เบตตี จอร์จ: เชื่อฟังแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอ (1 พงษ์กษัตริย์ 2:3)
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ให้เรามาดูท้องเรื่อง00:00:02
00:00:02
ของข้อคัมภีร์วันนี้ด้วยกัน00:00:05
00:00:05
แล้วเราจะเห็นหลักการสำคัญ00:00:08
00:00:08
ที่เราจะเอาไปใช้ได้00:00:09
00:00:09
อ่านด้วยกันครับที่00:00:12
00:00:12
1 พงศ์กษัตริย์00:00:14
00:00:14
บท 1 ข้อ ...00:00:17
00:00:17
(ขอโทษครับ)00:00:18
00:00:18
1 พงศ์กษัตริย์ 2:1 00:00:20
00:00:20
สังเกตฉากเหตุการณ์นะครับ00:00:22
00:00:22
ที่ 1 พงศ์กษัตริย์ 2:1 00:00:26
00:00:26
เมื่อดาวิดใกล้จะเสียชีวิต00:00:29
00:00:29
เขาสั่งโซโลมอนลูกชายว่า00:00:32
00:00:32
นี่เป็นคำสั่งเสียที่ดาวิดบอกโซโลมอน00:00:36
00:00:36
ในข้อ 2 ซึ่งเป็นข้อคัมภีร์ของวันนี้00:00:39
00:00:39
“ขอให้ลูกเข้มแข็งสมกับเป็นลูกผู้ชาย”00:00:42
00:00:42
แต่ขอสังเกตข้อ 300:00:44
00:00:44
ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ00:00:46
00:00:46
ดาวิดบอกโซโลมอนว่า00:00:48
00:00:48
“ลูกต้องทำหน้าที่00:00:49
00:00:49
ที่มีต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของลูก00:00:52
00:00:52
ใช้ชีวิตตามแนวทางของพระองค์00:00:54
00:00:54
และทำตามกฎหมาย” 00:00:55
00:00:55
และเขาก็พูดอย่างอื่นต่อ00:00:57
00:00:57
แต่ให้เราคุยกันในข้อที่พึ่งอ่าน00:00:59
00:00:59
ถ้าให้เราสรุปคำพูดของดาวิด00:01:02
00:01:02
เป็นคำๆเดียว00:01:03
00:01:03
คำนั้นน่าจะเป็นคำว่าอะไรครับ?00:01:06
00:01:06
เชื่อฟัง00:01:08
00:01:08
ถ้าโซโลมอนเชื่อฟัง00:01:12
00:01:12
ผลจะเป็นยังไงครับ?00:01:13
00:01:13
ให้เราสังเกต00:01:15
00:01:15
ที่ส่วนหลังของข้อ 300:01:17
00:01:17
ดาวิดบอกโซโลมอนว่า00:01:19
00:01:19
“แล้ว [ถ้าลูกเชื่อฟัง] 00:01:21
00:01:21
ลูกจะประสบความสำเร็จ00:01:23
00:01:23
ไม่ว่าจะทำอะไร00:01:25
00:01:25
หรือจะไปที่ไหน”00:01:27
00:01:27
ใช่เลยครับ00:01:28
00:01:28
ดังนั้น หลักการสำคัญคือ00:01:31
00:01:31
การเชื่อฟังทำให้00:01:34
00:01:34
ประสบความสำเร็จเสมอ00:01:37
00:01:37
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง00:01:38
00:01:38
ตอนที่โซโลมอนเชื่อฟัง00:01:40
00:01:40
เขาก็ประสบความสำเร็จ00:01:42
00:01:42
ถ้าเราเทียบหลักการนี้00:01:44
00:01:44
กับชีวิตของดาเนียล00:01:47
00:01:47
เราจะดูว่า00:01:49
00:01:49
เขาประสบความสำเร็จยังไง?00:01:53
00:01:53
การเชื่อฟังทำให้ประสบความสำเร็จยังไง?00:01:55
00:01:55
ให้เราเปิดไปที่ดาเนียลบท 100:01:58
00:01:58
เทียบหลักการนี้กับชีวิตของดาเนียลนะครับ00:02:02
00:02:02
ตอนที่ไปถึงบาบิโลน00:02:04
00:02:04
แล้วเราจะดูว่า00:02:06
00:02:06
สิ่งที่ดาเนียลทำ00:02:08
00:02:08
เหมือนกับ00:02:10
00:02:10
สิ่งที่คณะกรรมการประสานงานกับโรงพยาบาลทำยังไง00:02:14
00:02:14
เปิดไปที่ดาเนียลบท 1 00:02:16
00:02:16
และคิดถึงหลักการเรื่องการเชื่อฟังอีกครั้ง00:02:19
00:02:19
ข้อ 8 00:02:20
00:02:20
เราเห็นว่าดาเนียลตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระยะโฮวา00:02:23
00:02:23
ดาเนียล 1:8 บอกว่า00:02:26
00:02:26
“แต่ดาเนียลตั้งใจว่า00:02:28
00:02:28
จะไม่กินอาหาร00:02:30
00:02:30
และเหล้าองุ่นของกษัตริย์”00:02:33
00:02:33
ทำไมดาเนียลถึง00:02:37
00:02:37
ไม่อยากกินอาหารอย่างดีของกษัตริย์?00:02:39
00:02:39
อาจเป็นเพราะเนื้อสัตว์นั้น
ไม่ได้เอาเลือดออกอย่างถูกต้อง00:02:43
00:02:43
ดาเนียลอยากเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้า00:02:46
00:02:46
ในเรื่องเลือด00:02:47
00:02:47
เราก็เหมือนกัน00:02:48
00:02:48
เราตั้งใจเชื่อฟัง00:02:50
00:02:50
กฎหมายของพระยะโฮวาในเรื่องเลือด00:02:52
00:02:52
แต่เพื่อดาเนียลจะเชื่อฟังตามที่ตั้งใจไว้ได้00:02:56
00:02:56
เขารู้ว่าต้องมีคนช่วย00:02:58
00:02:58
ดังนั้น เขาทำอะไร?00:03:00
00:03:00
อ่านต่อนะครับ00:03:01
00:03:01
“เขาจึงขอหัวหน้าข้าราชสำนักว่าจะไม่กินของพวกนี้00:03:06
00:03:06
เพื่อจะไม่ทำให้ตัวเองไม่สะอาด”00:03:08
00:03:08
ทุกวันนี้ก็เหมือนกันครับ00:03:10
00:03:10
เพื่อจะเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้าในเรื่องเลือด00:03:13
00:03:13
เราต้องการความช่วยเหลือจากหมอ00:03:16
00:03:16
ที่มีความสามารถ00:03:18
00:03:18
และเคารพสิทธิ์ของเราในเรื่องเลือด00:03:21
00:03:21
สังเกตไหมข้อนั้นบอกว่า00:03:22
00:03:22
‘ดาเนียลจึงขอหัวหน้าข้าราชสำนัก’00:03:25
00:03:25
เขาขอครั้งเดียวไหม?00:03:26
00:03:26
คัมภีร์ไบเบิลฉบับมีข้ออ้างอิงบอกว่า00:03:29
00:03:29
ดาเนียลขอ “เรื่อยๆ”00:03:31
00:03:31
ขอ “เรื่อยๆ” 00:03:33
00:03:33
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน 00:03:34
00:03:34
คปร.ทุ่มเททำงานหนักและพยายามอยู่เรื่อยๆ00:03:39
00:03:39
ที่จะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับหมอ00:03:42
00:03:42
พวกเขาเลยประสบความสำเร็จในงานที่ทำ00:03:45
00:03:45
และเรื่องนี้ก็เป็นจริงกับดาเนียลด้วย00:03:48
00:03:48
ให้เราดูข้อ 9 นะครับ00:03:50
00:03:50
ข้อ 9 บอกว่า00:03:52
00:03:52
“พระเจ้าเที่ยงแท้00:03:53
00:03:53
ทำให้หัวหน้าข้าราชสำนักเมตตา00:03:57
00:03:57
และเอ็นดูดาเนียล”00:04:00
00:04:00
ดาเนียลประสบความสำเร็จ 00:04:02
00:04:02
และคปร.00:04:04
00:04:04
ก็ประสบความสำเร็จเหมือนกันครับ00:04:06
00:04:06
เนื่องจากพี่น้องคปร.ทั่วโลก00:04:08
00:04:08
ทำงานหนักมาหลายปี 00:04:10
00:04:10
ทำให้ตอนนี้มีหมอมากกว่า 100,000 คนทั่วโลก00:04:13
00:04:13
ที่เต็มใจ00:04:14
00:04:14
รักษาพยานพระยะโฮวาโดยไม่ใช้เลือด00:04:18
00:04:18
ตอนนี้ให้เราดูข้อ 10 ครับ00:04:20
00:04:20
สถานการณ์เปลี่ยนไป00:04:22
00:04:22
ข้อ 10 บอกว่า00:04:23
00:04:23
“แต่หัวหน้าข้าราชสำนักพูดกับดาเนียลว่า00:04:26
00:04:26
‘ผมกลัวว่ากษัตริย์จะโกรธ’”00:04:28
00:04:28
เห็นไหมครับ การเปลี่ยนใจ เปลี่ยนจุดยืนเกิดขึ้นได้00:04:31
00:04:31
และทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น00:04:33
00:04:33
บางครั้ง หมออาจไม่กล้า00:04:35
00:04:35
รักษาคนไข้ที่เป็นพยาน 00:04:37
00:04:37
ทำไมครับ?00:04:38
00:04:38
อาจเป็นเพราะไม่มีประสบการณ์00:04:41
00:04:41
ไม่มีเครื่องมือ00:04:42
00:04:42
หรือบางทีเขาก็แค่อยากทำตามวิธีรักษา00:04:45
00:04:45
ที่โรงพยาบาลกำหนดไว้00:04:47
00:04:47
กรณีของข้าราชสำนักก็เหมือนกัน00:04:50
00:04:50
เขากลัวว่ากษัตริย์จะโกรธ00:04:52
00:04:52
แล้วดาเนียลยอมแพ้ไหม?00:04:54
00:04:54
เขาบอกไหมว่า ‘พระยะโฮวา00:04:56
00:04:56
ผมเชื่อฟังแล้ว00:04:57
00:04:57
ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว’00:04:59
00:04:59
ไม่ใช่ครับ00:05:00
00:05:00
ข้อ 11 บอกว่า00:05:01
00:05:02
‘เขาจึงพูดกับคนที่หัวหน้าข้าราชสำนัก00:05:05
00:05:05
มอบหมายให้ดูแลเขา’00:05:08
00:05:08
เขาเปลี่ยนไปพูดกับคนอื่น 00:05:10
00:05:11
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน 00:05:13
00:05:13
คปร.ไม่ได้หยุด00:05:14
00:05:14
และคิดว่ามีหมอที่ให้ความร่วมมือกับเราแค่นี้ก็พอแล้ว00:05:18
00:05:18
เขายังหาไปเรื่อยๆ 00:05:19
00:05:19
หาหมอที่เต็มใจรักษาเรา00:05:22
00:05:22
และนับถือจุดยืนของเราในเรื่องเลือด00:05:26
00:05:27
ผลเป็นยังไงครับ?00:05:28
00:05:28
ข้อ 12 00:05:30
00:05:30
ดาเนียลพูดกับคนที่หัวหน้าข้าราชสำนัก00:05:32
00:05:32
มอบหมายให้ดูแลเขาว่า00:05:34
00:05:34
‘นายท่าน 00:05:35
00:05:35
ขอให้พวกเราลองสัก 10 วัน’ 00:05:39
00:05:39
ดาเนียลนำเสนอไอเดีย00:05:41
00:05:41
กับคนที่ดูแลเขาประมาณว่า00:05:44
00:05:44
‘มีอีกวิธีหนึ่งนะครับ00:05:45
00:05:45
เรามาลองดูดีไหม?’00:05:47
00:05:47
เหมือนที่คปร.ทำ00:05:49
00:05:49
เขาชวนหมอให้คิดถึงวิธีรักษา00:05:52
00:05:52
แบบอื่นๆที่ไม่ใช้เลือด00:05:55
00:05:55
ผลเป็นยังไงครับ?00:05:57
00:05:57
ข้อ 1300:05:58
00:05:58
คนที่ดูแลเห็นด้วยกับข้อเสนอของดาเนียล00:06:02
00:06:02
และลองทดสอบพวกเขาเป็นเวลา 10 วัน00:06:05
00:06:05
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน00:06:08
00:06:08
คปร.ก็ไปนำเสนอไอเดียกับหมอ00:06:10
00:06:10
ที่จริง00:06:11
00:06:11
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา00:06:13
00:06:13
องค์การได้เตรียม PowerPoint ให้ทีมคปร.00:06:16
00:06:16
เพื่อคปร.จะเอาไปคุยกับหมอ00:06:19
00:06:19
ผมมีตัวอย่างของ 3 สไลด์แรกให้ดูครับ00:06:23
00:06:24
สไลด์แรกอธิบายให้หมอเข้าใจว่า00:06:27
00:06:27
เราอยากร่วมมือกับหมอ00:06:29
00:06:29
เราไม่ได้อยากเถียง00:06:31
00:06:31
แต่อยากทำงานร่วมกันอย่างดี00:06:34
00:06:34
สไลด์ที่ 2 00:06:35
00:06:35
บางครั้ง00:06:37
00:06:38
อาจเป็นไปได้ว่า00:06:39
00:06:39
จุดยืนของพยานกับหมออยู่คนละฝั่งกัน00:06:42
00:06:42
แต่จุดประสงค์ของการพรีเซนต์00:06:44
00:06:44
ก็เพื่อลดช่องว่าง00:06:46
00:06:46
ขอเปิดสไลด์ที่ 3 ครับ00:06:48
00:06:48
ลดช่องว่าง00:06:50
00:06:50
และสร้างสะพาน00:06:52
00:06:52
ระหว่างหมอกับคนไข้ที่เป็นพยาน00:06:55
00:06:55
และเราอยากบอกว่า PowerPoint นี้00:06:58
00:06:58
มีประโยชน์มากกับคปร.00:07:00
00:07:00
ขอบคุณที่ช่วยเปิดสไลด์ครับ00:07:02
00:07:03
และปีที่แล้ว00:07:05
00:07:05
แค่ที่เขตของสาขาสหรัฐ00:07:08
00:07:08
คปร.ได้ไปคุยกับหมอ00:07:10
00:07:10
และเปิด PowerPoint นี้00:07:12
00:07:12
มากกว่า 3,600 ครั้ง00:07:14
00:07:14
เพื่อให้หมอเห็นวิธีอื่นๆ00:07:16
00:07:16
ที่รักษาคนไข้ที่เป็นพยาน00:07:19
00:07:19
และเราเห็นว่า00:07:21
00:07:21
หลักการนี้ช่วยดาเนียล00:07:24
00:07:24
เขาเชื่อฟัง00:07:25
00:07:25
พระยะโฮวาก็เลยอวยพรเขา00:07:28
00:07:28
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน00:07:29
00:07:29
พระยะโฮวาอวยพรที่เราเชื่อฟัง00:07:32
00:07:32
ในเรื่องการไม่ใช้เลือด00:07:34
00:07:34
และเนื่องจากคปร.00:07:36
00:07:36
ทำงานอย่างขยัน00:07:37
00:07:37
และทุ่มเท00:07:39
00:07:39
ตอนนี้เราก็เลยมีหมอหลายคน00:07:42
00:07:42
ที่เต็มใจร่วมมือเรื่องการรักษา00:07:45
00:07:45
เอาล่ะ00:07:46
00:07:46
ให้ถามตัวเองว่า00:07:47
00:07:47
คุณและผมจะสนับสนุนการจัดเตรียมที่ยอดเยี่ยม00:07:50
00:07:50
และสะท้อนถึงความรักของพระยะโฮวานี้ได้ยังไง?00:07:54
00:07:54
มี 2 อย่างที่เราทำได้00:07:56
00:07:56
อย่างแรก00:07:58
00:07:58
เราอยากทำตามการชี้นำที่คณะกรรมการปกครอง00:08:01
00:08:01
ให้ไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว00:08:03
00:08:03
จำได้ไหมครับ00:08:05
00:08:05
ในเดือนมกราคม 2023 00:08:08
00:08:08
ที่ให้เราติดต่อกับคปร.00:08:10
00:08:10
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้00:08:12
00:08:12
ในเรื่องการรักษา00:08:14
00:08:14
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเลือดก็ตาม00:08:17
00:08:18
ยิ่งบอกเร็ว00:08:20
00:08:20
ก็ยิ่งดีครับ00:08:22
00:08:22
เราดีใจที่เห็นว่าพี่น้องทั่วโลก00:08:25
00:08:25
ติดตามการชี้นำนี้00:08:27
00:08:27
ผลก็คือ00:08:29
00:08:29
จำนวนผู้ป่วยเคสฉุกเฉินลดลง00:08:33
00:08:33
น่ายินดีใช่ไหมครับ 00:08:35
00:08:35
เราช่วยชีวิตพี่น้อง00:08:37
00:08:37
ช่วยชีวิต00:08:38
00:08:38
เรื่องนี้สำคัญ00:08:39
00:08:39
โดยเฉพาะในกรณีของพี่น้องที่ตั้งครรภ์00:08:42
00:08:42
เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ชีวิตเดียว00:08:44
00:08:44
แต่เป็น 2 ชีวิต00:08:46
00:08:46
ดังนั้น ยิ่งเราปรึกษาคปร.เร็วเท่าไหร่00:08:49
00:08:49
ก็จะยิ่งเกิดผลดีเท่านั้น00:08:51
00:08:51
ตัวอย่างเช่น มีเคสหนึ่งที่แอฟริกา00:08:54
00:08:54
พี่น้องคนนึงที่ตั้งครรภ์และสามีได้ติดต่อคปร.00:08:59
00:08:59
คปร.ได้แนะนำหมอที่ให้ความร่วมมือกับพวกเขา00:09:03
00:09:03
ช่วง 3 เดือนแรกไม่มีปัญหาอะไร00:09:07
00:09:07
พอถึง 6 เดือนก็ยังไม่มีปัญหา00:09:09
00:09:09
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหา00:09:12
00:09:12
พวกเขาเลยติดต่อหมอทันที00:09:14
00:09:14
ตอนนั้นหมอลาพักร้อน00:09:16
00:09:16
แต่พอหมอรู้00:09:18
00:09:18
เขาก็เปลี่ยนแผน00:09:19
00:09:19
และรีบกลับมารักษาพี่น้องของเรา00:09:21
00:09:21
หมอบอกว่า00:09:23
00:09:23
ดีนะ ที่คุณติดต่อผม00:09:25
00:09:25
ไม่งั้นคุณกับลูกอาจไม่รอด00:09:28
00:09:28
น่าประทับใจจริงๆ00:09:31
00:09:31
การเชื่อฟังคำชี้นำขององค์การ00:09:35
00:09:35
ทำให้เกิดผลดี00:09:37
00:09:37
ดังนั้น อย่างแรก00:09:38
00:09:38
ให้เราติดต่อคปร.ให้เร็วที่สุด00:09:41
00:09:41
และสนับสนุนให้พี่น้อง00:09:43
00:09:43
ในประชาคมของเราทำอย่างเดียวกัน00:09:45
00:09:45
อย่างที่ 2 อธิษฐานเพื่อพี่น้องคปร.และครอบครัว00:09:49
00:09:49
คิดดูสิครับ00:09:50
00:09:50
ว่าถ้าต้องจ้างคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง00:09:53
00:09:53
ค่าใช้จ่ายจะสูงแค่ไหน?00:09:55
00:09:55
คปร.ดูแลเราอย่างนั้นอยู่ครับ00:09:58
00:09:58
เราเลยรู้สึกขอบคุณพระยะโฮวา00:10:01
00:10:01
พี่น้องคปร.00:10:02
00:10:02
และครอบครัวของพวกเขาที่เสียสละ00:10:05
00:10:05
เพื่อเราจะเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้าในเรื่องเลือดได้00:10:10
00:10:10
เราเห็นหลักการนี้ในตัวอย่างของดาเนียล00:10:12
00:10:12
เขาเชื่อฟัง00:10:14
00:10:14
ก็เลยประสบความสำเร็จ00:10:16
00:10:16
ถ้าเราเชื่อฟังและทำตามการชี้นำ00:10:19
00:10:19
ทำตามกฎหมายของพระองค์ 00:10:21
00:10:21
เราจะประสบความสำเร็จ 00:10:24
00:10:24
ดังนั้น จำหลักการข้อนี้ไว้ให้ดีครับ00:10:27
00:10:27
การเชื่อฟังทำให้ประสบความสำเร็จ00:10:31
เบตตี จอร์จ: เชื่อฟังแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอ (1 พงษ์กษัตริย์ 2:3)
-
เบตตี จอร์จ: เชื่อฟังแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอ (1 พงษ์กษัตริย์ 2:3)
ให้เรามาดูท้องเรื่อง
ของข้อคัมภีร์วันนี้ด้วยกัน
แล้วเราจะเห็นหลักการสำคัญ
ที่เราจะเอาไปใช้ได้
อ่านด้วยกันครับที่
1 พงศ์กษัตริย์
บท 1 ข้อ ...
(ขอโทษครับ)
1 พงศ์กษัตริย์ 2:1
สังเกตฉากเหตุการณ์นะครับ
ที่ 1 พงศ์กษัตริย์ 2:1
เมื่อดาวิดใกล้จะเสียชีวิต
เขาสั่งโซโลมอนลูกชายว่า
นี่เป็นคำสั่งเสียที่ดาวิดบอกโซโลมอน
ในข้อ 2 ซึ่งเป็นข้อคัมภีร์ของวันนี้
“ขอให้ลูกเข้มแข็งสมกับเป็นลูกผู้ชาย”
แต่ขอสังเกตข้อ 3
ซึ่งเป็นหลักการสำคัญ
ดาวิดบอกโซโลมอนว่า
“ลูกต้องทำหน้าที่
ที่มีต่อพระยะโฮวาพระเจ้าของลูก
ใช้ชีวิตตามแนวทางของพระองค์
และทำตามกฎหมาย”
และเขาก็พูดอย่างอื่นต่อ
แต่ให้เราคุยกันในข้อที่พึ่งอ่าน
ถ้าให้เราสรุปคำพูดของดาวิด
เป็นคำๆเดียว
คำนั้นน่าจะเป็นคำว่าอะไรครับ?
เชื่อฟัง
ถ้าโซโลมอนเชื่อฟัง
ผลจะเป็นยังไงครับ?
ให้เราสังเกต
ที่ส่วนหลังของข้อ 3
ดาวิดบอกโซโลมอนว่า
“แล้ว [ถ้าลูกเชื่อฟัง]
ลูกจะประสบความสำเร็จ
ไม่ว่าจะทำอะไร
หรือจะไปที่ไหน”
ใช่เลยครับ
ดังนั้น หลักการสำคัญคือ
การเชื่อฟังทำให้
ประสบความสำเร็จเสมอ
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง
ตอนที่โซโลมอนเชื่อฟัง
เขาก็ประสบความสำเร็จ
ถ้าเราเทียบหลักการนี้
กับชีวิตของดาเนียล
เราจะดูว่า
เขาประสบความสำเร็จยังไง?
การเชื่อฟังทำให้ประสบความสำเร็จยังไง?
ให้เราเปิดไปที่ดาเนียลบท 1
เทียบหลักการนี้กับชีวิตของดาเนียลนะครับ
ตอนที่ไปถึงบาบิโลน
แล้วเราจะดูว่า
สิ่งที่ดาเนียลทำ
เหมือนกับ
สิ่งที่คณะกรรมการประสานงานกับโรงพยาบาลทำยังไง
เปิดไปที่ดาเนียลบท 1
และคิดถึงหลักการเรื่องการเชื่อฟังอีกครั้ง
ข้อ 8
เราเห็นว่าดาเนียลตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระยะโฮวา
ดาเนียล 1:8 บอกว่า
“แต่ดาเนียลตั้งใจว่า
จะไม่กินอาหาร
และเหล้าองุ่นของกษัตริย์”
ทำไมดาเนียลถึง
ไม่อยากกินอาหารอย่างดีของกษัตริย์?
อาจเป็นเพราะเนื้อสัตว์นั้น
ไม่ได้เอาเลือดออกอย่างถูกต้อง
ดาเนียลอยากเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้า
ในเรื่องเลือด
เราก็เหมือนกัน
เราตั้งใจเชื่อฟัง
กฎหมายของพระยะโฮวาในเรื่องเลือด
แต่เพื่อดาเนียลจะเชื่อฟังตามที่ตั้งใจไว้ได้
เขารู้ว่าต้องมีคนช่วย
ดังนั้น เขาทำอะไร?
อ่านต่อนะครับ
“เขาจึงขอหัวหน้าข้าราชสำนักว่าจะไม่กินของพวกนี้
เพื่อจะไม่ทำให้ตัวเองไม่สะอาด”
ทุกวันนี้ก็เหมือนกันครับ
เพื่อจะเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้าในเรื่องเลือด
เราต้องการความช่วยเหลือจากหมอ
ที่มีความสามารถ
และเคารพสิทธิ์ของเราในเรื่องเลือด
สังเกตไหมข้อนั้นบอกว่า
‘ดาเนียลจึงขอหัวหน้าข้าราชสำนัก’
เขาขอครั้งเดียวไหม?
คัมภีร์ไบเบิลฉบับมีข้ออ้างอิงบอกว่า
ดาเนียลขอ “เรื่อยๆ”
ขอ “เรื่อยๆ”
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
คปร.ทุ่มเททำงานหนักและพยายามอยู่เรื่อยๆ
ที่จะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับหมอ
พวกเขาเลยประสบความสำเร็จในงานที่ทำ
และเรื่องนี้ก็เป็นจริงกับดาเนียลด้วย
ให้เราดูข้อ 9 นะครับ
ข้อ 9 บอกว่า
“พระเจ้าเที่ยงแท้
ทำให้หัวหน้าข้าราชสำนักเมตตา
และเอ็นดูดาเนียล”
ดาเนียลประสบความสำเร็จ
และคปร.
ก็ประสบความสำเร็จเหมือนกันครับ
เนื่องจากพี่น้องคปร.ทั่วโลก
ทำงานหนักมาหลายปี
ทำให้ตอนนี้มีหมอมากกว่า 100,000 คนทั่วโลก
ที่เต็มใจ
รักษาพยานพระยะโฮวาโดยไม่ใช้เลือด
ตอนนี้ให้เราดูข้อ 10 ครับ
สถานการณ์เปลี่ยนไป
ข้อ 10 บอกว่า
“แต่หัวหน้าข้าราชสำนักพูดกับดาเนียลว่า
‘ผมกลัวว่ากษัตริย์จะโกรธ’”
เห็นไหมครับ การเปลี่ยนใจ เปลี่ยนจุดยืนเกิดขึ้นได้
และทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น
บางครั้ง หมออาจไม่กล้า
รักษาคนไข้ที่เป็นพยาน
ทำไมครับ?
อาจเป็นเพราะไม่มีประสบการณ์
ไม่มีเครื่องมือ
หรือบางทีเขาก็แค่อยากทำตามวิธีรักษา
ที่โรงพยาบาลกำหนดไว้
กรณีของข้าราชสำนักก็เหมือนกัน
เขากลัวว่ากษัตริย์จะโกรธ
แล้วดาเนียลยอมแพ้ไหม?
เขาบอกไหมว่า ‘พระยะโฮวา
ผมเชื่อฟังแล้ว
ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว’
ไม่ใช่ครับ
ข้อ 11 บอกว่า
‘เขาจึงพูดกับคนที่หัวหน้าข้าราชสำนัก
มอบหมายให้ดูแลเขา’
เขาเปลี่ยนไปพูดกับคนอื่น
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
คปร.ไม่ได้หยุด
และคิดว่ามีหมอที่ให้ความร่วมมือกับเราแค่นี้ก็พอแล้ว
เขายังหาไปเรื่อยๆ
หาหมอที่เต็มใจรักษาเรา
และนับถือจุดยืนของเราในเรื่องเลือด
ผลเป็นยังไงครับ?
ข้อ 12
ดาเนียลพูดกับคนที่หัวหน้าข้าราชสำนัก
มอบหมายให้ดูแลเขาว่า
‘นายท่าน
ขอให้พวกเราลองสัก 10 วัน’
ดาเนียลนำเสนอไอเดีย
กับคนที่ดูแลเขาประมาณว่า
‘มีอีกวิธีหนึ่งนะครับ
เรามาลองดูดีไหม?’
เหมือนที่คปร.ทำ
เขาชวนหมอให้คิดถึงวิธีรักษา
แบบอื่นๆที่ไม่ใช้เลือด
ผลเป็นยังไงครับ?
ข้อ 13
คนที่ดูแลเห็นด้วยกับข้อเสนอของดาเนียล
และลองทดสอบพวกเขาเป็นเวลา 10 วัน
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
คปร.ก็ไปนำเสนอไอเดียกับหมอ
ที่จริง
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา
องค์การได้เตรียม PowerPoint ให้ทีมคปร.
เพื่อคปร.จะเอาไปคุยกับหมอ
ผมมีตัวอย่างของ 3 สไลด์แรกให้ดูครับ
สไลด์แรกอธิบายให้หมอเข้าใจว่า
เราอยากร่วมมือกับหมอ
เราไม่ได้อยากเถียง
แต่อยากทำงานร่วมกันอย่างดี
สไลด์ที่ 2
บางครั้ง
อาจเป็นไปได้ว่า
จุดยืนของพยานกับหมออยู่คนละฝั่งกัน
แต่จุดประสงค์ของการพรีเซนต์
ก็เพื่อลดช่องว่าง
ขอเปิดสไลด์ที่ 3 ครับ
ลดช่องว่าง
และสร้างสะพาน
ระหว่างหมอกับคนไข้ที่เป็นพยาน
และเราอยากบอกว่า PowerPoint นี้
มีประโยชน์มากกับคปร.
ขอบคุณที่ช่วยเปิดสไลด์ครับ
และปีที่แล้ว
แค่ที่เขตของสาขาสหรัฐ
คปร.ได้ไปคุยกับหมอ
และเปิด PowerPoint นี้
มากกว่า 3,600 ครั้ง
เพื่อให้หมอเห็นวิธีอื่นๆ
ที่รักษาคนไข้ที่เป็นพยาน
และเราเห็นว่า
หลักการนี้ช่วยดาเนียล
เขาเชื่อฟัง
พระยะโฮวาก็เลยอวยพรเขา
ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน
พระยะโฮวาอวยพรที่เราเชื่อฟัง
ในเรื่องการไม่ใช้เลือด
และเนื่องจากคปร.
ทำงานอย่างขยัน
และทุ่มเท
ตอนนี้เราก็เลยมีหมอหลายคน
ที่เต็มใจร่วมมือเรื่องการรักษา
เอาล่ะ
ให้ถามตัวเองว่า
คุณและผมจะสนับสนุนการจัดเตรียมที่ยอดเยี่ยม
และสะท้อนถึงความรักของพระยะโฮวานี้ได้ยังไง?
มี 2 อย่างที่เราทำได้
อย่างแรก
เราอยากทำตามการชี้นำที่คณะกรรมการปกครอง
ให้ไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
จำได้ไหมครับ
ในเดือนมกราคม 2023
ที่ให้เราติดต่อกับคปร.
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในเรื่องการรักษา
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเลือดก็ตาม
ยิ่งบอกเร็ว
ก็ยิ่งดีครับ
เราดีใจที่เห็นว่าพี่น้องทั่วโลก
ติดตามการชี้นำนี้
ผลก็คือ
จำนวนผู้ป่วยเคสฉุกเฉินลดลง
น่ายินดีใช่ไหมครับ
เราช่วยชีวิตพี่น้อง
ช่วยชีวิต
เรื่องนี้สำคัญ
โดยเฉพาะในกรณีของพี่น้องที่ตั้งครรภ์
เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ชีวิตเดียว
แต่เป็น 2 ชีวิต
ดังนั้น ยิ่งเราปรึกษาคปร.เร็วเท่าไหร่
ก็จะยิ่งเกิดผลดีเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น มีเคสหนึ่งที่แอฟริกา
พี่น้องคนนึงที่ตั้งครรภ์และสามีได้ติดต่อคปร.
คปร.ได้แนะนำหมอที่ให้ความร่วมมือกับพวกเขา
ช่วง 3 เดือนแรกไม่มีปัญหาอะไร
พอถึง 6 เดือนก็ยังไม่มีปัญหา
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหา
พวกเขาเลยติดต่อหมอทันที
ตอนนั้นหมอลาพักร้อน
แต่พอหมอรู้
เขาก็เปลี่ยนแผน
และรีบกลับมารักษาพี่น้องของเรา
หมอบอกว่า
ดีนะ ที่คุณติดต่อผม
ไม่งั้นคุณกับลูกอาจไม่รอด
น่าประทับใจจริงๆ
การเชื่อฟังคำชี้นำขององค์การ
ทำให้เกิดผลดี
ดังนั้น อย่างแรก
ให้เราติดต่อคปร.ให้เร็วที่สุด
และสนับสนุนให้พี่น้อง
ในประชาคมของเราทำอย่างเดียวกัน
อย่างที่ 2 อธิษฐานเพื่อพี่น้องคปร.และครอบครัว
คิดดูสิครับ
ว่าถ้าต้องจ้างคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายจะสูงแค่ไหน?
คปร.ดูแลเราอย่างนั้นอยู่ครับ
เราเลยรู้สึกขอบคุณพระยะโฮวา
พี่น้องคปร.
และครอบครัวของพวกเขาที่เสียสละ
เพื่อเราจะเชื่อฟังกฎหมายของพระเจ้าในเรื่องเลือดได้
เราเห็นหลักการนี้ในตัวอย่างของดาเนียล
เขาเชื่อฟัง
ก็เลยประสบความสำเร็จ
ถ้าเราเชื่อฟังและทำตามการชี้นำ
ทำตามกฎหมายของพระองค์
เราจะประสบความสำเร็จ
ดังนั้น จำหลักการข้อนี้ไว้ให้ดีครับ
การเชื่อฟังทำให้ประสบความสำเร็จ
-