JW subtitle extractor

รายการโทรทัศน์ JW—กรกฎาคม 2026

Video Other languages Share text Share link Show times

ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ
พวกเราทุกคนอยากจะตัดสินใจได้อย่างดี
และมองไปในอนาคตด้วยความมั่นใจ
แต่เพื่อจะทำแบบนั้นได้
เราต้องการคำแนะนำที่ดี
ในเดือนนี้เราเลยจะพูดถึงวิธีหาคำแนะนำ
และจะทำตามได้ยังไง?
เราจะฟังประสบการณ์ของครอบครัวชอมบา
ที่ทำตามคำแนะนำ
และได้รับพรจากการเชื่อฟัง
เราจะได้ขุดค้นความรู้จากหนังสือฮาบากุก
และเรียนวิธีที่จะสงบใจ
เมื่อได้รับงานมอบหมายที่ยาก
หรือเจอปัญหาในชีวิต
และให้เรามาฟังว่า
หนึ่งวันในชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ที่ออกจากบ้าน
และไปรับใช้ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่า
เป็นยังไง
มีหลายอย่างที่เราจะได้เรียนด้วยกัน
ในรายการโทรทัศน์ JW เดือนนี้ครับ
คุณรู้ไหมว่าควรไปทางไหน?
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้
มาจากโยชูวา 3:4
ตอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ชาวอิสราเอล
กำลังจะเข้าแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
หลังจากที่รอมาประมาณ 40 ปี
แต่เส้นทางที่พวกเขาจะไปนั้นไม่ง่ายเลย
ต้องมีความพยายาม ความเชื่อ
และความกล้าหาญ
ถึงจะได้อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าสัญญา
พวกเขารู้ไหมว่าต้องทำอะไร
ให้เรามาอ่านด้วยกันครับที่โยชูวา 3:2-4
เราจะดูว่าพระยะโฮวาชี้นำ
คนของพระองค์ยังไงในช่วงที่สำคัญนี้
“หลังจากนั้น 3 วันพวกเจ้าหน้าที่
ก็เดินไปทั่วค่ายพัก
และสั่งประชาชนว่า
‘เมื่อพวกคุณเห็นปุโลหิตตระกูลเลวี
หามหีบสัญญาของพระยะโฮวาพระเจ้า
ก็ให้ออกเดินทางจากที่พักตามหีบนั้นไป
เพื่อจะรู้ว่าควรไปทางไหน
เพราะคุณไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน
แต่ต้องเว้นระยะให้ห่างจากหีบสัญญา
ประมาณ 2,000 ศอก
อย่าเข้าไปใกล้กว่านั้น’”
สังเกตไหมครับเพื่อจะรู้ว่าต้องไปทางไหน
พวกเขาต้องเดินตามหีบสัญญา
ดูเหมือนคำสั่งนี้ชัดเจน
แต่ชาวอิสราเอลกลับรู้สึกว่ายากที่จะทำตาม
พวกเขามองคนที่พระเจ้าแต่งตั้ง
ให้นำหน้าในแง่ลบ
และหยิ่งอยากทำตามใจตัวเอง
แทนที่จะทำตามการชี้นำ
ทำไมเรื่องนี้สำคัญสำหรับเรา
เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงเวลา
ที่สำคัญที่สุดเหมือนกัน
เหตุการณ์ต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของสมัยสุดท้าย
เลยอาจจะได้เห็นความทุกข์ยากลำบาก
ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นก่อนอาร์มาเกดโดน
การทำตามการชี้นำสำคัญมาก
แล้วเราจะรู้ทางที่จะไปได้ยังไง?
ก็เหมือนกับสมัยของโยชูวา
เราต้องรู้ว่าพระยะโฮวาใช้ใคร
ให้ชี้นำคนของพระองค์
และก็ทำตาม
เพื่อเราจะทำอย่างนั้นได้
ให้เรามาดู 3 จุดสำคัญต่อไปนี้
1. เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
2. เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?
และ 3. เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?
ให้เรามาเริ่มจุดแรกครับ
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
ช่วงที่ชาวอิสราเอลอยู่ในที่กันดาร
กับโมเสสและอาโรน
ชาวอิสราเอลเห็นชัดเจนว่า
พระยะโฮวาชี้นำพวกเขายังไง
พวกเขาเห็นเสาเมฆตอนกลางวัน
และเห็นเสาไฟตอนกลางคืน
แต่ต่อมาพระยะโฮวาเปลี่ยนวิธีชี้นำ
ชาวอิสราเอลต้องมีความเชื่อและยอมรับว่า
โยชูวาเป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า
โยชูวาทำให้ชาวอิสราเอลมั่นใจว่า
พวกเขากำลังทำตามการชี้นำของพระยะโฮวา
โดยการเดินตามหีบสัญญาของพระเจ้า
แล้วพระยะโฮวาใช้ใครในทุกวันนี้?
พระเยซูบอกไว้แบบนี้ครับ
ให้เราอ่านด้วยกันที่มัทธิว 24:45
“จริงๆแล้วใครเป็นทาสที่ซื่อสัตย์
และสุขุมที่นายตั้งไว้ให้ดูแลพวกคนรับใช้
และแจกจ่ายอาหารแก่พวกเขา
ตามเวลาที่เหมาะสม?”
“ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม”
พวกเขาเป็นใคร?
ก็คือคณะกรรมการปกครอง
ของพยานพระยะโฮวา
พวกเขาแจกจ่ายอาหารทางความเชื่อ
ให้การชี้นำและให้การช่วยเหลือ
ที่จำเป็นกับพยานฯทั่วโลก
ที่จริงเรารู้เรื่องนี้ดีเพราะเราคุยเรื่องนี้กัน
มาหลายครั้งแล้ว
แต่เราน่าจะทบทวนกันอีก
ว่าทำไมเราถึงเชื่อเรื่องนี้
หนังสือชีวิตที่มีความสุขตลอดไป บท 54
“‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม’ เป็นใคร?”
ในบทนั้นมีคำถามสำหรับนักศึกษาว่า
“ทำไมคุณถึงมั่นใจว่า
พระเยซูชี้นำคณะกรรมการปกครอง?”
และ “คุณเชื่อไหมว่าคณะกรรมการปกครอง
คือ ‘ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม?’”
นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก
คุณจะตอบยังไง?
น่าจะดีที่คุณจะทบทวนบทนี้
รวมทั้งส่วนดูเพิ่มเติม
ในการนมัสการประจำครอบครัว
หรือศึกษาส่วนตัว
ทำไมดีที่จะทำแบบนี้
ลองคิดดูนะครับ
ถ้าชาวอิสราเอล
ต้องเดินตามผู้ชายที่หาม
หีบสัญญาของพระเจ้า
ลงไปในแม่น้ำที่ท่วมสูง
พวกเขาต้องมีความเชื่อเต็มร้อย
ว่าพระยะโฮวาใช้คนเหล่านี้
เพื่อชี้นำพวกเขา
พวกเราก็เหมือนกัน
ถ้าเราจะทำตามการชี้นำ
ของคณะกรรมการปกครอง
ในช่วงที่ยากลำบากในอนาคต
เราก็ต้องเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า
พระยะโฮวาชี้นำเรา
ผ่านทางพระเยซูลูกของพระองค์
ดังนั้นให้เรามาตอบคำถามแรก
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจะไปทางไหน?
เราก็ทำเหมือนชาวอิสราเอลที่ซื่อสัตย์
คือทำตามการชี้นำของคนที่พระยะโฮวาใช้
ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ 2
เราจะเดินในทางนี้ได้ยังไง?
มันอาจจะง่ายที่จะทำตาม
ถ้าเราเห็นด้วยกับการชี้นำนั้น
แต่มันจะยากแน่ๆถ้าเราไม่เห็นด้วย
กับคำแนะนำหรือการชี้นำที่เราได้รับ
แล้วเราจะทำยังไงครับ?
อัครสาวกเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้
ในกิจการบทที่ 21 ตอนที่เขามาถึงเยรูซาเล็ม
และรายงานให้ยากอบกับผู้ดูแลที่นั่น
รู้เกี่ยวกับงานมิชชันนารีของเขา
พวกเขาดีใจ
ที่ได้ยินประสบการณ์ของเปาโล
แต่มีปัญหาบางอย่าง
ให้เรามาดูว่าพวกเขาพูดถึง
คริสเตียนชาวยิวบางคนยังไง
เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในกิจการ 21:21
“แต่พวกเขาได้ยินข่าวลือว่า
คุณสอนคนยิวที่อยู่ในดินแดนของคนต่างชาติ
ให้ทิ้งกฎหมายของโมเสส
และบอกพวกเขาว่าไม่ต้องให้ลูกๆเข้าสุหนัต
และไม่ต้องทำตามธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา”
ที่จริงไม่มีบันทึกว่าเปาโลทำแบบนั้น
มันเป็นเพียงข่าวลือ
ผู้ดูแลบอกให้เขาทำอะไร
ให้เราอ่านที่กิจการ 21:24
“ให้คุณพา 4 คนนี้ไปด้วย
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา
ออกค่าใช้จ่ายให้พวกเขา
แล้วให้พวกเขาโกนหัวด้วย
ทุกคนจะได้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับคุณนั้นไม่จริง
แต่คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายของโมเสสเสมอ”
เปาโลทำยังไงครับ
เขาไม่ได้เถียงหรือคัดค้าน
ข้อ 26 บอกว่า
“วันรุ่งขึ้นเปาโลก็พา 4 คนนั้นไปด้วย
และชำระตัวตามพิธีกรรมพร้อมกับพวกเขา”
ดังนั้นเพื่อสยบข่าวลือที่ไม่เป็นจริงสักนิด
เปาโลใช้เงินของตัวเอง
และก็ทำในสิ่งที่จริงๆแล้วไม่ต้องทำด้วยซ้ำ
เพราะอะไร?
ก็เพราะว่าเขาภักดี
ต่อคนที่พระยะโฮวาแต่งตั้งให้ชี้นำ
บทเรียนคืออะไร?
เมื่อเราได้รับคำแนะนำ
แม้ว่าบางครั้งเรารู้สึกไม่เห็นด้วย
หรือไม่จำเป็น
เราไว้ใจพระยะโฮวามากพอ
ที่จะทำตามไหม
ถ้าเราได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนก็ให้ทำตาม
ถ้ามันไม่ได้ขัดกับหลักการในคัมภีร์ไบเบิล
อาจเป็นไปได้ว่าพระยะโฮวา
อยากให้เราทำแบบนั้น
หรือถ้าไม่ใช่พระองค์ก็จะอวยพรที่เราภักดี
บางครั้งการชี้นำจากพระองค์ช่วยชีวิตเรา
เราอาจจะคิดถึงละครเรื่อง
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
เป็นละครที่สร้างจากเหตุการณ์จริง
ของพี่น้องเราในแอฟริกา
ที่ต้องหนีเพื่อเอาชีวิตรอด
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราบางคน
ในหลายประเทศ
และเรารู้สึกเศร้าเมื่อได้ยินเรื่องแบบนี้
ละครเรื่องนี้เตือนเราทุกคนให้คิดทบทวนดูว่า
เราจะทำยังไง
ถ้ามีบางคนบอกให้เราทำบางสิ่ง
ที่เรารู้สึกว่ามันมากเกินไปหรือไม่จำเป็น
เราน่าจะกลับไปดูละครนี้อีกครั้ง
ตอนนมัสการประจำครอบครัว
และคุยกันว่าถ้าเจอแบบนั้นเราจะทำยังไง?
แล้วทำไมเรื่องนี้สำคัญ?
เราควรถามตัวเองด้วยว่า
ในช่วงความทุกข์ยากลำบากครั้งใหญ่
เราจะได้คำแนะนำที่ชัดเจนไหม
ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร
คำแนะนำจะมาในรูปแบบไหน
เราคิดว่าคำแนะนำนั้นมีเหตุผลไหม
ถ้าเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระยะโฮวา
และลูกของพระองค์
เราก็พร้อมที่จะทำตามการชี้นำ
ของคนที่นำหน้า
เราคุยกันไปแล้วว่า
จะรู้ได้ยังไงว่าต้องไปทางไหน
เราจะเดินในทางนั้นได้ยังไง
ตอนนี้มาถึงจุดที่ 3 เราจะเดินต่อไปได้ยังไง?
เราต้องระวังที่จะไม่ให้ความผิดหวัง
การข่มเหงหรือปัญหาต่างๆ
มาทำให้เราหยุดเดิน
หรือเดินช้าลงในการทำตามคนที่นำหน้า
เช่น เราอาจจะทำตามทันที
ถ้าคำแนะนำนั้น
มาจากคณะกรรมการปกครองโดยตรง
แต่เราทำยังไงตอนที่ได้รับคำแนะนำ
จากผู้ดูแลในประชาคมหรือผู้ดูแลหมวด
เรารู้จักนิสัยเขาดีเราเห็นข้อผิดพลาดของเขา
เราเลยไม่อยากทำตาม
หรือไม่ได้ทำตามทันทีไหม?
เรายังมองว่านี่เป็นคำแนะนำ
ที่มาจากพระยะโฮวาไหม?
เราต้องติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา
ทำไมถึงสำคัญ?
คุณเคยขับรถตามใครสักคนไหม
แล้วเจอรถติดมาก
แล้วเห็นว่ารถคันนั้น
อยู่ห่างจากคุณออกไปเรื่อยๆ
แล้วแป๊บเดียวเขาก็เลี้ยวไปทางไหนไม่รู้
แล้วคุณก็ตามไม่ทัน
เพราะอะไร?
ก็เพราะคุณตามห่างเกิน
เหมือนกันครับเราต้องตามให้ทัน
องค์การของพระยะโฮวา
ทำยังไงครับ?
เราได้รับคำแนะนำอยู่บ่อยๆว่าต้องทำยังไง
ก็คือไปประชุมเป็นประจำ
อ่านคัมภีร์ไบเบิล
ศึกษาส่วนตัว
และอธิษฐานเป็นประจำ
และไปประกาศด้วย
กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเรา
ให้ตามทันองค์การของพระยะโฮวา
บางครั้งก็มีบางคน
ที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจบางอย่าง
หรือวิธีการจัดการภายในองค์การ
นี่ทำให้บางคนเดินช้าลง
หรือถึงกับเลิกประชุมเลิกประกาศ
และบางคนก็เลิกเป็นพยานฯไปเลย
น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เข้าใจว่า
แม้แต่ในสมัยชาติอิสราเอล
การจัดการต่างๆก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ
เพราะทุกคนที่พระเจ้าใช้ให้นำหน้า
ก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ
แล้วพวกเขาจะไปหาองค์การ
ที่สมบูรณ์แบบได้จากที่ไหน
มีแต่พระเยซูเท่านั้นที่สมบูรณ์แบบ
ดังนั้นถึงทุกคนในองค์การจะไม่สมบูรณ์แบบ
แต่พวกเขาก็พยายามเต็มที่
ที่จะทำตามการชี้นำของพระเยซู
ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ
พี่น้องคนหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลหมวด
มานานเคยพูดบ่อยๆว่า
“นี่เป็นองค์การที่ไม่สมบูรณ์แบบที่ดีที่สุดในโลก”
พูดถูกใช่ไหมครับ
นี่ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์
ที่อยู่ในยอห์นบท 6
ตอนนั้นมีบางคนเลิกติดตามพระเยซู
เพราะท่านบอกว่าให้กินเนื้อและดื่มเลือดของท่าน
จากนั้นยอห์นก็บันทึกว่า
คำพูดของพระเยซู
ทำให้สาวกหลายคนเลิกติดตามท่าน
แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม
พระเยซูเลยถามพวกอัครสาวกว่า
“แล้วพวกคุณล่ะ อยากจะกลับไปด้วยไหม?”
พวกเขาตอบยังไง
เปโตรแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเชื่อ
คำตอบของเขาอยู่ในยอห์น 6:68
เขาบอกว่า
“นายครับ พวกเราจะไปหาใครได้อีก?
ในเมื่อท่านเองมีคำสอนที่ให้ชีวิตตลอดไป”
“พวกเราจะไปหาใครได้อีก”
เปโตรและอัครสาวกคนอื่นๆ
ก็อาจจะไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พระเยซูพูด
มากไปกว่าคนอื่นๆเลย
แต่พวกเขามั่นใจเต็มที่ว่า
ไม่มีที่ไหนที่ดีเท่านี้อีกแล้ว
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
อย่าลืมสิ่งที่คุณมีอยู่
คุณจะไปหาคำแนะนำ
อาหารที่เสริมความเชื่อ
และกำลังใจได้จากที่ไหนอีก
ถ้าไม่ใช่องค์การของพระเจ้า
ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว
อย่าให้อะไรก็ตามที่คุณไม่เข้าใจ
มาทำให้คุณไม่เห็นค่าในสิ่งที่คุณมีอยู่
จุดสำคัญของเรื่องที่เราคุยกันคืออะไรครับ
สัญญาณต่างๆทำให้เห็นชัดว่า
เราอยู่ในช่วงท้ายของสมัยสุดท้าย
อนาคตที่เราเฝ้ารออีกไม่นานก็จะถึงแล้ว
เหมือนกับชาวอิสราเอลที่อยู่ในแม่น้ำจอร์แดน
การเชื่อฟัง
และทำตามการชี้นำ
จะทำให้เรารอดชีวิต
ตอนนี้เป็นเวลาที่เราจะต้องมั่นใจเต็มที่
ว่าพระยะโฮวากำลังชี้นำ
องค์การของพระองค์อยู่
อย่าให้การท้อใจหรือความผิดพลาดของคนอื่น
มาทำให้คุณเดินช้าลง
ให้เราเตือนตัวเองเสมอ
ว่าเป็นสิทธิพิเศษขนาดไหนแล้ว
ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์การ
ที่ถึงแม้ไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ก็เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก
และขอให้มั่นใจว่า
ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไรในอนาคต
ถ้าเราติดสนิทกับองค์การของพระยะโฮวา
และทำตามการชี้นำ
เราก็จะรู้เสมอ
ว่าควรเดินไปทางไหน
ให้เรามาดูประสบการณ์ของ
โลอิกกับโยฮาริชอบบา
2 พี่น้องจากคองโก
พวกเขาได้เรียนอะไรเกี่ยวกับการเชื่อฟัง
และทำตามคำแนะนำจากองค์การ
การดูละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
โดนใจฉันมาก
เพราะมันเป็นเรื่องที่
ครอบครัวเราเคยเจอมาจริงๆ
ก่อนปี 1995 ชีวิตเรายังโอเคอยู่
พวกเราส่วนใหญ่ยังเด็ก
และสงครามก็เกิดขึ้น
ทำให้ครอบครัวเราต้องหนีออกจากคองโก
คำแนะนำที่เราได้รับจากสำนักงานสาขา
เข้าใจง่ายและทำตามได้ไม่ยาก
แต่บางคนไม่ทำตาม
และพวกเขาก็เสียชีวิตทั้งครอบครัว
พ่อผมไม่มีเงินพอ
ที่จะพาเราทุกคนในครอบครัว
ไปในที่ที่ปลอดภัยพร้อมกันได้
เราเลยต้องแยกกัน
ฉันกับแม่
และพี่ๆน้องๆอีก 4 คน
เดินทางไปที่แทนซาเนีย
พ่อก็เลยบอกพวกเราไว้ว่า
คือเป็นคำแนะนำจากพ่อฉันเอง
ว่าเราจะไปเจอกันที่ไหน
แล้วพอพวกเราทำตามนั้น
เราก็ได้เจอกันและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
มันเหมือนกับฉากหนึ่งในละคร
“ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ตอนที่เด็กๆกับพ่อแม่
ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
เหมือนพวกเราเลย
ชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัย
มันเครียดมากและไม่ปลอดภัยเลย
มีความเสี่ยงที่พวกทหารจะบุกเข้ามาในค่าย
มันเลยทำให้ยากที่จะจดจ่ออยู่กับ
การรับใช้พระยะโฮวาตอนอยู่ในนั้น
เราเลยต้องย้ายอีกครั้ง
จากแทนซาเนียไปโมซัมบิก
เรื่องที่ผมจำได้ไม่ลืม
ก็คือ
ตอนที่พวกเรากำลังนั่งอยู่หลังรถบรรทุก
ถนนก็ไม่ค่อยดี
มันเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดทาง
ในที่สุดรถก็จอด
ผมนึกว่าเราจะได้นอนแล้ว
ตอนนั้นมันประมาณตี 3
แล้วพ่อก็บอกพวกเราว่า
“มา ทุกคนลงจากรถ
เราจะอ่านข้อคัมภีร์ประจำวันด้วยกัน”
ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก
เราไม่อยากทำเลย
อยากจะนอนอย่างเดียว
เป็นช่วงเวลาที่ผมจะจำไปตลอด
เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง
พ่อก็ยังให้การรับใช้พระยะโฮวา
เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเสมอ
ฉันเห็นเลยว่า
พ่อวางใจพระยะโฮวาจริงๆในทุกสิ่งที่พ่อทำ
พ่อชอบอธิษฐาน
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
พ่อจะอธิษฐานแล้วรอ
ว่าพระยะโฮวาจะตอบยังไง
ตอนเราอยู่ที่โมซัมบิก
แม่ของฉันป่วย เลยต้องย้ายไปเคปทาวน์
ในประเทศแอฟริกาใต้เพื่อรับการรักษา
การรักษามันไม่ได้ผล
เพราะสุดท้ายแล้วแม่ก็เสียชีวิตปี 2003
แล้วก็เหลือแต่พ่อที่ต้องดูแลเราทุกคน
แต่ถึงจะสูญเสียหลายอย่าง
แต่พ่อก็ยังวางใจในพระยะโฮวาจริงๆ
เขาให้พระยะโฮวามาก่อน
แล้วช่วยพวกเราให้อยู่ในความจริง
พ่อพูดตลอดว่า
อยากให้พวกเราได้เจอแม่อีกครั้ง
พ่อมีประโยคหนึ่งที่พูดกับพวกเราตลอดว่า
“ถึงชีวิตเราตอนนี้จะแย่
แต่เราต้องพยายามเข้าโลกใหม่ให้ได้”
พ่อหมายความว่า
ให้ทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อพระยะโฮวา
เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรดีๆ
ที่จะให้กับเราได้เลย
นี่แหละครับ
เป็นสิ่งที่พ่อคอยปลูกฝังพวกเรามาตลอด
ก็คือให้รับใช้พระยะโฮวาเต็มเวลา
หลังจากเรียนจบฉันตัดสินใจเป็นไพโอเนียร์
แล้วพอเป็นไพโอเนียร์
ฉันก็ได้ช่วยงาน LDC ด้วย
ผมมีสิทธิพิเศษมากที่ตอนนี้ได้รับใช้ที่เบเธล
ทุกๆวันผมได้ใช้เวลาที่มี
ในการทำสิ่งที่ทำได้เพื่อพระยะโฮวา
ฉันตัดสินใจมาที่นี่
เพื่อเป็นอาสาสมัคร
ช่วยงานก่อสร้างที่เบเธล
ผมมีความสุขมากที่ลูกทุกคน
ใช้ชีวิตตามความจริง
เห็นเลยว่าพระยะโฮวาช่วยผมจริงๆ
แม้ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด
หลายครั้งเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หรือต้องไปที่ไหน
แถมยังต้องดูแลลูกเล็กๆอีก
แต่พระยะโฮวาก็อยู่เคียงข้างเราเสมอ
เราไม่เคยคิดที่จะเลิกไว้ใจพระยะโฮวาเลย
จากละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ทำให้ผมเห็นว่าพระองค์ไม่ใช่แค่เห็น
แต่เข้าใจว่าเราต้องเจอกับอะไร
การเชื่อฟังช่วยชีวิตได้จริงๆ
บางครั้งเราอาจไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมด
แต่เราก็ควรทำตามคำแนะนำเสมอ
เพราะพระยะโฮวารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา
พี่น้องลีออนพูดได้น่าสนใจมาก
ว่าอะไรช่วยเขากับลูกๆให้รอดชีวิต
และรักษาความซื่อสัตย์กับพระยะโฮวาได้
เขาบอกว่า
“พวกเราไม่เคยเลย
ที่จะไม่ไว้ใจพระยะโฮวา”
ละครเรื่อง “ให้พระยะโฮวาชี้ทางให้คุณ”
ทำให้ครอบครัวชอมบา
คิดถึงประสบการณ์ของตัวเอง
เราขอสนับสนุนทุกคน
ให้ดูละครเรื่องนี้อีกครั้ง
และคิดถึงบทเรียนเรื่องการเชื่อฟัง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
การเชื่อฟังคำแนะนำอาจเป็นเรื่องยาก
ตอนที่เรารู้สึกเครียด
หรือไม่มั่นคง
แต่เราจะสงบใจ
มองไปที่พระยะโฮวา
และเชื่อฟังต่อไปได้ยังไง
ให้เรามาดูตัวอย่างของ
ฮาบากุกด้วยกันครับ
หนังสือฮาบากุกมีแต่เรื่องที่น่าสนใจ
การศึกษาครอบครัวต้องสนุกแน่ๆ
ใช่
ถึงจะไม่ได้ใช้เครื่องมือค้นคว้า
แต่เราก็เจอความรู้ที่มีค่าหลายอย่างได้
ให้เราเริ่มดูที่ใจความสำคัญก่อน
ที่นั่นบอกว่า
“ผู้พยากรณ์ร้องขอความช่วยเหลือ
พระยะโฮวาอีกนานแค่ไหน?”
เราได้ยินแบบนี้บ่อยๆ
แล้วทำไมฮาบากุกรู้สึกแบบนี้?
เราดูที่เส้นเวลาดีไหม
จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้
ดีค่ะ
ดูเหมือนว่าฮาบากุกมีชีวิตอยู่ใน
ช่วงท้ายที่​โยสิยาห์​ปกครอง
ไปจนถึงช่วงที่เยโฮยาคิมปกครองด้วย
ฉันจำได้ว่า
ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่โยสิยาห์ปกครอง
คำสอนของพระยะโฮวา
ได้รับความนับถือและการยกย่อง
นี่คงจะเป็นช่วงเวลาที่สงบสุข
สำหรับฮาบากุก
แต่แล้วลูกธนูลูกหนึ่งก็เปลี่ยนทุกอย่างไป
โยสิยาห์ถูกฆ่าและกษัตริย์ชั่วก็ขึ้นมามีอำนาจ
ประชาชนก็กลับไปนมัสการพระเท็จ
และทำชั่วอีก
ใช่ ทำให้เห็นเลยว่าหัวใจของพวกเขา
เป็นยังไงจริงๆ
​เยโฮยาคิมข่มเหงผู้พยากรณ์ของพระยะโฮวา
และถึงกับฆ่าอุริยาห์
ลองคิดดูสิว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไง
ถ้าถูกข่มเหงเเบบนั้น?
จากที่เคยมีชีวิตที่ดี สงบสุข และมั่นคง
แต่แล้ววันหนึ่งกลับถูกโจมตี
และก็ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
ไม่น่าล่ะเขาถึงร้องขอความช่วยเหลือ
เพราะเขากำลังเจอปัญหาหนักจริงๆ
ใช่
แต่พระยะโฮวาตอบฮาบากุกยังไง?
ยังไงเหรอ?
ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้
มีสักครั้งไหมที่พระยะโฮวาแก้ไขความคิด
ของฮาบากุก
โดยบอกว่า “เจ้าเป็นใครถึงสงสัยเรา?”
ไม่มีนะ
ผมคิดว่าเราได้บทเรียนหลายอย่าง
จากเรื่องนี้นะ
พระยะโฮวาฟังตอนที่ฮาบากุกพูด
พระองค์เข้าใจความรู้สึกเขา
พระองค์เลยไม่ได้ตำหนิที่เขาพูดแบบนั้น
พระยะโฮวายังให้ฮาบากุกเขียนความรู้สึก
ของตัวเองเพื่อคนอื่นจะได้รับประโยชน์ด้วย
และฮาบากุกคงจะรู้สึกดีขึ้นที่ได้ทำแบบนั้น
พระยะโฮวาดีจริงๆ
พระองค์เห็นค่าคำพูดที่ออกมาจากใจ
ของผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์
ใช่ พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายจริงๆ
มันเหมือนกับพระองค์บอกเราว่า
“นี่แหละคือวิธีที่เราตอบฮาบากุก
เราก็จะทำแบบนั้นกับเจ้าเหมือนกัน
เรารู้ว่าเจ้าเจออะไรอยู่
และเราเข้าใจความรู้สึกของเจ้า”
อีกจุดหนึ่งที่ฉันสนใจคือ
คำพูดของพระยะโฮวาในบท 2 ข้อ 4
ที่บอกว่า
“แต่คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”
จุดนี้ก็น่าสนใจ
ฉันเคยจดเกี่ยวกับข้อนี้ไว้
นี่ไม่ใช่แค่คำพูดทั่วๆไป
แต่เป็นความจริงที่สำคัญของคัมภีร์ไบเบิล
พระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมั่นใจ
ว่าพระองค์จะไม่ลืม
และจะไม่ทิ้งคนที่เชื่อในพระองค์
พวกเขาจะได้ชีวิต
แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
เยเรมีย์ บารุค เอเบดเมเลค
และคนในตระกูล​เรคาบ
รอดชีวิตตอนที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย
พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่ไว้ใจได้
แต่ยังมีอีกที่เราเรียนได้
ถ้าดูที่ข้ออ้างโยง
เปาโลใช้ประโยคนี้ในจดหมาย 3 ฉบับ
ที่เขาเขียนให้กำลังใจ
พี่น้องคริสเตียนในศตวรรษแรก
พระยะโฮวาให้มีการเขียนคำพูดของฮาบากุกซ้ำ
นี่เหมือนพระองค์กำลังบอกเราว่า
เจ้าต้องจำสิ่งที่เราบอกฮาบากุกให้ดี
คำตอบจากพระยะโฮวาทำให้ฮาบากุกมีกำลังใจ
เพราะ 2 ข้อสุดท้ายเขาพูดว่า
“ผมจะยินดีเพราะพระยะโฮวาและสุขใจ”
ฉันจำได้วีดีโอนมัสการเช้าเรื่องหนึ่ง
พูดถึงความหมายของข้อนี้ไว้ว่า
‘กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
และหมุนตัวอย่างมีความสุข’
ถึงแม้สถานการณ์ของฮาบากุก
จะยังไม่เปลี่ยน
แต่พอเขาได้ระบายความรู้สึกกับพระยะโฮวา
เขาก็รู้สึกสบายใจเเละไว้ใจพระองค์
ใช่แล้ว พระยะโฮวาเป็นพระเจ้าที่
เข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้
นี่ก็เลยทำให้ฮาบากุกไม่เศร้าอีกต่อไป
เรื่องนี้ให้กำลังใจจริงๆ
ใช่ คุณคิดว่าเรื่องนี้
ให้บทเรียนอะไรกับเรา?
ฉันได้เรียนว่าพระยะโฮวาเข้าหาได้ง่าย
ฉันมั่นใจว่าฉันบอกพระองค์ได้ทุกเรื่อง
ไม่ต้องใช้คำสวยๆ
ไม่ต้องปิดบังความรู้สึกของตัวเอง
เพราะพระยะโฮวารู้อยู่แล้วว่าฉันรู้สึกยังไง
พระองค์อยากให้ฉันพูดออกมาจากใจ
รวมทั้งเรื่องที่ฉันไม่กล้าบอกคนอื่น
พระองค์ห่วงใยฉันจริงๆ
เป็นจุดที่ดีมาก
ผมเองก็อยากเป็นคนที่
เข้าหาได้ง่ายเหมือนพระยะโฮวา
ไม่ใช่เเค่คำพูดเท่านั้น
แต่อยากแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นด้วย
ผมอยากทำให้คุณกับคนอื่นๆรู้สึกสบายใจ
และมาคุยกับผมได้ทุกเรื่อง
และถ้าบางคนพูดด้วยความโกรธ
เหมือนฮาบากุก
ผมก็อยากจะคิดว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น
และแสดงให้เห็นว่าผมเข้าใจพวกเขา
ฉันเห็นด้วย
มีอีกจุดหนึ่งที่ฉันชอบก็คือ
เราไว้ใจพระยะโฮวาได้
ฉันมั่นใจว่าสิ่งที่พระยะโฮวาบอกไว้
จะต้องเกิดขึ้นจริง
คนดีจะมีชีวิตอยู่
นี่เป็นความจริงที่สำคัญมากในคัมภีร์ไบเบิล
ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันก็ยังมีความสุขได้เหมือนกับฮาบากุก
พอคิดถึงสิ่งที่พระยะโฮวาทำ
ในฮาบากุกบท 3
ช่วยให้ผมมั่นใจว่าถึงแม้จะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น
ผมก็อดทนรอพระยะโฮวาได้
จุดจบจะมาเมื่อไหร่ไม่สำคัญ
เเต่ที่สำคัญคือ
เราต้องซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา
นี้เป็นบทเรียนที่ดีมาก
พระยะโฮวาเข้าหาได้ง่ายและไว้ใจได้จริงๆ
ดูสิ!
เราใช้แค่เครื่องมือที่อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล
และเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้
แค่นี้ก็ได้หลายอย่างแล้ว
ใช่
นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความอดทนของพระยะโฮวา
ทั้งตอนที่พระองค์ถูกตั้งคำถาม
หรือตอนที่ฮาบากุกคิดว่าจะถูกตักเตือน
เรายังมีเวลา
ค้นคว้ากันต่ออีกหน่อยดีไหม?
ผมสงสัยว่าฮาบากุกจะรู้สึกยังไงตอนที่...
“คนดีจะมีชีวิตอยู่เพราะเขาซื่อสัตย์”
ถ้าเราเชื่อเหมือนฮาบากุก
เราก็จะได้ชีวิต
แล้วความเชื่อ
เกี่ยวข้องยังไงกับการเชื่อฟัง
ขอเรามาฟังว่าพี่น้องวิลเลียม เทอร์เนอร์
อธิบายเรื่องนี้ยังไงในการนมัสการตอนเช้า
เมื่อพูดถึง
การวางใจพระยะโฮวา
เราอยากทำให้แน่ใจว่า
เราวางใจพระองค์สุดหัวใจ
แต่ถ้าเราค้นคว้าในสิ่งพิมพ์
ของเราเกี่ยวกับคำว่า “วางใจ”
เราจะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญด้วย
ที่จะวางใจในเรื่องอื่นๆ
เช่น การไว้วางใจในชื่อของพระยะโฮวา
คำของพระองค์ องค์การ
และพระคริสต์ผู้นำของเรา 
ถ้าเราเน้นเรื่องการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจ
แล้วทำไมถึงสำคัญที่เรา
จะต้องไว้ใจในเรื่องเหล่านี้ด้วย
ให้เรามาคุยกันก่อนว่าการวางใจ
พระยะโฮวาสุดหัวใจหมายความว่ายังไง? 
ให้เราดูพระคัมภีร์ด้วยกันครับ
ที่สุภาษิตบท 3
เป็นข้อที่เราคุ้นเคยกันดี
ให้เราอ่านที่สุภาษิต 3:5, 6
“ขอให้วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
และอย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง
คิดถึงพระองค์เสมอไม่ว่าจะทำอะไร
แล้วพระองค์จะทำให้ชีวิตราบรื่น” 
ผมมั่นใจว่าคุณชอบใช้
ส่วน อธิบายข้อคัมภีร์
ซึ่งมีอยู่ในแอป JW Library®
ดังนั้นให้เรามาดูกันว่า
ที่นั่นอธิบายข้อคัมภีร์นี้ยังไง 
ถ้าคุณเปิดแอปแล้วให้ไปที่หน้าหลัก
แล้วไปที่ “หนังสือและสื่อต่างๆ” 
กด “สิ่งพิมพ์และมัลติมีเดีย”
แล้วไปที่ “บทความชุด”
คุณจะเจอส่วน อธิบายข้อคัมภีร์
ให้เลื่อนลงมาดูที่หนังสือสุภาษิต
คุณจะเห็นสุภาษิต 3:5, 6
ในหัวข้อ “อย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง”   
ลองมาดูว่าที่นั่นมีคำอธิบายว่ายังไง
ถ้าเราดูส่วนที่บอกว่า
“วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ”
ที่นั่นอธิบายว่า
“การที่เราวางใจพระเจ้าสุดหัวใจ
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์
ความรู้สึกของเราเท่านั้น
แต่เราเลือกที่จะวางใจพระองค์
เพราะเราเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่า
ผู้ที่สร้างตัวเรารู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรา” 
การวางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้น
แต่เราเลือกที่จะไว้ใจ
เราเลือกที่จะวางใจในพระยะโฮวา
เพราะเราเชื่อมั่นเต็มที่ในพระองค์
แม้บางเรื่องเราอาจจะไม่ได้เข้าใจเต็มที่
หรือไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด 
ให้เราอธิบายเรื่องนี้
โดยดูเหตุการณ์หนึ่งที่อยู่ใน
คัมภีร์ไบเบิลที่ 2 พงศ์กษัตริย์
2 พงศ์กษัตริย์ บท 9 พูดถึงเหตุการณ์
ตอนที่เยฮูถูกแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์
ถ้าเราดูที่นั่นตั้งแต่ข้อ 1-3
ผู้พยากรณ์เอลีชาเลือกลูกหลาน
คนหนึ่งของพวกผู้พยากรณ์มา 
และมอบหมายเขาให้ไปเจิมเยฮูเป็นกษัตริย์ 
โดยบอกรายละเอียดทั้งหมด
ว่ามีอะไรบ้างที่เขาต้องทำ 
หลังจากที่ผู้พยากรณ์คนนั้นทำตาม
ที่เอลีชาบอกทุกอย่างสำเร็จแล้ว
ให้เรามาอ่านว่าเยฮู
กับแม่ทัพคนอื่นๆคุยกันว่ายังไง?
ให้เราดูที่ 2 พงศ์กษัตริย์ 9:11
“เมื่อเยฮูกลับไปหาแม่ทัพคนอื่นๆ
พวกเขาก็ถามเยฮูว่า
‘ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?
คนบ้าคนนั้นมาหาท่านทำไม?’
เขาตอบว่า ‘พวกคุณก็เห็นว่าเขาบ้า
เขาก็พูดแบบคนบ้านั่นแหละ’
แต่พวกเขาตอบว่า ‘ไม่จริง!
บอกพวกเรามาเถอะ’
เยฮูจึงพูดว่า
‘เขาบอกผมว่า “พระยะโฮวาพูดว่า
‘เราเจิมเจ้าเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล’”’”
ให้เราหยุดอยู่ตรงนี้นิดหนึ่งครับ
ตอนนี้เรารู้ 2 อย่าง
อย่างแรกพวกแม่ทัพของเยฮู
ไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ
เขามองว่าสิ่งที่ผู้พยากรณ์คนนี้ทำ
มันแปลกเหมือนคนบ้า
อย่างที่ 2 เรารู้ว่า
พวกเขารู้ว่าสิ่งที่คนแปลกหน้าคนนั้นพูด
เป็นข่าวสารที่มาจากพระยะโฮวา 
หน้าตาและท่าทางของเยฮู
มันบ่งบอกว่ามีบางอย่างที่สำคัญเกิดขึ้น
ดังนั้นพอเยฮูบอก
พวกเขาว่าผู้พยากรณ์พูดอะไร
ซึ่งเป็นสิ่งที่พระยะโฮวา
พูดผ่านทางผู้พยากรณ์
พวกเขามีท่าทียังไงครับ?
ขอสังเกตในข้อ 13
“พอได้ยินอย่างนั้น แม่ทัพทุกคน
จึงถอดเสื้อคลุมของตน
ปูบนบันไดให้เยฮูยืนบนนั้น
พวกเขาเป่าแตรเขาสัตว์และร้องว่า
‘เยฮูเป็นกษัตริย์แล้ว!’” 
แม้พวกเขาไม่ได้เข้าใจเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นทั้งหมด
แต่พวกเขาพยายามคิดถึงสิ่งที่รู้อยู่แล้ว
พวกเขาเข้าใจว่าการชี้นำครั้งนี้มาจากใคร
แล้วพวกเขาก็ให้การสนับสนุนทันที 
ลองจินตนาการแบบนี้ดูนะครับ
จะเป็นยังไงถ้าพวกแม่ทัพ
สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น
และใช้อารมณ์ความรู้สึกตัดสินใจในเรื่องนี้
คุณคิดว่ามันจะมีผลเสียต่อเยฮูไหม? 
ถ้าดูในข้อ 11 จะเห็นว่าเยฮูพูดเหมือนกับว่า
เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่สำคัญอะไร
คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกว่า
ทำไมเขาถึงพูดเหมือนกับว่า
การที่เขาถูกแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ไม่สำคัญ
แต่การที่พวกแม่ทัพสนับสนุน
เยฮูทันทีโดยไม่ลังเล
และเชื่อมั่นเต็มที่ว่า
คำพูดนี้มาจากพระยะโฮวา
เรื่องนี้แหละที่ทำให้เยฮูมีความมั่นใจมากขึ้น
ถ้าเราอ่านในข้อ 14 ก็จะเห็นว่า
เขามีแรงกระตุ้นและลงมือทำ
งานที่พระยะโฮวามอบหมายทันที 
เราได้เรียนอะไรจากเรื่องนี้ครับ?
หลายปีที่ผ่านมาเราได้รับ
การชี้นำหลายอย่าง
ที่เบเธลและในเขตงาน 
เพราะสภาพการณ์ต่างๆของโลกเปลี่ยนไป
และพระยะโฮวาก็รู้
ว่าเราอาจจะกังวลหรือถึงกับสงสัย
โดยเฉพาะในเรื่องที่เราไม่เข้าใจอย่างเต็มที่ 
และไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด 
ลองนึกภาพว่าพระยะโฮวาจะรู้สึกยังไง 
เมื่อเราไว้ใจการชี้นำจากองค์การ
และแสดงให้เห็นว่าเราสนับสนุน
และทำตามการชี้นำนั้น 
เราก็กำลังทำเหมือนที่พวกแม่ทัพทำ
เห็นไหมครับว่า เมื่อเราเชื่อมั่นและไว้ใจ
การชี้นำจากองค์การและทำตาม
พระยะโฮวาไม่ใช่แค่เห็นค่าสิ่งที่เราทำ
แต่พระองค์มองว่ามีค่ามาก
เพราะการทำแบบนี้แสดงว่าเรารัก
และไว้ใจพระองค์อย่างเต็มที่
และการสนับสนุนของเรายังช่วยคนอื่น
ที่อยู่รอบตัวเราให้ได้กำลังใจด้วย
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์มากจริงๆ 
เรื่องที่เราคุยกันมาเกี่ยวข้องยังไง
กับแง่มุมอื่นๆของการไว้วางใจ
อย่างเช่น ชื่อของพระเจ้า
คำของพระองค์และองค์การของพระองค์
เป็นอย่างนั้นจริงๆใช่ไหมครับ 
ถ้าเรารักใคร เราพิสูจน์ให้เห็น
โดยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด 
สำหรับพระยะโฮวาแล้ว
พระองค์ดีใจ
เมื่อเราบอกว่าเรารักและไว้วางใจในพระองค์
ตอนที่เราอธิษฐาน
แต่เราต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ
โดยไว้วางใจพระยะโฮวาในทุกอย่างที่เราทำ
และนี่จะทำให้เราสนิทกับพระองค์มากขึ้น 
สิ่งนี้ยังรวมถึงการไว้ใจและร่วมมือ
ทำตามวิธีต่างๆของพระยะโฮวา
ไว้วางใจพระเยซูผู้นำของเรา
และวิธีที่ท่านนำหน้าประชาคม
ไว้ใจองค์การที่อยู่บนโลกของพระยะโฮวา 
ซึ่งก็คือ “ทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม”
ไว้ใจผู้ดูแลที่ให้การชี้นำในประชาคม
ถึงแม้พวกเขาจะไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ก็ขอให้เราจำไว้ว่า
พระยะโฮวาไว้ใจคนเหล่านี้
ลองคิดดูสิจะมีผลดีอะไรบ้าง
ถ้าเราไว้ใจคนเหล่านี้? 
เรารู้ว่าจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้น
หลายอย่างรอเราอยู่
แต่เหตุการณ์ต่างๆในโลกทำให้เห็นชัดว่า
เราอยู่ใน “ช่วงเวลาวิกฤติ
ที่มีแต่ความยุ่งยากลำบาก”
ดังนั้น ตอนนี้เป็นเรื่องที่
สำคัญมากกว่าเมื่อก่อน
ที่จะจำและทำตามคำพูดที่บอกไว้
ในอิสยาห์ 30:15 ที่นั่นบอกว่า
“ถ้าพวกเจ้ามีใจที่สงบและวางใจเรา
พวกเจ้าก็จะมีความเข้มแข็ง”
ขอให้เราไว้ใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ 
ความเชื่อไม่ใช่แค่ความรู้สึก
แต่เราเชื่อ
เพราะรู้ว่าพระยะโฮวา
จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับพวกเราเสมอ
ถ้าเราเชื่อในพระยะโฮวา
และองค์การของพระองค์
พวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
มิวสิกวิดีโอในเดือนนี้
ก็จะเน้นให้เห็นว่า
การที่พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน
จะช่วยให้เราเข้มแข็งได้
แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ฟังฉันได้ไหม
อยากจะขอระบาย
กำลังใจมันหมดไปและแรงก็ไม่มี
พระยะโฮวาก็รักฉันรู้ดี
ยังคิดว่าตัวเราคงไม่มีค่าพอให้ใครรัก
ฟังฉันพูดซักนิด
อธิษฐานกับฉันหน่อย
เธอจะช่วยฉันให้ฉันมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
และให้รักกับฉันจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
เราไม่ทิ้งกันไปไหน
ไม่ทิ้งกันไปไหน
ยังท้อใช่ไหม
เธอมีทุกข์ฉันรู้ได้
ขออย่าลืมไปเธอยังมีเพื่อนคนนี้
พระยะโฮวาก็จะไม่ทิ้งไป
และจะไม่มีวันปล่อยมือจะช่วยเธอแน่นอน
ให้เธอระบายกับฉัน
จะอธิษฐานให้เธอ
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
จะไปช่วยเธอให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นมาใหม่
ให้ความรักมากล้นจนทำให้ชื่นใจอีก
มีพระยะโฮวาและมีพี่น้องมากมาย
ก็อดทนสู้ได้
เราไม่ทิ้งกันไปไหน
เราไม่ทิ้ง
ไม่ทิ้งกันไปไหน
เราไม่ทิ้ง
เมื่อมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น
กำลังใจที่เราได้รับจากพี่น้องมันมีค่ามาก
และความเชื่อ
ที่เรามีต่อองค์การของพระยะโฮวา
ก็จะส่งผลกับคนอื่นที่อยู่รอบตัวเราด้วย
วัยรุ่นครับ เพื่อนของคุณคิดยังไง
เกี่ยวกับสิ่งที่ศาสนาต่างๆทำ?
คุณจะมั่นใจได้ยังไง
ว่าสิ่งที่คุณเชื่อเป็นเรื่องจริง
ให้เรามาดูว่าวัยรุ่น 2 คนหาเหตุผลยังไง
ตอนที่เขาสงสัยเรื่องนี้
ทำไมถึงยากที่จะเชื่อว่า
มีศาสนาแท้แค่ศาสนาเดียว?
ที่โรงเรียนมีแรงกดดันเยอะมาก
ให้ยอมรับทุกศาสนา
และมองว่าจะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้
ครั้งหนึ่งในเขตประกาศ
มีผู้ชายคนหนึ่งโกรธพวกเรามาก
แล้วบอกว่า
“ศาสนาผมสร้างโรงพยาบาล
ทำการกุศลหลายอย่าง
แล้วพวกพยานฯล่ะทำอะไรบ้าง?”
ซึ่งก็จริง
พวกเขาทำแบบนั้นจริงๆ
ผมคิดว่าแล้วทำไมเราไม่ทำแบบนั้นบ้าง?
ถ้าศาสนาอื่นก็ทำเรื่องดีๆหลายอย่าง
แล้วเราเป็นศาสนาแท้ศาสนาเดียวหรอ?
เรื่องนี้ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจ
ตอนที่เรียนพยาบาล
ฉันต้องเรียนวิชาจริยธรรม
วิชานี้สอนว่าศาสนาที่แต่ละคน
นับถือมีผลต่อวิธีดูแลผู้ป่วย
วันหนึ่งในชั้นเรียนมีการพูดถึง
รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คน
เช่น รักร่วมเพศ
ครูก็เริ่มเดินไปรอบๆห้อง
และถามนักเรียนแต่ละคน
ว่าเขาคิดยังไงกับคนกลุ่มนี้
ตอนนั้นฉันกลัวมาก
จนอยากให้แผ่นดินแยก
และกลืนฉันลงไปทั้งตัว
มันกดดันมากเลยค่ะ
คุณทำยังไงให้มั่นใจว่า
สิ่งที่คุณเชื่อเป็นความจริง?
มัทธิว 7:13, 14 พูดถึงทาง 2 ทาง
และมีแค่ทางเดียวที่ถูก
ส่วนทางอื่นๆผิด
ผมต้องทำให้ความเชื่อ
เข้มแข็งขึ้นและเลือกทางที่ถูกต้อง
ผมรู้ว่าต้องเลือกเดินในทางแคบ
ที่เดินลำบาก
ตอนที่ผมศึกษาส่วนตัวและ
คิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูด
ผมเขียนทุกคำถามที่เขาพูดวันนั้น
แล้วผมก็ค้นคว้าอย่างเจาะจง
ในทุกเรื่องที่เขาถาม
แล้วผมก็เจอข้อคัมภีร์หนึ่ง
ในมัทธิว 7:22, 23
ข้อนั้นพระเยซูเตือนว่า
ไม่ใช่ทุกคนที่ “ทำการอัศจรรย์
หลายอย่างในนามของท่าน”
จะเป็นคนที่ท่านยอมรับ
ผมคิดถึงสิ่งต่างๆที่พยานฯทำ
เราเป็นกลางทางการเมือง
เรารักคนอื่นถึงแม้เขาไม่ใช่พยานฯ
และเราก็ประกาศข่าวดีทั่วโลก
ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่พระเยซูสั่งให้เราทำ
ฉันอธิษฐานทันที
แล้วพระยะโฮวาก็ให้กำลังกับฉัน
พระองค์ช่วยให้ฉันกล้าที่จะพูดว่า
ฉันไม่ได้ใช้ชีวิตตามความคิดของตัวเอง
แต่ทำตามมาตรฐานของพระองค์
ที่ยอห์นบท 18:38
เราเห็นปีลาตเยาะเย้ยพระเยซู
โดยถามว่า
“แล้วความจริงคืออะไรล่ะ?”
เพราะเขาคิดว่าพระเยซู
ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรคือความจริง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ก็มีคนที่เชื่อว่า
ความจริงไม่ได้มีแค่อย่างเดียว
เขาจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้
สุภาษิต 22:3 บอกเราว่า
“คนฉลาดมองเห็นอันตราย
แล้วหนีไปซ่อนตัว”
ก่อนเข้าเรียนฉันจะดูว่า
วันนั้นจะต้องเรียนอะไร
ฉันรู้ว่าเพื่อที่ฉันจะปกป้องความเชื่อได้
ฉันต้องเตรียมตัวก่อน
ฉันเลยเข้าไปที่เว็บไซต์ jw.org
เพื่อค้นคว้าดูบทความต่างๆที่จะช่วยให้ฉัน
อธิบายความเชื่อได้อย่างชัดเจน
ผมรู้ว่าผมไม่ควรให้เหตุการณ์นั้น
ทำให้ผมรู้สึกท้อ
ผมต้องกลับไปประกาศ
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาผมก็มีโอกาส
ที่จะพูดปกป้องความเชื่อของตัวเอง
ถึงแม้คุณจะพยายามใช้
คัมภีร์ไบเบิลหาเหตุผลกับเขา
เป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่เชื่อ
แต่อย่างน้อยคุณก็ได้
เสริมความเชื่อให้กับตัวเอง
การทำแบบนี้เป็นประโยชน์กับคุณยังไง?
ถ้าคุณเป็นคนขี้อายเหมือนฉัน
พอมีคนอื่นมาพูดอะไร
มันก็ง่ายมากที่จะถูกโน้มน้าว
แต่ความจริงก็คือ
มีแนวทางเดียวเท่านั้นที่พระยะโฮวายอมรับ
ที่ 1 โครินธ์ 1:10 บอกว่าเราต้อง
‘มีความคิดเดียวกันเสมอ’
ดังนั้น ความจริงจะมีหลายอย่างไม่ได้
มันอธิบายไม่ถูกเลยว่าฉันรู้สึก
ขอบคุณพระยะโฮวามากแค่ไหน
ที่พระองค์ให้สิทธิพิเศษกับฉันที่ได้รู้จัก
พระองค์และได้รู้เกี่ยวกับศาสนาแท้
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้
ฉันอยากพยายามเต็มที่
ที่จะทำให้คนอื่นรู้เกี่ยวกับพระยะโฮวา
ฉันอยากให้ของขวัญล้ำค่านี้กับคนอื่นด้วย
ผมเชื่อแล้วว่าศาสนาแท้มีแค่ศาสนาเดียว
และนี่ทำให้ผมตัดสินใจได้ดี
และแทนที่ผมจะสงสัยว่า
สิ่งที่ผมเชื่อเป็นความจริงไหม
ผมมีคัมภีร์ไบเบิลที่ตอบทุกเรื่องที่ผมสงสัย
และช่วยชี้นำผมไม่ว่าผม
จะเจอเรื่องอะไรก็ตาม
ถึงแม้องค์การของเรา
จะไม่ได้สร้างโรงพยาบาล
แต่งานที่เราทำกำลังช่วยชีวิตหลายคน
เราช่วยเขาให้รู้จักความจริง
และได้มาสนิทกับพระยะโฮวา
คุณเคยถูกครูหรือเพื่อน
ถามคำถามแบบนี้มาก่อนไหม
ขอให้คุณตั้งเป้าที่จะเสริมความเชื่อของตัวเอง
เหมือนนาโอมิกับวินซ์
ถ้าคุณทำแบบนั้น
คุณมั่นใจได้เลยว่า
พระยะโฮวาจะตอบสิ่งที่คุณสงสัย
และให้คำแนะนำ
ที่ช่วยคุณให้ใกล้ชิดกับพระองค์
พระยะโฮวายังให้รางวัล
กับคนที่เสียสละตัวเอง
เพื่อจะรับใช้พระองค์มากขึ้นด้วย
ตอนนี้ขอให้เราฟังประสบการณ์
ของคนที่กำลังทำแบบนั้น
สวัสดีครับ ผมชื่อโรเบิร์ต แม็กกี
ตอนนี้กำลังรับใช้ที่สาธารณรัฐโดมินิกัน
เขตประกาศที่นี่สวยมาก
มีทั้งชายหาด
และภูมิประเทศที่หลากหลาย
แต่ผู้คนที่นี่พิเศษกว่านั้นอีก
ตอนเป็นเด็กผมมีความฝันอยากเป็นมิชชันนารี
และไปประกาศกับผู้คนในต่างประเทศ
และตอนนี้ผมก็ได้ทำแบบนั้นแล้ว
การรับใช้ในที่ที่ต้องการผู้ประกาศมากกว่า
มันก็ยากอยู่นะครับ
บางครั้งผมก็คิดถึงบ้าน
แต่พี่น้องที่นี่ก็เป็นเหมือนครอบครัวผมเลย
พวกเขาพร้อมที่จะช่วยคนต่างชาติแบบผม
แล้วก็ช่วยผมหลายครั้งจริงๆ
ตอนแรกที่ผมมาถึง
พวกเขาช่วยหาที่พัก
พวกเขามักจะคอยแวะมาหา
และเอาอาหารมาให้ผม
ถึงแม้บางครั้งผมจะคิดถึงบ้าน
แต่พี่น้องที่นี่เป็นเหมือนคนในครอบครัว
ทำให้ผมหายเหงาเลยครับ
เวลาที่ผมใช้ไปในแต่ละวันมันคุ้มค่ามาก
ผมจะเล่าให้ฟังนะครับว่า
1 วันในชีวิตของผมที่นี่ ผมทำอะไรบ้าง
ผมตื่นนอนประมาณ 7:15 น.
แล้ว 8:30 น. ก็ออกจากบ้าน
คนที่นี่ไม่ค่อยมีรถยนต์
เวลาไปไหนมาไหนก็เลยจะใช้แต่มอเตอร์ไซค์
แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย
ก่อนจะมาที่นี่ ผมขับมอเตอร์ไซค์ไม่เป็น
แล้วก็ไม่เคยคิดที่จะขับมอเตอร์ไซค์
ไปประกาศด้วย
แต่พี่น้องที่นี่
ก็ช่วยสอนผมให้รู้วิธีขับมอเตอร์ไซค์
และผมก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้นเวลาไปไหนมาไหน
ผมใช้เวลาประมาณ 15 นาที
ก็ไปถึงหอประชุม
ผมอยู่ประชาคมภาษามืออเมริกัน
หรือที่เรียกกันว่า ASL
หลังจากประชุมเพื่อการประกาศแล้ว
เราก็ไปที่เขตประกาศ
การประกาศที่นี่ง่ายมาก
ผู้คนที่นี่ใจดีและคุยง่าย
ตอนที่เรากำลังหาคนหูหนวกเพื่อจะประกาศ
เจ้าของบ้านที่หูดี
ก็จะอาสาพาเราไปหาคนหูหนวก
บางครั้งเขาก็พาเราเดินไกลมาก
เพื่อไปหาคนหูหนวก
ตอนแรกผมรู้สึกกังวลนิดหน่อย
แต่เพื่อนที่ไปกับผมใจเย็นมาก
เขาช่วยให้ผมหายกังวล
แล้วผมก็ได้มารู้ว่าคนที่นี่
อยากช่วยเราให้เจอคุณหูหนวกจริงๆ
พวกเขาดีใจที่เราอยากทำสิ่งดีๆเพื่อคนหูหนวก
คนส่วนใหญ่ที่นี่นับถือคัมภีร์ไบเบิล
ก็เลยไม่ยากที่เราจะคุยกับพวกเขา
หลังจากประกาศในตอนเช้า
พวกเราทุกคนก็จะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
เพราะอากาศร้อนมาก
นี่เป็นวัฒนธรรมที่ผมชอบมากเลยครับ
ช่วงนั้นผมก็จะกินข้าวเที่ยง
อาหารโปรดของผมก็คือลาบันเดรา
ก็จะมีข้าว มีถั่ว
แล้วก็มีเนื้อสัตว์
พอกินข้าวเสร็จ
ผมก็จะดื่มกาแฟ พักผ่อน
หรือไม่ก็ศึกษาส่วนตัว
แล้วพอบ่ายๆ
พวกเราก็จะออกมาเจอกันอีกครั้ง
เพื่อไปศึกษาจนถึงช่วงเย็นๆ
ที่โดมินิกันคุณอยากมี
นักศึกษาเยอะขนาดไหนก็ได้
นี่แหละครับที่ทำให้ผมชอบอยู่ที่นี่มาก
ตอนที่เราวางแผนและคำนวณค่าใช้จ่าย
เรามักจะคิดว่าต้องเสียสละอะไรบ้าง
แต่เราต้องคิดด้วยว่าจะได้อะไรกลับมา
ผมได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ
ซึ่งก็คือสอนคนอื่นเรื่องพระยะโฮวา
และบางคนก็ก้าวหน้าจนรับบัพติศมา
นี่เป็นความสุขที่ไม่มีอะไรมาเทียบได้เลย
ถ้าผมยังอยู่ที่บ้าน
ผมคงจะไม่มีประสบการณ์
และความทรงจำดีๆแบบที่ผมได้จากที่นี่
พระยะโฮวาให้ผมมีพ่อแม่ มีพี่น้อง
ผมไม่รู้สึกเหงาอีกเลยครับ
พวกเรามักจะพูดถึงพี่น้องที่อยู่ทั่วโลกบ่อยๆ
แต่มันเทียบไม่ได้เลย
กับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง
สดุดี 34:8 บอกว่า
“ลองชิมดู แล้วจะรู้ว่าพระยะโฮวาดีขนาดไหน”
ถ้าคุณชิม
คุณก็จะได้รู้ว่า
พระยะโฮวาให้พรกับคุณมากมาย
การสอนความจริง
เกี่ยวกับพระยะโฮวาให้กับคนอื่น
เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด
ถ้าคุณไปรับใช้
ในที่ที่มีความจำเป็นมากกว่าไม่ได้
ก็ขอให้ลองขยายงานรับใช้ในวิธีอื่นดูนะครับ
ในรายการเดือนนี้
เราได้เรียนว่า
การเชื่อฟังคำแนะนำ
จากองค์การของพระยะโฮวาต่อๆไป
จะช่วยปกป้องชีวิตของเราไว้
เหมือนฮาบากุก
เราต้องอธิษฐานบอกพระยะโฮวา
เกี่ยวกับทุกเรื่องที่เรากังวล
เพื่อจะรู้สึกสงบใจและไว้ใจพระองค์
ครอบครัวชอมบา
ไว้ใจพระยะโฮวาและทำตามคำแนะนำ
อย่างเต็มที่
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
ถ้าเรามั่นใจในสิ่งที่เราเชื่อ
เราก็จะอยากทำตามคำแนะนำ
ของพระยะโฮวา
ผ่านทางทาสที่ซื่อสัตย์และสุขุม
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยวที่เซอร์เบีย
เซอร์เบียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
ทางเหนือเป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์
ทางทิศตะวันออกเป็นแอ่งหินปูน
ทางทิศตะวันตกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ
และทางทิศใต้ก็เต็มไปด้วยภูเขา
ความอุดมสมบูรณ์ทำให้เพาะปลูกได้ดี
เซอร์เบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออก
ราสเบอรรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก
มีทุ่งเรพซีดที่กว้างใหญ่
ที่ปลูกไว้ให้สัตว์กิน
ผู้คนจะเอาเนื้อไปทำเชวาปี
ซึ่งทำมาจากเนื้อบดผสมเครื่องเทศ
แล้วก็ปั้นเป็นแท่งๆ
นี่เป็นอาหารยอดนิยม
ของแถบคาบสมุทรบอลข่าน
จากนั้นก็จะเอาเชวาปีไปวางบนแผ่นแป้ง
แล้วราดด้วยคายมัก
ซึ่งเป็นครีมที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน
ที่ทำมาจากนม
ลองมาที่นี่ตอนบ่ายวันอาทิตย์ดูสิ
เพราะเป็นธรรมเนียมของผู้คนที่นี่
ที่ครอบครัวจะมารวมตัวกันในช่วงบ่าย
เพื่อจะกินข้าวและพูดคุยกัน
มีหลายคนที่ช่วยกันประกาศข่าวดี
เรื่องรัฐบาลของพระเจ้าในยูโกสลาเวีย
ซึ่งปัจจุบันก็คือเซอร์เบีย
หนึ่งในนั้นก็คือทหารที่ชื่อว่านิกา ทราเลีย
ในปี 1918
ตอนที่เขาประจำการอยู่ในกองทัพ
ของจักรวรรดิออสเตรียฮังการี
เขาถูกกองทัพรัสเซียจับตัว
และถูกส่งไปที่เซอร์เบีย
ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
จากที่ที่เขาได้เรียนความจริง
หลังจากถูกปล่อยตัวเขาก็กลับบ้าน
และเริ่มจัดการประชุม
อีกคนหนึ่งก็คือช่างตัดผมหนุ่ม
ที่ชื่อฟรันซ์ บรันด์
คุณอาจจะจำเขาได้
จากตอนที่เราพูดถึงมอนเตเนโกร
เขาชอบพูดเรื่องคัมภีร์ไบเบิลกับลูกค้า
ฟรันซ์กับลูกค้าที่ชื่อรูดอล์ฟ คาเล
ได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงานรับใช้
และหลังจากนั้นพวกเขาก็ถูกแต่งตั้ง
ให้ดูแลสำนักงานสาขา
ประมาณปี 1930
ไพโอเนียร์ที่มีประสบการณ์ 20 คน
ซึ่งรวมถึงมาร์ติน เพิทซิงเกอร์
ก็ถูกส่งไปเพื่อขยายงานรับใช้
พวกเขาพูดภาษา
เซอร์เบีย-โครเอเชียไม่ได้
ก็เลยใช้บัตรให้คำพยานเพื่อประกาศ
ครั้งหนึ่งมาร์ติน เพิทซิงเกอร์
สะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือ
และเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆที่อยู่ห่างไกล
เพื่อจะประกาศกับคนที่พร้อมจะฟัง
ทุกวันนี้พี่น้องของเราก็ยังขยันขันแข็ง
ในการประกาศข่าวดีที่เซอร์เบีย
ในเมืองโวจโวดินา
ชาวไร่ชาวนาจะยุ่งมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
พี่น้องของเราจะปั่นจักรยานไกลมาก
เพื่อจะไปประกาศกับคนที่ทำงานในไร่
มีผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง ย้ายเข้ามาอยู่ในเซอร์เบียมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น คนที่พูดภาษารัสเซีย
จีน อูรดู เปอร์เซีย และโรมานี
เพื่อจะประกาศกับคนที่พูดภาษาโรมานี
พี่น้องก็จะเดินทาง
ไปยังย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่
ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นบ้านหลังเล็กๆ
ที่สร้างอยู่ใกล้กัน
และพวกเขาก็ตอบรับอย่างดีด้วย
ประชาคมเบลเกรด โรมานี
มีนักศึกษาคัมภีร์ไบเบิล 46 คน
และมีผู้เข้าร่วมการประชุมเฉลี่ย
มากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์
พี่น้องจากประชาคมเบลเกรด โรมานี
ได้ส่งความรักและคำทักทาย
ให้กับพวกคุณทุกคน
นี่คือรายการโทรทัศน์ JW®
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา