รายการโทรทัศน์ JW—พฤศจิกายน 2026
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ยินดีต้อนรับสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ00:00:04
00:00:04
ในรายการเดือนนี้00:00:06
00:00:06
เราจะได้ดูว่าถ้าเราเต็มใจ
ปรับเปลี่ยนความคิด 00:00:09
00:00:09
เราจะได้รับประโยชน์อะไร?00:00:11
00:00:11
เราจะได้เรียนจาก 2 ครอบครัวที่
แสดงความรักและน้ำใจต้อนรับ00:00:16
00:00:16
และพวกเขาก็ได้รับพรมากมายจากสิ่งที่ทำ00:00:19
00:00:19
เราจะได้เข้าใจมากขึ้นว่าพระยะโฮวาฝึกเรา00:00:23
00:00:23
และองค์การของพระองค์ให้ดีขึ้นยังไง00:00:26
00:00:26
แล้วผลจะเป็นยังไงถ้าเรายอมรับการฝึก00:00:28
00:00:28
นอกจากนั้นเราจะดูด้วยว่าครอบครัว
ของเราจะได้รับพรอะไร00:00:33
00:00:33
ถ้าเราให้พระยะโฮวาสำคัญที่สุดในชีวิต00:00:36
00:00:36
นี่คือรายการเดือนนี้ครับ00:00:39
00:00:59
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้คือ00:01:02
00:01:02
“ใช้ความจำของเราอย่างฉลาด”00:01:04
00:01:05
คุณอาจสงสัยว่า
‘จะทำแบบนั้นได้ยังไง?00:01:08
00:01:08
ผมควบคุมความจำของผมไม่ได้หรอก’00:01:11
00:01:12
จะว่าไปก็จริงครับ00:01:13
00:01:14
แต่เราเลือกได้ครับ00:01:16
00:01:16
ว่าจะคิดเรื่องนั้นต่อไปเรื่อยๆไม่หยุดหรือเปล่า00:01:19
00:01:21
ให้เรามาคุยกันว่า00:01:23
00:01:23
เราจะเรียนอะไรได้จากพระยะโฮวา
เรื่องการใช้ความจำ?00:01:27
00:01:27
และเราจะดูด้วยว่าจะใช้ความจำของเรา
เพื่อแสดงความรักและรับใช้คนอื่นได้ยังไง?00:01:33
00:01:35
ทีนี้พระยะโฮวาเลือกจำอะไรเกี่ยวกับเรา?00:01:39
00:01:40
ให้เรามาดูพระคัมภีร์ด้วยกันที่ฮีบรู 6:1000:01:45
00:01:45
“พระเจ้าไม่ทำสิ่งที่ชั่ว00:01:48
00:01:48
พระองค์จึงไม่มีวันลืมงานที่พวกคุณทำ00:01:51
00:01:51
และความรักที่พวกคุณมีต่อชื่อของพระองค์00:01:55
00:01:55
คือที่พวกคุณรับใช้พวกผู้บริสุทธิ์
และยังคงรับใช้อยู่”00:01:59
00:02:00
พระยะโฮวาจำอะไรครับ?00:02:02
00:02:02
พระยะโฮวาสนใจจำสิ่งดีที่เราทำ00:02:06
00:02:07
ในข้อมูลสำหรับศึกษาบอกว่า00:02:09
00:02:10
“ในมุมมองของพระเจ้า00:02:12
00:02:12
พระองค์ถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์00:02:16
00:02:16
ถ้าพระองค์ไม่จดจำสิ่งดี
ที่ผู้รับใช้ของพระองค์ทำ”00:02:21
00:02:21
นี่ทำให้เห็นว่าพระยะโฮวารักและสนใจ
ผู้รับใช้ของพระองค์มากจริงๆ00:02:28
00:02:28
ก็จริงที่พระยะโฮวารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา00:02:32
00:02:32
ไม่ว่าจะเป็นความผิดเล็กๆ
หรือความผิดร้ายแรงของเรา00:02:36
00:02:36
แต่พระองค์ไม่ได้เอาแต่มอง
สิ่งไม่ดีเหล่านี้ของเรา00:02:40
00:02:41
เพื่อจะเห็นภาพ00:02:42
00:02:42
เราอาจเปรียบความจำของเราเหมือนห้องสมุด00:02:45
00:02:46
พระยะโฮวารู้จักหนังสือทุกเล่ม00:02:49
00:02:49
ที่อยู่บนชั้นหนังสือทุกชั้น00:02:52
00:02:52
หนังสือบางเล่มบันทึกความผิดและบาปของเรา00:02:56
00:02:56
ส่วนเล่มอื่นๆบันทึกความดีของเรา00:02:59
00:02:59
และพระองค์ก็รู้ด้วยว่าหนังสือที่
บันทึกเรื่องไม่ดีของเราอยู่ตรงไหน00:03:04
00:03:04
แต่พระองค์เลือกที่จะอ่าน00:03:07
00:03:07
และสนใจเฉพาะเล่มที่บันทึกความดีของเรา00:03:11
00:03:12
ตัวอย่างของพระยะโฮวาช่วยเรายังไง
ให้ใช้ความจำอย่างฉลาด?00:03:17
00:03:18
ให้เรากลับไปดูฮีบรู 6:10 อีกครั้ง00:03:21
00:03:21
เราจะดู 2 อย่างที่ข้อนี้พูดถึง00:03:25
00:03:26
อย่างแรก ความรักที่พวกเรามีต่อชื่อของพระเจ้า00:03:31
00:03:31
เรารู้ว่าเราได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อพระยะโฮวา00:03:35
00:03:35
และหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำให้คนอื่น
มายกย่องสรรเสริญพระองค์00:03:40
00:03:40
ทั้งคำพูด00:03:42
00:03:42
การแต่งตัว00:03:44
00:03:44
และการกระทำของเรา00:03:46
00:03:46
จะทำให้คนอื่นสรรเสริญพระยะโฮวา00:03:49
00:03:49
หรือมองพระองค์ไม่ดีก็ได้00:03:51
00:03:51
ที่จริง 1 โครินธ์ 10:31
เตือนเราว่า ไม่ว่าจะทำอะไร00:03:56
00:03:56
ให้ทำ “ทุกสิ่งแบบที่จะทำให้พระเจ้า
ได้รับการยกย่องสรรเสริญ”00:04:01
00:04:01
เราอยากทำให้ทุกคนเห็นชัดว่า00:04:04
00:04:04
ชื่อของพระยะโฮวาศักดิ์สิทธิ์
และสำคัญมากสำหรับเรา00:04:09
00:04:09
และเรายังแสดงความรักต่อชื่อของพระเจ้าได้00:04:12
00:04:12
โดยการประกาศชื่อของพระองค์00:04:14
00:04:14
ก็คือประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า00:04:18
00:04:18
ดังนั้น เราสนใจที่คุณภาพในงานรับใช้ของเรา00:04:24
00:04:24
เราเลยต้องเตรียมตัวก่อนไปประกาศ00:04:27
00:04:27
ก็จริงที่เราอยากจะเริ่มคุยกับทุกคน00:04:31
00:04:31
แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราจะคุยกับเขา
ในเรื่องที่ช่วยเขาได้จริงๆ00:04:35
00:04:36
เราต้องจำไว้ด้วยว่า00:04:38
00:04:38
เราต้องตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อพร้อม
จะประกาศอย่างไม่เป็นทางการ00:04:42
00:04:42
ให้เราตั้งเป้าส่วนตัวของเราเอง00:04:45
00:04:45
และถ้าสภาพการณ์ของเราทำได้00:04:48
00:04:48
ก็ควรจัดเวลาไว้ทุกสัปดาห์
เพื่อร่วมในงานประกาศ00:04:52
00:04:53
เป้าหมายของเราก็คือ “ทำทุกอย่างเพื่อข่าวดี”00:04:58
00:04:58
และแสดงว่าเรารักพระยะโฮวา00:05:00
00:05:00
และชื่อของพระองค์มากแค่ไหน00:05:03
00:05:04
อย่างที่ 2 ที่พูดถึงในฮีบรู 6:10
ที่เราจะคุยกันก็คือ00:05:10
00:05:10
“รับใช้พวกผู้บริสุทธิ์และยังคงรับใช้อยู่”00:05:14
00:05:15
พวกผู้บริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึง00:05:18
00:05:18
คริสเตียนผู้ถูกเจิมของพระคริสต์00:05:21
00:05:22
คริสเตียนในสมัยนั้นรับใช้พี่น้อง
ผู้ถูกเจิมทั้งชายและหญิงในหลายๆวิธี00:05:28
00:05:28
พวกเขาให้เงินและสิ่งของ
กับพี่น้องที่มีความจำเป็น00:05:32
00:05:32
เปาโลชมเชยพวกเขาที่ช่วยพี่น้องในอดีต00:05:37
00:05:37
และยังคงช่วยเหลือสนับสนุนต่อไปไม่หยุด00:05:42
00:05:42
หลักการในฮีบรู 6:1000:05:45
00:05:45
ใช้ได้กับพวกเราที่เป็นผู้รับใช้
ของพระเจ้าในทุกวันนี้ด้วย00:05:49
00:05:49
ขอจำไว้ว่า ให้เราทำดีต่อคนอื่น00:05:54
00:05:55
เรารู้สึกขอบคุณเมื่อมี
คนใจดีต่อเราหรือเมตตาเรา00:05:59
00:05:59
เรามีความสุขมากกว่านั้นอีก00:06:02
00:06:02
เมื่อความรักกระตุ้นเราให้เราเป็นฝ่ายให้00:06:06
00:06:07
ที่จริงสิ่งดีที่เราจะทำเพื่อคนอื่นมันมีเยอะมาก00:06:12
00:06:13
เยอะจริงๆ00:06:14
00:06:14
เราอาจจะแบ่งปันอาหาร00:06:17
00:06:17
เสื้อผ้า00:06:18
00:06:18
หรือที่พักให้กับคนที่จำเป็นต้องได้รับ00:06:21
00:06:21
อาจเป็นพี่น้องที่เจอภัยพิบัติ00:06:23
00:06:23
หรือคนที่เจ็บป่วยร้ายแรง00:06:25
00:06:25
หรือพี่น้องที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ00:06:28
00:06:29
อีกวิธีหนึ่งก็คือ ชมเชย00:06:32
00:06:32
และให้กำลังใจพี่น้องที่อยู่ในประชาคม00:06:35
00:06:35
และวิธีหนึ่งที่สำคัญเป็นพิเศษ
ที่จะทำดีกับพี่น้องได้ก็คือ00:06:40
00:06:40
อธิษฐานเพื่อพวกเขาครับ00:06:43
00:06:44
จริงๆแล้วไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นยังไง00:06:48
00:06:48
เราอยากจะทำตามสิ่งที่
บอกไว้ในสุภาษิต 3:2700:06:54
00:06:54
“อย่ากีดกันสิ่งดีๆไว้จากคนที่สมควรได้รับ00:06:59
00:06:59
ในเมื่อลูกมีกำลังที่จะช่วยเขาได้”00:07:02
00:07:03
เมื่อเราจำไว้เสมอว่าเราจะแสดงความรัก
ต่อชื่อของพระเจ้าและช่วยเหลือคนอื่น00:07:08
00:07:08
เราก็กำลังใช้ความจำของเราอย่างฉลาด00:07:12
00:07:14
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับความจำก็คือ00:07:18
00:07:18
บางครั้งเรากลับจำสิ่งที่เราอยากจะลืม00:07:22
00:07:22
โดยเฉพาะตอนที่มีคนทำไม่ดีกับเรา00:07:25
00:07:25
เราจำได้แม่นเลย00:07:27
00:07:27
ความจำเกี่ยวกับคนนั้นและสิ่งที่เขาทำกับเรา00:07:31
00:07:31
อาจทำให้เราโกรธไม่หาย00:07:34
00:07:34
เก็บมันไว้ไม่ลืม00:07:36
00:07:36
และยากมากที่จะรักษาแผลนั้น00:07:39
00:07:39
ให้เรามาดู 2 ตัวอย่างที่ต่างกันมาก00:07:42
00:07:43
เราจะเริ่มจากเรื่องของกษัตริย์ดาวิดกับชิเมอี00:07:46
00:07:47
ชิเมอีเป็นญาติกับกษัตริย์ซาอูล00:07:50
00:07:50
และเขาโกรธดาวิดไม่หายนานหลายปี00:07:53
00:07:53
เพราะเขาโทษว่าดาวิดทำให้ลูกหลาน
ของกษัตริย์ซาอูลไม่ได้เป็นกษัตริย์สักคน00:07:58
00:07:58
2 ซามูเอลบท 16 บอกว่า00:08:01
00:08:01
ชิเมอีตะโกนด่าดาวิดและขว้าง
ก้อนหินใส่ดาวิดกับคนของเขา00:08:07
00:08:07
สิ่งที่เขาทำเป็นการดูถูก
เหยียดหยามดาวิดอย่างมาก00:08:12
00:08:12
ถึงขนาดที่อาบีชัย
คนของดาวิดขอไปฆ่าชิเมอี00:08:18
00:08:18
แต่ดาวิดไม่ให้เขาทำ00:08:20
00:08:20
ดาวิดพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แก้แค้น00:08:24
00:08:24
และฝากเรื่องนั้นไว้กับพระยะโฮวา00:08:27
00:08:27
ดาวิดไม่ได้ตอบโต้00:08:29
00:08:29
เขาควบคุมตัวเองได้ดีจริงๆ00:08:32
00:08:32
ต่อมาตอนที่ดาวิดกลับไปเป็นกษัตริย์00:08:35
00:08:35
ชิเมอีกลับใจและขอให้ดาวิดให้อภัยเขา00:08:39
00:08:39
แต่อาบีชัยก็ยังอยากฆ่าเขาอยู่00:08:42
00:08:42
แล้วดาวิดก็ห้ามเขาอีกครั้ง00:08:45
00:08:45
ดาวิดถึงกับสาบานว่าเขาจะไม่ฆ่าชิเมอี00:08:49
00:08:50
ดาวิดรับมือกับเรื่องนี้ในแบบที่00:08:53
00:08:53
เห็นชัดเลยว่าพระยะโฮวาต้องพอใจเขามาก00:08:56
00:08:58
แต่ก่อนเขาจะตาย00:08:59
00:09:00
ให้เรามาดูว่าดาวิดพูดอะไร
กับโซโลมอนลูกของเขา00:09:04
00:09:04
ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 2:8, 900:09:08
00:09:10
“แล้วยังมีชิเมอีลูกเกรา00:09:14
00:09:14
ตระกูลเบนยามินจากหมู่บ้านบาฮูริมด้วย00:09:18
00:09:18
เขาเคยแช่งด่าพ่ออย่างเจ็บแสบ00:09:22
00:09:22
ตอนที่พ่อกำลังจะไปมาหะนาอิม00:09:26
00:09:26
แต่ตอนที่เขามาหาพ่อที่แม่น้ำจอร์แดน00:09:30
00:09:30
พ่อก็สาบานกับเขาต่อหน้าพระยะโฮวาว่า00:09:34
00:09:34
จะไม่ฆ่าเขาด้วยดาบ00:09:36
00:09:36
แต่ตอนนี้ อย่าปล่อยเขาไว้00:09:40
00:09:40
ลูกเป็นคนฉลาด00:09:41
00:09:41
และรู้ว่าควรทำยังไงกับเขา00:09:44
00:09:44
ลูกต้องฆ่าคนหัวหงอกคนนี้ซะ”00:09:47
00:09:48
ตอนที่ดาวิดเจอชิเมอีครั้งแรก00:09:51
00:09:51
เขาน่าจะอายุประมาณ 60 ต้นๆ00:09:54
00:09:55
และตอนที่เขาตาย เขาอายุ 7000:09:58
00:09:58
แสดงว่าประมาณเกือบ 10 ปี00:10:00
00:10:00
ดาวิดไม่เคยลืมสิ่งที่ชิเมอีทำ00:10:03
00:10:03
เขาจดจำเรื่องของชิเมอีไว้00:10:06
00:10:07
แล้วคัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกว่า
ทำไมดาวิดทำแบบนั้น00:10:11
00:10:13
แต่เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า00:10:15
00:10:15
ถ้ามีคนทำไม่ดีกับเรา00:10:18
00:10:18
หรือทำร้ายเรา00:10:19
00:10:20
เราก็จะรู้สึกว่ายากมากที่จะลืมเรื่องนั้น00:10:24
00:10:24
ทั้งๆที่เราก็รับมือได้ดีแล้วตอนที่เกิดเรื่อง00:10:28
00:10:28
และความเจ็บปวดนั้นก็ยังอยู่กับเรา
ไปอีกนานหลายปี00:10:34
00:10:35
ดังนั้นอะไรจะช่วยเราให้อภัยเขา00:10:39
00:10:39
และเลิกคิดถึงสิ่งที่เขาทำไม่ดีกับเรา?00:10:42
00:10:43
ให้เรามาดูตัวอย่างของพระเยซู
ตอนที่อยู่กับเปโตร00:10:48
00:10:48
ในคืนที่พระเยซูถูกจับ00:10:50
00:10:50
เปโตรสัญญากับพระเยซูว่า
เขาจะไม่มีวันทิ้งท่าน00:10:55
00:10:55
แต่แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา00:10:57
00:10:57
เปโตรบอกว่าไม่รู้จักพระเยซู 00:11:00
00:11:00
ไม่ใช่แค่ครั้ง 2 ครั้ง 00:11:02
00:11:02
แต่ถึง 3 ครั้ง00:11:03
00:11:04
ลองคิดดูนะครับ 00:11:06
00:11:06
พระเยซูกำลังเจอการทดสอบ
ที่หนักที่สุดในชีวิตของท่านบนโลกนี้00:11:11
00:11:11
เป็นช่วงเวลาที่ท่านต้องการ
ความช่วยเหลือจากเพื่อนๆมากที่สุด00:11:15
00:11:15
แต่สาวกของท่านรวมทั้งเปโตร
เพื่อนสนิทของท่านก็ทิ้งท่านไปหมด00:11:21
00:11:21
แต่ทันทีที่เปโตรรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป 00:11:25
00:11:25
เขาก็ร้องไห้เสียใจอย่างหนัก
เพราะรู้สึกผิด00:11:28
00:11:29
แล้วพระเยซูทำยังไง?00:11:31
00:11:32
หลังจากท่านฟื้นขึ้นจากตาย00:11:34
00:11:34
1 โครินธ์ 15:5 บอกว่า ท่านไปหาเปโตร00:11:38
00:11:38
ท่านใช้โอกาสนี้เพื่อไปต่อว่าเปโตรไหม?00:11:41
00:11:41
ไปบอกว่าท่านผิดหวังแค่ไหนในตัวเปโตรไหม?00:11:45
00:11:46
ให้เรามาดูคำตอบกันครับ00:11:48
00:11:48
ที่มาระโก 16:700:11:52
00:11:52
ขอสังเกตสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกกับผู้หญิง00:11:55
00:11:55
ที่มาอยู่หน้าอุโมงค์ฝังศพของพระเยซู00:11:58
00:11:58
“ไปบอกพวกสาวกและเปโตรด้วยว่า00:12:02
00:12:02
‘พระเยซูจะไปรอพบพวกคุณที่แคว้นกาลิลี00:12:07
00:12:08
พวกคุณจะได้พบท่านที่นั่น00:12:10
00:12:10
เหมือนที่ท่านเคยบอกไว้’”00:12:12
00:12:14
จากข้อมูลฉบับศึกษาของข้อนี้บอกว่า00:12:17
00:12:18
“ดูเหมือนว่าก่อนที่พระเยซูจะ
ปรากฏตัวให้พวกสาวกเห็น00:12:23
00:12:23
ท่านไปหาเปโตรที่อยู่ตามลำพัง00:12:26
00:12:26
การที่เปโตรได้รับความสนใจเป็นส่วนตัว00:12:30
00:12:30
และการที่ทูตสวรรค์พูดถึงชื่อเขาโดยเฉพาะ00:12:33
00:12:33
คงต้องทำให้เปโตรมั่นใจว่า00:12:36
00:12:36
พระเยซูให้อภัยเขา00:12:38
00:12:38
ที่ได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักท่านถึง 3 ครั้ง”00:12:41
00:12:43
นี่ต้องทำให้เปโตรรู้สึกโล่งใจมากจริงๆ00:12:47
00:12:48
ที่จริง พระเยซูไม่ได้ลืมสิ่งที่เปโตรทำ00:12:52
00:12:52
แต่พระเยซูเลือกที่จะจำ00:12:55
00:12:55
ไม่ใช่ความผิดของเปโตร00:12:58
00:12:58
แต่จำคุณลักษณะดีๆที่เขามี00:13:01
00:13:02
พระเยซูไม่ใช่แค่ให้อภัยเปโตรเท่านั้น00:13:05
00:13:05
แต่ท่านยังให้งานที่พิเศษกับเขา
ในการดูแลพี่น้องของท่านด้วย00:13:10
00:13:10
พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ00:13:12
00:13:14
ถ้าเพื่อนของเราทำให้เราเจ็บ00:13:16
00:13:17
ให้เราเลียนแบบพระเยซู00:13:19
00:13:19
และใช้ความจำของเราอย่างฉลาด00:13:22
00:13:24
ให้เรามาดูตัวอย่างสุดท้าย00:13:26
00:13:26
เพื่อเราจะใช้ความจำของเราอย่างฉลาด00:13:29
00:13:29
เป็นตัวอย่างของดาวิดเหมือนกันครับ 00:13:31
00:13:31
เขาจดจำเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต00:13:34
00:13:34
ที่พระยะโฮวาเคยช่วยเขาให้รอด00:13:37
00:13:37
ความทรงจำเหล่านั้น00:13:38
00:13:38
ช่วยให้เขามั่นใจว่าจะอดทนได้00:13:40
00:13:40
ไม่ว่าจะเจอปัญหาที่หนักขนาดไหน00:13:43
00:13:43
ให้เรามาดูคำพูดของเขาด้วยกัน00:13:45
00:13:45
ที่สดุดี 27:2, 300:13:49
00:13:50
“เมื่อพวกคนชั่วที่เป็นศัตรูของผม00:13:54
00:13:54
มาทำร้ายและจะกินเนื้อผม00:13:57
00:13:57
พวกเขาก็สะดุดล้มลง00:14:00
00:14:00
แม้มีกองทัพมาตั้งค่ายล้อมผม00:14:03
00:14:03
ผมก็จะไม่กลัว00:14:05
00:14:05
แม้มีคนมาทำสงครามกับผม00:14:07
00:14:07
ผมก็ยังมั่นใจในพระองค์”00:14:10
00:14:11
นี่คือสิ่งที่ดาวิดตั้งใจไว้00:14:14
00:14:14
“ผมก็จะไม่กลัว”00:14:16
00:14:16
“ผมก็ยังมั่นใจในพระองค์”00:14:20
00:14:21
เราทุกคนจะพัฒนาความมั่นใจ
แบบดาวิดได้ไหม?00:14:25
00:14:26
ได้ครับ00:14:27
00:14:27
ถ้าเราใช้ความจำของเราอย่างฉลาด00:14:30
00:14:32
ตัวอย่างเช่น00:14:33
00:14:33
คุณเคยเจอปัญหาที่ยากจะแก้ไขไหม00:14:36
00:14:36
แล้วก็อธิษฐานขอให้พระยะโฮวาช่วย00:14:38
00:14:38
จากนั้นก็เห็นว่า00:14:40
00:14:40
พระองค์ให้สติปัญญา
และกำลังกับคุณเพื่อจะรับมือได้00:14:43
00:14:43
หรือเห็นว่าปัญหามันถูกแก้ไข
ในแบบที่คุณคาดไม่ถึง00:14:47
00:14:47
ขอให้จำเรื่องนั้นไว้00:14:49
00:14:49
คุณเคยอยากที่จะทำงานรับใช้
พระยะโฮวามากขึ้นไหม00:14:53
00:14:53
แล้วก็เห็นวิธีที่พระองค์เอาปัญหา
ที่ใหญ่เหมือนภูเขาออกไป 00:14:57
00:14:57
เพื่อให้คุณทำงานรับใช้ตามเป้าหมายได้ 00:15:00
00:15:01
ขอให้จำเรื่องนั้นไว้00:15:03
00:15:05
ตลอดชีวิตของเรา00:15:06
00:15:06
เราจะสร้างความทรงจำอีกมากมาย 00:15:09
00:15:09
เมื่อเราทำสิ่งต่างๆกับพี่น้อง00:15:12
00:15:12
ขอให้เรามองคุณลักษณะดีๆมากมาย
ของพี่น้องชายหญิงของเรา00:15:17
00:15:17
และจดจำสิ่งดีที่พวกเขาทำ00:15:21
00:15:21
และเมื่อเราตรวจดูหัวใจของเรา00:15:24
00:15:24
เราอยากจะเลิกคิดสิ่งไม่ดีต่างๆ อย่างเช่น00:15:27
00:15:27
การแก้แค้นและความอิจฉา00:15:29
00:15:29
และพัฒนาคุณลักษณะที่ดีต่อไป เช่น00:15:33
00:15:33
ความรักและการให้อภัย00:15:35
00:15:35
และขอให้จำไว้เสมอว่า00:15:38
00:15:38
พระยะโฮวาช่วยเรามาแล้วยังไง00:15:40
00:15:40
แล้วพระองค์กำลังช่วยเรายังไงในตอนนี้00:15:44
00:15:44
เรามั่นใจได้เลยว่าไม่ว่าปัญหา
จะหนักหนาแค่ไหน00:15:49
00:15:49
เราก็จะผ่านมันไปได้00:15:51
00:15:51
ถ้าเราใช้ความจำของเราอย่างฉลาด00:15:54
00:15:55
นอกจากเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลแล้ว00:15:58
00:15:58
เรายังมีประสบการณ์ของพี่น้องในปัจจุบัน00:16:01
00:16:01
ที่ใช้ความจำของตัวเองอย่างฉลาด00:16:04
00:16:04
หนึ่งในนั้นก็คือพี่น้องดอน ชเวนนิง00:16:06
00:16:06
ตลอดชีวิตที่เขารับใช้00:16:09
00:16:09
เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ในองค์การของพระเจ้า00:16:12
00:16:12
เรื่องนี้สอนอะไรเขา?00:16:14
00:16:17
ประวัติศาสตร์ของประชาชน
ของพระยะโฮวาในยุคปัจจุบัน00:16:23
00:16:23
เป็นเรื่องราวของการเติบโต
ความก้าวหน้า00:16:26
00:16:26
และการเปลี่ยนแปลงมากมาย00:16:29
00:16:29
ผมมีโอกาสได้เห็นการเปลี่ยนแปลง
หลายอย่างเกิดขึ้น00:16:33
00:16:33
มีทั้งน่าตื่นเต้น00:16:35
00:16:35
และบางครั้งก็น่ากลัว00:16:37
00:16:37
แต่ก็เกิดผลดีเสมอ00:16:40
00:16:40
เหมือน “เอาทองคำมาแทนทองแดง”00:16:42
00:16:43
ผมชื่อดอน ชเวนนิง00:16:46
00:16:46
ผมรับใช้พระยะโฮวามา 70 กว่าปีแล้ว00:16:50
00:16:50
และจะรับใช้ตลอดไป00:16:52
00:16:56
พ่อเจอความจริงตอนที่
เพื่อนร่วมงานให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง00:17:00
00:17:00
และไม่นานครอบครัวเราก็เริ่มไปประชุม00:17:04
00:17:04
นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลง
ครั้งใหญ่สำหรับเรา00:17:07
00:17:07
และเราก็ได้รับการต้อนรับ
อย่างอบอุ่นจากประชาคมนั้น00:17:11
00:17:11
พี่น้องทำให้ผมรู้สึก
เป็นส่วนหนึ่งของประชาคม00:17:16
00:17:16
ผมมีความสุขจริงๆ
ที่ได้ประชุมกับพวกเขา00:17:20
00:17:20
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในองค์การ
ก็เข้าใจได้และยอมรับได้ง่าย00:17:24
00:17:25
ตอนที่ผมได้รับ
พระคัมภีร์ฉบับแปลโลกใหม่ ครั้งแรก00:17:29
00:17:29
ก็เห็นเลยว่านี่เป็น
การเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยม00:17:32
00:17:32
ผมชอบฉบับแปลนี้มาก00:17:35
00:17:35
และอ่านทุกวัน วันละบท00:17:37
00:17:37
เพราะมันชัดเจนและเข้าใจง่าย00:17:40
00:17:40
ไม่เหมือนกับฉบับคิงส์เจมส์ที่ผมเคยอ่าน00:17:44
00:17:44
มันช่วยให้ผมเข้าใจว่า00:17:47
00:17:47
พระยะโฮวามีอยู่จริง00:17:49
00:17:49
และเราสามารถสนิทกับพระองค์ได้00:17:52
00:17:53
นี่เลยทำให้ผมก้าวหน้า00:17:56
00:17:56
แล้วก็รับบัพติศมาตอนอายุ 1600:17:59
00:18:03
หลังจากรับบัพติศมา00:18:05
00:18:05
พออายุ 18 ก็ถูกแต่งตั้ง
ให้เป็นผู้ช่วยงานรับใช้00:18:08
00:18:08
งานมอบหมายแรกๆที่ผมได้รับ00:18:11
00:18:11
คือนำการศึกษาหนังสือประจำประชาคม00:18:14
00:18:14
กลุ่มนั้นมีพี่น้องที่อายุมากกว่าผม
และก็มีประสบการณ์มากกว่า00:18:19
00:18:19
ผมเลยเครียดมาก00:18:20
00:18:21
ขอบคุณครับพี่น้องที่มา00:18:24
00:18:24
ให้เรา00:18:27
00:18:27
มาดู00:18:28
00:18:35
งานนี้มันไม่ง่ายเลย00:18:37
00:18:37
บางครั้งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรไป00:18:41
00:18:41
ก็แค่พูดไปตามหนังสือ00:18:43
00:18:45
แต่พี่น้องก็เข้าใจ00:18:47
00:18:47
และคอยให้กำลังใจผม00:18:49
00:18:50
ผมรู้สึกเลยว่าพระยะโฮวากำลังช่วยผม
ให้ทำงานมอบหมายใหม่นี้ได้00:18:56
00:19:00
การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็มีผลกับเรา00:19:03
00:19:03
แต่ในปี 197200:19:06
00:19:06
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง
ที่ส่งผลกับผมมาก00:19:09
00:19:09
ตอนนั้นผมรับใช้เป็นผู้รับใช้ประชาคม00:19:13
00:19:13
เป็นคนหลักที่นำหน้า00:19:15
00:19:15
และมีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง00:19:17
00:19:18
ต่อมามีการปรับเปลี่ยนใหม่00:19:21
00:19:21
ว่าประชาคมจะมี
คณะผู้ดูแลทำงานด้วยกัน00:19:25
00:19:27
มันยากมากสำหรับผม00:19:29
00:19:29
ที่จะยอมรับการปรับเปลี่ยนนี้00:19:31
00:19:31
และมันทำให้ผมรู้สึกแย่00:19:33
00:19:33
แต่ผมก็อยากยอมรับ
การปรับเปลี่ยนนี้ให้ได้00:19:36
00:19:37
ผมอธิษฐานเยอะมาก
เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้00:19:41
00:19:41
ขอพระองค์ช่วยผมให้เข้าใจเหตุผล00:19:44
00:19:44
และนี่ทำให้ผมสนิทกับพระองค์มากขึ้น00:19:47
00:19:47
ผมต้องมองเรื่องต่างๆ00:19:49
00:19:49
จากมุมมองของพระยะโฮวา00:19:51
00:19:51
แล้วทีหลังผมก็ได้มาเข้าใจ
ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันเป็นผลดี00:19:56
00:19:57
มันยอดเยี่ยมมากที่มีคณะผู้ดูแล00:20:00
00:20:00
เพราะมีหลายคน
คอยช่วยกันดูแลประชาคม00:20:04
00:20:04
เห็นเลยว่ามันมีผลดีกับประชาคมจริงๆ00:20:08
00:20:08
ผมได้ประโยชน์มาก00:20:09
00:20:09
จากประสบการณ์ของพี่น้องที่อายุมากกว่า00:20:12
00:20:12
และความกระตือรือร้นของคนหนุ่ม00:20:15
00:20:15
ข้อความในสุภาษิตเป็นจริงที่ว่า00:20:17
00:20:17
“ถ้ามีที่ปรึกษาหลายคน
ก็ประสบความสำเร็จ”00:20:21
00:20:21
ในองค์การจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด00:20:23
00:20:23
และเราต้องร่วมมือกับพระยะโฮวา00:20:26
00:20:26
พระองค์รู้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้
ก็เพื่อประโยชน์ของเรา00:20:30
00:20:30
ถึงตอนแรกจะมองไม่ออก
แต่ทีหลังเราก็จะเห็นผลดี00:20:34
00:20:34
ในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่00:20:37
00:20:37
นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของผู้รับใช้พระยะโฮวา00:20:43
00:20:43
ถ้าคุณเป็นคนหนุ่มสาว
อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆนี้ผ่านไป00:20:48
00:20:48
โดยไม่ได้รับใช้พระยะโฮวา00:20:50
00:20:50
เรียนรู้เกี่ยวกับองค์การของพระองค์00:20:53
00:20:53
และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การนี้00:20:55
00:20:55
ยุ่งอยู่กับงานในประชาคม00:20:57
00:20:57
สนิทกับผู้ดูแลให้มากขึ้น00:20:59
00:20:59
บอกพวกเขาว่าคุณอยากช่วย
งานอะไรก็ได้ในประชาคม00:21:04
00:21:04
ให้พระยะโฮวาชี้นำคุณ00:21:06
00:21:06
ไว้ใจพระองค์ แล้วคุณจะมีชีวิต
ที่น่าตื่นเต้นและมีความสุข00:21:11
00:21:14
หากคุณไม่ว่าอะไร00:21:16
00:21:16
ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะ
มีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ00:21:19
00:21:31
คุณนึกภาพออกไหมครับว่า00:21:33
00:21:33
ในทุกวันนี้จะเป็นยังไง00:21:35
00:21:35
ถ้าประชาคมไม่มีคณะผู้ดูแล00:21:38
00:21:38
ในตอนแรกพี่น้องชเวนนิงรู้สึกยาก
ที่จะยอมรับการปรับเปลี่ยนนี้00:21:43
00:21:43
แล้วอะไรช่วยเขาให้มีมุมมอง
เหมือนพระยะโฮวา00:21:47
00:21:47
เขาอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้00:21:49
00:21:49
และพยายามเข้าใจว่า
ทำไมถึงมีการปรับเปลี่ยน00:21:53
00:21:54
ต่อไปให้เรามาดูว่า00:21:56
00:21:56
การอธิษฐานช่วย 2 ครอบครัวต่อไปนี้ยังไง00:21:59
00:21:59
ให้อยู่พร้อมในโอกาสพิเศษ00:22:01
00:22:01
โดยเปิดบ้านต้อนรับตัวแทน
ที่มาการประชุมใหญ่00:22:04
00:22:04
และพวกเขาได้ประโยชน์อะไร?00:22:06
00:22:09
ในปี 201500:22:10
00:22:10
มีการจัดการประชุมพิเศษ00:22:12
00:22:12
ในเมืองเมดิยีนของเรา00:22:14
00:22:14
และเราก็ได้รับสิทธิพิเศษ00:22:15
00:22:15
ให้ตัวแทนมาพักที่บ้านของเรา00:22:18
00:22:18
แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่า00:22:20
00:22:20
ผมเองยุ่งมาก00:22:22
00:22:22
วันหนึ่ง 24 ชั่วโมง
ดูเหมือนไม่พอสำหรับผม00:22:25
00:22:26
ตอนนั้นลูกชายของเราอายุ 11 แล้ว00:22:29
00:22:29
กำลังจะเข้าวัยรุ่น00:22:31
00:22:31
และภรรยาของผมก็เพิ่งจะหายป่วย00:22:34
00:22:34
เธอก็เลยกังวลว่า
จะดูแลต้อนรับพี่น้องไม่ได้00:22:38
00:22:38
ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นโอกาสพิเศษ
ที่จะได้ต้อนรับตัวแทน00:22:41
00:22:41
แต่ตอนนี้เราคงทำไม่ได้00:22:43
00:22:46
ตั้งแต่ลูกชายเกิด00:22:47
00:22:47
เราอธิษฐานขอพระยะโฮวาเสมอ00:22:50
00:22:50
ขอพระองค์ช่วยเราให้สอนลูก00:22:52
00:22:52
ให้รักและรับใช้พระองค์00:22:55
00:22:56
เราอยากทำทุกสิ่งที่ทำได้00:22:58
00:22:58
เพื่อช่วยลูกให้ใกล้ชิดกับพระยะโฮวา00:23:00
00:23:00
มีอยู่วันหนึ่งภรรยาบอกผมว่า00:23:03
00:23:03
พระยะโฮวาใจดีกับเรามาก00:23:05
00:23:05
เราน่าจะแสดงน้ำใจกับพี่น้องของเราด้วย00:23:08
00:23:09
แล้วเราก็อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก00:23:12
00:23:12
เราเลยคุยกันว่า00:23:14
00:23:14
แต่ละคนต้องทำอะไร
เพื่อพร้อมต้อนรับพี่น้อง00:23:17
00:23:19
เมื่อพี่น้องมาถึง00:23:21
00:23:21
พวกเขาน่ารักและเป็นกันเองกับเรา00:23:24
00:23:26
เหมือนเราเคยรู้จักกันมานานหลายปี00:23:29
00:23:29
เราได้กำลังใจมากที่พวกเขามาอยู่กับเรา00:23:32
00:23:32
และเห็นว่าพวกเขารักพระยะโฮวามาก00:23:35
00:23:35
เห็นชัดเลยว่าพวกเขาทำสิ่งต่างๆ
เพื่อเสริมความเชื่ออย่างสม่ำเสมอ00:23:39
00:23:39
การอยู่ด้วยกัน00:23:41
00:23:41
พูดคุยกันกับพี่น้องเหล่านี้00:23:44
00:23:44
มันเป็นผลดีมากกับลูกของเรา00:23:46
00:23:48
มีวันหนึ่งลูกชายบอกผมว่า00:23:50
00:23:50
พ่อ ผมมีบางอย่างจะบอก00:23:53
00:23:53
มันสำคัญมาก00:23:55
00:23:55
แล้วเขาก็พูดออกมาจากใจว่า00:23:58
00:23:58
เขารักพระยะโฮวามาก00:24:00
00:24:00
แล้วบอกผมว่า ‘พ่อผมอยากรับบัพติศมา’00:24:04
00:24:07
เมื่อผมคิดถึงเพื่อนๆเหล่านี้
ที่มาพักที่บ้านของเรา00:24:11
00:24:11
ผมเห็นเลยว่าพระยะโฮวา
ตอบคำอธิษฐานของเรา00:24:13
00:24:13
ผ่านทางพวกเขา00:24:15
00:24:16
เรายังติดต่อกับพี่น้องเหล่านั้นจนถึงทุกวันนี้00:24:19
00:24:19
เราไปเที่ยวหาพวกเขา00:24:21
00:24:21
และมีความทรงจำดีๆ
จากการประชุมใหญ่ครั้งนั้น00:24:25
00:24:25
การเปิดบ้านและเปิดใจ
ต้อนรับพี่น้องเหล่านี้00:24:29
00:24:29
และแสดงความรักต่อพวกเขา00:24:32
00:24:32
มันมีค่า00:24:34
00:24:34
เรามีความสุขมากจริงๆ00:24:36
00:24:41
ฉันไม่เคยคิดเลยว่า 00:24:43
00:24:43
การแสดงน้ำใจต้อนรับ 00:24:45
00:24:45
จะกลายเป็นคำตอบ
ของคำอธิษฐานของฉันและแม่00:24:48
00:24:49
อับราฮัมแสดงน้ำใจต้อนรับคนแปลกหน้า00:24:52
00:24:53
พอฉันได้ยินว่าจะมีการประชุมพิเศษ
ฉันบอกว่า00:24:57
00:24:57
“นี่แหละเป็นโอกาสของฉัน00:24:59
00:24:59
เพราะฉันอยากต้อนรับ
ตัวแทนมานานแล้ว”00:25:02
00:25:02
ตอนนั้นบ้านที่เราอยู่00:25:05
00:25:05
แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย00:25:07
00:25:07
เรามีสิ่งจำเป็นแค่ไม่กี่อย่าง00:25:10
00:25:10
มีที่นอน00:25:11
00:25:11
มีที่กิน00:25:13
00:25:13
โต๊ะกินข้าวเราก็เล็กๆ00:25:15
00:25:16
แต่ก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง00:25:19
00:25:19
ฉันไม่อยากให้แขกมาพักที่บ้าน00:25:22
00:25:22
ฉันบอกพวกเขาว่าฉันจะไม่ช่วย00:25:24
00:25:24
แล้วก็ไม่ต้องมาขอให้ฉันช่วยด้วย00:25:26
00:25:26
น้องสาวของฉันไม่ได้รับใช้พระยะโฮวา00:25:29
00:25:33
ฉันสนใจแต่เรื่องที่จะเรียนต่อ00:25:35
00:25:36
แล้วก็เรื่องงาน00:25:37
00:25:37
และฉันรู้สึกเหงา00:25:39
00:25:39
รู้สึกเคว้งคว้าง00:25:42
00:25:42
รู้สึกไม่มีความสุขเลย00:25:44
00:25:46
สามีภรรยาที่มาพักกับเรา00:25:49
00:25:49
เขาใจดีและถ่อมมาก00:25:51
00:25:51
พวกเขาสนุก00:25:52
00:25:52
น่ารักและคุยง่าย00:25:54
00:25:54
พวกเขาเต็มใจกินอาหารทุกอย่างที่เราทำให้00:25:58
00:25:58
ไม่ว่าเราจะทำอะไรพวกเขาก็กินได้00:26:01
00:26:01
เราเหมือนรู้จักกันมานาน00:26:03
00:26:03
พวกเขาทำให้เรารู้สึกแบบนั้น00:26:06
00:26:07
ที่สำคัญ ฉันเห็นว่าพวกเขามีความสุข00:26:10
00:26:10
และรู้ว่าที่เป็นอย่างนั้น
ก็เพราะพวกเขารับใช้พระยะโฮวา00:26:14
00:26:15
น้ำใจต้อนรับที่แม่กับพี่สาวแสดงต่อพี่น้อง00:26:21
00:26:23
ฉันดีใจมาก00:26:26
00:26:26
เพราะได้เห็นตัวอย่างที่ดีของพวกเขา00:26:29
00:26:29
และสิ่งนี้กระตุ้นฉัน00:26:32
00:26:32
ให้อยากเข้ามารู้จักใกล้ชิดกับพระยะโฮวาบ้าง00:26:36
00:26:37
ฉันขอศึกษาคัมภีร์ไบเบิล00:26:40
00:26:40
และเอาจริงเอาจัง00:26:41
00:26:41
ทำให้ฉันใกล้ชิดกับพระยะโฮวา00:26:44
00:26:44
แล้วฉันก็รับบัพติศมา
ในวันที่ 7 มีนา 202000:26:48
00:26:48
พี่น้องคู่นั้นจะเป็นเพื่อนกับพวกเราตลอดไป00:26:53
00:26:53
จนถึงตอนนี้เรายังติดต่อกับพวกเขาอยู่00:26:56
00:26:56
เราถึงกลับมีกลุ่มที่เอาไว้คุยกันด้วย00:26:59
00:26:59
เราตั้งชื่อว่า “ครอบครัวใหญ่”00:27:02
00:27:03
การต้อนรับพี่น้องครั้งนั้น00:27:05
00:27:05
ไม่ใช่แค่ทำให้เรามีความสุข00:27:07
00:27:07
แต่เราทั้งครอบครัว
ได้รับพรจากพระยะโฮวาด้วย00:27:11
00:27:12
เมื่อเราทำดีกับคนอื่น00:27:14
00:27:14
เราจะได้รับพรหลายอย่าง เช่น00:27:16
00:27:16
ครอบครัวเราจะสนิทกันมากขึ้น00:27:18
00:27:18
มีเพื่อนใหม่ๆ00:27:20
00:27:20
และได้รับความทรงจำดีๆ
ที่ทำให้เรามีความสุข00:27:23
00:27:24
แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากจะจำ00:27:28
00:27:29
แล้วเราจะทำยังไงถ้าเรายังจำเรื่องนั้นอยู่ 00:27:32
00:27:33
ขอเราตั้งใจฟังบทเรียนจาก
การนมัสการตอนเช้าที่ชื่อ00:27:37
00:27:37
“เราทุกคนผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ”00:27:40
00:27:42
ที่จริงมีหลายอย่างที่เราจะเรียนรู้ได้00:27:45
00:27:45
จากยากอบ 3:200:27:47
00:27:47
ที่ว่า “เราทุกคนผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ”00:27:50
00:27:51
และในท้องเรื่องของยากอบ 3:200:27:54
00:27:54
เน้นไปที่ความผิดพลาดทางด้านคำพูด00:27:57
00:27:57
และที่เชิงอรรถในภาษาอังกฤษ
ใช้คำว่า “สะดุด”00:28:01
00:28:02
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา00:28:04
00:28:04
เราได้รับคำแนะนำหลายอย่างเกี่ยวกับ
การปรับปรุงคำพูดของเรา00:28:08
00:28:08
เราอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “คิดก่อนพูด”00:28:11
00:28:11
หรือ “ให้นับ 1 ถึง 10”00:28:14
00:28:14
หรือ “ตั้งใจฟังดีๆ”00:28:16
00:28:16
หรือคำแนะนำอื่นๆเกี่ยวกับการระวัง
และควบคุมคำพูดของเรา00:28:21
00:28:21
คำแนะนำเหล่านั้นมีประโยชน์มาก00:28:24
00:28:24
แต่คุณอาจสังเกตว่าถึงแม้มีคำแนะนำ00:28:27
00:28:27
และประสบการณ์ต่างๆในชีวิต00:28:29
00:28:29
เราก็ยังพูดอะไรที่ทำให้คนอื่นเจ็บใจอยู่00:28:32
00:28:32
เราเถียงและปกป้องตัวเอง00:28:34
00:28:34
และทีหลังก็มาคิดว่า00:28:36
00:28:36
ฉันพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง00:28:38
00:28:39
ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ยากอบใช้
เรื่องการพลาดหรือสะดุด00:28:43
00:28:43
เป็นตัวอย่างที่ดีมาก00:28:44
00:28:45
ตอนที่เราสะดุดอะไรสักอย่าง00:28:47
00:28:47
เราก็จะอายและมองดูรอบๆ
ว่ามีใครเห็นเรารึเปล่า00:28:50
00:28:51
พอเราตั้งสติได้สิ่งแรกที่เราทำคืออะไร00:28:54
00:28:55
เราก็จะมองดูที่พื้นและดูว่า
อะไรที่ทำให้เราสะดุด00:28:59
00:29:01
อาจจะมีสิ่งของบางอย่างอยู่บนพื้นไหม00:29:03
00:29:03
หรืออาจจะเป็นเพราะ
คอนกรีตที่พื้นมันไม่เท่ากัน00:29:08
00:29:08
เราไม่ทันสังเกตก็เลยสะดุด00:29:11
00:29:12
หรือบางทีเราก็แค่เดินไม่ระวัง00:29:15
00:29:15
แล้วก็สะดุดขาตัวเอง00:29:16
00:29:16
ผมเองก็เคยสะดุดเหมือนกัน
ตอนที่ลงบันได00:29:20
00:29:20
เพราะตอนที่เดินก็มัวแต่คิด
เรื่องสำคัญบางอย่างอยู่00:29:23
00:29:23
ก็เลยไม่ทันระวังตอนที่ก้าวลงมาจากบันได00:29:26
00:29:27
หรือบางคนสะดุดเพราะมีคนตั้งใจแกล้ง00:29:30
00:29:30
ยื่นเท้ามาขวางเราทำให้เราสะดุด00:29:33
00:29:34
พอเราสะดุดเป็นเรื่องปกติที่เราจะ
มองดูว่าอะไรที่ทำให้เราสะดุด00:29:40
00:29:40
และเรื่องนี้แหละที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ00:29:42
00:29:43
จุดสำคัญก็คือ00:29:45
00:29:45
ทุกครั้งที่เราสะดุด00:29:46
00:29:46
ขอให้ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้00:29:49
00:29:49
เราควรใช้เวลาคิด ไตร่ตรอง
ถึงความผิดพลาดของเรา00:29:53
00:29:53
ว่ามีสถานการณ์ไหน
ที่ทำให้เราพูดไม่ดีออกไป00:29:57
00:29:58
และฉันจะรู้ตัวและแสดงออกให้ดีขึ้นได้ยังไง00:30:02
00:30:02
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก00:30:03
00:30:05
เห็นไหมครับถ้าเรารู้ว่ามีสถานการณ์ไหน00:30:08
00:30:08
ที่จะทำให้เราพูดไม่ดีออกไป00:30:10
00:30:10
ก็จะช่วยเราให้เตรียมพร้อม00:30:12
00:30:12
และควบคุมตัวเอง00:30:15
00:30:15
เพื่อจะไม่พูดอะไรที่ไม่ดีออกไป
และจะมาเสียใจภายหลัง00:30:19
00:30:20
ถ้าเรายังพูดไม่ดีและ
ทำผิดพลาดเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ00:30:24
00:30:24
ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้เรียน
จากความผิดพลาดที่ผ่านมา00:30:29
00:30:29
ที่จริงมีหลายสาเหตุที่อาจทำให้เราสะดุด00:30:32
00:30:32
อาจเป็นความสงสัย ความกลัว
หรือความหยิ่งก็ได้00:30:36
00:30:36
ให้เรามาคุยกันถึงปัญหาบางอย่างเหล่านี้00:30:39
00:30:39
และดูว่าเราจะทำยังไงเพื่อที่เราจะรู้ตัว00:30:43
00:30:43
และพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา00:30:45
00:30:45
อย่างแรกที่เราจะคุยกันคือ00:30:48
00:30:48
ความคุ้นเคย00:30:50
00:30:51
เรารู้จักคนนั้นอย่างดี00:30:54
00:30:54
จนบางครั้งเราไม่ได้ปฏิบัติ
กับเขาด้วยความนับถือ 00:30:58
00:30:58
และอาจจะเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับยากอบ00:31:01
00:31:01
ผู้เขียนข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้เคยเจอด้วย00:31:04
00:31:04
ผมอยากให้คุณคิดเรื่องนี้สักหน่อยว่า00:31:07
00:31:07
การที่ยากอบกับพระเยซู00:31:10
00:31:10
โตมาด้วยกันจะเป็นยังไง00:31:12
00:31:14
ยากอบอาจจะคิดว่า00:31:16
00:31:16
พระเยซูอยากเป็นลูกรักของแม่00:31:18
00:31:18
และคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ00:31:20
00:31:21
ซึ่งท่านก็เป็นคนสมบูรณ์จริงๆ00:31:23
00:31:23
ตอนแรกยากอบไม่ได้ยอมรับว่า00:31:27
00:31:27
พระเยซูเป็นเมสสิยาห์00:31:29
00:31:29
สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่
พระเยซูกับยากอบโตมาด้วยกัน00:31:34
00:31:34
และที่มาระโก 3:2100:31:38
00:31:38
ทำให้เราเห็นว่าครอบครัว
ของพระเยซูคิดกับท่านยังไง00:31:42
00:31:42
ที่นั่นอ่านว่า “แต่เมื่อคนในครอบครัว
ของพระเยซูได้ยินข่าว 00:31:47
00:31:47
ก็พากันมาเพื่อจะจับตัวท่านกลับไป00:31:50
00:31:50
พวกเขาพูดกันว่า ‘เขาเสียสติไปแล้ว’”00:31:52
00:31:52
ข้อมูลสำหรับศึกษาบอกว่า00:31:54
00:31:54
คนในครอบครัวที่พูดประโยคนี้00:31:57
00:31:57
หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นยากอบ00:32:00
00:32:00
ลองคิดดูว่าทีหลังยากอบจะรู้สึกยังไง00:32:04
00:32:04
อย่างที่บอกไว้ใน 1 โครินธ์ 15:700:32:09
00:32:11
1โครินธ์ 15:700:32:14
00:32:15
บอกว่า00:32:16
00:32:16
“หลังจากนั้น พระคริสต์ปรากฏตัว
ให้ยากอบเห็น00:32:20
00:32:20
แล้วก็อัครสาวกทั้งหมด”00:32:22
00:32:22
คุณนึกภาพออกไหมว่ายากอบจะรู้สึกยังไง00:32:25
00:32:25
ตอนที่พระเยซูมาคุยกับเขาเป็นส่วนตัว00:32:28
00:32:28
เขาคงรู้สึกแย่มากที่เคย
พูดไม่ดีเกี่ยวกับพระเยซู00:32:32
00:32:32
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่า
พระเยซูเป็นเมสสิยาห์00:32:36
00:32:37
ขอคิดถึงสภาพการณ์ส่วนตัวของคุณ00:32:39
00:32:39
คุณเคยพูดอะไรที่ไม่คิด
กับคู่ของคุณไหม?00:32:42
00:32:42
ซึ่งคุณจะไม่พูดแบบนี้กับคนอื่น00:32:45
00:32:45
บางทีคนในครอบครัวของคุณรู้ไหม00:32:48
00:32:48
ว่าคำพูดแบบไหนที่จะทำให้คุณโกรธ00:32:51
00:32:51
แล้วก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่ดีออกมา00:32:54
00:32:54
ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม00:32:58
00:32:58
ถามตัวเองว่า
ถ้าเขาไม่ใช่คนในครอบครัว00:33:01
00:33:01
ฉันจะพูดแบบนี้กับเขาไหม?00:33:03
00:33:03
ถ้าไม่ ก็แสดงว่าสาเหตุที่เราทำแบบนั้น
ก็เพราะเราคุ้นเคยกับเขา00:33:09
00:33:09
และเราก็ต้องเตรียมที่จะรับมือ
กับสถานการณ์แบบนี้ 00:33:13
00:33:13
เราต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุ
ที่เราพูดไม่ดีออกไป00:33:17
00:33:17
แล้วเราก็ระวังที่จะไม่พูดแบบนั้น00:33:21
00:33:21
อย่าปล่อยให้ความคุ้นเคย00:33:23
00:33:23
มาทำให้เราพูดไม่ดีอะไรออกไป
แล้วก็มาเสียใจ00:33:27
00:33:27
ดังนั้นคุณต้องมองเห็นมัน00:33:29
00:33:29
เตรียมรับมือและเดินหลบไป00:33:31
00:33:31
อีกสถานการณ์หนึ่งก็คือ
เรารู้สึกว่าต้องปกป้องตัวเอง00:33:36
00:33:36
สิ่งที่จะช่วยเราในสถานการณ์นี้ก็คือ00:33:39
00:33:39
ต้องรู้ว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น00:33:42
00:33:42
อารมณ์ความรู้สึกแบบไหน
ที่ทำให้เราพูดหรือทำไม่ดีออกไป00:33:47
00:33:47
เป็นเพราะเราอิจฉาไหม00:33:49
00:33:51
ความหยิ่ง00:33:52
00:33:52
หรือความเห็นแก่ตัว00:33:55
00:33:55
หรือเป็นเพราะเราคิดถึงปัญหา
ที่เคยมีต่อกันในอดีต00:33:59
00:33:59
ถ้าเราคิดดีๆเกี่ยวกับสถานการณ์นั้น00:34:02
00:34:02
เราจะเข้าใจว่าอารมณ์
และความรู้สึกแบบไหน00:34:05
00:34:05
ที่ทำให้เราพูดไม่ดีออกไป00:34:07
00:34:07
เราก็จะพัฒนาคุณลักษณะ00:34:09
00:34:09
ที่จะช่วยให้เรารับมือได้ในวันข้างหน้า00:34:11
00:34:11
นี่คือสถานการณ์บางอย่าง00:34:13
00:34:13
ที่อาจทำให้เราแสดงท่าทีที่ไม่ดีออกไป00:34:17
00:34:17
ไม่ใครฟังฉันเลย00:34:19
00:34:19
เราก็จะพูดเสียงดังและตะโกน00:34:23
00:34:23
ไม่มีใครนับถือฉัน00:34:25
00:34:25
เราก็จะไม่นับถือพวกเขา00:34:28
00:34:28
ถูกกล่าวหา00:34:30
00:34:30
เราก็จะปกป้องตัวเอง00:34:33
00:34:33
พิสูจน์ว่าเราเป็นฝ่ายถูก00:34:35
00:34:35
ฉันถูกเข้าใจผิด00:34:37
00:34:37
เราก็จะหงุดหงิดและไม่พูดกับเขาอีกเลย00:34:41
00:34:41
ที่ยากอบ 3:14-1800:34:46
00:34:47
ข้อคัมภีร์เหล่านี้00:34:49
00:34:49
อธิบายวิธีที่เราจะเอาคุณลักษณะที่ดี00:34:53
00:34:53
มาแทนความรู้สึกในแง่ลบ00:34:54
00:34:55
“แต่ถ้าในใจพวกคุณมีความอิจฉาริษยา
และน้ำใจชิงดีชิงเด่น00:35:00
00:35:00
ก็อย่าโอ้อวดว่าตัวเองมีสติปัญญา00:35:03
00:35:03
เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้นก็แสดงว่า
คุณพูดขัดกับความจริง00:35:07
00:35:07
นี่ไม่ใช่สติปัญญาที่มาจากเบื้องบน00:35:09
00:35:09
แต่เป็นสติปัญญาแบบโลก
แบบสัตว์ และแบบปีศาจ00:35:12
00:35:12
ถ้าที่ไหนมีความอิจฉาริษยา
และน้ำใจชิงดีชิงเด่น00:35:16
00:35:16
ที่นั่นก็มีความวุ่นวาย
และความชั่วร้ายทุกอย่าง00:35:19
00:35:19
แต่สติปัญญาจากเบื้องบนนั้น00:35:21
00:35:21
(นี่คือคุณลักษณะที่เราจะเอามาแทนครับ)00:35:24
00:35:24
อย่างแรกคือบริสุทธิ์00:35:25
00:35:25
แล้วก็ทำให้มีสันติสุข มีเหตุผล00:35:28
00:35:28
พร้อมจะเชื่อฟัง00:35:29
00:35:29
เต็มไปด้วยความเมตตา00:35:31
00:35:31
ทำให้เกิดผลดีมากมาย00:35:33
00:35:33
ไม่ลำเอียง และไม่เสแสร้ง00:35:35
00:35:35
นอกจากนั้นคนที่สร้างสันติสุข
ในสภาพที่สงบสุข00:35:39
00:35:39
ก็ทำให้เกิดผลเป็นความถูกต้องชอบธรรม”00:35:42
00:35:43
ดังนั้นให้คิดดูว่าคราวต่อไป
คุณจะพูดอะไรและมีท่าทียังไง00:35:48
00:35:49
คุณอาจจะฝึกซ้อมในใจ
จนกว่าคุณจะรับมือได้ดีขึ้น00:35:53
00:35:55
สำหรับคนที่เรารู้จักคุ้นเคยดี
เราจะนึกภาพออกเลยว่า00:35:59
00:35:59
ถ้าเราพูดแบบนี้ไปเขาจะพูดอะไรกลับมา00:36:02
00:36:02
ขอให้ฝึกซ้อมต่อไปเรื่อยๆ00:36:04
00:36:04
ตอนแรกที่คุณฝึกซ้อม
คุณอาจจะพูดได้ไม่ดีเท่าไหร่00:36:08
00:36:08
แต่ถ้าคุณฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ00:36:10
00:36:10
คุณก็จะพูดได้ดีขึ้น00:36:12
00:36:12
ถึงแม้ว่าตอนที่คุณคุยกับเขาจริงๆ00:36:15
00:36:15
อาจจะไม่เหมือนกับตอนที่ฝึกซ้อมก็ได้00:36:17
00:36:17
แต่การฝึกซ้อมแบบนี้มีประโยชน์มาก00:36:21
00:36:21
เพราะจะช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์00:36:25
00:36:25
และจดจ่อกับเป้าหมาย00:36:28
00:36:28
ที่จะสร้างสันติสุขกับคนอื่น00:36:30
00:36:32
ถ้ามีการเตรียมพร้อมในใจแบบนี้00:36:34
00:36:34
ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต00:36:37
00:36:37
เราก็จะสามารถควบคุมตัวเอง00:36:39
00:36:39
ให้พูดได้ดีขึ้น00:36:41
00:36:43
เพื่อช่วยให้เราเข้าใจจุดสำคัญ00:36:45
00:36:45
ว่าทุกครั้งที่เราผิดพลาด00:36:47
00:36:47
เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งสำคัญบางอย่าง00:36:50
00:36:50
ที่ยากอบ 3:6 เปรียบลิ้นเป็นเหมือนไฟ00:36:55
00:36:55
คุณจะรู้สึกยังไงถ้าเผลอทำให้เกิดไฟไหม้00:36:58
00:36:58
คุณคงจะรู้สึกแย่แน่ๆ00:37:00
00:37:00
แล้วมันจบแค่นั้นไหม00:37:02
00:37:02
ไม่ คุณจะหาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุ00:37:05
00:37:05
หรือถามคนอื่นว่าสาเหตุมาจากอะไร00:37:08
00:37:08
ไม่ว่าจะเป็นยังไง คุณได้เรียนอะไรครับ?00:37:11
00:37:11
อย่าทิ้งของไว้บนเตาไฟโดยไม่ดู00:37:14
00:37:14
อย่าเปิดไฟแรงไป00:37:15
00:37:15
หรือเอาน้ำไปดับไฟที่ไหม้น้ำมัน00:37:18
00:37:18
แล้วคุณก็จะรู้ว่าไม่ควรทำอะไรในครั้งต่อไป00:37:22
00:37:23
ดังนั้นให้คุณทำแบบนี้เหมือนกัน00:37:25
00:37:25
เมื่อคุณพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป00:37:28
00:37:28
หาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุ00:37:30
00:37:30
คุณได้เรียนอะไรเพื่อหลีกเลี่ยง
ที่จะไม่ทำสิ่งนั้นอีกในวันข้างหน้า00:37:36
00:37:36
จำไว้นะครับ00:37:38
00:37:38
ความผิดพลาดแต่ละครั้ง00:37:40
00:37:40
เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้00:37:42
00:37:43
แทนที่เราจะเอาแต่คิดถึงสิ่งที่เราทำพลาด 00:37:46
00:37:46
ให้เราพยายามหาบทเรียนจากเรื่องนั้น00:37:49
00:37:49
ถึงแม้ว่าความทรงจำนั้น
อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่00:37:53
00:37:53
แต่มันก็จะเป็นประโยชน์กับเรา00:37:55
00:37:57
หัวหน้าครอบครัวมีหน้าที่
รับผิดชอบหลายเรื่องที่สำคัญ00:38:01
00:38:01
เขาต้องทำหลายอย่างเพื่อดูแลครอบครัว00:38:04
00:38:04
ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์
และด้านความเชื่อ00:38:08
00:38:08
ให้เรามาดูว่าหัวหน้าครอบครัวคนหนึ่ง
เขาทำแบบนั้นได้ยังไง00:38:11
00:38:11
ในมิวสิควีดีโอเดือนนี้ที่ชื่อ00:38:14
00:38:14
อย่ายอมให้ตัวเองท้อใจ00:38:16
00:38:39
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:38:44
00:38:44
มีพระเจ้าคอยชี้นำ00:38:47
00:38:47
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ00:38:50
00:38:50
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:38:54
00:38:54
พระองค์ช่วยฉันได้00:38:57
00:38:57
และไม่ทิ้งฉันเลย00:39:02
00:39:08
ไม่เคยทิ้งฉันเลย00:39:13
00:39:20
ชีวิตทุกวันนี้00:39:23
00:39:23
มีแต่เรื่องกังวล00:39:26
00:39:26
ฉันต้องทุกข์ทน00:39:29
00:39:29
สับสนไม่รู้ทาง00:39:31
00:39:31
พยายามจะสู้00:39:34
00:39:34
แต่ดูมันน่ากลัว00:39:36
00:39:36
และฉันก็รู้ตัว00:39:38
00:39:38
มัวแต่พึ่งในตัวเอง00:39:41
00:39:41
มีวันที่อยากไปให้ไกล 00:39:44
00:39:44
จะจำเอาไว้ที่ว่า00:39:47
00:39:47
พระยะโฮวาคอยป้องกัน00:39:50
00:39:50
และฉันไม่ยอมไปไหน00:39:54
00:39:55
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:40:00
00:40:01
มีพระเจ้าคอยชี้นำ00:40:03
00:40:03
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ00:40:06
00:40:06
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:40:11
00:40:11
พระองค์ช่วยฉันได้00:40:14
00:40:14
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)00:40:20
00:40:20
พระองค์ช่วยฉันได้00:40:24
00:40:24
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)00:40:31
00:40:37
บางทีเรากลุ้มใจ00:40:39
00:40:39
ไปกับเรื่องเล็กน้อย00:40:42
00:40:42
ในใจไม่ยอมปล่อย00:40:45
00:40:45
คอยแต่คิดเครียดไปเอง00:40:47
00:40:47
แต่พอได้ใคร่ครวญ00:40:50
00:40:50
และทวนดูให้ดี00:40:52
00:40:52
ก็รู้ว่าต้องมี00:40:55
00:40:55
ความคิดเหมือนพระเจ้า00:40:58
00:40:58
มีวันที่อยากไปให้ไกล00:41:00
00:41:00
จะจำเอาไว้ที่ว่า00:41:03
00:41:03
พระยะโฮวาคอยป้องกัน00:41:06
00:41:06
และฉันไม่ยอมไปไหน00:41:11
00:41:11
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:41:16
00:41:16
มีพระเจ้าคอยชี้นำ00:41:19
00:41:19
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ00:41:22
00:41:22
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:41:26
00:41:26
พระองค์ช่วยฉันได้00:41:29
00:41:29
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)00:41:37
00:41:37
พระองค์ช่วยฉันได้00:41:40
00:41:40
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)00:41:48
00:41:48
พระองค์ช่วยฉันได้00:41:50
00:41:50
และไม่ทิ้งฉันเลย00:41:55
00:41:58
มีพระเจ้าคอยชี้นำ00:42:01
00:42:01
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ00:42:03
00:42:03
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:42:08
00:42:08
พระองค์ช่วยฉันได้00:42:11
00:42:11
และไม่ทิ้งฉันเลย00:42:17
00:42:37
หัวหน้าครอบครัวครับ00:42:39
00:42:39
พระยะโฮวาเห็นว่าคุณรักและ
ดูแลครอบครัวของคุณอย่างดี00:42:43
00:42:43
ถึงแม้ว่าจะไม่ง่าย00:42:45
00:42:45
แต่ถ้าคุณไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ00:42:48
00:42:49
พระยะโฮวาจะช่วยให้ครอบครัวของคุณ00:42:51
00:42:51
มีความสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน00:42:54
00:42:55
ในวีดีโอชุดค้นหาความรู้ที่มีค่า00:42:58
00:42:58
เราจะเห็นวิธีที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุด00:43:01
00:43:01
จากการอ่านคัมภีร์ไบเบิล00:43:02
00:43:02
ตอนนี้เราถึงหนังสือเล่มสุดท้าย
ของไบเบิล ภาคภาษาฮีบรูแล้ว00:43:06
00:43:06
คือหนังสือมาลาคี 00:43:07
00:43:07
ให้เรามาดูว่าเราเรียนอะไรได้
จากพระยะโฮวา ‘ผู้เป็นช่างถลุง’00:43:12
00:43:17
ไม่น่าเชื่อเลย เรามาถึงผู้พยากรณ์
คนสุดท้ายใน 12 คนแล้ว!00:43:21
00:43:21
ใช่ พอเราค้นคว้าด้วยกันแบบนี้
มันผ่านไปเร็วมาก00:43:25
00:43:25
คุณรู้ไหมฉันชอบคำแนะนำในหอฯ
ที่บอกให้ค้นดูว่า00:43:29
00:43:29
“ชีวิตของผู้คนเป็นยังไง
ในช่วงที่เขียนหนังสือเล่มนี้?”00:43:32
00:43:32
แล้วคุณเจออะไรที่น่าสนใจไหม?00:43:35
00:43:35
ก็เจอว่าคำพยากรณ์ของมาลาคี00:43:38
00:43:38
ไม่ได้เป็นแค่หนังสือเล่มสุดท้าย
ของภาคภาษาฮีบรูนะ00:43:41
00:43:41
แต่ยังเป็นเล่มสุดท้าย
ที่ถูกเขียนตามลำดับเวลาด้วย00:43:45
00:43:45
และถึงแม้พระยะโฮวาจะอดทน00:43:46
00:43:46
แล้วส่งผู้พยากรณ์หลายคน
มาหาอิสราเอลก่อนหน้านี้00:43:49
00:43:49
พวกเขาก็ยังกลับไปทำ
สิ่งที่พระยะโฮวาเกลียดเหมือนเดิม00:43:53
00:43:53
ใช่ 2 บทแรกบอกให้เรารู้
ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง00:43:57
00:43:57
ประชาชนไม่นับถือพระยะโฮวา00:43:59
00:43:59
พวกเขาเอาสัตว์พิการมาถวายพระองค์00:44:01
00:44:01
บางคนถึงกับทิ้งภรรยาของตัวเอง00:44:03
00:44:03
แล้วไปอยู่กับผู้หญิงที่ไม่ได้นมัสการพระเจ้า00:44:06
00:44:06
และพวกปุโรหิตก็ไม่ได้ว่าอะไร00:44:09
00:44:09
พูดตรงๆนะ ถ้าเป็นฉัน
ฉันไม่ช่วยพวกเขาแล้ว00:44:12
00:44:12
แต่พระยะโฮวาไม่ได้ทำอย่างนั้น
พระองค์เลยส่งมาลาคีไปช่วย00:44:16
00:44:16
อืม ก็จริง00:44:17
00:44:17
ตอนที่ผมอ่านหนังสือนี้
มีบางคำที่น่าสนใจมาก00:44:20
00:44:20
ผมว่าเราได้เรียนเยอะมาก00:44:22
00:44:22
ถ้าสังเกตว่าผู้เขียนเลือกคำ
และตัวอย่างเปรียบเทียบแบบไหน00:44:25
00:44:25
ฉันเห็นด้วย แล้วมีคำไหนเหรอที่คุณค้นเจอ?00:44:29
00:44:29
ที่บท 3 ข้อ 300:44:31
00:44:31
“พระยะโฮวาจะนั่งลงอย่างช่างถลุง
จะถลุงลูกหลานเลวี”00:44:36
00:44:36
สองคำที่ผมคิดถึงก็คือ
“ช่างถลุง” และ “นั่งลง”00:44:40
00:44:40
ดีจัง00:44:41
00:44:41
ผมค้นดู 2 คำนี้จาก
ห้องสมุดออนไลน์ของวอชเทาเวอร์00:44:45
00:44:45
หลังจากค้นผมก็เจอข้อมูลนี้00:44:47
00:44:47
ที่นี่บอกว่า “ขั้นตอนการถลุง
ในสมัยโบราณต้องใช้เวลานาน00:44:52
00:44:52
ช่างถลุงก็เลยต้องนั่ง
นั่งรอจนโลหะจะหลอมเหลว00:44:57
00:44:57
แล้วสะท้อนเหมือนกระจก
จนช่างถลุงเห็นตัวเองในนั้น”00:45:02
00:45:02
ผมคิดว่าพระยะโฮวาก็ทำแบบนี้
กับชาวอิสราเอลเหมือนกัน00:45:06
00:45:06
พระองค์ปล่อยให้พวกเขา
เจอความลำบาก00:45:09
00:45:09
ช่วยแก้ไขพวกเขา
และส่งผู้พยากรณ์มาช่วยหลายครั้ง00:45:13
00:45:13
พระองค์ถลุงพวกเขา
ทางด้านความเชื่ออย่างอดทน00:45:15
00:45:15
พระยะโฮวาใจดีมากเลยเนาะ00:45:18
00:45:18
แม้พวกเขาจะทำให้พระองค์ผิดหวัง00:45:21
00:45:21
แต่ก็ยังให้โอกาสพวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง00:45:23
00:45:23
พระองค์ยังช่วยพวกเขาต่อไป00:45:25
00:45:25
พระองค์นั่งและถลุงอย่างอดทน00:45:27
00:45:27
พระองค์ทำแบบนั้นกับอิสราเอล
และกับเราในทุกวันนี้ด้วย00:45:31
00:45:31
การถลุงอาจเป็นตอนที่เรา
ได้รับคำแนะนำจากพระคัมภีร์00:45:34
00:45:34
หรือจากตัวแทนของพระองค์
หรือเป็นความลำบากที่เราเจอ00:45:38
00:45:38
คำแนะนำอาจทำให้เราเจ็บ
และความลำบากที่เราเจออาจหนักมาก00:45:42
00:45:42
และไม่จบลงสักที00:45:44
00:45:44
แต่มันช่วยถลุงเราด้านความเชื่อ00:45:46
00:45:46
ใช่เลย00:45:47
00:45:47
แต่ทำไมพระองค์ทำแบบนั้น?00:45:48
00:45:48
เรื่องนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับพระยะโฮวา?00:45:51
00:45:51
เพราะพระยะโฮวาเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงได้00:45:54
00:45:54
ดังนั้นแม้ว่าการถลุงจะหนัก
และทำให้เราเจ็บมาก00:45:57
00:45:57
แต่เพราะพระองค์เห็นว่าเราพัฒนาได้แน่นอน00:46:00
00:46:00
ถ้างั้นการถลุงจากพระยะโฮวา
ก็ไม่ใช่การลงโทษ00:46:03
00:46:03
แต่เพราะพระองค์รัก00:46:05
00:46:05
ที่จริงพระยะโฮวาดลใจ
ให้มาลาคีเขียนไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า00:46:09
00:46:09
“เรารักพวกเจ้า”00:46:11
00:46:11
เราค้นเรื่องนี้ต่อกันดีไหม?00:46:13
00:46:13
หอสังเกตการณ์ ปี 2018
มีคำถามสำหรับคิดใคร่ครวญ เช่น00:46:17
00:46:17
“เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกยังไง?
และจะเอาเรื่องนี้ไปใช้ยังไง?”00:46:21
00:46:21
เป็นคำถามที่ดีนะที่จะเอาไปคิดใคร่ครวญ00:46:24
00:46:24
อืม พอคิดเรื่องนี้
ตอนที่เราได้รับคำแนะนำมันเจ็บจริงๆนะ00:46:29
00:46:29
แต่ถ้าไม่ลืมว่าที่พระยะโฮวาทำแบบนั้น
ก็เพราะพระองค์รักเรา00:46:33
00:46:33
เราก็จะตอบรับได้ง่ายขึ้น00:46:34
00:46:34
ก็เพราะพระยะโฮวารู้ว่าเราเปลี่ยนได้
แต่เราอะไม่รู้00:46:38
00:46:38
ผมอยากจะถามตัวเองว่า00:46:40
00:46:40
ผมยอมรับการถลุง
จากพระยะโฮวาจริงๆไหม?00:46:43
00:46:43
ผมรู้ว่ามีนิสัยบางอย่าง
ของตัวเองที่ต้องพัฒนา00:46:46
00:46:46
แต่ผมอธิษฐานเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน?00:46:48
00:46:48
ผมยอมรับคำแนะนำที่มาจาก
คัมภีร์ไบเบิลและจากองค์การไหม?00:46:52
00:46:52
ผมคิดจะเปลี่ยนจริงๆไหม
หรือผมไม่สนใจ?00:46:56
00:46:56
และตอนที่ผมเจอความลำบากล่ะ00:46:57
00:46:57
ผมมองแต่ปัญหาและเอาแต่ทุกข์ใจไหม?00:47:00
00:47:00
หรือผมยอมให้สิ่งเหล่านี้ถลุงผม
เพื่อจะมีนิสัยที่ดีขึ้น00:47:04
00:47:04
เช่น อ่อนโยนขึ้น และอดทนมากขึ้น00:47:07
00:47:07
พระองค์กำลังช่วยผม
ให้เห็นว่าต้องพัฒนาจุดไหนบ้าง?00:47:10
00:47:10
เป็นคำถามที่ดีมาก00:47:12
00:47:12
ที่จริงความร้อนสูงกับเวลา
ช่วยขับสิ่งไม่ดีออกมาจากโลหะ00:47:17
00:47:17
เหมือนกับตอนที่เราเจอความลำบาก00:47:19
00:47:19
การข่มเหง
หรือสถานการณ์ที่ตึงเครียดนานๆ00:47:22
00:47:22
มันยากที่จะรับมือ00:47:24
00:47:24
มันทำให้รู้ว่าเจตนา
และความรู้สึกที่แท้จริงของเราเป็นยังไง?00:47:28
00:47:28
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับฉันและบอกตรงๆ
ตอนนั้นฉันรับมือได้ไม่ดีเลย00:47:33
00:47:33
ฉันพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด
ฉันรู้สึกและก็คิดไม่ดี00:47:37
00:47:37
มันแย่มาก00:47:38
00:47:38
ตอนนั้นฉันคิดว่า
ฉันเป็นผู้ใหญ่ด้านความเชื่อแล้วนะ00:47:41
00:47:41
ไม่เป็นไร ผมเข้าใจคุณนะ00:47:43
00:47:43
ภาพเปรียบเทียบที่
พระยะโฮวาเป็นช่างถลุงให้กำลังใจเรา00:47:47
00:47:47
พระองค์รู้ว่าเราไม่สมบูรณ์แบบ
และในที่สุดมันต้องแสดงออกมา00:47:51
00:47:51
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระองค์มอง00:47:53
00:47:53
พระองค์มองส่วนดีที่เป็นเหมือนทอง00:47:55
00:47:55
ดังนั้นเมื่อพระยะโฮวาช่วยเรา
ให้เห็นจุดอ่อนของตัวเอง00:47:58
00:47:58
ให้มองว่าเป็นโอกาสที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น00:48:01
00:48:01
ไม่ใช่ให้เราท้อและยอมแพ้00:48:03
00:48:03
เป็นจุดที่ดี00:48:05
00:48:05
พระองค์อาจยอมให้ฉันเจอความยากลำบาก00:48:07
00:48:07
เพราะพระองค์รู้ว่าฉันพัฒนาได้00:48:09
00:48:09
ลองคิดดูว่าพระองค์จะรู้สึกยังไง00:48:11
00:48:11
เมื่อเห็นผมกับคุณสะท้อนคุณลักษณะ
ของพระองค์ออกมา?00:48:14
00:48:14
ก็จริง00:48:15
00:48:15
แล้วเราก็ยังสะท้อนคุณลักษณะ
ของพระองค์ได้ตอนที่เรามองคนอื่น00:48:19
00:48:19
ฉันเห็นข้อดีของคนอื่นไหม?00:48:21
00:48:21
ฉันมองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้00:48:24
00:48:24
แบบที่พวกเขาจะเป็นในโลกใหม่ไหม?00:48:26
00:48:26
หรือฉันเห็นแต่ข้อเสียของพวกเขา?00:48:28
00:48:28
เรามองออกไหมว่าพระยะโฮวา
รักพวกเขาตรงไหน?00:48:31
00:48:31
นิสัยบางอย่างของเขาที่เรารำคาญ00:48:34
00:48:34
อาจกลายเป็นข้อดี
ในงานมอบหมายบางอย่างก็ได้00:48:37
00:48:37
ใช่เลย00:48:38
00:48:38
ในชีวิตคู่ก็เหมือนกัน00:48:39
00:48:39
ฉันอยากจะมองที่ทอง00:48:41
00:48:41
ซึ่งก็คือส่วนดีของกันและกัน
ไม่ใช่มองจุดอ่อนหรือข้อเสีย00:48:46
00:48:46
ไม่ว่าเราจะแต่งงานกันมานานแค่ไหนแล้ว00:48:48
00:48:48
ผมอยากมองอย่างที่พระยะโฮวามองว่า
เราพัฒนาได้00:48:52
00:48:52
นี่เราค้นดูแค่ข้อเดียวนะ ยังดีขนาดนี้เลย!00:48:56
00:48:56
ผมเห็นด้วย00:48:58
00:48:58
เราได้เรียนเยอะมากเมื่อเราคิดถึง
ชีวิตผู้คนในสมัยของมาลาคี00:49:02
00:49:02
ค้นคว้าคำสำคัญเพิ่มเติม
และคิดว่าจะเอาไปใช้ยังไง00:49:05
00:49:05
มีอีกหลายเรื่องให้เราค้นเลย00:49:07
00:49:07
เช่น คำพยากรณ์ของมาลาคี
เกี่ยวข้องกับเมสสิยาห์ยังไง?00:49:11
00:49:11
เล่มนี้เป็นคำพยากรณ์ที่ลึกซึ้งจริงๆ00:49:14
00:49:14
ใช่!00:49:15
00:49:15
มาลาคีเป็นผู้พยากรณ์คนสุดท้ายใน
พระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรู00:49:18
00:49:18
ก่อนเมสสิยาห์จะมา00:49:20
00:49:20
แต่ข่าวสารของเขาสำคัญกับเราด้วย00:49:22
00:49:22
มาลาคีพูดถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา00:49:25
00:49:25
และยอห์นก็พาเราไปถึงพระเยซู00:49:27
00:49:27
สุดยอดไปเลย!00:49:29
00:49:29
แล้วหนังสือเล่มนี้ก็ยังทำให้เราเห็นว่า
พระยะโฮวาเป็นห่วงผู้หญิง00:49:34
00:49:34
หรือคำที่ว่า “ชนชาติพิเศษ”
เกี่ยวกับเรายังไง?00:49:37
00:49:37
มีอีกหลายเรื่องในเล่มนี้
ที่ผมอยากค้นเพิ่มอีก00:49:40
00:49:40
การค้นคว้าเกี่ยวกับ
ผู้พยากรณ์เหล่านี้มีประโยชน์มาก00:49:44
00:49:44
เราได้เห็นความรักที่มั่นคง ความเมตตา
ความห่วงใยและพลังอำนาจของพระองค์00:49:49
00:49:49
เราเห็นคุณลักษณะของพระองค์ในทุกบท00:49:51
00:49:51
เราได้รู้จักพระยะโฮวามากขึ้นเยอะเลย00:49:54
00:49:54
ให้เราค้นหาความรู้ที่มีค่าต่อไป00:49:56
00:49:56
เรายังเรียนได้อีกมากจากคำของพระเจ้า00:49:59
00:50:02
พระยะโฮวาเป็นช่างถลุงองค์ยิ่งใหญ่00:50:05
00:50:05
พระองค์อดทนที่จะช่วยเรา
และองค์การของพระองค์00:50:09
00:50:09
ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ00:50:11
00:50:11
ขอคุณถามตัวเองว่า00:50:13
00:50:13
‘พระยะโฮวาถลุงฉันยังไง00:50:16
00:50:16
ให้เป็นผู้รับใช้ที่ดีขึ้นของพระองค์?’00:50:19
00:50:20
เราได้ดูเรื่องราวของผู้พยากรณ์ทั้ง 12 คน00:50:23
00:50:23
จากวีดีโอชุดค้นหาความรู้ที่มีค่า 00:50:26
00:50:26
แต่เพื่อจะสร้างวีดีโอที่สมจริง00:50:29
00:50:29
ทีมถ่ายทำก็ต้องสร้างฉากและ
องค์ประกอบต่างๆให้เข้ากับเรื่องนั้น00:50:33
00:50:33
เช่น หมู่บ้านของชาวอิสราเอล00:50:35
00:50:35
อาคารในปัจจุบัน00:50:37
00:50:37
หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้อง00:50:40
00:50:40
คุณนึกภาพออกไหมว่าทีมถ่ายทำ
เขาเตรียมฉากต่างๆกันยังไง?00:50:45
00:50:45
ให้เรามาดูกันครับ00:50:46
00:50:49
เป้าหมายหลักของเรา
ในทุกวีดีโอคือการสอน00:50:52
00:50:52
และก็ต้องเข้าถึงหัวใจด้วย00:50:54
00:50:54
และเพื่อจะทำแบบนั้นได้00:50:56
00:50:56
เราต้องทำให้แน่ใจว่าฉากต่างๆ
ในวีดีโอดูสมจริงสำหรับผู้ชม00:51:00
00:51:01
ดังนั้นก่อนเริ่มโปรเจ็ค00:51:03
00:51:03
เราต้องตัดสินใจก่อนว่า00:51:04
00:51:04
เราสามารถใช้สถานที่
ที่มีอยู่แล้วได้ไหม?00:51:07
00:51:07
หรือว่าเราต้องสร้างฉากขึ้นมาใหม่?00:51:09
00:51:09
เพราะเราใช้เงินบริจาคของพี่น้อง00:51:11
00:51:11
เราเลยต้องทำให้แน่ใจ
ว่าเราใช้เงินส่วนนี้อย่างดีที่สุด00:51:15
00:51:15
เรารู้ว่านี่คือเงินบริจาค
ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่น้อง00:51:19
00:51:19
เราเลยต้องคิดดีๆ 00:51:21
00:51:21
ว่าจะใช้เงินส่วนนี้
ให้คุ้มค่าที่สุดยังไงตอนที่สร้างฉาก00:51:25
00:51:25
ดังนั้นก่อนจะสร้างฉาก00:51:27
00:51:27
เราจะดูก่อนว่ามันจำเป็น
ต้องสร้างขึ้นมาใหม่จริงๆไหม00:51:31
00:51:32
บางครั้งพี่น้องท้องถิ่น
ก็อนุญาตให้ใช้บ้านของพวกเขาได้00:51:37
00:51:37
หรือเราอาจจะใช้ที่สาธารณะ
ถ้าได้รับอนุญาต 00:51:40
00:51:40
หรือเราอาจจะถ่ายทำที่เบเธล00:51:43
00:51:43
มีวีดีโอหนึ่งที่ทีมถ่ายทำ
ต้องใช้ฉากโรงพยาบาล00:51:48
00:51:48
แต่แทนที่จะสร้างฉาก
หรือไปถ่ายที่โรงพยาบาล 00:51:51
00:51:51
พวกเขาเห็นว่ามีหน้าต่างหนึ่งที่เบเธล
ดูเหมือนของโรงพยาบาลมาก00:51:55
00:51:55
และพวกเขาก็ใช้ที่นั่นถ่ายทำบางส่วน00:51:58
00:51:58
และใส่วีดีโอของเด็กทารกที่เรามีอยู่แล้วเข้าไป00:52:01
00:52:01
นี่เลยทำให้เราถ่ายทำฉากนี้เสร็จอย่างรวดเร็ว00:52:04
00:52:05
ในบางโปรเจ็ค00:52:06
00:52:06
เราไม่สามารถใช้สถานที่ที่มีอยู่แล้วได้00:52:09
00:52:09
เราเลยต้องคิดเกี่ยวกับ
การสร้างฉากใหม่ขึ้นมา00:52:11
00:52:11
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าต้องสร้างฉากใหม่00:52:14
00:52:14
คนที่ดูแลเรื่องการออกแบบฉาก
จะประชุมกันกับทีม 00:52:18
00:52:18
เพื่อจะดูว่าต้องทำอะไรบ้าง00:52:21
00:52:21
ผู้กำกับภาพจะทำงานกับทีม 00:52:23
00:52:23
เพื่อวางแผนว่าจะใช้มุมกล้องแบบไหน
เพื่อจะเล่าเรื่องออกมาได้ดี00:52:27
00:52:27
นี่จะช่วยให้คนที่ดูแล
เรื่องการออกแบบฉาก00:52:30
00:52:30
รู้ว่าแต่ละฉากมีอะไรบ้าง
และต้องโฟกัสที่ไหน00:52:34
00:52:34
เมื่อทำแบบนี้เราก็จะทำเฉพาะ
ฉากที่จำเป็นเท่านั้น00:52:38
00:52:39
ถ้าคุณทำงานด้านก่อสร้าง00:52:42
00:52:42
คุณก็มักจะสร้างอะไรที่ใช้งานได้นาน00:52:44
00:52:44
แต่การสร้างฉากของเรา
ไม่ได้ทำแบบนั้น00:52:47
00:52:47
เราต้องการฉากแบบที่ติดตั้งง่าย
และรื้อถอนได้เร็ว00:52:50
00:52:50
เราอยากให้มันออกมาดูดี
ถึงแม้จะใช้แค่ชั่วคราว00:52:54
00:52:54
หลายครั้งเราจะสร้างสิ่งต่างๆ
ให้ดูเหมือนของจริง แต่มันใช้งานไม่ได้00:53:00
00:53:00
อย่างเช่นห้องครัว00:53:01
00:53:01
เราสร้างฉากที่มีตู้
มีลิ้นชักแต่มันเปิดไม่ได้00:53:06
00:53:06
บันไดก็เหมือนกัน เราไม่ได้สร้างชั้น 2 จริงๆ00:53:10
00:53:10
แต่เราสร้างบันไดแค่ให้ดูว่าบ้านนี้มี 2 ชั้น00:53:14
00:53:14
นี่ช่วยให้ประหยัดทั้งเวลาและเงิน00:53:17
00:53:17
เวลาสร้างฉากเรามักจะใช้
แผ่นผนังประกอบฉาก 00:53:20
00:53:20
ซึ่งมันเป็นแผ่นผนังที่เราทำไว้ล่วงหน้า
แล้วเอามาประกอบทีหลัง00:53:25
00:53:25
มันทั้งง่ายและติดตั้งได้เร็ว00:53:27
00:53:27
และพอใช้งานเสร็จ
เราก็ไม่ได้ทิ้งมัน00:53:30
00:53:30
หลังจบโปรเจ็ค00:53:32
00:53:32
ถ้ามีสีหรือมีของติดอยู่บนผนัง
เราจะเอาส่วนนั้นออก00:53:36
00:53:36
เอาแม็กซ์หรืออะไรก็ตาม
ที่ติดอยู่ก่อนหน้านั้นออกให้หมด00:53:40
00:53:40
แล้วเราก็เอาไม้อัด
ขนาด 6 มิลแผ่นใหม่ติดเข้าไป00:53:44
00:53:44
ตอนนี้ก็เหมือนเราได้แผ่นผนัง
ประกอบฉากอันใหม่ 00:53:47
00:53:47
แผ่นประกอบฉากบางแผ่น
เราก็ใช้มากว่า 9 ปีแล้ว00:53:52
00:53:52
เวลาสร้างฉากใหม่00:53:54
00:53:54
เรามักจะคิดแต่แรกว่าเราจะเอาไปใช้
หรือดัดแปลงทำอะไรต่อได้อีก00:53:58
00:53:58
อย่างเช่น ตอนที่เราถ่ายละครเรื่องเฮเซคียาห์00:54:02
00:54:02
“พระยะโฮวา...ผมวางใจพระองค์”00:54:04
00:54:04
พี่น้องอยากให้เราใช้วัสดุแบบที่
เอากลับมาใช้ได้อีกให้มากที่สุด 00:54:08
00:54:08
ตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว00:54:10
00:54:10
วัสดุชุดเดิมพวกนั้น
เราก็ยังใช้งานได้อยู่00:54:14
00:54:14
แผนกของเราเลยพยายามหาวิธี00:54:16
00:54:16
ใช้วัสดุแบบที่สามารถ
เอากลับมาใช้งานได้อีก00:54:19
00:54:19
เช่น ฉากหนึ่งจากเรื่องโยสิยาห์
ก็เอากลับมาใช้ในเรื่องเนหะมีย์00:54:24
00:54:24
และในวีดีโอดาวิดด้วย00:54:26
00:54:27
และยังมีฉากหนึ่งด้วยที่เคยใช้
เป็นห้องเรียนสมัยปัจจุบัน00:54:31
00:54:31
และเราก็ดัดแปลงเป็นห้องเรียนสมัยก่อน00:54:34
00:54:34
และต่อมาก็ถูกเปลี่ยน
ให้กลายเป็นบ้านแบบอเมริกาใต้อีกที00:54:38
00:54:38
เรายังเคยสร้างฉากที่เป็นหอประชุม
แล้วก็ใช้ถ่ายทำหลายเรื่องด้วย00:54:43
00:54:43
มีการออกแบบขนาดของมัน
ให้เหมาะกับการถ่ายทำวีดีโอ00:54:47
00:54:47
คือเราใช้ประมาณ 30 คนก็ดูเต็มแล้ว00:54:50
00:54:50
ซึ่งหอประชุมจริงทำไม่ได้00:54:52
00:54:53
ห้องสมุดด้านหลังก็ถูก
ดัดแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ด้วย00:54:57
00:54:58
อย่างเช่นเราทำให้มัน
ดูเหมือนเป็นห้องนอนในบ้าน00:55:01
00:55:01
หรือใช้เป็นที่สำหรับสัมภาษณ์ก็ได้00:55:04
00:55:04
ตอนที่เราเอาฉากเดิมกลับมาใช้งานอีก00:55:07
00:55:07
เรามักจะกังวลว่าผู้ชมจะจำได้ว่า
เคยเห็นฉากนี้จากวีดีโอก่อน00:55:11
00:55:11
เราเลยจะใช้การตกแต่งเข้ามาช่วย00:55:14
00:55:14
แค่เปลี่ยนเล็กๆน้อยๆก็ทำให้
ห้องเดิมดูเหมือนเป็นห้องใหม่แล้ว00:55:18
00:55:18
ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเหมือนเป็นฉากใหม่ไปเลย00:55:21
00:55:22
สิ่งที่น่าภูมิใจยิ่งกว่าการออกแบบฉาก
ที่ทั้งดูสวยและสมจริง00:55:27
00:55:27
คือการแก้ปัญหาที่ทีมกำลังเจออยู่00:55:29
00:55:29
หรือการทำให้ขั้นตอนยากๆ
กลายเป็นขั้นตอนที่ง่ายขึ้น00:55:33
00:55:33
ผมชอบมากที่ได้ทำงาน
กับพี่น้องที่มีความสามารถ00:55:37
00:55:37
และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา00:55:39
00:55:39
พวกเขาสามารถเปลี่ยนสถานที่ธรรมดาๆ00:55:42
00:55:42
ให้กลายเป็นฉากที่ดูดีมากเมื่อถ่ายทำออกมา00:55:45
00:55:45
ทั้งหมดที่พวกเขาทำ
ก็เพื่อช่วยพี่น้องให้ได้เรียนรู้เรื่องสำคัญ00:55:49
00:55:49
มันสุดยอดมากเลยครับ00:55:51
00:55:55
วีดีโอเหล่านี้เป็นของขวัญ
จากพระยะโฮวาจริงๆ00:55:59
00:55:59
ผมมั่นใจว่าคุณคงเห็นค่า
วีดีโอต่างๆมากขึ้น00:56:03
00:56:03
หลังจากเห็นว่า00:56:04
00:56:04
พี่น้องของเราต้องเตรียมตัว
มากขนาดไหนเพื่อจะถ่ายทำ00:56:08
00:56:09
ในรายการเดือนนี้00:56:11
00:56:11
เราได้เห็นว่า00:56:12
00:56:12
เราสามารถใช้ความทรงจำ
ของเราเพื่อทำให้พระยะโฮวาพอใจได้00:56:16
00:56:16
โดยเต็มใจปรับเปลี่ยน00:56:18
00:56:18
ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น00:56:20
00:56:20
และยอมให้พระยะโฮวาถลุงเรา00:56:24
00:56:24
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยว
ที่ประเทศกัมพูชาครับ00:56:29
00:56:30
กัมพูชาตั้งอยู่ใจกลางทวีป
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 00:56:35
00:56:35
ประเทศนี้มีวัฒนธรรมที่งดงาม
และอาหารที่อร่อย00:56:39
00:56:39
ในตลาดสดที่วุ่นวาย00:56:41
00:56:41
ผู้คนจะมาซื้อวัตถุดิบไปทำอาหาร00:56:44
00:56:44
อาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งคือ อะม็อกเตร00:56:47
00:56:47
คือปลาผัดกับเครื่องแกงและห่อด้วยใบตอง00:56:50
00:56:50
ห่างจากตัวเมืองไม่ไกล00:56:52
00:56:52
คุณก็จะได้เจอกับธรรมชาติที่สวยงาม00:56:55
00:56:55
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คุณจะเจอน้ำตกใหญ่ที่สวยงาม00:56:59
00:56:59
และมีป่าสงวนซึ่งเป็นที่อยู่
ของช้างป่าเอเชียจำนวนมาก00:57:03
00:57:03
และนกช้อนหอยดำเหลือบ00:57:06
00:57:06
และยังมีทุ่งดอกบัวที่สวยงาม
ที่พบได้เกือบทุกจังหวัด00:57:10
00:57:10
กัมพูชายังเป็นแหล่งของ
พลอยเพทายที่มีสีเป็นเอกลักษณ์00:57:14
00:57:14
ซึ่งเรียกว่า “รัตนคีรีสีฟ้า”00:57:17
00:57:18
กว่าจะได้สีสันที่สวยงามและคงทนแบบนี้00:57:22
00:57:22
ช่างฝีมือจะต้องนำพลอย
ไปผ่านความร้อนสูง00:57:26
00:57:26
ในปี 195800:57:28
00:57:28
มิชชันนารีได้มาที่ประเทศกัมพูชา
และเริ่มงานประกาศ00:57:32
00:57:32
พอถึงปี 1965 00:57:35
00:57:35
มิชชันนารีหลายคนซึ่งรวมถึง
พี่น้องจอร์จและแครอล ครอว์ฟอร์ด00:57:38
00:57:38
ก็ต้องหนีออกจากประเทศเนื่องจาก
ความไม่สงบทางการเมือง00:57:42
00:57:42
ที่จริงในตอนนั้นงานประกาศ
และการประชุมถูกสั่งห้าม00:57:47
00:57:47
นี่ทำให้ไม่มีพยานพระยะโฮวา
ในประเทศกัมพูชาเลย00:57:51
00:57:51
เป็นเวลาเกือบ 25 ปี00:57:54
00:57:54
แต่พระยะโฮวาไม่เคยลืมคนที่มี
หัวใจดีในประเทศกัมพูชา00:57:58
00:57:58
แล้วพอถึงปี 1993 พยานพระยะโฮวา
ก็ถูกรับรองทางกฎหมาย00:58:04
00:58:04
แล้วมิชชันนารีก็กลับมาประกาศได้อีกครั้ง00:58:07
00:58:07
ตอนนี้เป็นเวลา 33 ปีแล้วที่เรากลับมา
ทำงานประกาศได้อีกครั้ง00:58:12
00:58:12
มีพี่น้องมากกว่า 1,200 คนที่นี่00:58:14
00:58:14
และคนที่กำลังศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
มากถึง 1,400 คน00:58:18
00:58:19
เพราะความสวยงามของประเทศกัมพูชา00:58:22
00:58:22
และผู้คนที่มีจิตใจดี00:58:24
00:58:24
ทำให้พี่น้องชายหญิงหลายร้อยคน00:58:26
00:58:26
จากประเทศต่างๆทั่วโลก
ที่ได้มาเที่ยวประเทศนี้00:58:30
00:58:30
ได้ตัดสินใจที่จะย้ายมารับใช้ที่กัมพูชา00:58:34
00:58:36
ไม่นานมานี้00:58:38
00:58:38
เราเพิ่งได้จัดโรงเรียนผู้ประกาศ
การปกครองของพระเจ้าเป็นครั้งแรก00:58:42
00:58:42
พี่น้องชายหญิงทั้ง 20 คนได้รับ
ประโยชน์มากจากโรงเรียนนี้00:58:47
00:58:47
ซึ่งรวมถึงมิชชันนารีคู่หนึ่งด้วย00:58:50
00:58:50
ที่เคยจบจากโรงเรียนกิเลียด
เมื่อนานมาแล้ว00:58:53
00:58:53
ในปี 199900:58:56
00:58:56
พี่น้องหนุ่มสาวเหล่านี้00:58:58
00:58:58
ได้รับประโยชน์มากมายจาก
ประสบการณ์ของพี่น้องมิชชันนารี00:59:02
00:59:02
นักเรียน 2 คนได้รับมอบหมาย
ให้ไปที่ประชาคมชบาอัมพอว์00:59:07
00:59:07
ประชาคมนี้ถูกมอบหมายให้
ไปประกาศในเขตที่ห่างไกล00:59:11
00:59:11
ของจังหวัดสวายเรียง00:59:12
00:59:12
ซึ่งอยู่ห่างออกไป 120 กิโลเมตร
หรือ 75 ไมล์00:59:17
00:59:17
พี่น้องในกลุ่มสวายเรียงเข้าร่วม
การประชุมทางออนไลน์00:59:21
00:59:21
พี่น้องจากชบาอัมพอร์00:59:23
00:59:23
จะไปประกาศกับกลุ่มสวายเรียง
และให้กำลังใจพี่น้องที่นั่นเป็นระยะๆ00:59:29
00:59:29
พี่น้องจากประชาคมชบาอัมพอว์00:59:32
00:59:33
และกลุ่มโดดเดี่ยวที่อยู่ในจังหวัดสวายเรียง00:59:36
00:59:36
ได้ฝากความรักและคำทักทาย
มาให้พวกเราทุกคนครับ00:59:40
00:59:44
เราได้รับกำลังใจจริงๆ
ที่ได้เห็นว่าพี่น้องของเรา00:59:47
00:59:47
กำลังรับใช้พระยะโฮวาอย่างขยันขันแข็ง00:59:50
00:59:50
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW® 00:59:54
00:59:54
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา00:59:58
รายการโทรทัศน์ JW—พฤศจิกายน 2026
-
รายการโทรทัศน์ JW—พฤศจิกายน 2026
ยินดีต้อนรับสู่รายการโทรทัศน์ JW® ครับ
ในรายการเดือนนี้
เราจะได้ดูว่าถ้าเราเต็มใจ
ปรับเปลี่ยนความคิด
เราจะได้รับประโยชน์อะไร?
เราจะได้เรียนจาก 2 ครอบครัวที่
แสดงความรักและน้ำใจต้อนรับ
และพวกเขาก็ได้รับพรมากมายจากสิ่งที่ทำ
เราจะได้เข้าใจมากขึ้นว่าพระยะโฮวาฝึกเรา
และองค์การของพระองค์ให้ดีขึ้นยังไง
แล้วผลจะเป็นยังไงถ้าเรายอมรับการฝึก
นอกจากนั้นเราจะดูด้วยว่าครอบครัว
ของเราจะได้รับพรอะไร
ถ้าเราให้พระยะโฮวาสำคัญที่สุดในชีวิต
นี่คือรายการเดือนนี้ครับ
เรื่องที่เราจะคุยกันวันนี้คือ
“ใช้ความจำของเราอย่างฉลาด”
คุณอาจสงสัยว่า
‘จะทำแบบนั้นได้ยังไง?
ผมควบคุมความจำของผมไม่ได้หรอก’
จะว่าไปก็จริงครับ
แต่เราเลือกได้ครับ
ว่าจะคิดเรื่องนั้นต่อไปเรื่อยๆไม่หยุดหรือเปล่า
ให้เรามาคุยกันว่า
เราจะเรียนอะไรได้จากพระยะโฮวา
เรื่องการใช้ความจำ?
และเราจะดูด้วยว่าจะใช้ความจำของเรา
เพื่อแสดงความรักและรับใช้คนอื่นได้ยังไง?
ทีนี้พระยะโฮวาเลือกจำอะไรเกี่ยวกับเรา?
ให้เรามาดูพระคัมภีร์ด้วยกันที่ฮีบรู 6:10
“พระเจ้าไม่ทำสิ่งที่ชั่ว
พระองค์จึงไม่มีวันลืมงานที่พวกคุณทำ
และความรักที่พวกคุณมีต่อชื่อของพระองค์
คือที่พวกคุณรับใช้พวกผู้บริสุทธิ์
และยังคงรับใช้อยู่”
พระยะโฮวาจำอะไรครับ?
พระยะโฮวาสนใจจำสิ่งดีที่เราทำ
ในข้อมูลสำหรับศึกษาบอกว่า
“ในมุมมองของพระเจ้า
พระองค์ถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์
ถ้าพระองค์ไม่จดจำสิ่งดี
ที่ผู้รับใช้ของพระองค์ทำ”
นี่ทำให้เห็นว่าพระยะโฮวารักและสนใจ
ผู้รับใช้ของพระองค์มากจริงๆ
ก็จริงที่พระยะโฮวารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา
ไม่ว่าจะเป็นความผิดเล็กๆ
หรือความผิดร้ายแรงของเรา
แต่พระองค์ไม่ได้เอาแต่มอง
สิ่งไม่ดีเหล่านี้ของเรา
เพื่อจะเห็นภาพ
เราอาจเปรียบความจำของเราเหมือนห้องสมุด
พระยะโฮวารู้จักหนังสือทุกเล่ม
ที่อยู่บนชั้นหนังสือทุกชั้น
หนังสือบางเล่มบันทึกความผิดและบาปของเรา
ส่วนเล่มอื่นๆบันทึกความดีของเรา
และพระองค์ก็รู้ด้วยว่าหนังสือที่
บันทึกเรื่องไม่ดีของเราอยู่ตรงไหน
แต่พระองค์เลือกที่จะอ่าน
และสนใจเฉพาะเล่มที่บันทึกความดีของเรา
ตัวอย่างของพระยะโฮวาช่วยเรายังไง
ให้ใช้ความจำอย่างฉลาด?
ให้เรากลับไปดูฮีบรู 6:10 อีกครั้ง
เราจะดู 2 อย่างที่ข้อนี้พูดถึง
อย่างแรก ความรักที่พวกเรามีต่อชื่อของพระเจ้า
เรารู้ว่าเราได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อพระยะโฮวา
และหน้าที่รับผิดชอบที่จะทำให้คนอื่น
มายกย่องสรรเสริญพระองค์
ทั้งคำพูด
การแต่งตัว
และการกระทำของเรา
จะทำให้คนอื่นสรรเสริญพระยะโฮวา
หรือมองพระองค์ไม่ดีก็ได้
ที่จริง 1 โครินธ์ 10:31
เตือนเราว่า ไม่ว่าจะทำอะไร
ให้ทำ “ทุกสิ่งแบบที่จะทำให้พระเจ้า
ได้รับการยกย่องสรรเสริญ”
เราอยากทำให้ทุกคนเห็นชัดว่า
ชื่อของพระยะโฮวาศักดิ์สิทธิ์
และสำคัญมากสำหรับเรา
และเรายังแสดงความรักต่อชื่อของพระเจ้าได้
โดยการประกาศชื่อของพระองค์
ก็คือประกาศข่าวดีเรื่องรัฐบาลของพระเจ้า
ดังนั้น เราสนใจที่คุณภาพในงานรับใช้ของเรา
เราเลยต้องเตรียมตัวก่อนไปประกาศ
ก็จริงที่เราอยากจะเริ่มคุยกับทุกคน
แต่เราต้องไม่ลืมว่าเราจะคุยกับเขา
ในเรื่องที่ช่วยเขาได้จริงๆ
เราต้องจำไว้ด้วยว่า
เราต้องตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อพร้อม
จะประกาศอย่างไม่เป็นทางการ
ให้เราตั้งเป้าส่วนตัวของเราเอง
และถ้าสภาพการณ์ของเราทำได้
ก็ควรจัดเวลาไว้ทุกสัปดาห์
เพื่อร่วมในงานประกาศ
เป้าหมายของเราก็คือ “ทำทุกอย่างเพื่อข่าวดี”
และแสดงว่าเรารักพระยะโฮวา
และชื่อของพระองค์มากแค่ไหน
อย่างที่ 2 ที่พูดถึงในฮีบรู 6:10
ที่เราจะคุยกันก็คือ
“รับใช้พวกผู้บริสุทธิ์และยังคงรับใช้อยู่”
พวกผู้บริสุทธิ์ในที่นี้หมายถึง
คริสเตียนผู้ถูกเจิมของพระคริสต์
คริสเตียนในสมัยนั้นรับใช้พี่น้อง
ผู้ถูกเจิมทั้งชายและหญิงในหลายๆวิธี
พวกเขาให้เงินและสิ่งของ
กับพี่น้องที่มีความจำเป็น
เปาโลชมเชยพวกเขาที่ช่วยพี่น้องในอดีต
และยังคงช่วยเหลือสนับสนุนต่อไปไม่หยุด
หลักการในฮีบรู 6:10
ใช้ได้กับพวกเราที่เป็นผู้รับใช้
ของพระเจ้าในทุกวันนี้ด้วย
ขอจำไว้ว่า ให้เราทำดีต่อคนอื่น
เรารู้สึกขอบคุณเมื่อมี
คนใจดีต่อเราหรือเมตตาเรา
เรามีความสุขมากกว่านั้นอีก
เมื่อความรักกระตุ้นเราให้เราเป็นฝ่ายให้
ที่จริงสิ่งดีที่เราจะทำเพื่อคนอื่นมันมีเยอะมาก
เยอะจริงๆ
เราอาจจะแบ่งปันอาหาร
เสื้อผ้า
หรือที่พักให้กับคนที่จำเป็นต้องได้รับ
อาจเป็นพี่น้องที่เจอภัยพิบัติ
หรือคนที่เจ็บป่วยร้ายแรง
หรือพี่น้องที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ
อีกวิธีหนึ่งก็คือ ชมเชย
และให้กำลังใจพี่น้องที่อยู่ในประชาคม
และวิธีหนึ่งที่สำคัญเป็นพิเศษ
ที่จะทำดีกับพี่น้องได้ก็คือ
อธิษฐานเพื่อพวกเขาครับ
จริงๆแล้วไม่ว่าสภาพการณ์ของเราจะเป็นยังไง
เราอยากจะทำตามสิ่งที่
บอกไว้ในสุภาษิต 3:27
“อย่ากีดกันสิ่งดีๆไว้จากคนที่สมควรได้รับ
ในเมื่อลูกมีกำลังที่จะช่วยเขาได้”
เมื่อเราจำไว้เสมอว่าเราจะแสดงความรัก
ต่อชื่อของพระเจ้าและช่วยเหลือคนอื่น
เราก็กำลังใช้ความจำของเราอย่างฉลาด
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับความจำก็คือ
บางครั้งเรากลับจำสิ่งที่เราอยากจะลืม
โดยเฉพาะตอนที่มีคนทำไม่ดีกับเรา
เราจำได้แม่นเลย
ความจำเกี่ยวกับคนนั้นและสิ่งที่เขาทำกับเรา
อาจทำให้เราโกรธไม่หาย
เก็บมันไว้ไม่ลืม
และยากมากที่จะรักษาแผลนั้น
ให้เรามาดู 2 ตัวอย่างที่ต่างกันมาก
เราจะเริ่มจากเรื่องของกษัตริย์ดาวิดกับชิเมอี
ชิเมอีเป็นญาติกับกษัตริย์ซาอูล
และเขาโกรธดาวิดไม่หายนานหลายปี
เพราะเขาโทษว่าดาวิดทำให้ลูกหลาน
ของกษัตริย์ซาอูลไม่ได้เป็นกษัตริย์สักคน
2 ซามูเอลบท 16 บอกว่า
ชิเมอีตะโกนด่าดาวิดและขว้าง
ก้อนหินใส่ดาวิดกับคนของเขา
สิ่งที่เขาทำเป็นการดูถูก
เหยียดหยามดาวิดอย่างมาก
ถึงขนาดที่อาบีชัย
คนของดาวิดขอไปฆ่าชิเมอี
แต่ดาวิดไม่ให้เขาทำ
ดาวิดพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แก้แค้น
และฝากเรื่องนั้นไว้กับพระยะโฮวา
ดาวิดไม่ได้ตอบโต้
เขาควบคุมตัวเองได้ดีจริงๆ
ต่อมาตอนที่ดาวิดกลับไปเป็นกษัตริย์
ชิเมอีกลับใจและขอให้ดาวิดให้อภัยเขา
แต่อาบีชัยก็ยังอยากฆ่าเขาอยู่
แล้วดาวิดก็ห้ามเขาอีกครั้ง
ดาวิดถึงกับสาบานว่าเขาจะไม่ฆ่าชิเมอี
ดาวิดรับมือกับเรื่องนี้ในแบบที่
เห็นชัดเลยว่าพระยะโฮวาต้องพอใจเขามาก
แต่ก่อนเขาจะตาย
ให้เรามาดูว่าดาวิดพูดอะไร
กับโซโลมอนลูกของเขา
ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 2:8, 9
“แล้วยังมีชิเมอีลูกเกรา
ตระกูลเบนยามินจากหมู่บ้านบาฮูริมด้วย
เขาเคยแช่งด่าพ่ออย่างเจ็บแสบ
ตอนที่พ่อกำลังจะไปมาหะนาอิม
แต่ตอนที่เขามาหาพ่อที่แม่น้ำจอร์แดน
พ่อก็สาบานกับเขาต่อหน้าพระยะโฮวาว่า
จะไม่ฆ่าเขาด้วยดาบ
แต่ตอนนี้ อย่าปล่อยเขาไว้
ลูกเป็นคนฉลาด
และรู้ว่าควรทำยังไงกับเขา
ลูกต้องฆ่าคนหัวหงอกคนนี้ซะ”
ตอนที่ดาวิดเจอชิเมอีครั้งแรก
เขาน่าจะอายุประมาณ 60 ต้นๆ
และตอนที่เขาตาย เขาอายุ 70
แสดงว่าประมาณเกือบ 10 ปี
ดาวิดไม่เคยลืมสิ่งที่ชิเมอีทำ
เขาจดจำเรื่องของชิเมอีไว้
แล้วคัมภีร์ไบเบิลก็ไม่ได้บอกว่า
ทำไมดาวิดทำแบบนั้น
แต่เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า
ถ้ามีคนทำไม่ดีกับเรา
หรือทำร้ายเรา
เราก็จะรู้สึกว่ายากมากที่จะลืมเรื่องนั้น
ทั้งๆที่เราก็รับมือได้ดีแล้วตอนที่เกิดเรื่อง
และความเจ็บปวดนั้นก็ยังอยู่กับเรา
ไปอีกนานหลายปี
ดังนั้นอะไรจะช่วยเราให้อภัยเขา
และเลิกคิดถึงสิ่งที่เขาทำไม่ดีกับเรา?
ให้เรามาดูตัวอย่างของพระเยซู
ตอนที่อยู่กับเปโตร
ในคืนที่พระเยซูถูกจับ
เปโตรสัญญากับพระเยซูว่า
เขาจะไม่มีวันทิ้งท่าน
แต่แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
เปโตรบอกว่าไม่รู้จักพระเยซู
ไม่ใช่แค่ครั้ง 2 ครั้ง
แต่ถึง 3 ครั้ง
ลองคิดดูนะครับ
พระเยซูกำลังเจอการทดสอบ
ที่หนักที่สุดในชีวิตของท่านบนโลกนี้
เป็นช่วงเวลาที่ท่านต้องการ
ความช่วยเหลือจากเพื่อนๆมากที่สุด
แต่สาวกของท่านรวมทั้งเปโตร
เพื่อนสนิทของท่านก็ทิ้งท่านไปหมด
แต่ทันทีที่เปโตรรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
เขาก็ร้องไห้เสียใจอย่างหนัก
เพราะรู้สึกผิด
แล้วพระเยซูทำยังไง?
หลังจากท่านฟื้นขึ้นจากตาย
1 โครินธ์ 15:5 บอกว่า ท่านไปหาเปโตร
ท่านใช้โอกาสนี้เพื่อไปต่อว่าเปโตรไหม?
ไปบอกว่าท่านผิดหวังแค่ไหนในตัวเปโตรไหม?
ให้เรามาดูคำตอบกันครับ
ที่มาระโก 16:7
ขอสังเกตสิ่งที่ทูตสวรรค์บอกกับผู้หญิง
ที่มาอยู่หน้าอุโมงค์ฝังศพของพระเยซู
“ไปบอกพวกสาวกและเปโตรด้วยว่า
‘พระเยซูจะไปรอพบพวกคุณที่แคว้นกาลิลี
พวกคุณจะได้พบท่านที่นั่น
เหมือนที่ท่านเคยบอกไว้’”
จากข้อมูลฉบับศึกษาของข้อนี้บอกว่า
“ดูเหมือนว่าก่อนที่พระเยซูจะ
ปรากฏตัวให้พวกสาวกเห็น
ท่านไปหาเปโตรที่อยู่ตามลำพัง
การที่เปโตรได้รับความสนใจเป็นส่วนตัว
และการที่ทูตสวรรค์พูดถึงชื่อเขาโดยเฉพาะ
คงต้องทำให้เปโตรมั่นใจว่า
พระเยซูให้อภัยเขา
ที่ได้ปฏิเสธว่าไม่รู้จักท่านถึง 3 ครั้ง”
นี่ต้องทำให้เปโตรรู้สึกโล่งใจมากจริงๆ
ที่จริง พระเยซูไม่ได้ลืมสิ่งที่เปโตรทำ
แต่พระเยซูเลือกที่จะจำ
ไม่ใช่ความผิดของเปโตร
แต่จำคุณลักษณะดีๆที่เขามี
พระเยซูไม่ใช่แค่ให้อภัยเปโตรเท่านั้น
แต่ท่านยังให้งานที่พิเศษกับเขา
ในการดูแลพี่น้องของท่านด้วย
พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ
ถ้าเพื่อนของเราทำให้เราเจ็บ
ให้เราเลียนแบบพระเยซู
และใช้ความจำของเราอย่างฉลาด
ให้เรามาดูตัวอย่างสุดท้าย
เพื่อเราจะใช้ความจำของเราอย่างฉลาด
เป็นตัวอย่างของดาวิดเหมือนกันครับ
เขาจดจำเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต
ที่พระยะโฮวาเคยช่วยเขาให้รอด
ความทรงจำเหล่านั้น
ช่วยให้เขามั่นใจว่าจะอดทนได้
ไม่ว่าจะเจอปัญหาที่หนักขนาดไหน
ให้เรามาดูคำพูดของเขาด้วยกัน
ที่สดุดี 27:2, 3
“เมื่อพวกคนชั่วที่เป็นศัตรูของผม
มาทำร้ายและจะกินเนื้อผม
พวกเขาก็สะดุดล้มลง
แม้มีกองทัพมาตั้งค่ายล้อมผม
ผมก็จะไม่กลัว
แม้มีคนมาทำสงครามกับผม
ผมก็ยังมั่นใจในพระองค์”
นี่คือสิ่งที่ดาวิดตั้งใจไว้
“ผมก็จะไม่กลัว”
“ผมก็ยังมั่นใจในพระองค์”
เราทุกคนจะพัฒนาความมั่นใจ
แบบดาวิดได้ไหม?
ได้ครับ
ถ้าเราใช้ความจำของเราอย่างฉลาด
ตัวอย่างเช่น
คุณเคยเจอปัญหาที่ยากจะแก้ไขไหม
แล้วก็อธิษฐานขอให้พระยะโฮวาช่วย
จากนั้นก็เห็นว่า
พระองค์ให้สติปัญญา
และกำลังกับคุณเพื่อจะรับมือได้
หรือเห็นว่าปัญหามันถูกแก้ไข
ในแบบที่คุณคาดไม่ถึง
ขอให้จำเรื่องนั้นไว้
คุณเคยอยากที่จะทำงานรับใช้
พระยะโฮวามากขึ้นไหม
แล้วก็เห็นวิธีที่พระองค์เอาปัญหา
ที่ใหญ่เหมือนภูเขาออกไป
เพื่อให้คุณทำงานรับใช้ตามเป้าหมายได้
ขอให้จำเรื่องนั้นไว้
ตลอดชีวิตของเรา
เราจะสร้างความทรงจำอีกมากมาย
เมื่อเราทำสิ่งต่างๆกับพี่น้อง
ขอให้เรามองคุณลักษณะดีๆมากมาย
ของพี่น้องชายหญิงของเรา
และจดจำสิ่งดีที่พวกเขาทำ
และเมื่อเราตรวจดูหัวใจของเรา
เราอยากจะเลิกคิดสิ่งไม่ดีต่างๆ อย่างเช่น
การแก้แค้นและความอิจฉา
และพัฒนาคุณลักษณะที่ดีต่อไป เช่น
ความรักและการให้อภัย
และขอให้จำไว้เสมอว่า
พระยะโฮวาช่วยเรามาแล้วยังไง
แล้วพระองค์กำลังช่วยเรายังไงในตอนนี้
เรามั่นใจได้เลยว่าไม่ว่าปัญหา
จะหนักหนาแค่ไหน
เราก็จะผ่านมันไปได้
ถ้าเราใช้ความจำของเราอย่างฉลาด
นอกจากเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลแล้ว
เรายังมีประสบการณ์ของพี่น้องในปัจจุบัน
ที่ใช้ความจำของตัวเองอย่างฉลาด
หนึ่งในนั้นก็คือพี่น้องดอน ชเวนนิง
ตลอดชีวิตที่เขารับใช้
เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ในองค์การของพระเจ้า
เรื่องนี้สอนอะไรเขา?
ประวัติศาสตร์ของประชาชน
ของพระยะโฮวาในยุคปัจจุบัน
เป็นเรื่องราวของการเติบโต
ความก้าวหน้า
และการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ผมมีโอกาสได้เห็นการเปลี่ยนแปลง
หลายอย่างเกิดขึ้น
มีทั้งน่าตื่นเต้น
และบางครั้งก็น่ากลัว
แต่ก็เกิดผลดีเสมอ
เหมือน “เอาทองคำมาแทนทองแดง”
ผมชื่อดอน ชเวนนิง
ผมรับใช้พระยะโฮวามา 70 กว่าปีแล้ว
และจะรับใช้ตลอดไป
พ่อเจอความจริงตอนที่
เพื่อนร่วมงานให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง
และไม่นานครอบครัวเราก็เริ่มไปประชุม
นั่นเป็นการเปลี่ยนแปลง
ครั้งใหญ่สำหรับเรา
และเราก็ได้รับการต้อนรับ
อย่างอบอุ่นจากประชาคมนั้น
พี่น้องทำให้ผมรู้สึก
เป็นส่วนหนึ่งของประชาคม
ผมมีความสุขจริงๆ
ที่ได้ประชุมกับพวกเขา
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างในองค์การ
ก็เข้าใจได้และยอมรับได้ง่าย
ตอนที่ผมได้รับ
<i>พระคัมภีร์ฉบับแปลโลกใหม่</i> ครั้งแรก
ก็เห็นเลยว่านี่เป็น
การเปลี่ยนแปลงที่ยอดเยี่ยม
ผมชอบฉบับแปลนี้มาก
และอ่านทุกวัน วันละบท
เพราะมันชัดเจนและเข้าใจง่าย
ไม่เหมือนกับฉบับคิงส์เจมส์ที่ผมเคยอ่าน
มันช่วยให้ผมเข้าใจว่า
พระยะโฮวามีอยู่จริง
และเราสามารถสนิทกับพระองค์ได้
นี่เลยทำให้ผมก้าวหน้า
แล้วก็รับบัพติศมาตอนอายุ 16
หลังจากรับบัพติศมา
พออายุ 18 ก็ถูกแต่งตั้ง
ให้เป็นผู้ช่วยงานรับใช้
งานมอบหมายแรกๆที่ผมได้รับ
คือนำการศึกษาหนังสือประจำประชาคม
กลุ่มนั้นมีพี่น้องที่อายุมากกว่าผม
และก็มีประสบการณ์มากกว่า
ผมเลยเครียดมาก
ขอบคุณครับพี่น้องที่มา
ให้เรา
มาดู
งานนี้มันไม่ง่ายเลย
บางครั้งผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรไป
ก็แค่พูดไปตามหนังสือ
แต่พี่น้องก็เข้าใจ
และคอยให้กำลังใจผม
ผมรู้สึกเลยว่าพระยะโฮวากำลังช่วยผม
ให้ทำงานมอบหมายใหม่นี้ได้
การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ก็มีผลกับเรา
แต่ในปี 1972
มีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง
ที่ส่งผลกับผมมาก
ตอนนั้นผมรับใช้เป็นผู้รับใช้ประชาคม
เป็นคนหลักที่นำหน้า
และมีหน้าที่รับผิดชอบหลายอย่าง
ต่อมามีการปรับเปลี่ยนใหม่
ว่าประชาคมจะมี
คณะผู้ดูแลทำงานด้วยกัน
มันยากมากสำหรับผม
ที่จะยอมรับการปรับเปลี่ยนนี้
และมันทำให้ผมรู้สึกแย่
แต่ผมก็อยากยอมรับ
การปรับเปลี่ยนนี้ให้ได้
ผมอธิษฐานเยอะมาก
เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้
ขอพระองค์ช่วยผมให้เข้าใจเหตุผล
และนี่ทำให้ผมสนิทกับพระองค์มากขึ้น
ผมต้องมองเรื่องต่างๆ
จากมุมมองของพระยะโฮวา
แล้วทีหลังผมก็ได้มาเข้าใจ
ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มันเป็นผลดี
มันยอดเยี่ยมมากที่มีคณะผู้ดูแล
เพราะมีหลายคน
คอยช่วยกันดูแลประชาคม
เห็นเลยว่ามันมีผลดีกับประชาคมจริงๆ
ผมได้ประโยชน์มาก
จากประสบการณ์ของพี่น้องที่อายุมากกว่า
และความกระตือรือร้นของคนหนุ่ม
ข้อความในสุภาษิตเป็นจริงที่ว่า
“ถ้ามีที่ปรึกษาหลายคน
ก็ประสบความสำเร็จ”
ในองค์การจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด
และเราต้องร่วมมือกับพระยะโฮวา
พระองค์รู้ว่าการปรับเปลี่ยนนี้
ก็เพื่อประโยชน์ของเรา
ถึงตอนแรกจะมองไม่ออก
แต่ทีหลังเราก็จะเห็นผลดี
ในอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่
นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของผู้รับใช้พระยะโฮวา
ถ้าคุณเป็นคนหนุ่มสาว
อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆนี้ผ่านไป
โดยไม่ได้รับใช้พระยะโฮวา
เรียนรู้เกี่ยวกับองค์การของพระองค์
และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การนี้
ยุ่งอยู่กับงานในประชาคม
สนิทกับผู้ดูแลให้มากขึ้น
บอกพวกเขาว่าคุณอยากช่วย
งานอะไรก็ได้ในประชาคม
ให้พระยะโฮวาชี้นำคุณ
ไว้ใจพระองค์ แล้วคุณจะมีชีวิต
ที่น่าตื่นเต้นและมีความสุข
หากคุณไม่ว่าอะไร
ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะ
มีงานอีกหลายอย่างที่ต้องทำ
คุณนึกภาพออกไหมครับว่า
ในทุกวันนี้จะเป็นยังไง
ถ้าประชาคมไม่มีคณะผู้ดูแล
ในตอนแรกพี่น้องชเวนนิงรู้สึกยาก
ที่จะยอมรับการปรับเปลี่ยนนี้
แล้วอะไรช่วยเขาให้มีมุมมอง
เหมือนพระยะโฮวา
เขาอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้
และพยายามเข้าใจว่า
ทำไมถึงมีการปรับเปลี่ยน
ต่อไปให้เรามาดูว่า
การอธิษฐานช่วย 2 ครอบครัวต่อไปนี้ยังไง
ให้อยู่พร้อมในโอกาสพิเศษ
โดยเปิดบ้านต้อนรับตัวแทน
ที่มาการประชุมใหญ่
และพวกเขาได้ประโยชน์อะไร?
ในปี 2015
มีการจัดการประชุมพิเศษ
ในเมืองเมดิยีนของเรา
และเราก็ได้รับสิทธิพิเศษ
ให้ตัวแทนมาพักที่บ้านของเรา
แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่า
ผมเองยุ่งมาก
วันหนึ่ง 24 ชั่วโมง
ดูเหมือนไม่พอสำหรับผม
ตอนนั้นลูกชายของเราอายุ 11 แล้ว
กำลังจะเข้าวัยรุ่น
และภรรยาของผมก็เพิ่งจะหายป่วย
เธอก็เลยกังวลว่า
จะดูแลต้อนรับพี่น้องไม่ได้
ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นโอกาสพิเศษ
ที่จะได้ต้อนรับตัวแทน
แต่ตอนนี้เราคงทำไม่ได้
ตั้งแต่ลูกชายเกิด
เราอธิษฐานขอพระยะโฮวาเสมอ
ขอพระองค์ช่วยเราให้สอนลูก
ให้รักและรับใช้พระองค์
เราอยากทำทุกสิ่งที่ทำได้
เพื่อช่วยลูกให้ใกล้ชิดกับพระยะโฮวา
มีอยู่วันหนึ่งภรรยาบอกผมว่า
พระยะโฮวาใจดีกับเรามาก
เราน่าจะแสดงน้ำใจกับพี่น้องของเราด้วย
แล้วเราก็อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
เราเลยคุยกันว่า
แต่ละคนต้องทำอะไร
เพื่อพร้อมต้อนรับพี่น้อง
เมื่อพี่น้องมาถึง
พวกเขาน่ารักและเป็นกันเองกับเรา
เหมือนเราเคยรู้จักกันมานานหลายปี
เราได้กำลังใจมากที่พวกเขามาอยู่กับเรา
และเห็นว่าพวกเขารักพระยะโฮวามาก
เห็นชัดเลยว่าพวกเขาทำสิ่งต่างๆ
เพื่อเสริมความเชื่ออย่างสม่ำเสมอ
การอยู่ด้วยกัน
พูดคุยกันกับพี่น้องเหล่านี้
มันเป็นผลดีมากกับลูกของเรา
มีวันหนึ่งลูกชายบอกผมว่า
พ่อ ผมมีบางอย่างจะบอก
มันสำคัญมาก
แล้วเขาก็พูดออกมาจากใจว่า
เขารักพระยะโฮวามาก
แล้วบอกผมว่า ‘พ่อผมอยากรับบัพติศมา’
เมื่อผมคิดถึงเพื่อนๆเหล่านี้
ที่มาพักที่บ้านของเรา
ผมเห็นเลยว่าพระยะโฮวา
ตอบคำอธิษฐานของเรา
ผ่านทางพวกเขา
เรายังติดต่อกับพี่น้องเหล่านั้นจนถึงทุกวันนี้
เราไปเที่ยวหาพวกเขา
และมีความทรงจำดีๆ
จากการประชุมใหญ่ครั้งนั้น
การเปิดบ้านและเปิดใจ
ต้อนรับพี่น้องเหล่านี้
และแสดงความรักต่อพวกเขา
มันมีค่า
เรามีความสุขมากจริงๆ
ฉันไม่เคยคิดเลยว่า
การแสดงน้ำใจต้อนรับ
จะกลายเป็นคำตอบ
ของคำอธิษฐานของฉันและแม่
อับราฮัมแสดงน้ำใจต้อนรับคนแปลกหน้า
พอฉันได้ยินว่าจะมีการประชุมพิเศษ
ฉันบอกว่า
“นี่แหละเป็นโอกาสของฉัน
เพราะฉันอยากต้อนรับ
ตัวแทนมานานแล้ว”
ตอนนั้นบ้านที่เราอยู่
แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย
เรามีสิ่งจำเป็นแค่ไม่กี่อย่าง
มีที่นอน
มีที่กิน
โต๊ะกินข้าวเราก็เล็กๆ
แต่ก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง
ฉันไม่อยากให้แขกมาพักที่บ้าน
ฉันบอกพวกเขาว่าฉันจะไม่ช่วย
แล้วก็ไม่ต้องมาขอให้ฉันช่วยด้วย
น้องสาวของฉันไม่ได้รับใช้พระยะโฮวา
ฉันสนใจแต่เรื่องที่จะเรียนต่อ
แล้วก็เรื่องงาน
และฉันรู้สึกเหงา
รู้สึกเคว้งคว้าง
รู้สึกไม่มีความสุขเลย
สามีภรรยาที่มาพักกับเรา
เขาใจดีและถ่อมมาก
พวกเขาสนุก
น่ารักและคุยง่าย
พวกเขาเต็มใจกินอาหารทุกอย่างที่เราทำให้
ไม่ว่าเราจะทำอะไรพวกเขาก็กินได้
เราเหมือนรู้จักกันมานาน
พวกเขาทำให้เรารู้สึกแบบนั้น
ที่สำคัญ ฉันเห็นว่าพวกเขามีความสุข
และรู้ว่าที่เป็นอย่างนั้น
ก็เพราะพวกเขารับใช้พระยะโฮวา
น้ำใจต้อนรับที่แม่กับพี่สาวแสดงต่อพี่น้อง
ฉันดีใจมาก
เพราะได้เห็นตัวอย่างที่ดีของพวกเขา
และสิ่งนี้กระตุ้นฉัน
ให้อยากเข้ามารู้จักใกล้ชิดกับพระยะโฮวาบ้าง
ฉันขอศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
และเอาจริงเอาจัง
ทำให้ฉันใกล้ชิดกับพระยะโฮวา
แล้วฉันก็รับบัพติศมา
ในวันที่ 7 มีนา 2020
พี่น้องคู่นั้นจะเป็นเพื่อนกับพวกเราตลอดไป
จนถึงตอนนี้เรายังติดต่อกับพวกเขาอยู่
เราถึงกลับมีกลุ่มที่เอาไว้คุยกันด้วย
เราตั้งชื่อว่า “ครอบครัวใหญ่”
การต้อนรับพี่น้องครั้งนั้น
ไม่ใช่แค่ทำให้เรามีความสุข
แต่เราทั้งครอบครัว
ได้รับพรจากพระยะโฮวาด้วย
เมื่อเราทำดีกับคนอื่น
เราจะได้รับพรหลายอย่าง เช่น
ครอบครัวเราจะสนิทกันมากขึ้น
มีเพื่อนใหม่ๆ
และได้รับความทรงจำดีๆ
ที่ทำให้เรามีความสุข
แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากจะจำ
แล้วเราจะทำยังไงถ้าเรายังจำเรื่องนั้นอยู่
ขอเราตั้งใจฟังบทเรียนจาก
การนมัสการตอนเช้าที่ชื่อ
“เราทุกคนผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ”
ที่จริงมีหลายอย่างที่เราจะเรียนรู้ได้
จากยากอบ 3:2
ที่ว่า “เราทุกคนผิดพลาดกันอยู่บ่อยๆ”
และในท้องเรื่องของยากอบ 3:2
เน้นไปที่ความผิดพลาดทางด้านคำพูด
และที่เชิงอรรถในภาษาอังกฤษ
ใช้คำว่า “สะดุด”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เราได้รับคำแนะนำหลายอย่างเกี่ยวกับ
การปรับปรุงคำพูดของเรา
เราอาจเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “คิดก่อนพูด”
หรือ “ให้นับ 1 ถึง 10”
หรือ “ตั้งใจฟังดีๆ”
หรือคำแนะนำอื่นๆเกี่ยวกับการระวัง
และควบคุมคำพูดของเรา
คำแนะนำเหล่านั้นมีประโยชน์มาก
แต่คุณอาจสังเกตว่าถึงแม้มีคำแนะนำ
และประสบการณ์ต่างๆในชีวิต
เราก็ยังพูดอะไรที่ทำให้คนอื่นเจ็บใจอยู่
เราเถียงและปกป้องตัวเอง
และทีหลังก็มาคิดว่า
ฉันพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไง
ตัวอย่างเปรียบเทียบที่ยากอบใช้
เรื่องการพลาดหรือสะดุด
เป็นตัวอย่างที่ดีมาก
ตอนที่เราสะดุดอะไรสักอย่าง
เราก็จะอายและมองดูรอบๆ
ว่ามีใครเห็นเรารึเปล่า
พอเราตั้งสติได้สิ่งแรกที่เราทำคืออะไร
เราก็จะมองดูที่พื้นและดูว่า
อะไรที่ทำให้เราสะดุด
อาจจะมีสิ่งของบางอย่างอยู่บนพื้นไหม
หรืออาจจะเป็นเพราะ
คอนกรีตที่พื้นมันไม่เท่ากัน
เราไม่ทันสังเกตก็เลยสะดุด
หรือบางทีเราก็แค่เดินไม่ระวัง
แล้วก็สะดุดขาตัวเอง
ผมเองก็เคยสะดุดเหมือนกัน
ตอนที่ลงบันได
เพราะตอนที่เดินก็มัวแต่คิด
เรื่องสำคัญบางอย่างอยู่
ก็เลยไม่ทันระวังตอนที่ก้าวลงมาจากบันได
หรือบางคนสะดุดเพราะมีคนตั้งใจแกล้ง
ยื่นเท้ามาขวางเราทำให้เราสะดุด
พอเราสะดุดเป็นเรื่องปกติที่เราจะ
มองดูว่าอะไรที่ทำให้เราสะดุด
และเรื่องนี้แหละที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ
จุดสำคัญก็คือ
ทุกครั้งที่เราสะดุด
ขอให้ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้
เราควรใช้เวลาคิด ไตร่ตรอง
ถึงความผิดพลาดของเรา
ว่ามีสถานการณ์ไหน
ที่ทำให้เราพูดไม่ดีออกไป
และฉันจะรู้ตัวและแสดงออกให้ดีขึ้นได้ยังไง
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก
เห็นไหมครับถ้าเรารู้ว่ามีสถานการณ์ไหน
ที่จะทำให้เราพูดไม่ดีออกไป
ก็จะช่วยเราให้เตรียมพร้อม
และควบคุมตัวเอง
เพื่อจะไม่พูดอะไรที่ไม่ดีออกไป
และจะมาเสียใจภายหลัง
ถ้าเรายังพูดไม่ดีและ
ทำผิดพลาดเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ
ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้เรียน
จากความผิดพลาดที่ผ่านมา
ที่จริงมีหลายสาเหตุที่อาจทำให้เราสะดุด
อาจเป็นความสงสัย ความกลัว
หรือความหยิ่งก็ได้
ให้เรามาคุยกันถึงปัญหาบางอย่างเหล่านี้
และดูว่าเราจะทำยังไงเพื่อที่เราจะรู้ตัว
และพยายามหลีกเลี่ยงปัญหา
อย่างแรกที่เราจะคุยกันคือ
ความคุ้นเคย
เรารู้จักคนนั้นอย่างดี
จนบางครั้งเราไม่ได้ปฏิบัติ
กับเขาด้วยความนับถือ
และอาจจะเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับยากอบ
ผู้เขียนข้อคัมภีร์ประจำวันวันนี้เคยเจอด้วย
ผมอยากให้คุณคิดเรื่องนี้สักหน่อยว่า
การที่ยากอบกับพระเยซู
โตมาด้วยกันจะเป็นยังไง
ยากอบอาจจะคิดว่า
พระเยซูอยากเป็นลูกรักของแม่
และคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ
ซึ่งท่านก็เป็นคนสมบูรณ์จริงๆ
ตอนแรกยากอบไม่ได้ยอมรับว่า
พระเยซูเป็นเมสสิยาห์
สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการที่
พระเยซูกับยากอบโตมาด้วยกัน
และที่มาระโก 3:21
ทำให้เราเห็นว่าครอบครัว
ของพระเยซูคิดกับท่านยังไง
ที่นั่นอ่านว่า “แต่เมื่อคนในครอบครัว
ของพระเยซูได้ยินข่าว
ก็พากันมาเพื่อจะจับตัวท่านกลับไป
พวกเขาพูดกันว่า ‘เขาเสียสติไปแล้ว’”
ข้อมูลสำหรับศึกษาบอกว่า
คนในครอบครัวที่พูดประโยคนี้
หนึ่งในนั้นอาจจะเป็นยากอบ
ลองคิดดูว่าทีหลังยากอบจะรู้สึกยังไง
อย่างที่บอกไว้ใน 1 โครินธ์ 15:7
1โครินธ์ 15:7
บอกว่า
“หลังจากนั้น พระคริสต์ปรากฏตัว
ให้ยากอบเห็น
แล้วก็อัครสาวกทั้งหมด”
คุณนึกภาพออกไหมว่ายากอบจะรู้สึกยังไง
ตอนที่พระเยซูมาคุยกับเขาเป็นส่วนตัว
เขาคงรู้สึกแย่มากที่เคย
พูดไม่ดีเกี่ยวกับพระเยซู
ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่า
พระเยซูเป็นเมสสิยาห์
ขอคิดถึงสภาพการณ์ส่วนตัวของคุณ
คุณเคยพูดอะไรที่ไม่คิด
กับคู่ของคุณไหม?
ซึ่งคุณจะไม่พูดแบบนี้กับคนอื่น
บางทีคนในครอบครัวของคุณรู้ไหม
ว่าคำพูดแบบไหนที่จะทำให้คุณโกรธ
แล้วก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่ดีออกมา
ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ถามตัวเองว่า
ถ้าเขาไม่ใช่คนในครอบครัว
ฉันจะพูดแบบนี้กับเขาไหม?
ถ้าไม่ ก็แสดงว่าสาเหตุที่เราทำแบบนั้น
ก็เพราะเราคุ้นเคยกับเขา
และเราก็ต้องเตรียมที่จะรับมือ
กับสถานการณ์แบบนี้
เราต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุ
ที่เราพูดไม่ดีออกไป
แล้วเราก็ระวังที่จะไม่พูดแบบนั้น
อย่าปล่อยให้ความคุ้นเคย
มาทำให้เราพูดไม่ดีอะไรออกไป
แล้วก็มาเสียใจ
ดังนั้นคุณต้องมองเห็นมัน
เตรียมรับมือและเดินหลบไป
อีกสถานการณ์หนึ่งก็คือ
เรารู้สึกว่าต้องปกป้องตัวเอง
สิ่งที่จะช่วยเราในสถานการณ์นี้ก็คือ
ต้องรู้ว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น
อารมณ์ความรู้สึกแบบไหน
ที่ทำให้เราพูดหรือทำไม่ดีออกไป
เป็นเพราะเราอิจฉาไหม
ความหยิ่ง
หรือความเห็นแก่ตัว
หรือเป็นเพราะเราคิดถึงปัญหา
ที่เคยมีต่อกันในอดีต
ถ้าเราคิดดีๆเกี่ยวกับสถานการณ์นั้น
เราจะเข้าใจว่าอารมณ์
และความรู้สึกแบบไหน
ที่ทำให้เราพูดไม่ดีออกไป
เราก็จะพัฒนาคุณลักษณะ
ที่จะช่วยให้เรารับมือได้ในวันข้างหน้า
นี่คือสถานการณ์บางอย่าง
ที่อาจทำให้เราแสดงท่าทีที่ไม่ดีออกไป
ไม่ใครฟังฉันเลย
เราก็จะพูดเสียงดังและตะโกน
ไม่มีใครนับถือฉัน
เราก็จะไม่นับถือพวกเขา
ถูกกล่าวหา
เราก็จะปกป้องตัวเอง
พิสูจน์ว่าเราเป็นฝ่ายถูก
ฉันถูกเข้าใจผิด
เราก็จะหงุดหงิดและไม่พูดกับเขาอีกเลย
ที่ยากอบ 3:14-18
ข้อคัมภีร์เหล่านี้
อธิบายวิธีที่เราจะเอาคุณลักษณะที่ดี
มาแทนความรู้สึกในแง่ลบ
“แต่ถ้าในใจพวกคุณมีความอิจฉาริษยา
และน้ำใจชิงดีชิงเด่น
ก็อย่าโอ้อวดว่าตัวเองมีสติปัญญา
เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้นก็แสดงว่า
คุณพูดขัดกับความจริง
นี่ไม่ใช่สติปัญญาที่มาจากเบื้องบน
แต่เป็นสติปัญญาแบบโลก
แบบสัตว์ และแบบปีศาจ
ถ้าที่ไหนมีความอิจฉาริษยา
และน้ำใจชิงดีชิงเด่น
ที่นั่นก็มีความวุ่นวาย
และความชั่วร้ายทุกอย่าง
แต่สติปัญญาจากเบื้องบนนั้น
(นี่คือคุณลักษณะที่เราจะเอามาแทนครับ)
อย่างแรกคือบริสุทธิ์
แล้วก็ทำให้มีสันติสุข มีเหตุผล
พร้อมจะเชื่อฟัง
เต็มไปด้วยความเมตตา
ทำให้เกิดผลดีมากมาย
ไม่ลำเอียง และไม่เสแสร้ง
นอกจากนั้นคนที่สร้างสันติสุข
ในสภาพที่สงบสุข
ก็ทำให้เกิดผลเป็นความถูกต้องชอบธรรม”
ดังนั้นให้คิดดูว่าคราวต่อไป
คุณจะพูดอะไรและมีท่าทียังไง
คุณอาจจะฝึกซ้อมในใจ
จนกว่าคุณจะรับมือได้ดีขึ้น
สำหรับคนที่เรารู้จักคุ้นเคยดี
เราจะนึกภาพออกเลยว่า
ถ้าเราพูดแบบนี้ไปเขาจะพูดอะไรกลับมา
ขอให้ฝึกซ้อมต่อไปเรื่อยๆ
ตอนแรกที่คุณฝึกซ้อม
คุณอาจจะพูดได้ไม่ดีเท่าไหร่
แต่ถ้าคุณฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ
คุณก็จะพูดได้ดีขึ้น
ถึงแม้ว่าตอนที่คุณคุยกับเขาจริงๆ
อาจจะไม่เหมือนกับตอนที่ฝึกซ้อมก็ได้
แต่การฝึกซ้อมแบบนี้มีประโยชน์มาก
เพราะจะช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์
และจดจ่อกับเป้าหมาย
ที่จะสร้างสันติสุขกับคนอื่น
ถ้ามีการเตรียมพร้อมในใจแบบนี้
ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต
เราก็จะสามารถควบคุมตัวเอง
ให้พูดได้ดีขึ้น
เพื่อช่วยให้เราเข้าใจจุดสำคัญ
ว่าทุกครั้งที่เราผิดพลาด
เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งสำคัญบางอย่าง
ที่ยากอบ 3:6 เปรียบลิ้นเป็นเหมือนไฟ
คุณจะรู้สึกยังไงถ้าเผลอทำให้เกิดไฟไหม้
คุณคงจะรู้สึกแย่แน่ๆ
แล้วมันจบแค่นั้นไหม
ไม่ คุณจะหาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุ
หรือถามคนอื่นว่าสาเหตุมาจากอะไร
ไม่ว่าจะเป็นยังไง คุณได้เรียนอะไรครับ?
อย่าทิ้งของไว้บนเตาไฟโดยไม่ดู
อย่าเปิดไฟแรงไป
หรือเอาน้ำไปดับไฟที่ไหม้น้ำมัน
แล้วคุณก็จะรู้ว่าไม่ควรทำอะไรในครั้งต่อไป
ดังนั้นให้คุณทำแบบนี้เหมือนกัน
เมื่อคุณพูดอะไรที่ไม่ดีออกไป
หาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุ
คุณได้เรียนอะไรเพื่อหลีกเลี่ยง
ที่จะไม่ทำสิ่งนั้นอีกในวันข้างหน้า
จำไว้นะครับ
ความผิดพลาดแต่ละครั้ง
เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้
แทนที่เราจะเอาแต่คิดถึงสิ่งที่เราทำพลาด
ให้เราพยายามหาบทเรียนจากเรื่องนั้น
ถึงแม้ว่าความทรงจำนั้น
อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แต่มันก็จะเป็นประโยชน์กับเรา
หัวหน้าครอบครัวมีหน้าที่
รับผิดชอบหลายเรื่องที่สำคัญ
เขาต้องทำหลายอย่างเพื่อดูแลครอบครัว
ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์
และด้านความเชื่อ
ให้เรามาดูว่าหัวหน้าครอบครัวคนหนึ่ง
เขาทำแบบนั้นได้ยังไง
ในมิวสิควีดีโอเดือนนี้ที่ชื่อ
<i>อย่ายอมให้ตัวเองท้อใจ</i>
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
มีพระเจ้าคอยชี้นำ
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
ไม่เคยทิ้งฉันเลย
ชีวิตทุกวันนี้
มีแต่เรื่องกังวล
ฉันต้องทุกข์ทน
สับสนไม่รู้ทาง
พยายามจะสู้
แต่ดูมันน่ากลัว
และฉันก็รู้ตัว
มัวแต่พึ่งในตัวเอง
มีวันที่อยากไปให้ไกล
จะจำเอาไว้ที่ว่า
พระยะโฮวาคอยป้องกัน
และฉันไม่ยอมไปไหน
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
มีพระเจ้าคอยชี้นำ
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)
บางทีเรากลุ้มใจ
ไปกับเรื่องเล็กน้อย
ในใจไม่ยอมปล่อย
คอยแต่คิดเครียดไปเอง
แต่พอได้ใคร่ครวญ
และทวนดูให้ดี
ก็รู้ว่าต้องมี
ความคิดเหมือนพระเจ้า
มีวันที่อยากไปให้ไกล
จะจำเอาไว้ที่ว่า
พระยะโฮวาคอยป้องกัน
และฉันไม่ยอมไปไหน
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
มีพระเจ้าคอยชี้นำ
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
(จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ)
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
มีพระเจ้าคอยชี้นำ
นี่ทำให้ฉันมั่นใจ
จะไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
พระองค์ช่วยฉันได้
และไม่ทิ้งฉันเลย
หัวหน้าครอบครัวครับ
พระยะโฮวาเห็นว่าคุณรักและ
ดูแลครอบครัวของคุณอย่างดี
ถึงแม้ว่าจะไม่ง่าย
แต่ถ้าคุณไม่ยอมให้ตัวเองท้อใจ
พระยะโฮวาจะช่วยให้ครอบครัวของคุณ
มีความสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน
ในวีดีโอชุด<i>ค้นหาความรู้ที่มีค่า</i>
เราจะเห็นวิธีที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุด
จากการอ่านคัมภีร์ไบเบิล
ตอนนี้เราถึงหนังสือเล่มสุดท้าย
ของไบเบิล ภาคภาษาฮีบรูแล้ว
คือหนังสือมาลาคี
ให้เรามาดูว่าเราเรียนอะไรได้
จากพระยะโฮวา ‘ผู้เป็นช่างถลุง’
ไม่น่าเชื่อเลย เรามาถึงผู้พยากรณ์
คนสุดท้ายใน 12 คนแล้ว!
ใช่ พอเราค้นคว้าด้วยกันแบบนี้
มันผ่านไปเร็วมาก
คุณรู้ไหมฉันชอบคำแนะนำในหอฯ
ที่บอกให้ค้นดูว่า
“ชีวิตของผู้คนเป็นยังไง
ในช่วงที่เขียนหนังสือเล่มนี้?”
แล้วคุณเจออะไรที่น่าสนใจไหม?
ก็เจอว่าคำพยากรณ์ของมาลาคี
ไม่ได้เป็นแค่หนังสือเล่มสุดท้าย
ของภาคภาษาฮีบรูนะ
แต่ยังเป็นเล่มสุดท้าย
ที่ถูกเขียนตามลำดับเวลาด้วย
และถึงแม้พระยะโฮวาจะอดทน
แล้วส่งผู้พยากรณ์หลายคน
มาหาอิสราเอลก่อนหน้านี้
พวกเขาก็ยังกลับไปทำ
สิ่งที่พระยะโฮวาเกลียดเหมือนเดิม
ใช่ 2 บทแรกบอกให้เรารู้
ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ประชาชนไม่นับถือพระยะโฮวา
พวกเขาเอาสัตว์พิการมาถวายพระองค์
บางคนถึงกับทิ้งภรรยาของตัวเอง
แล้วไปอยู่กับผู้หญิงที่ไม่ได้นมัสการพระเจ้า
และพวกปุโรหิตก็ไม่ได้ว่าอะไร
พูดตรงๆนะ ถ้าเป็นฉัน
ฉันไม่ช่วยพวกเขาแล้ว
แต่พระยะโฮวาไม่ได้ทำอย่างนั้น
พระองค์เลยส่งมาลาคีไปช่วย
อืม ก็จริง
ตอนที่ผมอ่านหนังสือนี้
มีบางคำที่น่าสนใจมาก
ผมว่าเราได้เรียนเยอะมาก
ถ้าสังเกตว่าผู้เขียนเลือกคำ
และตัวอย่างเปรียบเทียบแบบไหน
ฉันเห็นด้วย แล้วมีคำไหนเหรอที่คุณค้นเจอ?
ที่บท 3 ข้อ 3
“พระยะโฮวาจะนั่งลงอย่างช่างถลุง
จะถลุงลูกหลานเลวี”
สองคำที่ผมคิดถึงก็คือ
“ช่างถลุง” และ “นั่งลง”
ดีจัง
ผมค้นดู 2 คำนี้จาก
<i>ห้องสมุดออนไลน์ของวอชเทาเวอร์</i>
หลังจากค้นผมก็เจอข้อมูลนี้
ที่นี่บอกว่า “ขั้นตอนการถลุง
ในสมัยโบราณต้องใช้เวลานาน
ช่างถลุงก็เลยต้องนั่ง
นั่งรอจนโลหะจะหลอมเหลว
แล้วสะท้อนเหมือนกระจก
จนช่างถลุงเห็นตัวเองในนั้น”
ผมคิดว่าพระยะโฮวาก็ทำแบบนี้
กับชาวอิสราเอลเหมือนกัน
พระองค์ปล่อยให้พวกเขา
เจอความลำบาก
ช่วยแก้ไขพวกเขา
และส่งผู้พยากรณ์มาช่วยหลายครั้ง
พระองค์ถลุงพวกเขา
ทางด้านความเชื่ออย่างอดทน
พระยะโฮวาใจดีมากเลยเนาะ
แม้พวกเขาจะทำให้พระองค์ผิดหวัง
แต่ก็ยังให้โอกาสพวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
พระองค์ยังช่วยพวกเขาต่อไป
พระองค์นั่งและถลุงอย่างอดทน
พระองค์ทำแบบนั้นกับอิสราเอล
และกับเราในทุกวันนี้ด้วย
การถลุงอาจเป็นตอนที่เรา
ได้รับคำแนะนำจากพระคัมภีร์
หรือจากตัวแทนของพระองค์
หรือเป็นความลำบากที่เราเจอ
คำแนะนำอาจทำให้เราเจ็บ
และความลำบากที่เราเจออาจหนักมาก
และไม่จบลงสักที
แต่มันช่วยถลุงเราด้านความเชื่อ
ใช่เลย
แต่ทำไมพระองค์ทำแบบนั้น?
เรื่องนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับพระยะโฮวา?
เพราะพระยะโฮวาเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้นแม้ว่าการถลุงจะหนัก
และทำให้เราเจ็บมาก
แต่เพราะพระองค์เห็นว่าเราพัฒนาได้แน่นอน
ถ้างั้นการถลุงจากพระยะโฮวา
ก็ไม่ใช่การลงโทษ
แต่เพราะพระองค์รัก
ที่จริงพระยะโฮวาดลใจ
ให้มาลาคีเขียนไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า
“เรารักพวกเจ้า”
เราค้นเรื่องนี้ต่อกันดีไหม?
<i>หอสังเกตการณ์</i> ปี 2018
มีคำถามสำหรับคิดใคร่ครวญ เช่น
“เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกยังไง?
และจะเอาเรื่องนี้ไปใช้ยังไง?”
เป็นคำถามที่ดีนะที่จะเอาไปคิดใคร่ครวญ
อืม พอคิดเรื่องนี้
ตอนที่เราได้รับคำแนะนำมันเจ็บจริงๆนะ
แต่ถ้าไม่ลืมว่าที่พระยะโฮวาทำแบบนั้น
ก็เพราะพระองค์รักเรา
เราก็จะตอบรับได้ง่ายขึ้น
ก็เพราะพระยะโฮวารู้ว่าเราเปลี่ยนได้
แต่เราอะไม่รู้
ผมอยากจะถามตัวเองว่า
ผมยอมรับการถลุง
จากพระยะโฮวาจริงๆไหม?
ผมรู้ว่ามีนิสัยบางอย่าง
ของตัวเองที่ต้องพัฒนา
แต่ผมอธิษฐานเรื่องนี้บ่อยแค่ไหน?
ผมยอมรับคำแนะนำที่มาจาก
คัมภีร์ไบเบิลและจากองค์การไหม?
ผมคิดจะเปลี่ยนจริงๆไหม
หรือผมไม่สนใจ?
และตอนที่ผมเจอความลำบากล่ะ
ผมมองแต่ปัญหาและเอาแต่ทุกข์ใจไหม?
หรือผมยอมให้สิ่งเหล่านี้ถลุงผม
เพื่อจะมีนิสัยที่ดีขึ้น
เช่น อ่อนโยนขึ้น และอดทนมากขึ้น
พระองค์กำลังช่วยผม
ให้เห็นว่าต้องพัฒนาจุดไหนบ้าง?
เป็นคำถามที่ดีมาก
ที่จริงความร้อนสูงกับเวลา
ช่วยขับสิ่งไม่ดีออกมาจากโลหะ
เหมือนกับตอนที่เราเจอความลำบาก
การข่มเหง
หรือสถานการณ์ที่ตึงเครียดนานๆ
มันยากที่จะรับมือ
มันทำให้รู้ว่าเจตนา
และความรู้สึกที่แท้จริงของเราเป็นยังไง?
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นกับฉันและบอกตรงๆ
ตอนนั้นฉันรับมือได้ไม่ดีเลย
ฉันพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด
ฉันรู้สึกและก็คิดไม่ดี
มันแย่มาก
ตอนนั้นฉันคิดว่า
ฉันเป็นผู้ใหญ่ด้านความเชื่อแล้วนะ
ไม่เป็นไร ผมเข้าใจคุณนะ
ภาพเปรียบเทียบที่
พระยะโฮวาเป็นช่างถลุงให้กำลังใจเรา
พระองค์รู้ว่าเราไม่สมบูรณ์แบบ
และในที่สุดมันต้องแสดงออกมา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระองค์มอง
พระองค์มองส่วนดีที่เป็นเหมือนทอง
ดังนั้นเมื่อพระยะโฮวาช่วยเรา
ให้เห็นจุดอ่อนของตัวเอง
ให้มองว่าเป็นโอกาสที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
ไม่ใช่ให้เราท้อและยอมแพ้
เป็นจุดที่ดี
พระองค์อาจยอมให้ฉันเจอความยากลำบาก
เพราะพระองค์รู้ว่าฉันพัฒนาได้
ลองคิดดูว่าพระองค์จะรู้สึกยังไง
เมื่อเห็นผมกับคุณสะท้อนคุณลักษณะ
ของพระองค์ออกมา?
ก็จริง
แล้วเราก็ยังสะท้อนคุณลักษณะ
ของพระองค์ได้ตอนที่เรามองคนอื่น
ฉันเห็นข้อดีของคนอื่นไหม?
ฉันมองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้
แบบที่พวกเขาจะเป็นในโลกใหม่ไหม?
หรือฉันเห็นแต่ข้อเสียของพวกเขา?
เรามองออกไหมว่าพระยะโฮวา
รักพวกเขาตรงไหน?
นิสัยบางอย่างของเขาที่เรารำคาญ
อาจกลายเป็นข้อดี
ในงานมอบหมายบางอย่างก็ได้
ใช่เลย
ในชีวิตคู่ก็เหมือนกัน
ฉันอยากจะมองที่ทอง
ซึ่งก็คือส่วนดีของกันและกัน
ไม่ใช่มองจุดอ่อนหรือข้อเสีย
ไม่ว่าเราจะแต่งงานกันมานานแค่ไหนแล้ว
ผมอยากมองอย่างที่พระยะโฮวามองว่า
เราพัฒนาได้
นี่เราค้นดูแค่ข้อเดียวนะ ยังดีขนาดนี้เลย!
ผมเห็นด้วย
เราได้เรียนเยอะมากเมื่อเราคิดถึง
ชีวิตผู้คนในสมัยของมาลาคี
ค้นคว้าคำสำคัญเพิ่มเติม
และคิดว่าจะเอาไปใช้ยังไง
มีอีกหลายเรื่องให้เราค้นเลย
เช่น คำพยากรณ์ของมาลาคี
เกี่ยวข้องกับเมสสิยาห์ยังไง?
เล่มนี้เป็นคำพยากรณ์ที่ลึกซึ้งจริงๆ
ใช่!
มาลาคีเป็นผู้พยากรณ์คนสุดท้ายใน
พระคัมภีร์ภาคภาษาฮีบรู
ก่อนเมสสิยาห์จะมา
แต่ข่าวสารของเขาสำคัญกับเราด้วย
มาลาคีพูดถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา
และยอห์นก็พาเราไปถึงพระเยซู
สุดยอดไปเลย!
แล้วหนังสือเล่มนี้ก็ยังทำให้เราเห็นว่า
พระยะโฮวาเป็นห่วงผู้หญิง
หรือคำที่ว่า “ชนชาติพิเศษ”
เกี่ยวกับเรายังไง?
มีอีกหลายเรื่องในเล่มนี้
ที่ผมอยากค้นเพิ่มอีก
การค้นคว้าเกี่ยวกับ
ผู้พยากรณ์เหล่านี้มีประโยชน์มาก
เราได้เห็นความรักที่มั่นคง ความเมตตา
ความห่วงใยและพลังอำนาจของพระองค์
เราเห็นคุณลักษณะของพระองค์ในทุกบท
เราได้รู้จักพระยะโฮวามากขึ้นเยอะเลย
ให้เราค้นหาความรู้ที่มีค่าต่อไป
เรายังเรียนได้อีกมากจากคำของพระเจ้า
พระยะโฮวาเป็นช่างถลุงองค์ยิ่งใหญ่
พระองค์อดทนที่จะช่วยเรา
และองค์การของพระองค์
ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ
ขอคุณถามตัวเองว่า
‘พระยะโฮวาถลุงฉันยังไง
ให้เป็นผู้รับใช้ที่ดีขึ้นของพระองค์?’
เราได้ดูเรื่องราวของผู้พยากรณ์ทั้ง 12 คน
จากวีดีโอชุด<i>ค้นหาความรู้ที่มีค่า</i>
แต่เพื่อจะสร้างวีดีโอที่สมจริง
ทีมถ่ายทำก็ต้องสร้างฉากและ
องค์ประกอบต่างๆให้เข้ากับเรื่องนั้น
เช่น หมู่บ้านของชาวอิสราเอล
อาคารในปัจจุบัน
หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้อง
คุณนึกภาพออกไหมว่าทีมถ่ายทำ
เขาเตรียมฉากต่างๆกันยังไง?
ให้เรามาดูกันครับ
เป้าหมายหลักของเรา
ในทุกวีดีโอคือการสอน
และก็ต้องเข้าถึงหัวใจด้วย
และเพื่อจะทำแบบนั้นได้
เราต้องทำให้แน่ใจว่าฉากต่างๆ
ในวีดีโอดูสมจริงสำหรับผู้ชม
ดังนั้นก่อนเริ่มโปรเจ็ค
เราต้องตัดสินใจก่อนว่า
เราสามารถใช้สถานที่
ที่มีอยู่แล้วได้ไหม?
หรือว่าเราต้องสร้างฉากขึ้นมาใหม่?
เพราะเราใช้เงินบริจาคของพี่น้อง
เราเลยต้องทำให้แน่ใจ
ว่าเราใช้เงินส่วนนี้อย่างดีที่สุด
เรารู้ว่านี่คือเงินบริจาค
ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพี่น้อง
เราเลยต้องคิดดีๆ
ว่าจะใช้เงินส่วนนี้
ให้คุ้มค่าที่สุดยังไงตอนที่สร้างฉาก
ดังนั้นก่อนจะสร้างฉาก
เราจะดูก่อนว่ามันจำเป็น
ต้องสร้างขึ้นมาใหม่จริงๆไหม
บางครั้งพี่น้องท้องถิ่น
ก็อนุญาตให้ใช้บ้านของพวกเขาได้
หรือเราอาจจะใช้ที่สาธารณะ
ถ้าได้รับอนุญาต
หรือเราอาจจะถ่ายทำที่เบเธล
มีวีดีโอหนึ่งที่ทีมถ่ายทำ
ต้องใช้ฉากโรงพยาบาล
แต่แทนที่จะสร้างฉาก
หรือไปถ่ายที่โรงพยาบาล
พวกเขาเห็นว่ามีหน้าต่างหนึ่งที่เบเธล
ดูเหมือนของโรงพยาบาลมาก
และพวกเขาก็ใช้ที่นั่นถ่ายทำบางส่วน
และใส่วีดีโอของเด็กทารกที่เรามีอยู่แล้วเข้าไป
นี่เลยทำให้เราถ่ายทำฉากนี้เสร็จอย่างรวดเร็ว
ในบางโปรเจ็ค
เราไม่สามารถใช้สถานที่ที่มีอยู่แล้วได้
เราเลยต้องคิดเกี่ยวกับ
การสร้างฉากใหม่ขึ้นมา
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าต้องสร้างฉากใหม่
คนที่ดูแลเรื่องการออกแบบฉาก
จะประชุมกันกับทีม
เพื่อจะดูว่าต้องทำอะไรบ้าง
ผู้กำกับภาพจะทำงานกับทีม
เพื่อวางแผนว่าจะใช้มุมกล้องแบบไหน
เพื่อจะเล่าเรื่องออกมาได้ดี
นี่จะช่วยให้คนที่ดูแล
เรื่องการออกแบบฉาก
รู้ว่าแต่ละฉากมีอะไรบ้าง
และต้องโฟกัสที่ไหน
เมื่อทำแบบนี้เราก็จะทำเฉพาะ
ฉากที่จำเป็นเท่านั้น
ถ้าคุณทำงานด้านก่อสร้าง
คุณก็มักจะสร้างอะไรที่ใช้งานได้นาน
แต่การสร้างฉากของเรา
ไม่ได้ทำแบบนั้น
เราต้องการฉากแบบที่ติดตั้งง่าย
และรื้อถอนได้เร็ว
เราอยากให้มันออกมาดูดี
ถึงแม้จะใช้แค่ชั่วคราว
หลายครั้งเราจะสร้างสิ่งต่างๆ
ให้ดูเหมือนของจริง แต่มันใช้งานไม่ได้
อย่างเช่นห้องครัว
เราสร้างฉากที่มีตู้
มีลิ้นชักแต่มันเปิดไม่ได้
บันไดก็เหมือนกัน เราไม่ได้สร้างชั้น 2 จริงๆ
แต่เราสร้างบันไดแค่ให้ดูว่าบ้านนี้มี 2 ชั้น
นี่ช่วยให้ประหยัดทั้งเวลาและเงิน
เวลาสร้างฉากเรามักจะใช้
แผ่นผนังประกอบฉาก
ซึ่งมันเป็นแผ่นผนังที่เราทำไว้ล่วงหน้า
แล้วเอามาประกอบทีหลัง
มันทั้งง่ายและติดตั้งได้เร็ว
และพอใช้งานเสร็จ
เราก็ไม่ได้ทิ้งมัน
หลังจบโปรเจ็ค
ถ้ามีสีหรือมีของติดอยู่บนผนัง
เราจะเอาส่วนนั้นออก
เอาแม็กซ์หรืออะไรก็ตาม
ที่ติดอยู่ก่อนหน้านั้นออกให้หมด
แล้วเราก็เอาไม้อัด
ขนาด 6 มิลแผ่นใหม่ติดเข้าไป
ตอนนี้ก็เหมือนเราได้แผ่นผนัง
ประกอบฉากอันใหม่
แผ่นประกอบฉากบางแผ่น
เราก็ใช้มากว่า 9 ปีแล้ว
เวลาสร้างฉากใหม่
เรามักจะคิดแต่แรกว่าเราจะเอาไปใช้
หรือดัดแปลงทำอะไรต่อได้อีก
อย่างเช่น ตอนที่เราถ่ายละครเรื่องเฮเซคียาห์
<i>“</i><i>พระยะโฮวา</i><i>...</i><i>ผมวางใจพระองค์</i><i>”</i>
พี่น้องอยากให้เราใช้วัสดุแบบที่
เอากลับมาใช้ได้อีกให้มากที่สุด
ตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว
วัสดุชุดเดิมพวกนั้น
เราก็ยังใช้งานได้อยู่
แผนกของเราเลยพยายามหาวิธี
ใช้วัสดุแบบที่สามารถ
เอากลับมาใช้งานได้อีก
เช่น ฉากหนึ่งจากเรื่อง<i>โยสิยาห์</i>
ก็เอากลับมาใช้ในเรื่อง<i>เนหะมีย์</i>
และในวีดีโอดาวิดด้วย
และยังมีฉากหนึ่งด้วยที่เคยใช้
เป็นห้องเรียนสมัยปัจจุบัน
และเราก็ดัดแปลงเป็นห้องเรียนสมัยก่อน
และต่อมาก็ถูกเปลี่ยน
ให้กลายเป็นบ้านแบบอเมริกาใต้อีกที
เรายังเคยสร้างฉากที่เป็นหอประชุม
แล้วก็ใช้ถ่ายทำหลายเรื่องด้วย
มีการออกแบบขนาดของมัน
ให้เหมาะกับการถ่ายทำวีดีโอ
คือเราใช้ประมาณ 30 คนก็ดูเต็มแล้ว
ซึ่งหอประชุมจริงทำไม่ได้
ห้องสมุดด้านหลังก็ถูก
ดัดแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้ด้วย
อย่างเช่นเราทำให้มัน
ดูเหมือนเป็นห้องนอนในบ้าน
หรือใช้เป็นที่สำหรับสัมภาษณ์ก็ได้
ตอนที่เราเอาฉากเดิมกลับมาใช้งานอีก
เรามักจะกังวลว่าผู้ชมจะจำได้ว่า
เคยเห็นฉากนี้จากวีดีโอก่อน
เราเลยจะใช้การตกแต่งเข้ามาช่วย
แค่เปลี่ยนเล็กๆน้อยๆก็ทำให้
ห้องเดิมดูเหมือนเป็นห้องใหม่แล้ว
ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเหมือนเป็นฉากใหม่ไปเลย
สิ่งที่น่าภูมิใจยิ่งกว่าการออกแบบฉาก
ที่ทั้งดูสวยและสมจริง
คือการแก้ปัญหาที่ทีมกำลังเจออยู่
หรือการทำให้ขั้นตอนยากๆ
กลายเป็นขั้นตอนที่ง่ายขึ้น
ผมชอบมากที่ได้ทำงาน
กับพี่น้องที่มีความสามารถ
และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา
พวกเขาสามารถเปลี่ยนสถานที่ธรรมดาๆ
ให้กลายเป็นฉากที่ดูดีมากเมื่อถ่ายทำออกมา
ทั้งหมดที่พวกเขาทำ
ก็เพื่อช่วยพี่น้องให้ได้เรียนรู้เรื่องสำคัญ
มันสุดยอดมากเลยครับ
วีดีโอเหล่านี้เป็นของขวัญ
จากพระยะโฮวาจริงๆ
ผมมั่นใจว่าคุณคงเห็นค่า
วีดีโอต่างๆมากขึ้น
หลังจากเห็นว่า
พี่น้องของเราต้องเตรียมตัว
มากขนาดไหนเพื่อจะถ่ายทำ
ในรายการเดือนนี้
เราได้เห็นว่า
เราสามารถใช้ความทรงจำ
ของเราเพื่อทำให้พระยะโฮวาพอใจได้
โดยเต็มใจปรับเปลี่ยน
ทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น
และยอมให้พระยะโฮวาถลุงเรา
เดือนนี้เราจะพาคุณไปเที่ยว
ที่ประเทศกัมพูชาครับ
กัมพูชาตั้งอยู่ใจกลางทวีป
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศนี้มีวัฒนธรรมที่งดงาม
และอาหารที่อร่อย
ในตลาดสดที่วุ่นวาย
ผู้คนจะมาซื้อวัตถุดิบไปทำอาหาร
อาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่งคือ อะม็อกเตร
คือปลาผัดกับเครื่องแกงและห่อด้วยใบตอง
ห่างจากตัวเมืองไม่ไกล
คุณก็จะได้เจอกับธรรมชาติที่สวยงาม
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คุณจะเจอน้ำตกใหญ่ที่สวยงาม
และมีป่าสงวนซึ่งเป็นที่อยู่
ของช้างป่าเอเชียจำนวนมาก
และนกช้อนหอยดำเหลือบ
และยังมีทุ่งดอกบัวที่สวยงาม
ที่พบได้เกือบทุกจังหวัด
กัมพูชายังเป็นแหล่งของ
พลอยเพทายที่มีสีเป็นเอกลักษณ์
ซึ่งเรียกว่า “รัตนคีรีสีฟ้า”
กว่าจะได้สีสันที่สวยงามและคงทนแบบนี้
ช่างฝีมือจะต้องนำพลอย
ไปผ่านความร้อนสูง
ในปี 1958
มิชชันนารีได้มาที่ประเทศกัมพูชา
และเริ่มงานประกาศ
พอถึงปี 1965
มิชชันนารีหลายคนซึ่งรวมถึง
พี่น้องจอร์จและแครอล ครอว์ฟอร์ด
ก็ต้องหนีออกจากประเทศเนื่องจาก
ความไม่สงบทางการเมือง
ที่จริงในตอนนั้นงานประกาศ
และการประชุมถูกสั่งห้าม
นี่ทำให้ไม่มีพยานพระยะโฮวา
ในประเทศกัมพูชาเลย
เป็นเวลาเกือบ 25 ปี
แต่พระยะโฮวาไม่เคยลืมคนที่มี
หัวใจดีในประเทศกัมพูชา
แล้วพอถึงปี 1993 พยานพระยะโฮวา
ก็ถูกรับรองทางกฎหมาย
แล้วมิชชันนารีก็กลับมาประกาศได้อีกครั้ง
ตอนนี้เป็นเวลา 33 ปีแล้วที่เรากลับมา
ทำงานประกาศได้อีกครั้ง
มีพี่น้องมากกว่า 1,200 คนที่นี่
และคนที่กำลังศึกษาคัมภีร์ไบเบิล
มากถึง 1,400 คน
เพราะความสวยงามของประเทศกัมพูชา
และผู้คนที่มีจิตใจดี
ทำให้พี่น้องชายหญิงหลายร้อยคน
จากประเทศต่างๆทั่วโลก
ที่ได้มาเที่ยวประเทศนี้
ได้ตัดสินใจที่จะย้ายมารับใช้ที่กัมพูชา
ไม่นานมานี้
เราเพิ่งได้จัดโรงเรียนผู้ประกาศ
การปกครองของพระเจ้าเป็นครั้งแรก
พี่น้องชายหญิงทั้ง 20 คนได้รับ
ประโยชน์มากจากโรงเรียนนี้
ซึ่งรวมถึงมิชชันนารีคู่หนึ่งด้วย
ที่เคยจบจากโรงเรียนกิเลียด
เมื่อนานมาแล้ว
ในปี 1999
พี่น้องหนุ่มสาวเหล่านี้
ได้รับประโยชน์มากมายจาก
ประสบการณ์ของพี่น้องมิชชันนารี
นักเรียน 2 คนได้รับมอบหมาย
ให้ไปที่ประชาคมชบาอัมพอว์
ประชาคมนี้ถูกมอบหมายให้
ไปประกาศในเขตที่ห่างไกล
ของจังหวัดสวายเรียง
ซึ่งอยู่ห่างออกไป 120 กิโลเมตร
หรือ 75 ไมล์
พี่น้องในกลุ่มสวายเรียงเข้าร่วม
การประชุมทางออนไลน์
พี่น้องจากชบาอัมพอร์
จะไปประกาศกับกลุ่มสวายเรียง
และให้กำลังใจพี่น้องที่นั่นเป็นระยะๆ
พี่น้องจากประชาคมชบาอัมพอว์
และกลุ่มโดดเดี่ยวที่อยู่ในจังหวัดสวายเรียง
ได้ฝากความรักและคำทักทาย
มาให้พวกเราทุกคนครับ
เราได้รับกำลังใจจริงๆ
ที่ได้เห็นว่าพี่น้องของเรา
กำลังรับใช้พระยะโฮวาอย่างขยันขันแข็ง
และนี่คือรายการโทรทัศน์ JW®
จากสำนักงานใหญ่ของพยานพระยะโฮวา
-