พอล กีลีส์: "คนที่สร้างสันติก็มีความสุข" (มัทธิว 5:9)
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:00
ที่มัทธิวบท 5 ข้อ 9
พระเยซูให้เหตุผลชัดเจน00:00:04
00:00:04
ว่าทำไมเราต้อง
พยายามเป็นคนสร้างสันติ00:00:07
00:00:07
ท่านพูดง่ายๆว่า
คนที่สร้างสันติก็มีความสุข00:00:11
00:00:11
ฟังดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆ00:00:14
00:00:14
แต่จริงๆแล้วการเป็นคน
สร้างสันติก็ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ00:00:18
00:00:18
ผมอยากพูดเรื่องหนึ่งว่าทำไมมันไม่ง่าย00:00:21
00:00:21
เรื่องนี้มีบอกไว้ในยากอบบท 300:00:25
00:00:25
ให้เราดูด้วยกันที่ยากอบบท 3 00:00:28
00:00:28
เราจะอ่านในข้อที่ 5 ครับ00:00:30
00:00:31
“ลิ้นก็เหมือนกัน00:00:33
00:00:33
มันเป็นอวัยวะเล็กๆ แต่คุยโต00:00:36
00:00:36
คิดดูสิ00:00:38
00:00:38
ไฟป่าที่ลุกลามใหญ่โต
เกิดจากเปลวไฟเล็กๆเท่านั้น”00:00:43
00:00:43
แต่เราคงเห็นด้วยกับคำพูดในข้อ 800:00:46
00:00:46
“แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนทำให้ลิ้นเชื่องได้00:00:49
00:00:49
มันควบคุมไม่ได้00:00:50
00:00:50
สร้างความเสียหาย
และมีพิษร้ายถึงตาย”00:00:54
00:00:54
นี่แหละครับที่ยาก
เพราะเราต้องควบคุมลิ้น00:00:57
00:00:57
มันเลยไม่ง่ายที่จะเป็นคนสร้างสันติ00:01:00
00:01:00
ลิ้นมีกล้ามเนื้อเยอะ00:01:02
00:01:02
ลิ้นช่วยเราตอนกิน หายใจและพูด00:01:05
00:01:05
และยากอบกำลังพูดถึงการใช้ลิ้นในการพูด00:01:09
00:01:09
คำว่าลิ้นในภาษาอังกฤษ00:01:11
00:01:11
มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ lingua00:01:14
00:01:14
ในภาษาอังกฤษก็มีหลายคำที่มาจากคำนี้00:01:18
00:01:18
เช่น “linguistic” หรือ “language”00:01:22
00:01:22
เราเองก็มีสำนวนที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน00:01:25
00:01:25
ที่เชื่อมโยงลิ้นกับคำพูด00:01:27
00:01:27
เช่น ลิ้นพันกัน00:01:29
00:01:29
ลิ้นเป็นไฟ ลิ้นสองแฉกและลิ้นกับฟัน00:01:33
00:01:34
เหมือนที่ยากอบบอก00:01:36
00:01:36
ลิ้นเป็นเหมือนไฟ
ที่สร้างความเสียหายได้มากมาย00:01:40
00:01:40
ไฟป่าที่ลุกลามใหญ่โต
ก็เกิดจากเปลวไฟเล็กๆเท่านั้น00:01:44
00:01:44
ดังนั้นเพื่อจะเป็นคนสร้างสันติ00:01:47
00:01:47
เราต้องพยายามอย่างมาก
ที่จะควบคุมลิ้นเมื่อถูกยั่วโมโห00:01:51
00:01:51
เพราะเราเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ00:01:53
00:01:54
ลิ้นของเรารับรสชาติพื้นฐานได้ 4 รส00:01:57
00:01:57
หวาน เค็ม เปรี้ยวและขม00:02:01
00:02:01
ปลายลิ้นจะเป็นส่วนที่รับรสหวาน00:02:04
00:02:04
ตุ่มรับรสที่อยู่ด้านข้างของลิ้น00:02:07
00:02:07
จะรับรู้รสเปรี้ยวและเค็ม00:02:11
00:02:11
ส่วนรสขมจะรับรู้รสได้
ตรงโคนลิ้นใกล้ลำคอ00:02:16
00:02:16
และผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิล00:02:18
00:02:18
ก็เปรียบการรับรสของลิ้นเหมือนกับคำพูด00:02:21
00:02:21
เช่น ที่โยบ 34:3 บอกว่า00:02:24
00:02:24
“หูมีไว้ฟังเพื่อจะใคร่ครวญ00:02:26
00:02:26
เหมือนที่ลิ้นมีไว้ชิมรสอาหาร”00:02:29
00:02:29
และเปาโลก็พูดคล้ายกันที่โคโลสี 4:6 ว่า 00:02:33
00:02:33
“ให้คำพูดของพวกคุณ00:02:36
00:02:36
เป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ00:02:38
00:02:38
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ00:02:41
00:02:41
พวกคุณจะได้รู้ว่าควรตอบแต่ละคนอย่างไร”00:02:44
00:02:44
นี่แสดงว่าคำพูดของคน
ที่สร้างสันติต้องมีรสชาติดี00:02:48
00:02:48
แต่เราก็ยอมรับว่า00:02:50
00:02:50
มันเป็นแบบที่ยากอบ 3:10 พูดไว้00:02:53
00:02:53
ที่บอกว่า00:02:54
00:02:55
“ทั้งคำสรรเสริญและคำแช่งด่า
ออกมาจากปากเดียวกัน”00:02:59
00:02:59
จริงใช่ไหมครับที่ทั้งคำพูดหวานๆ
และคำพูดขมๆออกมาจากปากเดียวกัน00:03:05
00:03:05
เราอาจพูดดีตอนที่เราไปประกาศ00:03:07
00:03:07
หรือตอนที่คุยกับพี่น้องในประชาคม00:03:10
00:03:10
แต่กลับพูดไม่ดีกับคนในครอบครัว
หรือคนที่เราทำงานด้วย00:03:14
00:03:15
แล้วทำไมบางครั้งพวกเราถึงทำแบบนั้นล่ะครับ00:03:18
00:03:18
พระเยซูรู้ว่าเพราะอะไร00:03:20
00:03:20
ท่านรู้ว่าสิ่งที่เราพูดออกมาจาก
ความคิดและสิ่งที่อยู่ในใจเรา00:03:25
00:03:25
อย่างที่บอกเราในมัทธิว 12:34 ว่า 00:03:28
00:03:28
“เพราะว่าใจเต็มไปด้วยอะไร ปากก็พูดอย่างนั้น”00:03:32
00:03:32
คล้ายกับรสขมที่รับรู้ได้ตรงโคนลิ้นที่อยู่ลึก00:03:37
00:03:37
คำพูดขมๆที่รสชาติไม่ดี
ก็ออกมาจากลำคอของเรา00:03:41
00:03:41
หรือพูดอีกอย่างก็คือ00:03:43
00:03:43
มาจากส่วนลึกที่อยู่ในใจ00:03:45
00:03:45
ที่ทำให้รู้เลยว่าคนนั้นคิดอะไรในใจจริงๆ00:03:49
00:03:49
ดังนั้นจะบอกได้เลยว่าเรารู้สึกยังไงกับคนอื่น00:03:52
00:03:52
ก็ดูจากคำพูดของเรา00:03:55
00:03:55
ในภาพนี้คุณเห็นอะไรครับ 00:03:58
00:03:58
เราเห็นเลยว่า00:04:00
00:04:00
คำพูดของเราแสดงว่า
เราให้เกียรติคนอื่นหรือเปล่า00:04:04
00:04:04
เราเห็นในภาพ00:04:05
00:04:05
พี่น้องหญิงคนนี้ใช้คำพูดแรงๆ
กับพี่น้องอีกคนหนึ่ง00:04:09
00:04:09
เวลาเราพูดอะไรไปแล้ว00:04:11
00:04:11
เราลบมันไม่ได้
ไม่เหมือนกับตัวหนังสือในคอมพิวเตอร์00:04:15
00:04:15
ดังนั้นถ้าเราพูดอะไรไป
แล้วทำให้คนอื่นเจ็บ00:04:18
00:04:18
ถ้าเราเป็นคนสร้างสันติ00:04:20
00:04:20
เราต้องขอโทษคนนั้นจากใจ00:04:23
00:04:23
และเราก็เห็นว่าพี่น้องหญิงคนนี้00:04:26
00:04:26
พอเขาคิดใคร่ครวญจากสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอก00:04:29
00:04:29
เขาก็กลับไปขอโทษพี่น้องหญิงคนนั้น00:04:32
00:04:33
ตอนนี้ให้เรามาดูที่สุภาษิต 12:18 00:04:37
00:04:37
ข้อนี้จะบอกเหตุผลให้รู้ครับ00:04:39
00:04:39
ว่า00:04:41
00:04:41
ทำไมเราถึงต้องคิดก่อนพูด00:04:45
00:04:45
ที่นั่นอ่านว่า00:04:47
00:04:47
“คำพูดที่ไม่คิดเป็นเหมือนดาบที่ทิ่มแทง00:04:51
00:04:51
แต่คำพูดของคนฉลาดจะช่วยเยียวยารักษา”00:04:55
00:04:55
คำพูดอาจเป็นเหมือนดาบ00:04:58
00:04:58
คำพูดเจ็บๆอาจทำให้คนที่ฟัง
รู้สึกเจ็บปวดไปอีกนาน00:05:03
00:05:03
เหมือนทิ้งแผลเป็นเอาไว้00:05:05
00:05:05
และตอนที่คนนั้นท้อใจ
เขาก็จะคิดถึงคำพูดที่เจ็บปวดนั้น00:05:10
00:05:10
คุณเคยเป็นแบบนั้นไหมครับ00:05:12
00:05:12
คุณท้อ00:05:13
00:05:13
และอาจจะคิดถึงคำพูด
ที่คนเคยพูดไม่ดีกับคุณ00:05:17
00:05:17
อาจจะหลายปีมาแล้ว00:05:18
00:05:18
แต่ตรงกันข้าม00:05:20
00:05:20
คำพูดของคนฉลาดจะช่วยเยียวยารักษา00:05:23
00:05:23
และทำให้มีสันติสุข00:05:24
00:05:24
ตอนนี้ให้เรามาดูตัวอย่างในคัมภีร์ไบเบิล00:05:27
00:05:27
ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้00:05:29
00:05:29
เมื่อคิดถึงโยบ00:05:30
00:05:30
เรามักจะคิดถึงความเจ็บปวดด้านร่างกาย00:05:33
00:05:33
แต่ดูเหมือนคำพูดทำให้เขาเจ็บ
พอๆกับที่เขาเจ็บปวดด้านร่างกาย00:05:38
00:05:38
ให้เรามาดูคำพูดหนึ่งของโยบที่โยบ 19:200:05:43
00:05:43
ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้น
เป็นเหมือนที่เราเห็นในภาพ00:05:46
00:05:47
โยบบอกว่าเขารู้สึกยังไง00:05:49
00:05:49
หลังจากได้ยินคำพูดแรงๆจากบิลดัด00:05:51
00:05:51
เขาบอกว่า00:05:53
00:05:53
“พวกคุณจะทำให้ผมโกรธ
และพูดให้ผมช้ำใจไปอีกนานแค่ไหน”00:05:58
00:05:58
เห็นไหมครับเขาบอกว่า00:06:00
00:06:00
‘จะพูดให้ผมช้ำใจไปอีกนานแค่ไหน’00:06:03
00:06:03
โยบไม่ได้บอกว่าเขาหงุดหงิดหรือรำคาญ00:06:06
00:06:06
แต่บอกว่าเขาช้ำใจ00:06:08
00:06:08
คำพูดแรงๆของเพื่อนจอมปลอมของโยบ00:06:10
00:06:10
เป็นเหมือนดาบที่ทิ่มแทงหลายๆครั้ง00:06:13
00:06:13
ในหนังสือโยบคำพูดของพวกเขายาวถึง 9 บท00:06:16
00:06:16
และโยบคงจะเจ็บปวดมาก
ที่เพื่อนเหล่านี้ไม่เรียกชื่อของเขาด้วยซ้ำ00:06:21
00:06:21
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโยบถึงช้ำใจ 00:06:24
00:06:24
ถ้าเราเจอแบบนั้น
ก็คงรู้สึกแบบนี้ด้วยใช่ไหมครับ00:06:28
00:06:29
เมื่อเจอแบบนี้00:06:30
00:06:31
โยบมีทางเลือกอยู่ 2 ทางว่าจะทำแบบไหน 00:06:34
00:06:35
เขาอาจจะคิดในใจและตั้งใจไว้ว่า00:06:38
00:06:38
ถ้าผมหายเมื่อไหร่00:06:40
00:06:41
ผมจะแก้แค้นพวกคุณ 3 คน00:06:44
00:06:44
แต่โยบไม่ได้ทำ โยบเลือกที่จะสร้างสันติ00:06:49
00:06:50
ให้เราอ่านด้วยกัน ที่โยบ 42:800:06:54
00:06:54
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในรูปครับ00:06:56
00:06:59
ถ้าเราดูส่วนกลางของข้อ 800:07:01
00:07:01
พระยะโฮวาบอกให้โยบทำบางอย่าง00:07:04
00:07:04
ที่นั่นบอกว่า00:07:06
00:07:06
“แล้วโยบผู้รับใช้ของเราจะอธิษฐานเพื่อพวกเจ้า”00:07:10
00:07:11
น่าสนใจ00:07:12
00:07:12
นี่เหมือนกับพระยะโฮวากำลังบอกกับโยบว่า00:07:15
00:07:15
เพื่อจะสร้างสันติสุข00:07:17
00:07:17
และหายเจ็บปวดใจ00:07:19
00:07:19
โยบต้องอธิษฐานเพื่อเพื่อน 3 คนของเขา00:07:23
00:07:23
ที่พระยะโฮวาอยากให้โยบทำแบบนี้00:07:26
00:07:26
มันเป็นจุดที่น่าสนใจมาก00:07:29
00:07:29
เพราะการอธิษฐานเผื่อคนที่ทำให้เราเจ็บ00:07:31
00:07:31
มันเป็นเรื่องที่ยากมาก00:07:34
00:07:34
แต่ถ้าเราดูที่ข้อ 10 เราจะเห็นว่า00:07:37
00:07:37
หลังจากที่โยบอธิษฐานเพื่อเพื่อนๆแล้ว00:07:40
00:07:40
พระยะโฮวาก็ช่วยโยบ
ให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน00:07:43
00:07:43
และให้เขากลับมาร่ำรวยเหมือนเดิม00:07:46
00:07:47
การที่โยบทำแบบนี้00:07:49
00:07:49
ช่วยให้เขาเอาความโกรธที่มีในใจทิ้งไป00:07:52
00:07:52
และก็ก้าวเดินต่อไปได้ 00:07:54
00:07:55
ดูเหมือนชีวิตของโยบต่อจากนี้ 140 ปี00:07:58
00:07:58
เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก00:08:00
00:08:00
และเหตุผลสำคัญที่สุด
ที่ทำให้เขามีความสุขก็คือ00:08:04
00:08:04
เขามีสันติสุขกับพระยะโฮวา00:08:07
00:08:08
คนที่สร้างสันติสุขเป็นคนที่มีความสุข00:08:11
00:08:11
เพราะเขาเลือกที่จะให้อภัยแทนที่จะแก้แค้น00:08:16
00:08:16
ทีนี้ให้เรามาคุยกันอีกแง่มุมหนึ่ง00:08:19
00:08:19
ที่จะทำให้เราเป็นคนสร้างสันติสุข00:08:22
00:08:22
เราจะทำยังไง00:08:24
00:08:24
ถ้าเพื่อนของเราพูดให้อีกคนหนึ่งเจ็บ00:08:27
00:08:27
เราจะทำเฉยๆไหม00:08:29
00:08:29
หรือเราพยายามจะสร้างสันติ 00:08:31
00:08:31
ให้เรามาดูคำพูดของดาวิดด้วยกันครับ00:08:34
00:08:34
ที่สดุดี 141:500:08:38
00:08:40
เราจะอ่านแค่ส่วนแรกของข้อครับ00:08:42
00:08:42
สดุดี 141:500:08:46
00:08:46
“ถ้าคนดีตีผมก็แสดงว่าเขารักผมอย่างมั่นคง”00:08:52
00:08:53
การตีเพื่อน00:08:54
00:08:54
ดูเหมือนไม่ใช่วิธีสร้างสันติใช่ไหมครับ00:08:57
00:08:57
จริงๆแล้วคนที่เป็นเพื่อนกัน00:09:00
00:09:00
ก็มักจะไม่ค่อยเตือนกัน00:09:02
00:09:02
เพราะกลัวเพื่อนจะไม่ชอบ00:09:04
00:09:04
กลัวว่าเขาจะเสียใจ00:09:05
00:09:05
และไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราอีก00:09:08
00:09:08
แต่น่าแปลกนะครับ00:09:10
00:09:10
คนที่ชอบพูดให้คนอื่นรู้สึกแย่00:09:13
00:09:13
มักจะเป็นคนที่รู้สึกไม่ดี00:09:16
00:09:16
เมื่อมีคนอื่นมาแนะนำเขา00:09:18
00:09:18
แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนแท้00:09:21
00:09:21
เราจะแนะนำเพื่อน
ถ้าเขาจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ00:09:25
00:09:25
ถึงแม้เราจะให้คำแนะนำอย่างดี00:09:28
00:09:28
ใช้คำพูดที่ดีและกรุณา00:09:31
00:09:31
แต่มันก็อาจทำให้เพื่อนเราเจ็บ00:09:34
00:09:34
เหมือนที่เทยาลงบนแผล00:09:36
00:09:37
แต่ผลดีก็คือ00:09:38
00:09:38
เมื่อเพื่อนเราทำตามคำแนะนำนั้น00:09:41
00:09:41
เขาจะอยู่กับคนอื่นได้อย่างสงบสุข00:09:44
00:09:44
ส่วนเราเองก็จะมีความสุข00:09:46
00:09:46
เพราะเราเป็นคนที่สร้างสันติสุข00:09:48
00:09:50
เคยมีสำนวนในภาษาอังกฤษที่ว่า00:09:52
00:09:52
หมาเป็นเพื่อนกับทุกคนได้00:09:54
00:09:54
เพราะมันกระดิกหางทักทาย00:09:56
00:09:56
มันไม่ได้พูด00:09:57
00:09:57
แต่ตลอดทั้งวันนี้00:09:59
00:09:59
เราคงจะมีหลายเรื่อง
ที่ต้องพูดคุยกับหลายคน00:10:03
00:10:03
จุดสำคัญก็คือ00:10:05
00:10:05
ถ้าเราอยากเป็นคนสร้างสันติ00:10:07
00:10:07
เราต้องใช้คำพูดที่กรุณา00:10:09
00:10:09
น่าฟัง00:10:10
00:10:10
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ00:10:13
พอล กีลีส์: "คนที่สร้างสันติก็มีความสุข" (มัทธิว 5:9)
-
พอล กีลีส์: "คนที่สร้างสันติก็มีความสุข" (มัทธิว 5:9)
ที่มัทธิวบท 5 ข้อ 9
พระเยซูให้เหตุผลชัดเจน
ว่าทำไมเราต้อง
พยายามเป็นคนสร้างสันติ
ท่านพูดง่ายๆว่า
คนที่สร้างสันติก็มีความสุข
ฟังดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆ
แต่จริงๆแล้วการเป็นคน
สร้างสันติก็ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
ผมอยากพูดเรื่องหนึ่งว่าทำไมมันไม่ง่าย
เรื่องนี้มีบอกไว้ในยากอบบท 3
ให้เราดูด้วยกันที่ยากอบบท 3
เราจะอ่านในข้อที่ 5 ครับ
“ลิ้นก็เหมือนกัน
มันเป็นอวัยวะเล็กๆ แต่คุยโต
คิดดูสิ
ไฟป่าที่ลุกลามใหญ่โต
เกิดจากเปลวไฟเล็กๆเท่านั้น”
แต่เราคงเห็นด้วยกับคำพูดในข้อ 8
“แต่ไม่มีมนุษย์คนไหนทำให้ลิ้นเชื่องได้
มันควบคุมไม่ได้
สร้างความเสียหาย
และมีพิษร้ายถึงตาย”
นี่แหละครับที่ยาก
เพราะเราต้องควบคุมลิ้น
มันเลยไม่ง่ายที่จะเป็นคนสร้างสันติ
ลิ้นมีกล้ามเนื้อเยอะ
ลิ้นช่วยเราตอนกิน หายใจและพูด
และยากอบกำลังพูดถึงการใช้ลิ้นในการพูด
คำว่าลิ้นในภาษาอังกฤษ
มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ <i>lingua</i>
ในภาษาอังกฤษก็มีหลายคำที่มาจากคำนี้
เช่น “linguistic” หรือ “language”
เราเองก็มีสำนวนที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน
ที่เชื่อมโยงลิ้นกับคำพูด
เช่น ลิ้นพันกัน
ลิ้นเป็นไฟ ลิ้นสองแฉกและลิ้นกับฟัน
เหมือนที่ยากอบบอก
ลิ้นเป็นเหมือนไฟ
ที่สร้างความเสียหายได้มากมาย
ไฟป่าที่ลุกลามใหญ่โต
ก็เกิดจากเปลวไฟเล็กๆเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อจะเป็นคนสร้างสันติ
เราต้องพยายามอย่างมาก
ที่จะควบคุมลิ้นเมื่อถูกยั่วโมโห
เพราะเราเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ
ลิ้นของเรารับรสชาติพื้นฐานได้ 4 รส
หวาน เค็ม เปรี้ยวและขม
ปลายลิ้นจะเป็นส่วนที่รับรสหวาน
ตุ่มรับรสที่อยู่ด้านข้างของลิ้น
จะรับรู้รสเปรี้ยวและเค็ม
ส่วนรสขมจะรับรู้รสได้
ตรงโคนลิ้นใกล้ลำคอ
และผู้เขียนคัมภีร์ไบเบิล
ก็เปรียบการรับรสของลิ้นเหมือนกับคำพูด
เช่น ที่โยบ 34:3 บอกว่า
“หูมีไว้ฟังเพื่อจะใคร่ครวญ
เหมือนที่ลิ้นมีไว้ชิมรสอาหาร”
และเปาโลก็พูดคล้ายกันที่โคโลสี 4:6 ว่า
“ให้คำพูดของพวกคุณ
เป็นคำพูดที่กรุณาเสมอ
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ
พวกคุณจะได้รู้ว่าควรตอบแต่ละคนอย่างไร”
นี่แสดงว่าคำพูดของคน
ที่สร้างสันติต้องมีรสชาติดี
แต่เราก็ยอมรับว่า
มันเป็นแบบที่ยากอบ 3:10 พูดไว้
ที่บอกว่า
“ทั้งคำสรรเสริญและคำแช่งด่า
ออกมาจากปากเดียวกัน”
จริงใช่ไหมครับที่ทั้งคำพูดหวานๆ
และคำพูดขมๆออกมาจากปากเดียวกัน
เราอาจพูดดีตอนที่เราไปประกาศ
หรือตอนที่คุยกับพี่น้องในประชาคม
แต่กลับพูดไม่ดีกับคนในครอบครัว
หรือคนที่เราทำงานด้วย
แล้วทำไมบางครั้งพวกเราถึงทำแบบนั้นล่ะครับ
พระเยซูรู้ว่าเพราะอะไร
ท่านรู้ว่าสิ่งที่เราพูดออกมาจาก
ความคิดและสิ่งที่อยู่ในใจเรา
อย่างที่บอกเราในมัทธิว 12:34 ว่า
“เพราะว่าใจเต็มไปด้วยอะไร ปากก็พูดอย่างนั้น”
คล้ายกับรสขมที่รับรู้ได้ตรงโคนลิ้นที่อยู่ลึก
คำพูดขมๆที่รสชาติไม่ดี
ก็ออกมาจากลำคอของเรา
หรือพูดอีกอย่างก็คือ
มาจากส่วนลึกที่อยู่ในใจ
ที่ทำให้รู้เลยว่าคนนั้นคิดอะไรในใจจริงๆ
ดังนั้นจะบอกได้เลยว่าเรารู้สึกยังไงกับคนอื่น
ก็ดูจากคำพูดของเรา
ในภาพนี้คุณเห็นอะไรครับ
เราเห็นเลยว่า
คำพูดของเราแสดงว่า
เราให้เกียรติคนอื่นหรือเปล่า
เราเห็นในภาพ
พี่น้องหญิงคนนี้ใช้คำพูดแรงๆ
กับพี่น้องอีกคนหนึ่ง
เวลาเราพูดอะไรไปแล้ว
เราลบมันไม่ได้
ไม่เหมือนกับตัวหนังสือในคอมพิวเตอร์
ดังนั้นถ้าเราพูดอะไรไป
แล้วทำให้คนอื่นเจ็บ
ถ้าเราเป็นคนสร้างสันติ
เราต้องขอโทษคนนั้นจากใจ
และเราก็เห็นว่าพี่น้องหญิงคนนี้
พอเขาคิดใคร่ครวญจากสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอก
เขาก็กลับไปขอโทษพี่น้องหญิงคนนั้น
ตอนนี้ให้เรามาดูที่สุภาษิต 12:18
ข้อนี้จะบอกเหตุผลให้รู้ครับ
ว่า
ทำไมเราถึงต้องคิดก่อนพูด
ที่นั่นอ่านว่า
“คำพูดที่ไม่คิดเป็นเหมือนดาบที่ทิ่มแทง
แต่คำพูดของคนฉลาดจะช่วยเยียวยารักษา”
คำพูดอาจเป็นเหมือนดาบ
คำพูดเจ็บๆอาจทำให้คนที่ฟัง
รู้สึกเจ็บปวดไปอีกนาน
เหมือนทิ้งแผลเป็นเอาไว้
และตอนที่คนนั้นท้อใจ
เขาก็จะคิดถึงคำพูดที่เจ็บปวดนั้น
คุณเคยเป็นแบบนั้นไหมครับ
คุณท้อ
และอาจจะคิดถึงคำพูด
ที่คนเคยพูดไม่ดีกับคุณ
อาจจะหลายปีมาแล้ว
แต่ตรงกันข้าม
คำพูดของคนฉลาดจะช่วยเยียวยารักษา
และทำให้มีสันติสุข
ตอนนี้ให้เรามาดูตัวอย่างในคัมภีร์ไบเบิล
ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้
เมื่อคิดถึงโยบ
เรามักจะคิดถึงความเจ็บปวดด้านร่างกาย
แต่ดูเหมือนคำพูดทำให้เขาเจ็บ
พอๆกับที่เขาเจ็บปวดด้านร่างกาย
ให้เรามาดูคำพูดหนึ่งของโยบที่โยบ 19:2
ซึ่งเหตุการณ์ตอนนั้น
เป็นเหมือนที่เราเห็นในภาพ
โยบบอกว่าเขารู้สึกยังไง
หลังจากได้ยินคำพูดแรงๆจากบิลดัด
เขาบอกว่า
“พวกคุณจะทำให้ผมโกรธ
และพูดให้ผมช้ำใจไปอีกนานแค่ไหน”
เห็นไหมครับเขาบอกว่า
‘จะพูดให้ผมช้ำใจไปอีกนานแค่ไหน’
โยบไม่ได้บอกว่าเขาหงุดหงิดหรือรำคาญ
แต่บอกว่าเขาช้ำใจ
คำพูดแรงๆของเพื่อนจอมปลอมของโยบ
เป็นเหมือนดาบที่ทิ่มแทงหลายๆครั้ง
ในหนังสือโยบคำพูดของพวกเขายาวถึง 9 บท
และโยบคงจะเจ็บปวดมาก
ที่เพื่อนเหล่านี้ไม่เรียกชื่อของเขาด้วยซ้ำ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโยบถึงช้ำใจ
ถ้าเราเจอแบบนั้น
ก็คงรู้สึกแบบนี้ด้วยใช่ไหมครับ
เมื่อเจอแบบนี้
โยบมีทางเลือกอยู่ 2 ทางว่าจะทำแบบไหน
เขาอาจจะคิดในใจและตั้งใจไว้ว่า
ถ้าผมหายเมื่อไหร่
ผมจะแก้แค้นพวกคุณ 3 คน
แต่โยบไม่ได้ทำ โยบเลือกที่จะสร้างสันติ
ให้เราอ่านด้วยกัน ที่โยบ 42:8
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในรูปครับ
ถ้าเราดูส่วนกลางของข้อ 8
พระยะโฮวาบอกให้โยบทำบางอย่าง
ที่นั่นบอกว่า
“แล้วโยบผู้รับใช้ของเราจะอธิษฐานเพื่อพวกเจ้า”
น่าสนใจ
นี่เหมือนกับพระยะโฮวากำลังบอกกับโยบว่า
เพื่อจะสร้างสันติสุข
และหายเจ็บปวดใจ
โยบต้องอธิษฐานเพื่อเพื่อน 3 คนของเขา
ที่พระยะโฮวาอยากให้โยบทำแบบนี้
มันเป็นจุดที่น่าสนใจมาก
เพราะการอธิษฐานเผื่อคนที่ทำให้เราเจ็บ
มันเป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่ถ้าเราดูที่ข้อ 10 เราจะเห็นว่า
หลังจากที่โยบอธิษฐานเพื่อเพื่อนๆแล้ว
พระยะโฮวาก็ช่วยโยบ
ให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน
และให้เขากลับมาร่ำรวยเหมือนเดิม
การที่โยบทำแบบนี้
ช่วยให้เขาเอาความโกรธที่มีในใจทิ้งไป
และก็ก้าวเดินต่อไปได้
ดูเหมือนชีวิตของโยบต่อจากนี้ 140 ปี
เป็นชีวิตที่มีความสุขมาก
และเหตุผลสำคัญที่สุด
ที่ทำให้เขามีความสุขก็คือ
เขามีสันติสุขกับพระยะโฮวา
คนที่สร้างสันติสุขเป็นคนที่มีความสุข
เพราะเขาเลือกที่จะให้อภัยแทนที่จะแก้แค้น
ทีนี้ให้เรามาคุยกันอีกแง่มุมหนึ่ง
ที่จะทำให้เราเป็นคนสร้างสันติสุข
เราจะทำยังไง
ถ้าเพื่อนของเราพูดให้อีกคนหนึ่งเจ็บ
เราจะทำเฉยๆไหม
หรือเราพยายามจะสร้างสันติ
ให้เรามาดูคำพูดของดาวิดด้วยกันครับ
ที่สดุดี 141:5
เราจะอ่านแค่ส่วนแรกของข้อครับ
สดุดี 141:5
“ถ้าคนดีตีผมก็แสดงว่าเขารักผมอย่างมั่นคง”
การตีเพื่อน
ดูเหมือนไม่ใช่วิธีสร้างสันติใช่ไหมครับ
จริงๆแล้วคนที่เป็นเพื่อนกัน
ก็มักจะไม่ค่อยเตือนกัน
เพราะกลัวเพื่อนจะไม่ชอบ
กลัวว่าเขาจะเสียใจ
และไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราอีก
แต่น่าแปลกนะครับ
คนที่ชอบพูดให้คนอื่นรู้สึกแย่
มักจะเป็นคนที่รู้สึกไม่ดี
เมื่อมีคนอื่นมาแนะนำเขา
แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนแท้
เราจะแนะนำเพื่อน
ถ้าเขาจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ
ถึงแม้เราจะให้คำแนะนำอย่างดี
ใช้คำพูดที่ดีและกรุณา
แต่มันก็อาจทำให้เพื่อนเราเจ็บ
เหมือนที่เทยาลงบนแผล
แต่ผลดีก็คือ
เมื่อเพื่อนเราทำตามคำแนะนำนั้น
เขาจะอยู่กับคนอื่นได้อย่างสงบสุข
ส่วนเราเองก็จะมีความสุข
เพราะเราเป็นคนที่สร้างสันติสุข
เคยมีสำนวนในภาษาอังกฤษที่ว่า
หมาเป็นเพื่อนกับทุกคนได้
เพราะมันกระดิกหางทักทาย
มันไม่ได้พูด
แต่ตลอดทั้งวันนี้
เราคงจะมีหลายเรื่อง
ที่ต้องพูดคุยกับหลายคน
จุดสำคัญก็คือ
ถ้าเราอยากเป็นคนสร้างสันติ
เราต้องใช้คำพูดที่กรุณา
น่าฟัง
เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยเกลือ
-