:18:18
00:18:21
ตอนเราอยู่ที่โมซัมบิก 00:18:23
00:18:23
แม่ของฉันป่วย เลยต้องย้ายไปเคปทาวน์00:18:27
00:18:27
ในประเทศแอฟริกาใต้เพื่อรับการรักษา00:18:32
00:18:32
การรักษามันไม่ได้ผล00:18:35
00:18:35
เพราะสุดท้ายแล้วแม่ก็เสียชีวิตปี 200300:18:40
00:18:41
แล้วก็เหลือแต่พ่อที่ต้องดูแลเราทุกคน00:18:45
00:18:45
แต่ถึงจะสูญเสียหลายอย่าง00:18:48
00:18:48
แต่พ่อก็ยังวางใจในพระยะโฮวาจริงๆ00:18:52
00:18:52
เขาให้พระยะโฮวามาก่อน00:18:55
00:18:55
แล้วช่วยพวกเราให้อยู่ในความจริง00:18:57
00:18:57
พ่อพูดตลอดว่า00:18:59
00:18:59
อยากให้พวกเราได้เจอแม่อีกครั้ง00:19:02
00:19:03
พ่อมีประโยคหนึ่งที่พูดกับพวกเราตลอดว่า00:19:07
00:19:07
“ถึงชีวิตเราตอนนี้จะแย่
แต่เราต้องพยายามเข้าโลกใหม่ให้ได้”00:19:12
00:19:12
พ่อหมายความว่า00:19:14
00:19:14
ให้ทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อพระยะโฮวา00:19:17
00:19:17
เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรดีๆ00:19:19
00:19:19
ที่จะให้กับเราได้เลย00:19:22
00:19:22
นี่แหละครับ00:19:23
00:19:23
เป็นสิ่งที่พ่อคอยปลูกฝังพวกเรามาตลอด00:19:27
00:19:27
ก็คือให้รับใช้พระยะโฮวาเต็มเวลา00:19:31
00:19:31
หลังจากเรียนจบฉันตัดสินใจเป็นไพโอเนียร์00:19:35
00:19:36
แล้วพอเป็นไพโอเนียร์
ฉันก็ได้ช่วยงาน LDC ด้วย00:19:41
00:19:41
ผมมีสิทธิพิเศษมากที่ตอนนี้ได้รับใช้ที่เบเธล00:19:45
00:19:45
ทุกๆวันผมได้ใช้เวลาที่มี00:19:49
00:19:49
ในการทำสิ่งที่ทำได้เพื่อพระยะโฮวา00:19:52
00:19:52
ฉันตัดสินใจมาที่นี่00:19:55
00:19:55
เพื่อเป็นอาสาสมัคร00:19:57
00:19:57
ช่วยงานก่อสร้างที่เบเธล00:20:00
00:20:05
ผมมีความสุขมากที่ลูกทุกคน
ใช้ชีวิตตามความจริง00:20:10
00:20:10
เห็นเลยว่าพระยะโฮวาช่วยผมจริงๆ00:20:13
00:20:13
แม้ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด00:20:17
00:20:17
หลายครั้งเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น00:20:20
00:20:20
หรือต้องไปที่ไหน00:20:22
00:20:22
แถมยังต้องดูแลลูกเล็กๆอีก00:20:24
00:20:24
แต่พระยะโฮวาก็อยู่เคียงข้างเราเสมอ00:20:28
00:20:29
เราไม่เคยคิดที่จะเลิกไว้ใจพระยะโฮวาเลย00:20:33
00:20:33
จากละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”00:20:37
00:20:37
ทำให้ผมเห็นว่าพระองค์ไม่ใช่แค่เห็น
แต่เข้าใจว่าเราต้องเจอกับอะไร00:20:42
00:20:42
การเชื่อฟังช่วยชีวิตได้จริงๆ00:20:45
00:20:45
บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด00:20:48
00:20:48
แต่เราก็ควรทำตามคำแนะนำเสมอ 00:20:50
00:20:50
เพราะพระยะโฮวารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา00:20:55
00:21:05
พี่น้องลีออนพูดได้น่าสนใจมาก00:21:07
00:21:07
ว่าอะไรช่วยเขากับลูกๆให้รอดชีวิต 00:21:10
00:21:10
และรักษาความซื่อสัตย์กับพระยะโฮวาได้00:21:13
00:21:13
เขาบอกว่า 00:21:15
00:21:15
“พวกเราไม่เคยเลย
ที่จะไม่ไว้ใจพระยะโฮวา”00:21:19
00:21:20
ละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”00:21:24
00:21:24
ทำให้ครอบครัวชอมบา
คิดถึงประสบการณ์ของตัวเอง00:21:27
00:21:27
เราขอสนับสนุนทุกคน00:21:30
00:21:30
ให้ดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง00:21:32
00:21:32
และคิดถึงบทเรียนเรื่องการเชื่อฟัง00:21:35
00:21:35
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก 00:21:38
00:21:38
การเชื่อฟังคำแนะนำอาจเป็นเรื่องยาก 00:21:41
00:21:41
ตอนที่เรารู้สึกเครียด00:21:43
00:21:43
หรือไม่มั่นคง 00:21:45
00:21:45
แต่เราจะสงบใจ 00:21:47
00:21:47
มองไปที่พระยะโฮวา00:21:49
00:21:49
และเชื่อฟังต่อไปได้ยังไง 00:21:50
00:21:50
ให้เรามาดูตัวอย่างของ
ฮาบากุกด้วยกันครับ00:21:53
00:21:58
หนังสือฮาบากุกมีแต่เรื่องที่น่าสนใจ
การศึกษาครอบครัวต้องสนุกแน่ๆ00:22:02
00:22:02
ใช่00:22:03
00:22:03
ถึงจะไม่ได้ใช้เครื่องมือค้นคว้า00:22:05
00:22:05
แต่เราก็เจอความรู้ที่มีค่าหลายอย่างได้00:22:07
00:22:07
ให้เราเริ่มดูที่ใจความสำคัญก่อน00:22:10
00:22:10
ที่นั่นบอกว่า00:22:12
00:22:12
“ผู้พยากรณ์ร้องขอความช่วยเหลือ
พระยะโฮวาอีกนานแค่ไหน?”00:22:16
00:22:16
เราได้ยินแบบนี้บ่อยๆ00:22:19
00:22:19
แล้วทำไมฮาบากุกรู้สึกแบบนี้?00:22:21
00:22:21
เราดูที่เส้นเวลาดีไหม00:22:22
00:22:22
จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้00:22:26
00:22:26
ดีค่ะ00:22:27
00:22:27
ดูเหมือนว่าฮาบากุกมีชีวิตอยู่ใน
ช่วงท้ายที่โยสิยาห์ปกครอง00:22:31
00:22:31
ไปจนถึงช่วงที่เยโฮยาคิมปกครองด้วย00:22:34
00:22:34
ฉันจำได้ว่า
ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่โยสิยาห์ปกครอง00:22:38
00:22:38
คำสอนของพระยะโฮวา
ได้รับความนับถือและการยกย่อง00:22:41
00:22:41
นี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่สงบสุข
สำหรับฮาบากุก00:22:44
00:22:44
แต่แล้วลูกธนูลูกหนึ่งก็เปลี่ยนทุกอย่างไป00:22:47
00:22:47
โยสิยาห์ถูกฆ่าและกษัตริย์ชั่วก็ขึ้นมามีอำนาจ00:22:51
00:22:51
ประชาชนก็กลับไปนมัสการพระเท็จ
และทำชั่วอีก00:22:54
00:22:54
ใช่ ทำให้เห็นเลยว่าหัวใจของพวกเขา
เป็นยังไงจริงๆ00:22:58
00:22:58
เยโฮยาคิมข่มเหงผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวา00:23:01
00:23:01
และถึงกับฆ่าอุริยาห์00:23:03
00:23:03
ลองคิดดูสิว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไง
ถ้าถูกข่มเหงเเบบนั้น?00:23:07
00:23:07
จากที่เคยมีชีวิตที่ดี สงบสุข และมั่นคง00:23:11
00:23:11
แต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกโจมตี
และก็ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด00:23:15
00:23:15
ไม่น่าล่ะเขาถึงร้องขอความช่วยเหลือ
เพราะเขากำลังเจอปัญหาหนักจริงๆ00:23:20
00:23:20
ใช่00:23:21
00:23:21
แต่พระยะโฮวาตอบฮาบากุกยังไง?00:23:24
00:23:24
ยังไงเหรอ?00:23:25
00:23:25
ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้00:23:27
00:23:27
มีสักครั้งไหมที่พระยะโฮวาแก้ไขความคิด
ของฮาบากุก00:23:30
00:23:30
โดยบอกว่า “เจ้าเป็นใครถึงสงสัยเรา?”00:23:32
00:23:32
ไม่มีนะ00:23:34
00:23:34
ผมคิดว่าเราได้บทเรียนหลายอย่าง
จากเรื่องนี้นะ00:23:39
00:23:39
พระยะโฮวาฟังตอนที่ฮาบากุกพูด00:23:41
00:23:41
พระองค์เข้าใจความรู้สึกเขา00:23:44
00:23:44
พระองค์เลยไม่ได้ตำหนิที่เขาพูดแบบนั้น00:23:47
00:23:47
พระยะโฮวายังให้ฮาบากุกเขียนความรู้สึก
ของตัวเองเพื่อคนอื่นจะได้รับประโยชน์ด้วย00:23:51
00:23:51
และฮาบากุกคงจะรู้สึกดีขึ้นที่ได้ทำแบบนั้น00:23:55
00:23:55
พระยะโฮวาดีจริงๆ00:23:57
00:23:57
พระองค์เห็นค่าคำพูดที่ออกมาจากใจ
ของผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์00:24:01
00:24:01
ใช่ พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายจริงๆ00:24:03
00:24:03
มันเหมือนกับพระองค์บอกเราว่า00:24:05
00:24:05
“นี่แหละคือวิธีที่เราตอบฮาบากุก
เราก็จะทำแบบนั้นกับเจ้าเหมือนกัน00:24:10
00:24:10
เรารู้ว่าเจ้าเจออะไรอยู่
และเราเข้าใจความรู้สึกของเจ้า”00:24:13
00:24:13
อีกจุดหนึ่งที่ฉันสนใจคือ
คำพูดของพระยะโฮวาในบท 2 ข้อ 400:24:18
00:24:18
ที่บอกว่า00:24:19
00:24:19
“แต่คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”00:24:22
00:24:22
จุดนี้ก็น่าสนใจ00:24:23
00:24:23
ฉันเคยจดเกี่ยวกับข้อนี้ไว้00:24:25
00:24:25
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดทั่วๆไป00:24:27
00:24:27
แต่เป็นความจริงที่สำคัญของคัมภีร์ไบเบิล00:24:30
00:24:30
พระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมั่นใจ00:24:32
00:24:32
ว่าพระองค์จะไม่ลืม
และจะไม่ทิ้งคนที่เชื่อในพระองค์00:24:35
00:24:35
พวกเขาจะได้ชีวิต00:24:36
00:24:36
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ00:24:38
00:24:38
เยเรมีย์ บารุค เอเบดเมเลค
และคนในตระกูลเรคาบ00:24:42
00:24:42
รอดชีวิตตอนที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย00:24:45
00:24:45
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่ไว้ใจได้00:24:47
00:24:47
แต่ยังมีอีกที่เราเรียนได้00:24:49
00:24:49
ถ้าดูที่ข้ออ้างโยง00:24:51
00:24:51
เปาโลใช้ประโยคนี้ในจดหมาย 3 ฉบับ00:24:54
00:24:54
ที่เขาเขียนให้กำลังใจ
พี่น้องคริสเตียนในศตวรรษแรก00:24:57
00:24:57
พระยะโฮวาให้มีการเขียนคำพูดของฮาบากุกซ้ำ00:25:01
00:25:01
นี่เหมือนพระองค์กำลังบอกเราว่า
เจ้าต้องจำสิ่งที่เราบอกฮาบากุกให้ดี00:25:06
00:25:06
คำตอบจากพระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมีกำลังใจ00:25:10
00:25:10
เพราะ 2 ข้อสุดท้ายเขาพูดว่า00:25:12
00:25:12
“ผมจะยินดีเพราะพระยะโฮวาและสุขใจ”00:25:15
00:25:15
ฉันจำได้วีดีโอนมัสการเช้าเรื่องหนึ่ง
พูดถึงความหมายของข้อนี้ไว้ว่า00:25:20
00:25:20
‘กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
และหมุนตัวอย่างมีความสุข’00:25:24
00:25:24
ถึงแม้สถานการณ์ของฮาบากุก
จะยังไม่เปลี่ยน00:25:27
00:25:27
แต่พอเขาได้ระบายความรู้สึกกับพระยะโฮวา00:25:30
00:25:30
เขาก็รู้สึกสบายใจเเละไว้ใจพระองค์00:25:33
00:25:33
ใช่แล้ว พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่
เข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้00:25:37
00:25:37
นี่ก็เลยทำให้ฮาบากุกไม่เศร้าอีกต่อไป00:25:40
00:25:40
เรื่องนี้ให้กำลังใจจริงๆ00:25:42
00:25:42
ใช่ คุณคิดว่าเรื่องนี้
ให้บทเรียนอะไรกับเรา?00:25:47
00:25:47
ฉันได้เรียนว่าพระยะโฮวาเข้าหาได้ง่าย00:25:50
00:25:50
ฉันมั่นใจว่าฉันบอกพระองค์ได้ทุกเรื่อง00:25:53
00:25:53
ไม่ต้องใช้คำสวยๆ
ไม่ต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง00:25:57
00:25:57
เพราะพระยะโฮวารู้อยู่แล้วว่าฉันรู้สึกยังไง00:26:00
00:26:00
พระองค์อยากให้ฉันพูดออกมาจากใจ
รวมทั้งเรื่องที่ฉันไม่กล้าบอกคนอื่น00:26:06
00:26:06
พระองค์ห่วงใยฉันจริงๆ00:26:08
00:26:09
เป็นจุดที่ดีมาก00:26:10
00:26:10
ผมเองก็อยากเป็นคนที่
เข้าหาได้ง่ายเหมือนพระยะโฮวา00:26:15
00:26:15
ไม่ใช่เเค่คำพูดเท่านั้น00:26:17
00:26:17
แต่อยากแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นด้วย00:26:19
00:26:19
ผมอยากทำให้คุณกับคนอื่นๆรู้สึกสบายใจ
และมาคุยกับผมได้ทุกเรื่อง00:26:24
00:26:24
และถ้าบางคนพูดด้วยความโกรธ
เหมือนฮาบากุก00:26:26
00:26:26
ผมก็อยากจะคิดว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น00:26:30
00:26:30
และแสดงให้เห็นว่าผมเข้าใจพวกเขา00:26:32
00:26:32
ฉันเห็นด้วย00:26:34
00:26:34
มีอีกจุดหนึ่งที่ฉันชอบก็คือ00:26:36
00:26:36
เราไว้ใจพระยะโฮวาได้00:26:39
00:26:39
ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่พระยะโฮวาบอกไว้
จะต้องเกิดขึ้นจริง00:26:42
00:26:42
คนดีจะมีชีวิตอยู่
นี่เป็นความจริงที่สำคัญมากในคัมภีร์ไบเบิล00:26:47
00:26:47
ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันก็ยังมีความสุขได้เหมือนกับฮาบากุก00:26:52
00:26:52
พอคิดถึงสิ่งที่พระยะโฮวาทำ
ในฮาบากุกบท 300:26:57
00:26:57
ช่วยให้ผมมั่นใจว่าถึงแม้จะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น00:27:00
00:27:00
ผมก็อดทนรอพระยะโฮวาได้00:27:02
00:27:02
จุดจบจะมาเมื่อไหร่ไม่สำคัญ00:27:04
00:27:04
เเต่ที่สำคัญคือ
เราต้องซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา00:27:08
00:27:09
นี้เป็นบทเรียนที่ดีมาก00:27:10
00:27:10
พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้จริงๆ00:27:14
00:27:14
ดูสิ!00:27:15
00:27:15
เราใช้แค่เครื่องมือที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล00:27:17
00:27:17
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้
แค่นี้ก็ได้หลายอย่างแล้ว00:27:21
00:27:21
ใช่00:27:22
00:27:22
นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความอดทนของพระยะโฮวา00:27:26
00:27:26
ทั้งตอนที่พระองค์ถูกตั้งคำถาม
หรือตอนที่ฮาบากุกคิดว่าจะถูกตักเตือน00:27:30
00:27:30
เรายังมีเวลา
ค้นคว้ากันต่ออีกหน่อยดีไหม?00:27:33
00:27:33
ผมสงสัยว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไงตอนที่...00:27:36
00:27:38
“คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”00:27:42
00:27:42
ถ้าเราเชื่อเหมือนฮาบากุก 00:27:44
00:27:44
เราก็จะได้ชีวิต 00:27:46
00:27:47
แล้วความเชื่อ
เกี่ยวข้องยังไงกับการเชื่อฟัง 00:27:50
00:27:50
ขอเรามาฟังว่าพี่น้องวิลเลียม เทอร์เนอร์ 00:27:53
00:27:53
อธิบายเรื่องนี้ยังไงในการนมัสการตอนเช้า00:27:55
00:27:57
เมื่อพูดถึง
การวางใจพระยะโฮวา00:28:00
00:28:00
เราอยากทำให้แน่ใจว่า
เราวางใจพระองค์สุดหัวใจ00:28:05
00:28:05
แต่ถ้าเราค้นคว้าในสิ่งพิมพ์
ของเราเกี่ยวกับคำว่า “วางใจ”00:28:11
00:28:11
เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญด้วย
ที่จะวางใจในเรื่องอื่นๆ00:28:16
00:28:16
เช่น การไว้วางใจในชื่อของพระยะโฮวา 00:28:19
00:28:19
คำของพระองค์ องค์การ
และพระคริสต์ผู้นำของเรา 00:28:25
00:28:25
ถ้าเราเน้นเรื่องการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจ 00:28:30
00:28:30
แล้วทำไมถึงสำคัญที่เรา
จะต้องไว้ใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย 00:28:35
00:28:35
ให้เรามาคุยกันก่อนว่าการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจหมายความว่ายังไง? 00:28:40
00:28:40
ให้เราดูพระคัมภีร์ด้วยกันครับ00:28:42
00:28:42
ที่สุภาษิตบท 3 00:28:44
00:28:44
เป็นข้อที่เราคุ้นเคยกันดี 00:28:46
00:28:46
ให้เราอ่านที่สุภาษิต 3:5, 6 00:28:52
00:28:54
“ขอให้วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
และอย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง 00:29:01
00:29:01
คิดถึงพระองค์เสมอไม่ว่าจะทำอะไร00:29:04
00:29:04
แล้วพระองค์จะทำให้ชีวิตราบรื่น” 00:29:08
00:29:09
ผมมั่นใจว่าคุณชอบใช้
ส่วน “อธิบายข้อคัมภีร์” 00:29:13
00:29:13
ซึ่งมีอยู่ในแอป JW Library® 00:29:16
00:29:16
ดังนั้นให้เรามาดูกันว่า
ที่นั่นอธิบายข้อคัมภีร์นี้ยังไง 00:29:20
00:29:20
ถ้าคุณเปิดแอปแล้วให้ไปที่หน้าหลัก00:29:24
00:29:24
แล้วไปที่ “หนังสือและสื่อต่างๆ” 00:29:26
00:29:26
กด “สิ่งพิมพ์และมัลติมีเดีย”
แล้วไปที่ “บทความชุด” 00:29:31
00:29:31
คุณจะเจอส่วน “อธิบายข้อคัมภีร์” 00:29:34
00:29:34
ให้เลื่อนลงมาดูที่หนังสือสุภาษิต00:29:36
00:29:36
คุณจะเห็นสุภาษิต 3:5, 6 00:29:39
00:29:39
ในหัวข้อ “อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง” 00:29:42
00:29:42
ลองมาดูว่าที่นั่นมีคำอธิบายว่ายังไง00:29:45
00:29:45
ถ้าเราดูส่วนที่บอกว่า
“วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ” 00:29:50
00:29:50
ที่นั่นอธิบายว่า 00:29:52
00:29:52
“การที่เราวางใจพระเจ้าสุดหัวใจ00:29:55
00:29:55
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์
ความรู้สึกของเราเท่านั้น 00:29:59
00:29:59
แต่เราเลือกที่จะวางใจพระองค์00:30:02
00:30:02
เพราะเราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า00:30:04
00:30:04
ผู้ที่สร้างตัวเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา” 00:30:08
00:30:09
การวางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ00:30:12
00:30:12
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น00:30:15
00:30:15
แต่เราเลือกที่จะไว้ใจ 00:30:18
00:30:18
เราเลือกที่จะวางใจในพระยะโฮวา 00:30:20
00:30:20
เพราะเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระองค์ 00:30:24
00:30:24
แม้บางเรื่องเราอาจจะไม่ได้เข้าใจเต็มที่00:30:28
00:30:28
หรือไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด 00:30:31
00:30:31
ให้เราอธิบายเรื่องนี้00:30:34
00:30:34
โดยดูเหตุการณ์หนึ่งที่อยู่ใน
คัมภีร์ไบเบิลที่ 2 พงศ์กษัตริย์ 00:30:39
00:30:41
2 พงศ์กษัตริย์ บท 9 พูดถึงเหตุการณ์
ตอนที่เยฮูถูกแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ 00:30:47
00:30:47
ถ้าเราดูที่นั่นตั้งแต่ข้อ 1-3 00:30:52
00:30:52
ผู้พยากรณ์เอลีชาเลือกลูกหลาน
คนหนึ่งของพวกผู้พยากรณ์มา 00:30:57
00:30:57
และมอบหมายเขาให้ไปเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์ 00:31:01
00:31:01
โดยบอกรายละเอียดทั้งหมด
ว่ามีอะไรบ้างที่เขาต้องทำ 00:31:05
00:31:05
หลังจากที่ผู้พยากรณ์คนนั้นทำตาม
ที่เอลีชาบอกทุกอย่างสำเร็จแล้ว 00:31:11
00:31:11
ให้เรามาอ่านว่าเยฮู
กับแม่ทัพคนอื่นๆคุยกันว่ายังไง?00:31:16
00:31:16
ให้เราดูที่ 2 พงศ์กษัตริย์ 9:11 00:31:20
00:31:22
“เมื่อเยฮูกลับไปหาแม่ทัพคนอื่นๆ
พวกเขาก็ถามเยฮูว่า00:31:27
00:31:27
‘ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?00:31:29
00:31:29
คนบ้าคนนั้นมาหาท่านทำไม?’00:31:33
00:31:33
เขาตอบว่า ‘พวกคุณก็เห็นว่าเขาบ้า
เขาก็พูดแบบคนบ้านั่นแหละ’ 00:31:38
00:31:38
แต่พวกเขาตอบว่า ‘ไม่จริง!
บอกพวกเรามาเถอะ’ 00:31:43
00:31:43
เยฮูจึงพูดว่า
‘เขาบอกผมว่า “พระยะโฮวาพูดว่า 00:31:50
00:31:50
‘เราเจิมเจ้าเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล’”’”00:31:56
00:31:59
ให้เราหยุดอยู่ตรงนี้นิดหนึ่งครับ00:32:02
00:32:02
ตอนนี้เรารู้ 2 อย่าง 00:32:04
00:32:04
อย่างแรกพวกแม่ทัพของเยฮู
ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ 00:32:13
00:32:13
เขามองว่าสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ
มันแปลกเหมือนคนบ้า 00:32:17
00:32:18
อย่างที่ 2 เรารู้ว่า00:32:20
00:32:21
พวกเขารู้ว่าสิ่งที่คนแปลกหน้าคนนั้นพูด00:32:25
00:32:25
เป็นข่าวสารที่มาจากพระยะโฮวา 00:32:29
00:32:29
หน้าตาและท่าทางของเยฮู00:32:31
00:32:31
มันบ่งบอกว่ามีบางอย่างที่สำคัญเกิดขึ้น00:32:34
00:32:34
ดังนั้นพอเยฮูบอก
พวกเขาว่าผู้พยากรณ์พูดอะไร 00:32:39
00:32:39
ซึ่งเป็นสิ่งที่พระยะโฮวา
พูดผ่านทางผู้พยากรณ์ 00:32:43
00:32:43
พวกเขามีท่าทียังไงครับ?00:32:45
00:32:45
ขอสังเกตในข้อ 1300:32:48
00:32:48
“พอได้ยินอย่างนั้น แม่ทัพทุกคน
จึงถอดเสื้อคลุมของตน00:32:52
00:32:52
ปูบนบันไดให้เยฮูยืนบนนั้น00:32:54
00:32:54
พวกเขาเป่าแตรเขาสัตว์และร้องว่า
‘เยฮูเป็นกษัตริย์แล้ว!’” 00:33:00
00:33:01
แม้พวกเขาไม่ได้เข้าใจเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทั้งหมด00:33:06
00:33:06
แต่พวกเขาพยายามคิดถึงสิ่งที่รู้อยู่แล้ว 00:33:09
00:33:09
พวกเขาเข้าใจว่าการชี้นำครั้งนี้มาจากใคร 00:33:13
00:33:13
แล้วพวกเขาก็ให้การสนับสนุนทันที 00:33:17
00:33:17
ลองจินตนาการแบบนี้ดูนะครับ 00:33:20
00:33:20
จะเป็นยังไงถ้าพวกแม่ทัพ
สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น00:33:24
00:33:24
และใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินใจในเรื่องนี้00:33:29
00:33:30
คุณคิดว่ามันจะมีผลเสียต่อเยฮูไหม? 00:33:32
00:33:32
ถ้าดูในข้อ 11 จะเห็นว่าเยฮูพูดเหมือนกับว่า00:33:37
00:33:37
เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่สำคัญอะไร00:33:39
00:33:40
คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกว่า00:33:42
00:33:42
ทำไมเขาถึงพูดเหมือนกับว่า00:33:44
00:33:44
การที่เขาถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ไม่สำคัญ 00:33:47
00:33:47
แต่การที่พวกแม่ทัพสนับสนุน
เยฮูทันทีโดยไม่ลังเล 00:33:54
00:33:54
และเชื่อมั่นเต็มที่ว่า
คำพูดนี้มาจากพระยะโฮวา 00:33:58
00:33:59
เรื่องนี้แหละที่ทำให้เยฮูมีความมั่นใจมากขึ้น 00:34:04
00:34:04
ถ้าเราอ่านในข้อ 14 ก็จะเห็นว่า00:34:07
00:34:07
เขามีแรงกระตุ้นและลงมือทำ
งานที่พระยะโฮวามอบหมายทันที 00:34:13
00:34:14
เราได้เรียนอะไรจากเรื่องนี้ครับ?00:34:17
00:34:18
หลายปีที่ผ่านมาเราได้รับ
การชี้นำหลายอย่าง00:34:21
00:34:21
ที่เบเธลและในเขตงาน 00:34:24
00:34:24
เพราะสภาพการณ์ต่างๆของโลกเปลี่ยนไป 00:34:27
00:34:27
และพระยะโฮวาก็รู้
ว่าเราอาจจะกังวลหรือถึงกับสงสัย 00:34:35
00:34:35
โดยเฉพาะในเรื่องที่เราไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ 00:34:39
00:34:39
และไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด 00:34:42
00:34:42
ลองนึกภาพว่าพระยะโฮวาจะรู้สึกยังไง 00:34:45
00:34:45
เมื่อเราไว้ใจการชี้นำจากองค์การ00:34:49
00:34:49
และแสดงให้เห็นว่าเราสนับสนุน
และทำตามการชี้นำนั้น 00:34:53
00:34:53
เราก็กำลังทำเหมือนที่พวกแม่ทัพทำ 00:34:56
00:34:56
เห็นไหมครับว่า เมื่อเราเชื่อมั่นและไว้ใจ
การชี้นำจากองค์การและทำตาม 00:35:02
00:35:02
พระยะโฮวาไม่ใช่แค่เห็นค่าสิ่งที่เราทำ00:35:05
00:35:05
แต่พระองค์มองว่ามีค่ามาก 00:35:08
00:35:08
เพราะการทำแบบนี้แสดงว่าเรารัก
และไว้ใจพระองค์อย่างเต็มที่ 00:35:13
00:35:13
และการสนับสนุนของเรายังช่วยคนอื่น
ที่อยู่รอบตัวเราให้ได้กำลังใจด้วย 00:35:20
00:35:20
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์มากจริงๆ 00:35:23
00:35:24
เรื่องที่เราคุยกันมาเกี่ยวข้องยังไง
กับแง่มุมอื่นๆของการไว้วางใจ 00:35:30
00:35:30
อย่างเช่น ชื่อของพระเจ้า00:35:32
00:35:32
คำของพระองค์และองค์การของพระองค์ 00:35:35
00:35:37
เป็นอย่างนั้นจริงๆใช่ไหมครับ 00:35:38
00:35:38
ถ้าเรารักใคร เราพิสูจน์ให้เห็น
โดยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด 00:35:44
00:35:45
สำหรับพระยะโฮวาแล้ว 00:35:47
00:35:47
พระองค์ดีใจ00:35:49
00:35:49
เมื่อเราบอกว่าเรารักและไว้วางใจในพระองค์
ตอนที่เราอธิษฐาน 00:35:54
00:35:54
แต่เราต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ 00:35:57
00:35:57
โดยไว้วางใจพระยะโฮวาในทุกอย่างที่เราทำ 00:36:00
00:36:00
และนี่จะทำให้เราสนิทกับพระองค์มากขึ้น 00:36:04
00:36:04
สิ่งนี้ยังรวมถึงการไว้ใจและร่วมมือ
ทำตามวิธีต่างๆของพระยะโฮวา 00:36:11
00:36:11
ไว้วางใจพระเยซูผู้นำของเรา
และวิธีที่ท่านนำหน้าประชาคม 00:36:16
00:36:16
ไว้ใจองค์การที่อยู่บนโลกของพระยะโฮวา 00:36:19
00:36:19
ซึ่งก็คือ “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม” 00:36:23
00:36:23
ไว้ใจผู้ดูแลที่ให้การชี้นำในประชาคม 00:36:28
00:36:29
ถึงแม้พวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ 00:36:31
00:36:31
แต่ก็ขอให้เราจำไว้ว่า
พระยะโฮวาไว้ใจคนเหล่านี้ 00:36:36
00:36:36
ลองคิดดูสิจะมีผลดีอะไรบ้าง
ถ้าเราไว้ใจคนเหล่านี้? 00:36:43
00:36:44
เรารู้ว่าจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้น
หลายอย่างรอเราอยู่ 00:36:49
00:36:49
แต่เหตุการณ์ต่างๆในโลกทำให้เห็นชัดว่า00:36:53
00:36:53
เราอยู่ใน “ช่วงเวลาวิกฤติ
ที่มีแต่ความยุ่งยากลำบาก” 00:36:57
00:36:57
ดังนั้น ตอนนี้เป็นเรื่องที่
สำคัญมากกว่าเมื่อก่อน 00:37:01
00:37:01
ที่จะจำและทำตามคำพูดที่บอกไว้
ในอิสยาห์ 30:15 ที่นั่นบอกว่า 00:37:07
00:37:07
“ถ้าพวกเจ้ามีใจที่สงบและวางใจเรา
พวกเจ้าก็จะมีความเข้มแข็ง” 00:37:13
00:37:13
ขอให้เราไว้ใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ 00:37:18
00:37:19
ความเชื่อไม่ใช่แค่ความรู้สึก 00:37:21
00:37:21
แต่เราเชื่อ00:37:22
00:37:22
เพราะรู้ว่าพระยะโฮวา
จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกเราเสมอ 00:37:28
00:37:28
ถ้าเราเชื่อในพระยะโฮวา
และองค์การของพระองค์ 00:37:31
00:37:31
พวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน 00:37:34
00:37:34
มิวสิกวิดีโอในเดือนนี้
ก็จะเน้นให้เห็นว่า 00:37:37
00:37:37
การที่พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน
จะช่วยให้เราเข้มแข็งได้ 00:37:40
00:37:40
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว 00:37:43
00:37:48
ฟังฉันได้ไหม00:37:53
00:37:53
อยากจะขอระบาย00:37:57
00:37:57
กำลังใจมันหมดไปและแรงก็ไม่มี00:38:04
00:38:05
พระยะโฮวาก็รักฉันรู้ดี00:38:12
00:38:12
ยังคิดว่าตัวเราคงไม่มีค่าพอให้ใครรัก00:38:20
00:38:21
ฟังฉันพูดซักนิด00:38:28
00:38:29
อธิษฐานกับฉันหน่อย00:38:36
00:38:37
เธอจะช่วยฉันให้ฉันมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่00:38:42
00:38:42
และให้รักกับฉันจนทำให้ชื่นใจอีก00:38:46
00:38:46
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย00:38:49
00:38:49
ก็อดทนสู้ได้00:38:52
00:38:52
เราไม่ทิ้งกันไปไหน00:38:57
00:39:00
ไม่ทิ้งกันไปไหน00:39:05
00:39:09
ยังท้อใช่ไหม00:39:13
00:39:13
เธอมีทุกข์ฉันรู้ได้00:39:18
00:39:18
ขออย่าลืมไปเธอยังมีเพื่อนคนนี้00:39:24
00:39:26
พระยะโฮวาก็จะไม่ทิ้งไป00:39:33
00:39:33
และจะไม่มีวันปล่อยมือจะช่วยเธอแน่นอน00:39:41
00:39:42
ให้เธอระบายกับฉัน00:39:49
00:39:49
จะอธิษฐานให้เธอ00:39:57
00:39:57
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่00:40:02
00:40:02
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก00:40:06
00:40:06
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย00:40:10
00:40:10
ก็อดทนสู้ได้00:40:14
00:40:30
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่00:40:35
00:40:35
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก00:40:38
00:40:38
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย00:40:42
00:40:42
ก็อดทนสู้ได้00:40:44
00:40:44
เราไม่ทิ้งกันไปไหน00:40:49
00:40:54
เราไม่ทิ้ง00:40:58
00:41:01
ไม่ทิ้งกันไปไหน00:41:06
00:41:10
เราไม่ทิ้ง00:41:14
00:41:25
เมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น 00:41:27
00:41:27
กำลังใจที่เราได้รับจากพี่น้องมันมีค่ามาก00:41:31
00:41:31
และความเชื่อ
ที่เรามีต่อองค์การของพระยะโฮวา 00:41:33
00:41:33
ก็จะส่งผลกับคนอื่นที่อยู่รอบตัวเราด้วย 00:41:36
00:41:37
วัยรุ่นครับ เพื่อนของคุณคิดยังไง 00:41:39
00:41:39
เกี่ยวกับสิ่งที่ศาสนาต่างๆทำ?00:41:42
00:41:42
คุณจะมั่นใจได้ยังไง
ว่าสิ่งที่คุณเชื่อเป็นเรื่องจริง00:41:46
00:41:46
ให้เรามาดูว่าวัยรุ่น 2 คนหาเหตุผลยังไง 00:41:49
00:41:49
ตอนที่เขาสงสัยเรื่องนี้00:41:51
00:42:01
ทำไมถึงยากที่จะเชื่อว่า
มีศาสนาแท้แค่ศาสนาเดียว?00:42:05
00:42:07
ที่โรงเรียนมีแรงกดดันเยอะมาก
ให้ยอมรับทุกศาสนา00:42:11
00:42:11
และมองว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้00:42:14
00:42:14
ครั้งหนึ่งในเขตประกาศ00:42:16
00:42:16
มีผู้ชายคนหนึ่งโกรธพวกเรามาก
แล้วบอกว่า 00:42:18
00:42:18
“ศาสนาผมสร้างโรงพยาบาล
ทำการกุศลหลายอย่าง00:42:22
00:42:22
แล้วพวกพยานฯล่ะทำอะไรบ้าง?”00:42:24
00:42:24
ซึ่งก็จริง00:42:25
00:42:25
พวกเขาทำแบบนั้นจริงๆ 00:42:27
00:42:27
ผมคิดว่าแล้วทำไมเราไม่ทำแบบนั้นบ้าง?00:42:30
00:42:30
ถ้าศาสนาอื่นก็ทำเรื่องดีๆหลายอย่าง00:42:32
00:42:32
แล้วเราเป็นศาสนาแท้ศาสนาเดียวหรอ?00:42:35
00:42:36
เรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจ00:42:38
00:42:39
ตอนที่เรียนพยาบาล
ฉันต้องเรียนวิชาจริยธรรม00:42:42
00:42:42
วิชานี้สอนว่าศาสนาที่แต่ละคน
นับถือมีผลต่อวิธีดูแลผู้ป่วย00:42:47
00:42:47
วันหนึ่งในชั้นเรียนมีการพูดถึง
รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน00:42:51
00:42:51
เช่น รักร่วมเพศ 00:42:53
00:42:53
ครูก็เริ่มเดินไปรอบๆห้อง00:42:54
00:42:54
และถามนักเรียนแต่ละคน
ว่าเขาคิดยังไงกับคนกลุ่มนี้ 00:42:58
00:42:59
ตอนนั้นฉันกลัวมาก00:43:00
00:43:00
จนอยากให้แผ่นดินแยก
และกลืนฉันลงไปทั้งตัว 00:43:03
00:43:04
มันกดดันมากเลยค่ะ00:43:06
00:43:07
คุณทำยังไงให้มั่นใจว่า
สิ่งที่คุณเชื่อเป็นความจริง?00:43:11
00:43:12
มัทธิว 7:13, 14 พูดถึงทาง 2 ทาง00:43:16
00:43:16
และมีแค่ทางเดียวที่ถูก00:43:18
00:43:18
ส่วนทางอื่นๆผิด 00:43:19
00:43:19
ผมต้องทำให้ความเชื่อ
เข้มแข็งขึ้นและเลือกทางที่ถูกต้อง 00:43:23
00:43:23
ผมรู้ว่าต้องเลือกเดินในทางแคบ
ที่เดินลำบาก 00:43:26
00:43:26
ตอนที่ผมศึกษาส่วนตัวและ
คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูด 00:43:30
00:43:30
ผมเขียนทุกคำถามที่เขาพูดวันนั้น00:43:32
00:43:32
แล้วผมก็ค้นคว้าอย่างเจาะจง
ในทุกเรื่องที่เขาถาม 00:43:36
00:43:36
แล้วผมก็เจอข้อคัมภีร์หนึ่ง00:43:38
00:43:38
ในมัทธิว 7:22, 2300:43:41
00:43:41
ข้อนั้นพระเยซูเตือนว่า00:43:43
00:43:43
ไม่ใช่ทุกคนที่ “ทำการอัศจรรย์
หลายอย่างในนามของท่าน” 00:43:47
00:43:47
จะเป็นคนที่ท่านยอมรับ00:43:48
00:43:48
ผมคิดถึงสิ่งต่างๆที่พยานฯทำ00:43:50
00:43:50
เราเป็นกลางทางการเมือง 00:43:52
00:43:52
เรารักคนอื่นถึงแม้เขาไม่ใช่พยานฯ00:43:55
00:43:55
และเราก็ประกาศข่าวดีทั่วโลก00:43:57
00:43:57
ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่พระเยซูสั่งให้เราทำ00:44:00
00:44:01
ฉันอธิษฐานทันที00:44:03
00:44:04
แล้วพระยะโฮวาก็ให้กำลังกับฉัน 00:44:06
00:44:06
พระองค์ช่วยให้ฉันกล้าที่จะพูดว่า00:44:08
00:44:08
ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามความคิดของตัวเอง00:44:11
00:44:11
แต่ทำตามมาตรฐานของพระองค์00:44:13
00:44:13
ที่ยอห์นบท 18:3800:44:15
00:44:15
เราเห็นปีลาตเยาะเย้ยพระเยซู
โดยถามว่า 00:44:18
00:44:18
“แล้วความจริงคืออะไรล่ะ?”00:44:20
00:44:20
เพราะเขาคิดว่าพระเยซู
ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรคือความจริง00:44:24
00:44:25
ตลอดเวลาที่ผ่านมา00:44:26
00:44:26
ก็มีคนที่เชื่อว่า
ความจริงไม่ได้มีแค่อย่างเดียว 00:44:30
00:44:30
เขาจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้00:44:31
00:44:31
สุภาษิต 22:3 บอกเราว่า 00:44:34
00:44:34
“คนฉลาดมองเห็นอันตราย
แล้วหนีไปซ่อนตัว” 00:44:37
00:44:37
ก่อนเข้าเรียนฉันจะดูว่า
วันนั้นจะต้องเรียนอะไร 00:44:40
00:44:40
ฉันรู้ว่าเพื่อที่ฉันจะปกป้องความเชื่อได้00:44:43
00:44:43
ฉันต้องเตรียมตัวก่อน 00:44:45
00:44:46
ฉันเลยเข้าไปที่เว็บไซต์ jw.org00:44:49
00:44:49
เพื่อค้นคว้าดูบทความต่างๆที่จะช่วยให้ฉัน00:44:53
00:44:53
อธิบายความเชื่อได้อย่างชัดเจน00:44:56
00:44:57
ผมรู้ว่าผมไม่ควรให้เหตุการณ์นั้น
ทำให้ผมรู้สึกท้อ00:45:01
00:45:01
ผมต้องกลับไปประกาศ 00:45:03
00:45:04
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาผมก็มีโอกาส
ที่จะพูดปกป้องความเชื่อของตัวเอง 00:45:08
00:45:08
ถึงแม้คุณจะพยายามใช้
คัมภีร์ไบเบิลหาเหตุผลกับเขา00:45:12
00:45:12
เป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่เชื่อ 00:45:14
00:45:15
แต่อย่างน้อยคุณก็ได้
เสริมความเชื่อให้กับตัวเอง00:45:17
00:45:18
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์กับคุณยังไง?00:45:21
00:45:24
ถ้าคุณเป็นคนขี้อายเหมือนฉัน 00:45:25
00:45:25
พอมีคนอื่นมาพูดอะไร
มันก็ง่ายมากที่จะถูกโน้มน้าว 00:45:29
00:45:29
แต่ความจริงก็คือ00:45:30
00:45:30
มีแนวทางเดียวเท่านั้นที่พระยะโฮวายอมรับ00:45:33
00:45:34
ที่ 1 โครินธ์ 1:10 บอกว่าเราต้อง
‘มีความคิดเดียวกันเสมอ’00:45:39
00:45:39
ดังนั้น ความจริงจะมีหลายอย่างไม่ได้00:45:42
00:45:43
มันอธิบายไม่ถูกเลยว่าฉันรู้สึก
ขอบคุณพระยะโฮวามากแค่ไหน00:45:47
00:45:47
ที่พระองค์ให้สิทธิพิเศษกับฉันที่ได้รู้จัก
พระองค์และได้รู้เกี่ยวกับศาสนาแท้ 00:45:53
00:45:53
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้
ฉันอยากพยายามเต็มที่00:45:56
00:45:56
ที่จะทำให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา 00:45:59
00:45:59
ฉันอยากให้ของขวัญล้ำค่านี้กับคนอื่นด้วย00:46:03
00:46:04
ผมเชื่อแล้วว่าศาสนาแท้มีแค่ศาสนาเดียว 00:46:07
00:46:07
และนี่ทำให้ผมตัดสินใจได้ดี 00:46:09
00:46:09
และแทนที่ผมจะสงสัยว่า
สิ่งที่ผมเชื่อเป็นความจริงไหม 00:46:14
00:46:14
ผมมีคัมภีร์ไบเบิลที่ตอบทุกเรื่องที่ผมสงสัย 00:46:19
00:46:19
และช่วยชี้นำผมไม่ว่าผม
จะเจอเรื่องอะไรก็ตาม00:46:23
00:46:25
ถึงแม้องค์การของเรา
จะไม่ได้สร้างโรงพยาบาล 00:46:28
00:46:28
แต่งานที่เราทำกำลังช่วยชีวิตหลายคน 00:46:31
00:46:31
เราช่วยเขาให้รู้จักความจริง
และได้มาสนิทกับพระยะโฮวา00:46:35
00:46:46
คุณเคยถูกครูหรือเพื่อน
ถามคำถามแบบนี้มาก่อนไหม 00:46:51
00:46:51
ขอให้คุณตั้งเป้าที่จะเสริมความเชื่อของตัวเอง 00:46:54
00:46:54
เหมือนนาโอมิกับวินซ์ 00:46:55
00:46:56
ถ้าคุณทำแบบนั้น 00:46:58
00:46:58
คุณมั่นใจได้เลยว่า 00:46:59
00:46:59
พระยะโฮวาจะตอบสิ่งที่คุณสงสัย 00:47:02
00:47:02
และให้คำแนะนำ 00:47:03
00:47:03
ที่ช่วยคุณให้ใกล้ชิดกับพระองค์ 00:47:05
00:47:06
พระยะโฮวายังให้รางวัล00:47:09
00:47:09
กับคนที่เสียสละตัวเอง00:47:11
00:47:11
เพื่อจะรับใช้พระองค์มากขึ้นด้วย 00:47:13
00:47:13
ตอนนี้ขอให้เราฟังประสบการณ์
ของคนที่กำลังทำแบบนั้น00:47:17
00:47:18
สวัสดีครับ ผมชื่อโรเบิร์ต แม็กกี00:47:20
00:47:20
ตอนนี้กำลังรับใช้ที่สาธารณรัฐโดมินิกัน 00:47:24
00:47:36
เขตประกาศที่นี่สวยมาก 00:47:38
00:47:38
มีทั้งชายหาด 00:47:40
00:47:40
และภูมิประเทศที่หลากหลาย 00:47:43
00:47:43
แต่ผู้คนที่นี่พิเศษกว่านั้นอีก00:47:45
00:47:46
ตอนเป็นเด็กผมมีความฝันอยากเป็นมิชชันนารี00:47:49
00:47:49
และไปประกาศกับผู้คนในต่างประเทศ 00:47:51
00:47:51
และตอนนี้ผมก็ได้ทำแบบนั้นแล้ว 00:47:54
00:47:55
การรับใช้ในที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า
มันก็ยากอยู่นะครับ00:47:59
00:47:59
บางครั้งผมก็คิดถึงบ้าน 00:48:01
00:48:01
แต่พี่น้องที่นี่ก็เป็นเหมือนครอบครัวผมเลย 00:48:05
00:48:06
พวกเขาพร้อมที่จะช่วยคนต่างชาติแบบผม00:48:09
00:48:09
แล้วก็ช่วยผมหลายครั้งจริงๆ 00:48:12
00:48:12
ตอนแรกที่ผมมาถึง00:48:14
00:48:14
พวกเขาช่วยหาที่พัก 00:48:15
00:48:15
พวกเขามักจะคอยแวะมาหา00:48:17
00:48:17
และเอาอาหารมาให้ผม00:48:19
00:48:19
ถึงแม้บางครั้งผมจะคิดถึงบ้าน 00:48:21
00:48:21
แต่พี่น้องที่นี่เป็นเหมือนคนในครอบครัว00:48:24
00:48:24
ทำให้ผมหายเหงาเลยครับ 00:48:25
00:48:25
เวลาที่ผมใช้ไปในแต่ละวันมันคุ้มค่ามาก 00:48:28
00:48:28
ผมจะเล่าให้ฟังนะครับว่า00:48:30
00:48:30
1 วันในชีวิตของผมที่นี่ ผมทำอะไรบ้าง00:48:33
00:48:34
ผมตื่นนอนประมาณ 7:15 น.00:48:37
00:48:41
แล้ว 8:30 น. ก็ออกจากบ้าน 00:48:44
00:48:50
คนที่นี่ไม่ค่อยมีรถยนต์00:48:53
00:48:53
เวลาไปไหนมาไหนก็เลยจะใช้แต่มอเตอร์ไซค์ 00:48:56
00:48:56
แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย00:48:58
00:48:59
ก่อนจะมาที่นี่ ผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น 00:49:02
00:49:02
แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะขับมอเตอร์ไซค์
ไปประกาศด้วย 00:49:05
00:49:05
แต่พี่น้องที่นี่00:49:06
00:49:06
ก็ช่วยสอนผมให้รู้วิธีขับมอเตอร์ไซค์ 00:49:08
00:49:08
และผมก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาไปไหนมาไหน00:49:12
00:49:12
ผมใช้เวลาประมาณ 15 นาที00:49:14
00:49:14
ก็ไปถึงหอประชุม 00:49:15
00:49:16
ผมอยู่ประชาคมภาษามืออเมริกัน 00:49:18
00:49:18
หรือที่เรียกกันว่า ASL 00:49:21
00:49:23
หลังจากประชุมเพื่อการประกาศแล้ว 00:49:26
00:49:26
เราก็ไปที่เขตประกาศ 00:49:27
00:49:30
การประกาศที่นี่ง่ายมาก00:49:33
00:49:34
ผู้คนที่นี่ใจดีและคุยง่าย 00:49:37
00:49:37
ตอนที่เรากำลังหาคนหูหนวกเพื่อจะประกาศ 00:49:40
00:49:40
เจ้าของบ้านที่หูดี00:49:42
00:49:42
ก็จะอาสาพาเราไปหาคนหูหนวก 00:49:44
00:49:49
บางครั้งเขาก็พาเราเดินไกลมาก
เพื่อไปหาคนหูหนวก00:49:54
00:49:56
ตอนแรกผมรู้สึกกังวลนิดหน่อย 00:49:59
00:50:00
แต่เพื่อนที่ไปกับผมใจเย็นมาก 00:50:02
00:50:02
เขาช่วยให้ผมหายกังวล 00:50:04
00:50:05
แล้วผมก็ได้มารู้ว่าคนที่นี่00:50:07
00:50:07
อยากช่วยเราให้เจอคุณหูหนวกจริงๆ 00:50:09
00:50:09
พวกเขาดีใจที่เราอยากทำสิ่งดีๆเพื่อคนหูหนวก00:50:13
00:50:15
คนส่วนใหญ่ที่นี่นับถือคัมภีร์ไบเบิล00:50:17
00:50:17
ก็เลยไม่ยากที่เราจะคุยกับพวกเขา 00:50:20
00:50:21
หลังจากประกาศในตอนเช้า 00:50:23
00:50:23
พวกเราทุกคนก็จะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน 00:50:25
00:50:25
เพราะอากาศร้อนมาก 00:50:27
00:50:27
นี่เป็นวัฒนธรรมที่ผมชอบมากเลยครับ00:50:30
00:50:32
ช่วงนั้นผมก็จะกินข้าวเที่ยง 00:50:35
00:50:35
อาหารโปรดของผมก็คือลาบันเดรา 00:50:38
00:50:38
ก็จะมีข้าว มีถั่ว 00:50:40
00:50:40
แล้วก็มีเนื้อสัตว์ 00:50:41
00:50:42
พอกินข้าวเสร็จ 00:50:43
00:50:43
ผมก็จะดื่มกาแฟ พักผ่อน 00:50:45
00:50:45
หรือไม่ก็ศึกษาส่วนตัว00:50:47
00:50:48
แล้วพอบ่ายๆ
พวกเราก็จะออกมาเจอกันอีกครั้ง 00:50:51
00:50:51
เพื่อไปศึกษาจนถึงช่วงเย็นๆ 00:50:53
00:50:54
ที่โดมินิกันคุณอยากมี
นักศึกษาเยอะขนาดไหนก็ได้ 00:50:58
00:50:58
นี่แหละครับที่ทำให้ผมชอบอยู่ที่นี่มาก00:51:01
00:51:04
ตอนที่เราวางแผนและคำนวณค่าใช้จ่าย00:51:06
00:51:06
เรามักจะคิดว่าต้องเสียสละอะไรบ้าง00:51:08
00:51:08
แต่เราต้องคิดด้วยว่าจะได้อะไรกลับมา 00:51:11
00:51:11
ผมได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ00:51:13
00:51:13
ซึ่งก็คือสอนคนอื่นเรื่องพระยะโฮวา00:51:16
00:51:16
และบางคนก็ก้าวหน้าจนรับบัพติศมา 00:51:19
00:51:19
นี่เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้เลย 00:51:22
00:51:23
ถ้าผมยังอยู่ที่บ้าน00:51:25
00:51:25
ผมคงจะไม่มีประสบการณ์00:51:26
00:51:26
และความทรงจำดีๆแบบที่ผมได้จากที่นี่00:51:30
00:51:31
พระยะโฮวาให้ผมมีพ่อแม่ มีพี่น้อง00:51:35
00:51:35
ผมไม่รู้สึกเหงาอีกเลยครับ00:51:37
00:51:39
พวกเรามักจะพูดถึงพี่น้องที่อยู่ทั่วโลกบ่อยๆ 00:51:42
00:51:42
แต่มันเทียบไม่ได้เลย
กับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง 00:51:46
00:51:46
สดุดี 34:8 บอกว่า 00:51:49
00:51:49
“ลองชิมดู แล้วจะรู้ว่าพระยะโฮวาดีขนาดไหน” 00:51:54
00:51:54
ถ้าคุณชิม00:51:55
00:51:55
คุณก็จะได้รู้ว่า00:51:57
00:51:57
พระยะโฮวาให้พรกับคุณมากมาย00:51:59
00:52:13
การสอนความจริง
เกี่ยวกับพระยะโฮวาให้กับคนอื่น 00:52:16
00:52:16
เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด00:52:18
00:52:18
ถ้าคุณไปรับใช้
ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่าไม่ได้ 00:52:21
00:52:21
ก็ขอให้ลองขยายงานรับใช้ในวิธีอื่นดูนะครับ 00:52:25
00:52:25
ในรายการเดือนนี้00:52:27
00:52:27
เราได้เรียนว่า 00:52:28
00:52:28
การเชื่อฟังคำแนะนำ
จากองค์การของพระยะโฮวาต่อๆไป00:52:32
00:52:32
จะช่วยปกป้องชีวิตของเราไว้ 00:52:35
00:52:35
เหมือนฮาบากุก00:52:36
00:52:36
เราต้องอธิษฐานบอกพระยะโฮวา00:52:38
00:52:38
เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เรากังวล 00:52:40
00:52:40
เพื่อจะรู้สึกสงบใจและไว้ใจพระองค์ 00:52:42
00:52:43
ครอบครัวชอมบา00:52:45
00:52:45
ไว้ใจพระยะโฮวาและทำตามคำแนะนำ
อย่างเต็มที่ 00:52:48
00:52:48
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก00:52:51
00:52:51
ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่เราเชื่อ00:52:55
00:52:55
เราก็จะอยากทำตามคำแนะนำ
ของพระยะโฮวา 00:52:58
00:52:58
ผ่านทางทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม00:53:00
00:53:02
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวที่เซอร์เบีย 00:53:05
00:53:06
เซอร์เบียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล 00:53:09
00:53:09
ทางเหนือเป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ 00:53:11
00:53:11
ทางทิศตะวันออกเป็นแอ่งหินปูน 00:53:14
00:53:14
ทางทิศตะวันตกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ 00:53:17
00:53:17
และทางทิศใต้ก็เต็มไปด้วยภูเขา00:53:19
00:53:19
ความอุดมสมบูรณ์ทำให้เพาะปลูกได้ดี 00:53:22
00:53:23
เซอร์เบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออก
ราสเบอรรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก00:53:28
00:53:28
มีทุ่งเรพซีดที่กว้างใหญ่00:53:30
00:53:30
ที่ปลูกไว้ให้สัตว์กิน 00:53:32
00:53:32
ผู้คนจะเอาเนื้อไปทำเชวาปี 00:53:35
00:53:35
ซึ่งทำมาจากเนื้อบดผสมเครื่องเทศ00:53:38
00:53:38
แล้วก็ปั้นเป็นแท่งๆ 00:53:40
00:53:40
นี่เป็นอาหารยอดนิยม
ของแถบคาบสมุทรบอลข่าน00:53:43
00:53:43
จากนั้นก็จะเอาเชวาปีไปวางบนแผ่นแป้ง 00:53:47
00:53:47
แล้วราดด้วยคายมัก 00:53:48
00:53:48
ซึ่งเป็นครีมที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ที่ทำมาจากนม00:53:52
00:53:52
ลองมาที่นี่ตอนบ่ายวันอาทิตย์ดูสิ 00:53:54
00:53:54
เพราะเป็นธรรมเนียมของผู้คนที่นี่ 00:53:56
00:53:56
ที่ครอบครัวจะมารวมตัวกันในช่วงบ่าย 00:53:59
00:53:59
เพื่อจะกินข้าวและพูดคุยกัน00:54:02
00:54:04
มีหลายคนที่ช่วยกันประกาศข่าวดี
เรื่องรัฐบาลของพระเจ้าในยูโกสลาเวีย00:54:09
00:54:09
ซึ่งปัจจุบันก็คือเซอร์เบีย 00:54:11
00:54:11
หนึ่งในนั้นก็คือทหารที่ชื่อว่านิกา ทราเลีย 00:54:16
00:54:16
ในปี 1918 00:54:18
00:54:18
ตอนที่เขาประจำการอยู่ในกองทัพ
ของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี 00:54:22
00:54:22
เขาถูกกองทัพรัสเซียจับตัว
และถูกส่งไปที่เซอร์เบีย 00:54:25
00:54:25
ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร 00:54:27
00:54:27
จากที่ที่เขาได้เรียนความจริง00:54:29
00:54:29
หลังจากถูกปล่อยตัวเขาก็กลับบ้าน00:54:32
00:54:32
และเริ่มจัดการประชุม00:54:34
00:54:35
อีกคนหนึ่งก็คือช่างตัดผมหนุ่ม
ที่ชื่อฟรันซ์ บรันด์ 00:54:39
00:54:39
คุณอาจจะจำเขาได้
จากตอนที่เราพูดถึงมอนเตเนโกร 00:54:43
00:54:44
เขาชอบพูดเรื่องคัมภีร์ไบเบิลกับลูกค้า 00:54:47
00:54:48
ฟรันซ์กับลูกค้าที่ชื่อรูดอล์ฟ คาเล00:54:50
00:54:50
ได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานรับใช้ 00:54:53
00:54:53
และหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกแต่งตั้ง
ให้ดูแลสำนักงานสาขา00:54:57
00:54:58
ประมาณปี 1930 00:55:00
00:55:00
ไพโอเนียร์ที่มีประสบการณ์ 20 คน 00:55:03
00:55:03
ซึ่งรวมถึงมาร์ติน เพิทซิงเกอร์00:55:05
00:55:05
ก็ถูกส่งไปเพื่อขยายงานรับใช้00:55:07
00:55:07
พวกเขาพูดภาษา
เซอร์เบีย-โครเอเชียไม่ได้00:55:09
00:55:09
ก็เลยใช้บัตรให้คำพยานเพื่อประกาศ 00:55:11
00:55:11
ครั้งหนึ่งมาร์ติน เพิทซิงเกอร์00:55:14
00:55:14
สะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือ 00:55:17
00:55:17
และเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ห่างไกล00:55:19
00:55:19
เพื่อจะประกาศกับคนที่พร้อมจะฟัง00:55:21
00:55:22
ทุกวันนี้พี่น้องของเราก็ยังขยันขันแข็ง
ในการประกาศข่าวดีที่เซอร์เบีย00:55:27
00:55:27
ในเมืองโวจโวดินา00:55:29
00:55:29
ชาวไร่ชาวนาจะยุ่งมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว00:55:32
00:55:33
พี่น้องของเราจะปั่นจักรยานไกลมาก 00:55:35
00:55:35
เพื่อจะไปประกาศกับคนที่ทำงานในไร่ 00:55:38
00:55:39
มีผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ย้ายเข้ามาอยู่ในเซอร์เบียมากขึ้นเรื่อยๆ 00:55:43
00:55:43
เช่น คนที่พูดภาษารัสเซีย 00:55:46
00:55:46
จีน อูรดู เปอร์เซีย และโรมานี 00:55:50
00:55:50
เพื่อจะประกาศกับคนที่พูดภาษาโรมานี 00:55:53
00:55:53
พี่น้องก็จะเดินทาง
ไปยังย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่ 00:55:56
00:55:56
ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ
ที่สร้างอยู่ใกล้กัน 00:56:00
00:56:01
และพวกเขาก็ตอบรับอย่างดีด้วย00:56:03
00:56:04
ประชาคมเบลเกรด โรมานี 00:56:07
00:56:07
มีนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิล 46 คน 00:56:10
00:56:10
และมีผู้เข้าร่วมการประชุมเฉลี่ย
มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์00:56:14
00:56:14
พี่น้องจากประชาคมเบลเกรด โรมานี 00:56:17
00:56:17
ได้ส่งความรักและคำทักทาย
ให้กับพวกคุณทุกคน 00:56:21
00:56:26
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW®00:56:29
00:56:29
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา00:56:32
รายการโทรทัศน์ JW—กรกฎาคม 2026
-
รายการโทรทัศน์ JW—กรกฎาคม 2026
ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ
พวกเราทุกคนอยากจะตัดสินใจได้อย่างดี
และมองไปในอนาคตด้วยความมั่นใจ
แต่เพื่อจะทำแบบนั้นได้
เราต้องการคำแนะนำที่ดี
ในเดือนนี้เราเลยจะพูดถึงวิธีหาคำแนะนำ
และจะทำตามได้ยังไง?
เราจะฟังประสบการณ์ของครอบครัวชอมบา
ที่ทำตามคำแนะนำ
และได้รับพรจากการเชื่อฟัง
เราจะได้ขุดค้นความรู้จากหนังสือฮาบากุก
และเรียนวิธีที่จะสงบใจ
เมื่อได้รับงานมอบหมายที่ยาก
หรือเจอปัญหาในชีวิต
และให้เรามาฟังว่า
หนึ่งวันในชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ที่ออกจากบ้าน
และไปรับใช้ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่า
เป็นยังไง
มีหลายอย่างที่เราจะได้เรียนด้วยกัน
ในรายการโทรทัศน์ JW เดือนนี้ครับ
คุณรู้ไหมว่าควรไปทางไหน?
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้
มาจากโยชูวา 3:4
ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอล
กำลังจะเข้าแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
หลังจากที่รอมาประมาณ 40 ปี
แต่เส้นทางที่พวกเขาจะไปนั้นไม่ง่ายเลย
ต้องมีความพยายาม ความเชื่อ
และความกล้าหาญ
ถึงจะได้อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
พวกเขารู้ไหมว่าต้องทำอะไร
ให้เรามาอ่านด้วยกันครับที่โยชูวา 3:2-4
เราจะดูว่าพระยะโฮวาชี้นำ
คนของพระองค์ยังไงในช่วงที่สำคัญนี้
“หลังจากนั้น 3 วันพวกเจ้าหน้าที่
ก็เดินไปทั่วค่ายพัก
และสั่งประชาชนว่า
‘เมื่อพวกคุณเห็นปุโลหิตตระกูลเลวี
หามหีบสัญญาของพระยะโฮวาพระเจ้า
ก็ให้ออกเดินทางจากที่พักตามหีบนั้นไป
เพื่อจะรู้ว่าควรไปทางไหน
เพราะคุณไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน
แต่ต้องเว้นระยะให้ห่างจากหีบสัญญา
ประมาณ 2,000 ศอก
อย่าเข้าไปใกล้กว่านั้น’”
สังเกตไหมครับเพื่อจะรู้ว่าต้องไปทางไหน
พวกเขาต้องเดินตามหีบสัญญา
ดูเหมือนคำสั่งนี้ชัดเจน
แต่ชาวอิสราเอลกลับรู้สึกว่ายากที่จะทำตาม
พวกเขามองคนที่พระเจ้าแต่งตั้ง
ให้นำหน้าในแง่ลบ
และหยิ่งอยากทำตามใจตัวเอง
แทนที่จะทำตามการชี้นำ
ทำไมเรื่องนี้สำคัญสำหรับเรา
เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเวลา
ที่สำคัญที่สุดเหมือนกัน
เหตุการณ์ต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของสมัยสุดท้าย
เลยอาจจะได้เห็นความทุกข์ยากลำบาก
ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นก่อนอาร์มาเกดโดน
การทำตามการชี้นำสำคัญมาก
แล้วเราจะรู้ทางที่จะไปได้ยังไง?
ก็เหมือนกับสมัยของโยชูวา
เราต้องรู้ว่าพระยะโฮวาใช้ใคร
ให้ชี้นำคนของพระองค์
และก็ทำตาม
เพื่อเราจะทำอย่างนั้นได้
ให้เรามาดู 3 จุดสำคัญต่อไปนี้
1. เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
2. เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?
และ 3. เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?
ให้เรามาเริ่มจุดแรกครับ
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
ช่วงที่ชาวอิสราเอลอยู่ในที่กันดาร
กับโมเสสและอาโรน
ชาวอิสราเอลเห็นชัดเจนว่า
พระยะโฮวาชี้นำพวกเขายังไง
พวกเขาเห็นเสาเมฆตอนกลางวัน
และเห็นเสาไฟตอนกลางคืน
แต่ต่อมาพระยะโฮวาเปลี่ยนวิธีชี้นำ
ชาวอิสราเอลต้องมีความเชื่อและยอมรับว่า
โยชูวาเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า
โยชูวาทำให้ชาวอิสราเอลมั่นใจว่า
พวกเขากำลังทำตามการชี้นำของพระยะโฮวา
โดยการเดินตามหีบสัญญาของพระเจ้า
แล้วพระยะโฮวาใช้ใครในทุกวันนี้?
พระเยซูบอกไว้แบบนี้ครับ
ให้เราอ่านด้วยกันที่มัทธิว 24:45
“จริงๆแล้วใครเป็นทาสที่ซื่อสัตย์
และสุขุมที่นายตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้
และแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขา
ตามเวลาที่เหมาะสม?”
“ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม”
พวกเขาเป็นใคร?
ก็คือคณะกรรมการปกครอง
ของพยานพระยะโฮวา
พวกเขาแจกจ่ายอาหารทางความเชื่อ
ให้การชี้นำและให้การช่วยเหลือ
ที่จำเป็นกับพยานฯทั่วโลก
ที่จริงเรารู้เรื่องนี้ดีเพราะเราคุยเรื่องนี้กัน
มาหลายครั้งแล้ว
แต่เราน่าจะทบทวนกันอีก
ว่าทำไมเราถึงเชื่อเรื่องนี้
หนังสือ<i>ชีวิตที่มีความสุขตลอดไป</i><i> </i>บท 54
“‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม’ เป็นใคร?”
ในบทนั้นมีคำถามสำหรับนักศึกษาว่า
“ทำไมคุณถึงมั่นใจว่า
พระเยซูชี้นำคณะกรรมการปกครอง?”
และ “คุณเชื่อไหมว่าคณะกรรมการปกครอง
คือ ‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม?’”
นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก
คุณจะตอบยังไง?
น่าจะดีที่คุณจะทบทวนบทนี้
รวมทั้งส่วนดูเพิ่มเติม
ในการนมัสการประจำครอบครัว
หรือศึกษาส่วนตัว
ทำไมดีที่จะทำแบบนี้
ลองคิดดูนะครับ
ถ้าชาวอิสราเอล
ต้องเดินตามผู้ชายที่หาม
หีบสัญญาของพระเจ้า
ลงไปในแม่น้ำที่ท่วมสูง
พวกเขาต้องมีความเชื่อเต็มร้อย
ว่าพระยะโฮวาใช้คนเหล่านี้
เพื่อชี้นำพวกเขา
พวกเราก็เหมือนกัน
ถ้าเราจะทำตามการชี้นำ
ของคณะกรรมการปกครอง
ในช่วงที่ยากลำบากในอนาคต
เราก็ต้องเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า
พระยะโฮวาชี้นำเรา
ผ่านทางพระเยซูลูกของพระองค์
ดังนั้นให้เรามาตอบคำถามแรก
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
เราก็ทำเหมือนชาวอิสราเอลที่ซื่อสัตย์
คือทำตามการชี้นำของคนที่พระยะโฮวาใช้
ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ 2
เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?
มันอาจจะง่ายที่จะทำตาม
ถ้าเราเห็นด้วยกับการชี้นำนั้น
แต่มันจะยากแน่ๆถ้าเราไม่เห็นด้วย
กับคำแนะนำหรือการชี้นำที่เราได้รับ
แล้วเราจะทำยังไงครับ?
อัครสาวกเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ในกิจการบทที่ 21 ตอนที่เขามาถึงเยรูซาเล็ม
และรายงานให้ยากอบกับผู้ดูแลที่นั่น
รู้เกี่ยวกับงานมิชชันนารีของเขา
พวกเขาดีใจ
ที่ได้ยินประสบการณ์ของเปาโล
แต่มีปัญหาบางอย่าง
ให้เรามาดูว่าพวกเขาพูดถึง
คริสเตียนชาวยิวบางคนยังไง
เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในกิจการ 21:21
“แต่พวกเขาได้ยินข่าวลือว่า
คุณสอนคนยิวที่อยู่ในดินแดนของคนต่างชาติ
ให้ทิ้งกฎหมายของโมเสส
และบอกพวกเขาว่าไม่ต้องให้ลูกๆเข้าสุหนัต
และไม่ต้องทำตามธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา”
ที่จริงไม่มีบันทึกว่าเปาโลทำแบบนั้น
มันเป็นเพียงข่าวลือ
ผู้ดูแลบอกให้เขาทำอะไร
ให้เราอ่านที่กิจการ 21:24
“ให้คุณพา 4 คนนี้ไปด้วย
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา
ออกค่าใช้จ่ายให้พวกเขา
แล้วให้พวกเขาโกนหัวด้วย
ทุกคนจะได้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับคุณนั้นไม่จริง
แต่คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายของโมเสสเสมอ”
เปาโลทำยังไงครับ
เขาไม่ได้เถียงหรือคัดค้าน
ข้อ 26 บอกว่า
“วันรุ่งขึ้นเปาโลก็พา 4 คนนั้นไปด้วย
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา”
ดังนั้นเพื่อสยบข่าวลือที่ไม่เป็นจริงสักนิด
เปาโลใช้เงินของตัวเอง
และก็ทำในสิ่งที่จริงๆแล้วไม่ต้องทำด้วยซ้ำ
เพราะอะไร?
ก็เพราะว่าเขาภักดี
ต่อคนที่พระยะโฮวาแต่งตั้งให้ชี้นำ
บทเรียนคืออะไร?
เมื่อเราได้รับคำแนะนำ
แม้ว่าบางครั้งเรารู้สึกไม่เห็นด้วย
หรือไม่จำเป็น
เราไว้ใจพระยะโฮวามากพอ
ที่จะทำตามไหม
ถ้าเราได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนก็ให้ทำตาม
ถ้ามันไม่ได้ขัดกับหลักการในคัมภีร์ไบเบิล
อาจเป็นไปได้ว่าพระยะโฮวา
อยากให้เราทำแบบนั้น
หรือถ้าไม่ใช่พระองค์ก็จะอวยพรที่เราภักดี
บางครั้งการชี้นำจากพระองค์ช่วยชีวิตเรา
เราอาจจะคิดถึงละครเรื่อง
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
เป็นละครที่สร้างจากเหตุการณ์จริง
ของพี่น้องเราในแอฟริกา
ที่ต้องหนีเพื่อเอาชีวิตรอด
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราบางคน
ในหลายประเทศ
และเรารู้สึกเศร้าเมื่อได้ยินเรื่องแบบนี้
ละครเรื่องนี้เตือนเราทุกคนให้คิดทบทวนดูว่า
เราจะทำยังไง
ถ้ามีบางคนบอกให้เราทำบางสิ่ง
ที่เรารู้สึกว่ามันมากเกินไปหรือไม่จำเป็น
เราน่าจะกลับไปดูละครนี้อีกครั้ง
ตอนนมัสการประจำครอบครัว
และคุยกันว่าถ้าเจอแบบนั้นเราจะทำยังไง?
แล้วทำไมเรื่องนี้สำคัญ?
เราควรถามตัวเองด้วยว่า
ในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่
เราจะได้คำแนะนำที่ชัดเจนไหม
ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร
คำแนะนำจะมาในรูปแบบไหน
เราคิดว่าคำแนะนำนั้นมีเหตุผลไหม
ถ้าเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระยะโฮวา
และลูกของพระองค์
เราก็พร้อมที่จะทำตามการชี้นำ
ของคนที่นำหน้า
เราคุยกันไปแล้วว่า
จะรู้ได้ยังไงว่าต้องไปทางไหน
เราจะเดินในทางนั้นได้ยังไง
ตอนนี้มาถึงจุดที่ 3 เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?
เราต้องระวังที่จะไม่ให้ความผิดหวัง
การข่มเหงหรือปัญหาต่างๆ
มาทำให้เราหยุดเดิน
หรือเดินช้าลงในการทำตามคนที่นำหน้า
เช่น เราอาจจะทำตามทันที
ถ้าคำแนะนำนั้น
มาจากคณะกรรมการปกครองโดยตรง
แต่เราทำยังไงตอนที่ได้รับคำแนะนำ
จากผู้ดูแลในประชาคมหรือผู้ดูแลหมวด
เรารู้จักนิสัยเขาดีเราเห็นข้อผิดพลาดของเขา
เราเลยไม่อยากทำตาม
หรือไม่ได้ทำตามทันทีไหม?
เรายังมองว่านี่เป็นคำแนะนำ
ที่มาจากพระยะโฮวาไหม?
เราต้องติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา
ทำไมถึงสำคัญ?
คุณเคยขับรถตามใครสักคนไหม
แล้วเจอรถติดมาก
แล้วเห็นว่ารถคันนั้น
อยู่ห่างจากคุณออกไปเรื่อยๆ
แล้วแป๊บเดียวเขาก็เลี้ยวไปทางไหนไม่รู้
แล้วคุณก็ตามไม่ทัน
เพราะอะไร?
ก็เพราะคุณตามห่างเกิน
เหมือนกันครับเราต้องตามให้ทัน
องค์การของพระยะโฮวา
ทำยังไงครับ?
เราได้รับคำแนะนำอยู่บ่อยๆว่าต้องทำยังไง
ก็คือไปประชุมเป็นประจำ
อ่านคัมภีร์ไบเบิล
ศึกษาส่วนตัว
และอธิษฐานเป็นประจำ
และไปประกาศด้วย
กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเรา
ให้ตามทันองค์การของพระยะโฮวา
บางครั้งก็มีบางคน
ที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจบางอย่าง
หรือวิธีการจัดการภายในองค์การ
นี่ทำให้บางคนเดินช้าลง
หรือถึงกับเลิกประชุมเลิกประกาศ
และบางคนก็เลิกเป็นพยานฯไปเลย
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เข้าใจว่า
แม้แต่ในสมัยชาติอิสราเอล
การจัดการต่างๆก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ
เพราะทุกคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า
ก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ
แล้วพวกเขาจะไปหาองค์การ
ที่สมบูรณ์แบบได้จากที่ไหน
มีแต่พระเยซูเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ
ดังนั้นถึงทุกคนในองค์การจะไม่สมบูรณ์แบบ
แต่พวกเขาก็พยายามเต็มที่
ที่จะทำตามการชี้นำของพระเยซู
ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ
พี่น้องคนหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลหมวด
มานานเคยพูดบ่อยๆว่า
“นี่เป็นองค์การที่ไม่สมบูรณ์แบบที่ดีที่สุดในโลก”
พูดถูกใช่ไหมครับ
นี่ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์
ที่อยู่ในยอห์นบท 6
ตอนนั้นมีบางคนเลิกติดตามพระเยซู
เพราะท่านบอกว่าให้กินเนื้อและดื่มเลือดของท่าน
จากนั้นยอห์นก็บันทึกว่า
คำพูดของพระเยซู
ทำให้สาวกหลายคนเลิกติดตามท่าน
แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
พระเยซูเลยถามพวกอัครสาวกว่า
“แล้วพวกคุณล่ะ อยากจะกลับไปด้วยไหม?”
พวกเขาตอบยังไง
เปโตรแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเชื่อ
คำตอบของเขาอยู่ในยอห์น 6:68
เขาบอกว่า
“นายครับ พวกเราจะไปหาใครได้อีก?
ในเมื่อท่านเองมีคำสอนที่ให้ชีวิตตลอดไป”
“พวกเราจะไปหาใครได้อีก”
เปโตรและอัครสาวกคนอื่นๆ
ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระเยซูพูด
มากไปกว่าคนอื่นๆเลย
แต่พวกเขามั่นใจเต็มที่ว่า
ไม่มีที่ไหนที่ดีเท่านี้อีกแล้ว
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
อย่าลืมสิ่งที่คุณมีอยู่
คุณจะไปหาคำแนะนำ
อาหารที่เสริมความเชื่อ
และกำลังใจได้จากที่ไหนอีก
ถ้าไม่ใช่องค์การของพระเจ้า
ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว
อย่าให้อะไรก็ตามที่คุณไม่เข้าใจ
มาทำให้คุณไม่เห็นค่าในสิ่งที่คุณมีอยู่
จุดสำคัญของเรื่องที่เราคุยกันคืออะไรครับ
สัญญาณต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เราอยู่ในช่วงท้ายของสมัยสุดท้าย
อนาคตที่เราเฝ้ารออีกไม่นานก็จะถึงแล้ว
เหมือนกับชาวอิสราเอลที่อยู่ในแม่น้ำจอร์แดน
การเชื่อฟัง
และทำตามการชี้นำ
จะทำให้เรารอดชีวิต
ตอนนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องมั่นใจเต็มที่
ว่าพระยะโฮวากำลังชี้นำ
องค์การของพระองค์อยู่
อย่าให้การท้อใจหรือความผิดพลาดของคนอื่น
มาทำให้คุณเดินช้าลง
ให้เราเตือนตัวเองเสมอ
ว่าเป็นสิทธิพิเศษขนาดไหนแล้ว
ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ
ที่ถึงแม้ไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก
และขอให้มั่นใจว่า
ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต
ถ้าเราติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา
และทำตามการชี้นำ
เราก็จะรู้เสมอ
ว่าควรเดินไปทางไหน
ให้เรามาดูประสบการณ์ของ
โลอิกกับโยฮาริชอบบา
2 พี่น้องจากคองโก
พวกเขาได้เรียนอะไรเกี่ยวกับการเชื่อฟัง
และทำตามคำแนะนำจากองค์การ
การดูละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
โดนใจฉันมาก
เพราะมันเป็นเรื่องที่
ครอบครัวเราเคยเจอมาจริงๆ
ก่อนปี 1995 ชีวิตเรายังโอเคอยู่
พวกเราส่วนใหญ่ยังเด็ก
และสงครามก็เกิดขึ้น
ทำให้ครอบครัวเราต้องหนีออกจากคองโก
คำแนะนำที่เราได้รับจากสำนักงานสาขา
เข้าใจง่ายและทำตามได้ไม่ยาก
แต่บางคนไม่ทำตาม
และพวกเขาก็เสียชีวิตทั้งครอบครัว
พ่อผมไม่มีเงินพอ
ที่จะพาเราทุกคนในครอบครัว
ไปในที่ที่ปลอดภัยพร้อมกันได้
เราเลยต้องแยกกัน
ฉันกับแม่
และพี่ๆน้องๆอีก 4 คน
เดินทางไปที่แทนซาเนีย
พ่อก็เลยบอกพวกเราไว้ว่า
คือเป็นคำแนะนำจากพ่อฉันเอง
ว่าเราจะไปเจอกันที่ไหน
แล้วพอพวกเราทำตามนั้น
เราก็ได้เจอกันและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
มันเหมือนกับฉากหนึ่งในละคร
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ตอนที่เด็กๆกับพ่อแม่
ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เหมือนพวกเราเลย
ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย
มันเครียดมากและไม่ปลอดภัยเลย
มีความเสี่ยงที่พวกทหารจะบุกเข้ามาในค่าย
มันเลยทำให้ยากที่จะจดจ่ออยู่กับ
การรับใช้พระยะโฮวาตอนอยู่ในนั้น
เราเลยต้องย้ายอีกครั้ง
จากแทนซาเนียไปโมซัมบิก
เรื่องที่ผมจำได้ไม่ลืม
ก็คือ
ตอนที่พวกเรากำลังนั่งอยู่หลังรถบรรทุก
ถนนก็ไม่ค่อยดี
มันเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง
ในที่สุดรถก็จอด
ผมนึกว่าเราจะได้นอนแล้ว
ตอนนั้นมันประมาณตี 3
แล้วพ่อก็บอกพวกเราว่า
“มา ทุกคนลงจากรถ
เราจะอ่านข้อคัมภีร์ประจำวันด้วยกัน”
ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก
เราไม่อยากทำเลย
อยากจะนอนอย่างเดียว
เป็นช่วงเวลาที่ผมจะจำไปตลอด
เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง
พ่อก็ยังให้การรับใช้พระยะโฮวา
เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเสมอ
ฉันเห็นเลยว่า
พ่อวางใจพระยะโฮวาจริงๆในทุกสิ่งที่พ่อทำ
พ่อชอบอธิษฐาน
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
พ่อจะอธิษฐานแล้วรอ
ว่าพระยะโฮวาจะตอบยังไง
ตอนเราอยู่ที่โมซัมบิก
แม่ของฉันป่วย เลยต้องย้ายไปเคปทาวน์
ในประเทศแอฟริกาใต้เพื่อรับการรักษา
การรักษามันไม่ได้ผล
เพราะสุดท้ายแล้วแม่ก็เสียชีวิตปี 2003
แล้วก็เหลือแต่พ่อที่ต้องดูแลเราทุกคน
แต่ถึงจะสูญเสียหลายอย่าง
แต่พ่อก็ยังวางใจในพระยะโฮวาจริงๆ
เขาให้พระยะโฮวามาก่อน
แล้วช่วยพวกเราให้อยู่ในความจริง
พ่อพูดตลอดว่า
อยากให้พวกเราได้เจอแม่อีกครั้ง
พ่อมีประโยคหนึ่งที่พูดกับพวกเราตลอดว่า
“ถึงชีวิตเราตอนนี้จะแย่
แต่เราต้องพยายามเข้าโลกใหม่ให้ได้”
พ่อหมายความว่า
ให้ทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อพระยะโฮวา
เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรดีๆ
ที่จะให้กับเราได้เลย
นี่แหละครับ
เป็นสิ่งที่พ่อคอยปลูกฝังพวกเรามาตลอด
ก็คือให้รับใช้พระยะโฮวาเต็มเวลา
หลังจากเรียนจบฉันตัดสินใจเป็นไพโอเนียร์
แล้วพอเป็นไพโอเนียร์
ฉันก็ได้ช่วยงาน LDC ด้วย
ผมมีสิทธิพิเศษมากที่ตอนนี้ได้รับใช้ที่เบเธล
ทุกๆวันผมได้ใช้เวลาที่มี
ในการทำสิ่งที่ทำได้เพื่อพระยะโฮวา
ฉันตัดสินใจมาที่นี่
เพื่อเป็นอาสาสมัคร
ช่วยงานก่อสร้างที่เบเธล
ผมมีความสุขมากที่ลูกทุกคน
ใช้ชีวิตตามความจริง
เห็นเลยว่าพระยะโฮวาช่วยผมจริงๆ
แม้ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด
หลายครั้งเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หรือต้องไปที่ไหน
แถมยังต้องดูแลลูกเล็กๆอีก
แต่พระยะโฮวาก็อยู่เคียงข้างเราเสมอ
เราไม่เคยคิดที่จะเลิกไว้ใจพระยะโฮวาเลย
จากละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ทำให้ผมเห็นว่าพระองค์ไม่ใช่แค่เห็น
แต่เข้าใจว่าเราต้องเจอกับอะไร
การเชื่อฟังช่วยชีวิตได้จริงๆ
บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด
แต่เราก็ควรทำตามคำแนะนำเสมอ
เพราะพระยะโฮวารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา
พี่น้องลีออนพูดได้น่าสนใจมาก
ว่าอะไรช่วยเขากับลูกๆให้รอดชีวิต
และรักษาความซื่อสัตย์กับพระยะโฮวาได้
เขาบอกว่า
“พวกเราไม่เคยเลย
ที่จะไม่ไว้ใจพระยะโฮวา”
ละครเรื่อง<i> </i>“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ทำให้ครอบครัวชอมบา
คิดถึงประสบการณ์ของตัวเอง
เราขอสนับสนุนทุกคน
ให้ดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง
และคิดถึงบทเรียนเรื่องการเชื่อฟัง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
การเชื่อฟังคำแนะนำอาจเป็นเรื่องยาก
ตอนที่เรารู้สึกเครียด
หรือไม่มั่นคง
แต่เราจะสงบใจ
มองไปที่พระยะโฮวา
และเชื่อฟังต่อไปได้ยังไง
ให้เรามาดูตัวอย่างของ
ฮาบากุกด้วยกันครับ
หนังสือฮาบากุกมีแต่เรื่องที่น่าสนใจ
การศึกษาครอบครัวต้องสนุกแน่ๆ
ใช่
ถึงจะไม่ได้ใช้เครื่องมือค้นคว้า
แต่เราก็เจอความรู้ที่มีค่าหลายอย่างได้
ให้เราเริ่มดูที่ใจความสำคัญก่อน
ที่นั่นบอกว่า
“ผู้พยากรณ์ร้องขอความช่วยเหลือ
พระยะโฮวาอีกนานแค่ไหน?”
เราได้ยินแบบนี้บ่อยๆ
แล้วทำไมฮาบากุกรู้สึกแบบนี้?
เราดูที่เส้นเวลาดีไหม
จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้
ดีค่ะ
ดูเหมือนว่าฮาบากุกมีชีวิตอยู่ใน
ช่วงท้ายที่โยสิยาห์ปกครอง
ไปจนถึงช่วงที่เยโฮยาคิมปกครองด้วย
ฉันจำได้ว่า
ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่โยสิยาห์ปกครอง
คำสอนของพระยะโฮวา
ได้รับความนับถือและการยกย่อง
นี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่สงบสุข
สำหรับฮาบากุก
แต่แล้วลูกธนูลูกหนึ่งก็เปลี่ยนทุกอย่างไป
โยสิยาห์ถูกฆ่าและกษัตริย์ชั่วก็ขึ้นมามีอำนาจ
ประชาชนก็กลับไปนมัสการพระเท็จ
และทำชั่วอีก
ใช่ ทำให้เห็นเลยว่าหัวใจของพวกเขา
เป็นยังไงจริงๆ
เยโฮยาคิมข่มเหงผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวา
และถึงกับฆ่าอุริยาห์
ลองคิดดูสิว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไง
ถ้าถูกข่มเหงเเบบนั้น?
จากที่เคยมีชีวิตที่ดี สงบสุข และมั่นคง
แต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกโจมตี
และก็ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
ไม่น่าล่ะเขาถึงร้องขอความช่วยเหลือ
เพราะเขากำลังเจอปัญหาหนักจริงๆ
ใช่
แต่พระยะโฮวาตอบฮาบากุกยังไง?
ยังไงเหรอ?
ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้
มีสักครั้งไหมที่พระยะโฮวาแก้ไขความคิด
ของฮาบากุก
โดยบอกว่า “เจ้าเป็นใครถึงสงสัยเรา?”
ไม่มีนะ
ผมคิดว่าเราได้บทเรียนหลายอย่าง
จากเรื่องนี้นะ
พระยะโฮวาฟังตอนที่ฮาบากุกพูด
พระองค์เข้าใจความรู้สึกเขา
พระองค์เลยไม่ได้ตำหนิที่เขาพูดแบบนั้น
พระยะโฮวายังให้ฮาบากุกเขียนความรู้สึก
ของตัวเองเพื่อคนอื่นจะได้รับประโยชน์ด้วย
และฮาบากุกคงจะรู้สึกดีขึ้นที่ได้ทำแบบนั้น
พระยะโฮวาดีจริงๆ
พระองค์เห็นค่าคำพูดที่ออกมาจากใจ
ของผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์
ใช่ พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายจริงๆ
มันเหมือนกับพระองค์บอกเราว่า
“นี่แหละคือวิธีที่เราตอบฮาบากุก
เราก็จะทำแบบนั้นกับเจ้าเหมือนกัน
เรารู้ว่าเจ้าเจออะไรอยู่
และเราเข้าใจความรู้สึกของเจ้า”
อีกจุดหนึ่งที่ฉันสนใจคือ
คำพูดของพระยะโฮวาในบท 2 ข้อ 4
ที่บอกว่า
“แต่คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”
จุดนี้ก็น่าสนใจ
ฉันเคยจดเกี่ยวกับข้อนี้ไว้
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดทั่วๆไป
แต่เป็นความจริงที่สำคัญของคัมภีร์ไบเบิล
พระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมั่นใจ
ว่าพระองค์จะไม่ลืม
และจะไม่ทิ้งคนที่เชื่อในพระองค์
พวกเขาจะได้ชีวิต
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เยเรมีย์ บารุค เอเบดเมเลค
และคนในตระกูลเรคาบ
รอดชีวิตตอนที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่ไว้ใจได้
แต่ยังมีอีกที่เราเรียนได้
ถ้าดูที่ข้ออ้างโยง
เปาโลใช้ประโยคนี้ในจดหมาย 3 ฉบับ
ที่เขาเขียนให้กำลังใจ
พี่น้องคริสเตียนในศตวรรษแรก
พระยะโฮวาให้มีการเขียนคำพูดของฮาบากุกซ้ำ
นี่เหมือนพระองค์กำลังบอกเราว่า
เจ้าต้องจำสิ่งที่เราบอกฮาบากุกให้ดี
คำตอบจากพระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมีกำลังใจ
เพราะ 2 ข้อสุดท้ายเขาพูดว่า
“ผมจะยินดีเพราะพระยะโฮวาและสุขใจ”
ฉันจำได้วีดีโอนมัสการเช้าเรื่องหนึ่ง
พูดถึงความหมายของข้อนี้ไว้ว่า
‘กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
และหมุนตัวอย่างมีความสุข’
ถึงแม้สถานการณ์ของฮาบากุก
จะยังไม่เปลี่ยน
แต่พอเขาได้ระบายความรู้สึกกับพระยะโฮวา
เขาก็รู้สึกสบายใจเเละไว้ใจพระองค์
ใช่แล้ว พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่
เข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้
นี่ก็เลยทำให้ฮาบากุกไม่เศร้าอีกต่อไป
เรื่องนี้ให้กำลังใจจริงๆ
ใช่ คุณคิดว่าเรื่องนี้
ให้บทเรียนอะไรกับเรา?
ฉันได้เรียนว่าพระยะโฮวาเข้าหาได้ง่าย
ฉันมั่นใจว่าฉันบอกพระองค์ได้ทุกเรื่อง
ไม่ต้องใช้คำสวยๆ
ไม่ต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง
เพราะพระยะโฮวารู้อยู่แล้วว่าฉันรู้สึกยังไง
พระองค์อยากให้ฉันพูดออกมาจากใจ
รวมทั้งเรื่องที่ฉันไม่กล้าบอกคนอื่น
พระองค์ห่วงใยฉันจริงๆ
เป็นจุดที่ดีมาก
ผมเองก็อยากเป็นคนที่
เข้าหาได้ง่ายเหมือนพระยะโฮวา
ไม่ใช่เเค่คำพูดเท่านั้น
แต่อยากแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นด้วย
ผมอยากทำให้คุณกับคนอื่นๆรู้สึกสบายใจ
และมาคุยกับผมได้ทุกเรื่อง
และถ้าบางคนพูดด้วยความโกรธ
เหมือนฮาบากุก
ผมก็อยากจะคิดว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น
และแสดงให้เห็นว่าผมเข้าใจพวกเขา
ฉันเห็นด้วย
มีอีกจุดหนึ่งที่ฉันชอบก็คือ
เราไว้ใจพระยะโฮวาได้
ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่พระยะโฮวาบอกไว้
จะต้องเกิดขึ้นจริง
คนดีจะมีชีวิตอยู่
นี่เป็นความจริงที่สำคัญมากในคัมภีร์ไบเบิล
ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันก็ยังมีความสุขได้เหมือนกับฮาบากุก
พอคิดถึงสิ่งที่พระยะโฮวาทำ
ในฮาบากุกบท 3
ช่วยให้ผมมั่นใจว่าถึงแม้จะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น
ผมก็อดทนรอพระยะโฮวาได้
จุดจบจะมาเมื่อไหร่ไม่สำคัญ
เเต่ที่สำคัญคือ
เราต้องซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา
นี้เป็นบทเรียนที่ดีมาก
พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้จริงๆ
ดูสิ!
เราใช้แค่เครื่องมือที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้
แค่นี้ก็ได้หลายอย่างแล้ว
ใช่
นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความอดทนของพระยะโฮวา
ทั้งตอนที่พระองค์ถูกตั้งคำถาม
หรือตอนที่ฮาบากุกคิดว่าจะถูกตักเตือน
เรายังมีเวลา
ค้นคว้ากันต่ออีกหน่อยดีไหม?
ผมสงสัยว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไงตอนที่...
“คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”
ถ้าเราเชื่อเหมือนฮาบากุก
เราก็จะได้ชีวิต
แล้วความเชื่อ
เกี่ยวข้องยังไงกับการเชื่อฟัง
ขอเรามาฟังว่าพี่น้องวิลเลียม เทอร์เนอร์
อธิบายเรื่องนี้ยังไงในการนมัสการตอนเช้า
เมื่อพูดถึง
การวางใจพระยะโฮวา
เราอยากทำให้แน่ใจว่า
เราวางใจพระองค์สุดหัวใจ
แต่ถ้าเราค้นคว้าในสิ่งพิมพ์
ของเราเกี่ยวกับคำว่า “วางใจ”
เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญด้วย
ที่จะวางใจในเรื่องอื่นๆ
เช่น การไว้วางใจในชื่อของพระยะโฮวา
คำของพระองค์ องค์การ
และพระคริสต์ผู้นำของเรา
ถ้าเราเน้นเรื่องการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจ
แล้วทำไมถึงสำคัญที่เรา
จะต้องไว้ใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย
ให้เรามาคุยกันก่อนว่าการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจหมายความว่ายังไง?
ให้เราดูพระคัมภีร์ด้วยกันครับ
ที่สุภาษิตบท 3
เป็นข้อที่เราคุ้นเคยกันดี
ให้เราอ่านที่สุภาษิต 3:5, 6
“ขอให้วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
และอย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง
คิดถึงพระองค์เสมอไม่ว่าจะทำอะไร
แล้วพระองค์จะทำให้ชีวิตราบรื่น”
ผมมั่นใจว่าคุณชอบใช้
ส่วน <i>“</i><i>อธิบายข้อคัมภีร์</i><i>”</i>
ซึ่งมีอยู่ในแอป <i>JW Library®</i>
ดังนั้นให้เรามาดูกันว่า
ที่นั่นอธิบายข้อคัมภีร์นี้ยังไง
ถ้าคุณเปิดแอปแล้วให้ไปที่หน้าหลัก
แล้วไปที่ “หนังสือและสื่อต่างๆ”
กด “สิ่งพิมพ์และมัลติมีเดีย”
แล้วไปที่ “บทความชุด”
คุณจะเจอส่วน <i>“</i><i>อธิบายข้อคัมภีร์</i><i>”</i>
ให้เลื่อนลงมาดูที่หนังสือสุภาษิต
คุณจะเห็นสุภาษิต 3:5, 6
ในหัวข้อ “อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง”
ลองมาดูว่าที่นั่นมีคำอธิบายว่ายังไง
ถ้าเราดูส่วนที่บอกว่า
“วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ”
ที่นั่นอธิบายว่า
“การที่เราวางใจพระเจ้าสุดหัวใจ
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์
ความรู้สึกของเราเท่านั้น
แต่เราเลือกที่จะวางใจพระองค์
เพราะเราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า
ผู้ที่สร้างตัวเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา”
การวางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น
แต่เราเลือกที่จะไว้ใจ
เราเลือกที่จะวางใจในพระยะโฮวา
เพราะเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระองค์
แม้บางเรื่องเราอาจจะไม่ได้เข้าใจเต็มที่
หรือไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด
ให้เราอธิบายเรื่องนี้
โดยดูเหตุการณ์หนึ่งที่อยู่ใน
คัมภีร์ไบเบิลที่ 2 พงศ์กษัตริย์
2 พงศ์กษัตริย์ บท 9 พูดถึงเหตุการณ์
ตอนที่เยฮูถูกแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์
ถ้าเราดูที่นั่นตั้งแต่ข้อ 1-3
ผู้พยากรณ์เอลีชาเลือกลูกหลาน
คนหนึ่งของพวกผู้พยากรณ์มา
และมอบหมายเขาให้ไปเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์
โดยบอกรายละเอียดทั้งหมด
ว่ามีอะไรบ้างที่เขาต้องทำ
หลังจากที่ผู้พยากรณ์คนนั้นทำตาม
ที่เอลีชาบอกทุกอย่างสำเร็จแล้ว
ให้เรามาอ่านว่าเยฮู
กับแม่ทัพคนอื่นๆคุยกันว่ายังไง?
ให้เราดูที่ 2 พงศ์กษัตริย์ 9:11
“เมื่อเยฮูกลับไปหาแม่ทัพคนอื่นๆ
พวกเขาก็ถามเยฮูว่า
‘ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?
คนบ้าคนนั้นมาหาท่านทำไม?’
เขาตอบว่า ‘พวกคุณก็เห็นว่าเขาบ้า
เขาก็พูดแบบคนบ้านั่นแหละ’
แต่พวกเขาตอบว่า ‘ไม่จริง!
บอกพวกเรามาเถอะ’
เยฮูจึงพูดว่า
‘เขาบอกผมว่า “พระยะโฮวาพูดว่า
‘เราเจิมเจ้าเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล’”’”
ให้เราหยุดอยู่ตรงนี้นิดหนึ่งครับ
ตอนนี้เรารู้ 2 อย่าง
อย่างแรกพวกแม่ทัพของเยฮู
ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ
เขามองว่าสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ
มันแปลกเหมือนคนบ้า
อย่างที่ 2 เรารู้ว่า
พวกเขารู้ว่าสิ่งที่คนแปลกหน้าคนนั้นพูด
เป็นข่าวสารที่มาจากพระยะโฮวา
หน้าตาและท่าทางของเยฮู
มันบ่งบอกว่ามีบางอย่างที่สำคัญเกิดขึ้น
ดังนั้นพอเยฮูบอก
พวกเขาว่าผู้พยากรณ์พูดอะไร
ซึ่งเป็นสิ่งที่พระยะโฮวา
พูดผ่านทางผู้พยากรณ์
พวกเขามีท่าทียังไงครับ?
ขอสังเกตในข้อ 13
“พอได้ยินอย่างนั้น แม่ทัพทุกคน
จึงถอดเสื้อคลุมของตน
ปูบนบันไดให้เยฮูยืนบนนั้น
พวกเขาเป่าแตรเขาสัตว์และร้องว่า
‘เยฮูเป็นกษัตริย์แล้ว!’”
แม้พวกเขาไม่ได้เข้าใจเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทั้งหมด
แต่พวกเขาพยายามคิดถึงสิ่งที่รู้อยู่แล้ว
พวกเขาเข้าใจว่าการชี้นำครั้งนี้มาจากใคร
แล้วพวกเขาก็ให้การสนับสนุนทันที
ลองจินตนาการแบบนี้ดูนะครับ
จะเป็นยังไงถ้าพวกแม่ทัพ
สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น
และใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินใจในเรื่องนี้
คุณคิดว่ามันจะมีผลเสียต่อเยฮูไหม?
ถ้าดูในข้อ 11 จะเห็นว่าเยฮูพูดเหมือนกับว่า
เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่สำคัญอะไร
คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกว่า
ทำไมเขาถึงพูดเหมือนกับว่า
การที่เขาถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ไม่สำคัญ
แต่การที่พวกแม่ทัพสนับสนุน
เยฮูทันทีโดยไม่ลังเล
และเชื่อมั่นเต็มที่ว่า
คำพูดนี้มาจากพระยะโฮวา
เรื่องนี้แหละที่ทำให้เยฮูมีความมั่นใจมากขึ้น
ถ้าเราอ่านในข้อ 14 ก็จะเห็นว่า
เขามีแรงกระตุ้นและลงมือทำ
งานที่พระยะโฮวามอบหมายทันที
เราได้เรียนอะไรจากเรื่องนี้ครับ?
หลายปีที่ผ่านมาเราได้รับ
การชี้นำหลายอย่าง
ที่เบเธลและในเขตงาน
เพราะสภาพการณ์ต่างๆของโลกเปลี่ยนไป
และพระยะโฮวาก็รู้
ว่าเราอาจจะกังวลหรือถึงกับสงสัย
โดยเฉพาะในเรื่องที่เราไม่เข้าใจอย่างเต็มที่
และไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด
ลองนึกภาพว่าพระยะโฮวาจะรู้สึกยังไง
เมื่อเราไว้ใจการชี้นำจากองค์การ
และแสดงให้เห็นว่าเราสนับสนุน
และทำตามการชี้นำนั้น
เราก็กำลังทำเหมือนที่พวกแม่ทัพทำ
เห็นไหมครับว่า เมื่อเราเชื่อมั่นและไว้ใจ
การชี้นำจากองค์การและทำตาม
พระยะโฮวาไม่ใช่แค่เห็นค่าสิ่งที่เราทำ
แต่พระองค์มองว่ามีค่ามาก
เพราะการทำแบบนี้แสดงว่าเรารัก
และไว้ใจพระองค์อย่างเต็มที่
และการสนับสนุนของเรายังช่วยคนอื่น
ที่อยู่รอบตัวเราให้ได้กำลังใจด้วย
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์มากจริงๆ
เรื่องที่เราคุยกันมาเกี่ยวข้องยังไง
กับแง่มุมอื่นๆของการไว้วางใจ
อย่างเช่น ชื่อของพระเจ้า
คำของพระองค์และองค์การของพระองค์
เป็นอย่างนั้นจริงๆใช่ไหมครับ
ถ้าเรารักใคร เราพิสูจน์ให้เห็น
โดยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด
สำหรับพระยะโฮวาแล้ว
พระองค์ดีใจ
เมื่อเราบอกว่าเรารักและไว้วางใจในพระองค์
ตอนที่เราอธิษฐาน
แต่เราต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ
โดยไว้วางใจพระยะโฮวาในทุกอย่างที่เราทำ
และนี่จะทำให้เราสนิทกับพระองค์มากขึ้น
สิ่งนี้ยังรวมถึงการไว้ใจและร่วมมือ
ทำตามวิธีต่างๆของพระยะโฮวา
ไว้วางใจพระเยซูผู้นำของเรา
และวิธีที่ท่านนำหน้าประชาคม
ไว้ใจองค์การที่อยู่บนโลกของพระยะโฮวา
ซึ่งก็คือ “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม”
ไว้ใจผู้ดูแลที่ให้การชี้นำในประชาคม
ถึงแม้พวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ก็ขอให้เราจำไว้ว่า
พระยะโฮวาไว้ใจคนเหล่านี้
ลองคิดดูสิจะมีผลดีอะไรบ้าง
ถ้าเราไว้ใจคนเหล่านี้?
เรารู้ว่าจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้น
หลายอย่างรอเราอยู่
แต่เหตุการณ์ต่างๆในโลกทำให้เห็นชัดว่า
เราอยู่ใน “ช่วงเวลาวิกฤติ
ที่มีแต่ความยุ่งยากลำบาก”
ดังนั้น ตอนนี้เป็นเรื่องที่
สำคัญมากกว่าเมื่อก่อน
ที่จะจำและทำตามคำพูดที่บอกไว้
ในอิสยาห์ 30:15 ที่นั่นบอกว่า
“ถ้าพวกเจ้ามีใจที่สงบและวางใจเรา
พวกเจ้าก็จะมีความเข้มแข็ง”
ขอให้เราไว้ใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
ความเชื่อไม่ใช่แค่ความรู้สึก
แต่เราเชื่อ
เพราะรู้ว่าพระยะโฮวา
จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกเราเสมอ
ถ้าเราเชื่อในพระยะโฮวา
และองค์การของพระองค์
พวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
มิวสิกวิดีโอในเดือนนี้
ก็จะเน้นให้เห็นว่า
การที่พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน
จะช่วยให้เราเข้มแข็งได้
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ฟังฉันได้ไหม
อยากจะขอระบาย
กำลังใจมันหมดไปและแรงก็ไม่มี
พระยะโฮวาก็รักฉันรู้ดี
ยังคิดว่าตัวเราคงไม่มีค่าพอให้ใครรัก
ฟังฉันพูดซักนิด
อธิษฐานกับฉันหน่อย
เธอจะช่วยฉันให้ฉันมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
และให้รักกับฉันจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
เราไม่ทิ้งกันไปไหน
ไม่ทิ้งกันไปไหน
ยังท้อใช่ไหม
เธอมีทุกข์ฉันรู้ได้
ขออย่าลืมไปเธอยังมีเพื่อนคนนี้
พระยะโฮวาก็จะไม่ทิ้งไป
และจะไม่มีวันปล่อยมือจะช่วยเธอแน่นอน
ให้เธอระบายกับฉัน
จะอธิษฐานให้เธอ
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
เราไม่ทิ้งกันไปไหน
เราไม่ทิ้ง
ไม่ทิ้งกันไปไหน
เราไม่ทิ้ง
เมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น
กำลังใจที่เราได้รับจากพี่น้องมันมีค่ามาก
และความเชื่อ
ที่เรามีต่อองค์การของพระยะโฮวา
ก็จะส่งผลกับคนอื่นที่อยู่รอบตัวเราด้วย
วัยรุ่นครับ เพื่อนของคุณคิดยังไง
เกี่ยวกับสิ่งที่ศาสนาต่างๆทำ?
คุณจะมั่นใจได้ยังไง
ว่าสิ่งที่คุณเชื่อเป็นเรื่องจริง
ให้เรามาดูว่าวัยรุ่น 2 คนหาเหตุผลยังไง
ตอนที่เขาสงสัยเรื่องนี้
ทำไมถึงยากที่จะเชื่อว่า
มีศาสนาแท้แค่ศาสนาเดียว?
ที่โรงเรียนมีแรงกดดันเยอะมาก
ให้ยอมรับทุกศาสนา
และมองว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้
ครั้งหนึ่งในเขตประกาศ
มีผู้ชายคนหนึ่งโกรธพวกเรามาก
แล้วบอกว่า
“ศาสนาผมสร้างโรงพยาบาล
ทำการกุศลหลายอย่าง
แล้วพวกพยานฯล่ะทำอะไรบ้าง?”
ซึ่งก็จริง
พวกเขาทำแบบนั้นจริงๆ
ผมคิดว่าแล้วทำไมเราไม่ทำแบบนั้นบ้าง?
ถ้าศาสนาอื่นก็ทำเรื่องดีๆหลายอย่าง
แล้วเราเป็นศาสนาแท้ศาสนาเดียวหรอ?
เรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจ
ตอนที่เรียนพยาบาล
ฉันต้องเรียนวิชาจริยธรรม
วิชานี้สอนว่าศาสนาที่แต่ละคน
นับถือมีผลต่อวิธีดูแลผู้ป่วย
วันหนึ่งในชั้นเรียนมีการพูดถึง
รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน
เช่น รักร่วมเพศ
ครูก็เริ่มเดินไปรอบๆห้อง
และถามนักเรียนแต่ละคน
ว่าเขาคิดยังไงกับคนกลุ่มนี้
ตอนนั้นฉันกลัวมาก
จนอยากให้แผ่นดินแยก
และกลืนฉันลงไปทั้งตัว
มันกดดันมากเลยค่ะ
คุณทำยังไงให้มั่นใจว่า
สิ่งที่คุณเชื่อเป็นความจริง?
มัทธิว 7:13, 14 พูดถึงทาง 2 ทาง
และมีแค่ทางเดียวที่ถูก
ส่วนทางอื่นๆผิด
ผมต้องทำให้ความเชื่อ
เข้มแข็งขึ้นและเลือกทางที่ถูกต้อง
ผมรู้ว่าต้องเลือกเดินในทางแคบ
ที่เดินลำบาก
ตอนที่ผมศึกษาส่วนตัวและ
คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูด
ผมเขียนทุกคำถามที่เขาพูดวันนั้น
แล้วผมก็ค้นคว้าอย่างเจาะจง
ในทุกเรื่องที่เขาถาม
แล้วผมก็เจอข้อคัมภีร์หนึ่ง
ในมัทธิว 7:22, 23
ข้อนั้นพระเยซูเตือนว่า
ไม่ใช่ทุกคนที่ “ทำการอัศจรรย์
หลายอย่างในนามของท่าน”
จะเป็นคนที่ท่านยอมรับ
ผมคิดถึงสิ่งต่างๆที่พยานฯทำ
เราเป็นกลางทางการเมือง
เรารักคนอื่นถึงแม้เขาไม่ใช่พยานฯ
และเราก็ประกาศข่าวดีทั่วโลก
ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่พระเยซูสั่งให้เราทำ
ฉันอธิษฐานทันที
แล้วพระยะโฮวาก็ให้กำลังกับฉัน
พระองค์ช่วยให้ฉันกล้าที่จะพูดว่า
ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามความคิดของตัวเอง
แต่ทำตามมาตรฐานของพระองค์
ที่ยอห์นบท 18:38
เราเห็นปีลาตเยาะเย้ยพระเยซู
โดยถามว่า
“แล้วความจริงคืออะไรล่ะ?”
เพราะเขาคิดว่าพระเยซู
ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรคือความจริง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ก็มีคนที่เชื่อว่า
ความจริงไม่ได้มีแค่อย่างเดียว
เขาจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้
สุภาษิต 22:3 บอกเราว่า
“คนฉลาดมองเห็นอันตราย
แล้วหนีไปซ่อนตัว”
ก่อนเข้าเรียนฉันจะดูว่า
วันนั้นจะต้องเรียนอะไร
ฉันรู้ว่าเพื่อที่ฉันจะปกป้องความเชื่อได้
ฉันต้องเตรียมตัวก่อน
ฉันเลยเข้าไปที่เว็บไซต์ jw.org
เพื่อค้นคว้าดูบทความต่างๆที่จะช่วยให้ฉัน
อธิบายความเชื่อได้อย่างชัดเจน
ผมรู้ว่าผมไม่ควรให้เหตุการณ์นั้น
ทำให้ผมรู้สึกท้อ
ผมต้องกลับไปประกาศ
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาผมก็มีโอกาส
ที่จะพูดปกป้องความเชื่อของตัวเอง
ถึงแม้คุณจะพยายามใช้
คัมภีร์ไบเบิลหาเหตุผลกับเขา
เป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่เชื่อ
แต่อย่างน้อยคุณก็ได้
เสริมความเชื่อให้กับตัวเอง
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์กับคุณยังไง?
ถ้าคุณเป็นคนขี้อายเหมือนฉัน
พอมีคนอื่นมาพูดอะไร
มันก็ง่ายมากที่จะถูกโน้มน้าว
แต่ความจริงก็คือ
มีแนวทางเดียวเท่านั้นที่พระยะโฮวายอมรับ
ที่ 1 โครินธ์ 1:10 บอกว่าเราต้อง
‘มีความคิดเดียวกันเสมอ’
ดังนั้น ความจริงจะมีหลายอย่างไม่ได้
มันอธิบายไม่ถูกเลยว่าฉันรู้สึก
ขอบคุณพระยะโฮวามากแค่ไหน
ที่พระองค์ให้สิทธิพิเศษกับฉันที่ได้รู้จัก
พระองค์และได้รู้เกี่ยวกับศาสนาแท้
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้
ฉันอยากพยายามเต็มที่
ที่จะทำให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา
ฉันอยากให้ของขวัญล้ำค่านี้กับคนอื่นด้วย
ผมเชื่อแล้วว่าศาสนาแท้มีแค่ศาสนาเดียว
และนี่ทำให้ผมตัดสินใจได้ดี
และแทนที่ผมจะสงสัยว่า
สิ่งที่ผมเชื่อเป็นความจริงไหม
ผมมีคัมภีร์ไบเบิลที่ตอบทุกเรื่องที่ผมสงสัย
และช่วยชี้นำผมไม่ว่าผม
จะเจอเรื่องอะไรก็ตาม
ถึงแม้องค์การของเรา
จะไม่ได้สร้างโรงพยาบาล
แต่งานที่เราทำกำลังช่วยชีวิตหลายคน
เราช่วยเขาให้รู้จักความจริง
และได้มาสนิทกับพระยะโฮวา
คุณเคยถูกครูหรือเพื่อน
ถามคำถามแบบนี้มาก่อนไหม
ขอให้คุณตั้งเป้าที่จะเสริมความเชื่อของตัวเอง
เหมือนนาโอมิกับวินซ์
ถ้าคุณทำแบบนั้น
คุณมั่นใจได้เลยว่า
พระยะโฮวาจะตอบสิ่งที่คุณสงสัย
และให้คำแนะนำ
ที่ช่วยคุณให้ใกล้ชิดกับพระองค์
พระยะโฮวายังให้รางวัล
กับคนที่เสียสละตัวเอง
เพื่อจะรับใช้พระองค์มากขึ้นด้วย
ตอนนี้ขอให้เราฟังประสบการณ์
ของคนที่กำลังทำแบบนั้น
สวัสดีครับ ผมชื่อโรเบิร์ต แม็กกี
ตอนนี้กำลังรับใช้ที่สาธารณรัฐโดมินิกัน
เขตประกาศที่นี่สวยมาก
มีทั้งชายหาด
และภูมิประเทศที่หลากหลาย
แต่ผู้คนที่นี่พิเศษกว่านั้นอีก
ตอนเป็นเด็กผมมีความฝันอยากเป็นมิชชันนารี
และไปประกาศกับผู้คนในต่างประเทศ
และตอนนี้ผมก็ได้ทำแบบนั้นแล้ว
การรับใช้ในที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า
มันก็ยากอยู่นะครับ
บางครั้งผมก็คิดถึงบ้าน
แต่พี่น้องที่นี่ก็เป็นเหมือนครอบครัวผมเลย
พวกเขาพร้อมที่จะช่วยคนต่างชาติแบบผม
แล้วก็ช่วยผมหลายครั้งจริงๆ
ตอนแรกที่ผมมาถึง
พวกเขาช่วยหาที่พัก
พวกเขามักจะคอยแวะมาหา
และเอาอาหารมาให้ผม
ถึงแม้บางครั้งผมจะคิดถึงบ้าน
แต่พี่น้องที่นี่เป็นเหมือนคนในครอบครัว
ทำให้ผมหายเหงาเลยครับ
เวลาที่ผมใช้ไปในแต่ละวันมันคุ้มค่ามาก
ผมจะเล่าให้ฟังนะครับว่า
1 วันในชีวิตของผมที่นี่ ผมทำอะไรบ้าง
ผมตื่นนอนประมาณ 7:15 น.
แล้ว 8:30 น. ก็ออกจากบ้าน
คนที่นี่ไม่ค่อยมีรถยนต์
เวลาไปไหนมาไหนก็เลยจะใช้แต่มอเตอร์ไซค์
แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย
ก่อนจะมาที่นี่ ผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น
แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะขับมอเตอร์ไซค์
ไปประกาศด้วย
แต่พี่น้องที่นี่
ก็ช่วยสอนผมให้รู้วิธีขับมอเตอร์ไซค์
และผมก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาไปไหนมาไหน
ผมใช้เวลาประมาณ 15 นาที
ก็ไปถึงหอประชุม
ผมอยู่ประชาคมภาษามืออเมริกัน
หรือที่เรียกกันว่า ASL
หลังจากประชุมเพื่อการประกาศแล้ว
เราก็ไปที่เขตประกาศ
การประกาศที่นี่ง่ายมาก
ผู้คนที่นี่ใจดีและคุยง่าย
ตอนที่เรากำลังหาคนหูหนวกเพื่อจะประกาศ
เจ้าของบ้านที่หูดี
ก็จะอาสาพาเราไปหาคนหูหนวก
บางครั้งเขาก็พาเราเดินไกลมาก
เพื่อไปหาคนหูหนวก
ตอนแรกผมรู้สึกกังวลนิดหน่อย
แต่เพื่อนที่ไปกับผมใจเย็นมาก
เขาช่วยให้ผมหายกังวล
แล้วผมก็ได้มารู้ว่าคนที่นี่
อยากช่วยเราให้เจอคุณหูหนวกจริงๆ
พวกเขาดีใจที่เราอยากทำสิ่งดีๆเพื่อคนหูหนวก
คนส่วนใหญ่ที่นี่นับถือคัมภีร์ไบเบิล
ก็เลยไม่ยากที่เราจะคุยกับพวกเขา
หลังจากประกาศในตอนเช้า
พวกเราทุกคนก็จะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
เพราะอากาศร้อนมาก
นี่เป็นวัฒนธรรมที่ผมชอบมากเลยครับ
ช่วงนั้นผมก็จะกินข้าวเที่ยง
อาหารโปรดของผมก็คือ<i>ลาบันเดรา</i>
ก็จะมีข้าว มีถั่ว
แล้วก็มีเนื้อสัตว์
พอกินข้าวเสร็จ
ผมก็จะดื่มกาแฟ พักผ่อน
หรือไม่ก็ศึกษาส่วนตัว
แล้วพอบ่ายๆ
พวกเราก็จะออกมาเจอกันอีกครั้ง
เพื่อไปศึกษาจนถึงช่วงเย็นๆ
ที่โดมินิกันคุณอยากมี
นักศึกษาเยอะขนาดไหนก็ได้
นี่แหละครับที่ทำให้ผมชอบอยู่ที่นี่มาก
ตอนที่เราวางแผนและคำนวณค่าใช้จ่าย
เรามักจะคิดว่าต้องเสียสละอะไรบ้าง
แต่เราต้องคิดด้วยว่าจะได้อะไรกลับมา
ผมได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
ซึ่งก็คือสอนคนอื่นเรื่องพระยะโฮวา
และบางคนก็ก้าวหน้าจนรับบัพติศมา
นี่เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้เลย
ถ้าผมยังอยู่ที่บ้าน
ผมคงจะไม่มีประสบการณ์
และความทรงจำดีๆแบบที่ผมได้จากที่นี่
พระยะโฮวาให้ผมมีพ่อแม่ มีพี่น้อง
ผมไม่รู้สึกเหงาอีกเลยครับ
พวกเรามักจะพูดถึงพี่น้องที่อยู่ทั่วโลกบ่อยๆ
แต่มันเทียบไม่ได้เลย
กับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
สดุดี 34:8 บอกว่า
“ลองชิมดู แล้วจะรู้ว่าพระยะโฮวาดีขนาดไหน”
ถ้าคุณชิม
คุณก็จะได้รู้ว่า
พระยะโฮวาให้พรกับคุณมากมาย
การสอนความจริง
เกี่ยวกับพระยะโฮวาให้กับคนอื่น
เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด
ถ้าคุณไปรับใช้
ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่าไม่ได้
ก็ขอให้ลองขยายงานรับใช้ในวิธีอื่นดูนะครับ
ในรายการเดือนนี้
เราได้เรียนว่า
การเชื่อฟังคำแนะนำ
จากองค์การของพระยะโฮวาต่อๆไป
จะช่วยปกป้องชีวิตของเราไว้
เหมือนฮาบากุก
เราต้องอธิษฐานบอกพระยะโฮวา
เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เรากังวล
เพื่อจะรู้สึกสงบใจและไว้ใจพระองค์
ครอบครัวชอมบา
ไว้ใจพระยะโฮวาและทำตามคำแนะนำ
อย่างเต็มที่
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่เราเชื่อ
เราก็จะอยากทำตามคำแนะนำ
ของพระยะโฮวา
ผ่านทางทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวที่เซอร์เบีย
เซอร์เบียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
ทางเหนือเป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์
ทางทิศตะวันออกเป็นแอ่งหินปูน
ทางทิศตะวันตกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ
และทางทิศใต้ก็เต็มไปด้วยภูเขา
ความอุดมสมบูรณ์ทำให้เพาะปลูกได้ดี
เซอร์เบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออก
ราสเบอรรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก
มีทุ่งเรพซีดที่กว้างใหญ่
ที่ปลูกไว้ให้สัตว์กิน
ผู้คนจะเอาเนื้อไปทำเชวาปี
ซึ่งทำมาจากเนื้อบดผสมเครื่องเทศ
แล้วก็ปั้นเป็นแท่งๆ
นี่เป็นอาหารยอดนิยม
ของแถบคาบสมุทรบอลข่าน
จากนั้นก็จะเอาเชวาปีไปวางบนแผ่นแป้ง
แล้วราดด้วยคายมัก
ซึ่งเป็นครีมที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ที่ทำมาจากนม
ลองมาที่นี่ตอนบ่ายวันอาทิตย์ดูสิ
เพราะเป็นธรรมเนียมของผู้คนที่นี่
ที่ครอบครัวจะมารวมตัวกันในช่วงบ่าย
เพื่อจะกินข้าวและพูดคุยกัน
มีหลายคนที่ช่วยกันประกาศข่าวดี
เรื่องรัฐบาลของพระเจ้าในยูโกสลาเวีย
ซึ่งปัจจุบันก็คือเซอร์เบีย
หนึ่งในนั้นก็คือทหารที่ชื่อว่านิกา ทราเลีย
ในปี 1918
ตอนที่เขาประจำการอยู่ในกองทัพ
ของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี
เขาถูกกองทัพรัสเซียจับตัว
และถูกส่งไปที่เซอร์เบีย
ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
จากที่ที่เขาได้เรียนความจริง
หลังจากถูกปล่อยตัวเขาก็กลับบ้าน
และเริ่มจัดการประชุม
อีกคนหนึ่งก็คือช่างตัดผมหนุ่ม
ที่ชื่อฟรันซ์ บรันด์
คุณอาจจะจำเขาได้
จากตอนที่เราพูดถึงมอนเตเนโกร
เขาชอบพูดเรื่องคัมภีร์ไบเบิลกับลูกค้า
ฟรันซ์กับลูกค้าที่ชื่อรูดอล์ฟ คาเล
ได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานรับใช้
และหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกแต่งตั้ง
ให้ดูแลสำนักงานสาขา
ประมาณปี 1930
ไพโอเนียร์ที่มีประสบการณ์ 20 คน
ซึ่งรวมถึงมาร์ติน เพิทซิงเกอร์
ก็ถูกส่งไปเพื่อขยายงานรับใช้
พวกเขาพูดภาษา
เซอร์เบีย-โครเอเชียไม่ได้
ก็เลยใช้บัตรให้คำพยานเพื่อประกาศ
ครั้งหนึ่งมาร์ติน เพิทซิงเกอร์
สะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือ
และเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ห่างไกล
เพื่อจะประกาศกับคนที่พร้อมจะฟัง
ทุกวันนี้พี่น้องของเราก็ยังขยันขันแข็ง
ในการประกาศข่าวดีที่เซอร์เบีย
ในเมืองโวจโวดินา
ชาวไร่ชาวนาจะยุ่งมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
พี่น้องของเราจะปั่นจักรยานไกลมาก
เพื่อจะไปประกาศกับคนที่ทำงานในไร่
มีผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ย้ายเข้ามาอยู่ในเซอร์เบียมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น คนที่พูดภาษารัสเซีย
จีน อูรดู เปอร์เซีย และโรมานี
เพื่อจะประกาศกับคนที่พูดภาษาโรมานี
พี่น้องก็จะเดินทาง
ไปยังย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่
ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ
ที่สร้างอยู่ใกล้กัน
และพวกเขาก็ตอบรับอย่างดีด้วย
ประชาคมเบลเกรด โรมานี
มีนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิล 46 คน
และมีผู้เข้าร่วมการประชุมเฉลี่ย
มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์
พี่น้องจากประชาคมเบลเกรด โรมานี
ได้ส่งความรักและคำทักทาย
ให้กับพวกคุณทุกคน
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW®
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา
-