เกจ ฟลีเกิล: รักคนอื่นต่อๆไป (ยากอบ 2:8)
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
รัฐบาลส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้00:00:04
00:00:04
จะมีรัฐธรรมนูญ 00:00:06
00:00:06
ซึ่งก็คือกฎหมาย 00:00:08
00:00:08
หรือหลักการพื้นฐานของประเทศ00:00:10
00:00:10
รัฐ00:00:11
00:00:11
หรือหน่วยงานของรัฐ 00:00:14
00:00:14
ส่วนมากรัฐธรรมนูญ
จะเน้นไปที่สิทธิส่วนบุคคล00:00:19
00:00:19
แล้วถ้ามีคนถามคุณว่า 00:00:22
00:00:22
“รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระเจ้าคืออะไร?”00:00:25
00:00:25
คุณจะตอบยังไง?00:00:27
00:00:28
คุณก็อาจจะตอบว่า00:00:31
00:00:31
“รักพระเจ้า และรักคนอื่น” 00:00:34
00:00:34
ซึ่งหนึ่งในนี้มีการพูดถึงในข้อคัมภีร์วันนี้00:00:38
00:00:39
ให้เราอ่านด้วยกันครับ 00:00:40
00:00:40
ยากอบ 2:8 ที่นั่นอ่านว่า 00:00:44
00:00:44
“ถ้าพวกคุณทำตามกฎหมายที่สูงส่ง 00:00:47
00:00:47
[หรือที่ในเชิงอรรถบอกว่ากฎหมายของ “กษัตริย์”] 00:00:50
00:00:50
ซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า00:00:52
00:00:52
‘ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง’ 00:00:54
00:00:54
พวกคุณก็ทำดีแล้ว”00:00:56
00:00:56
“ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง” 00:00:59
00:00:59
มีรัฐบาลไหนไหมที่ใส่คำว่า “ความรัก” 00:01:03
00:01:03
ไว้ในรัฐธรรมนูญของตัวเอง 00:01:05
00:01:06
แทบไม่มีเลย00:01:08
00:01:08
แต่ยากอบบอกว่า00:01:10
00:01:10
การรักคนอื่นเป็นกฎหมายของกษัตริย์ 00:01:13
00:01:13
พระยะโฮวาและพระเยซูในฐานะกษัตริย์00:01:16
00:01:16
ก็มีสิทธิ์ตั้งกฎหมาย
ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อกันยังไง00:01:20
00:01:20
กฎหมายที่ให้รักคนอื่นก็สมเหตุสมผล 00:01:23
00:01:23
เพราะอะไรครับ?00:01:23
00:01:23
เพราะถ้าเรารักกัน00:01:25
00:01:25
ทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า
ก็จะมีสันติสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน 00:01:29
00:01:29
นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ตอนรัฐบาลพระเจ้าปกครอง00:01:33
00:01:33
จริงๆแล้วถ้าประชาชน
แสดงความรักต่อกันมากขึ้น 00:01:36
00:01:36
ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมากมาย
เกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล 00:01:40
00:01:40
ถ้าทุกคนรักและช่วยเหลือกัน00:01:42
00:01:42
ก็ไม่มีใครมัวมาคิดถึงสิทธิของตัวเอง00:01:46
00:01:46
แล้วที่ว่าให้รักคนอื่น 00:01:48
00:01:48
เราจะแสดงออกให้เห็นยังไง?00:01:51
00:01:51
ให้เรามาดูตัวอย่างหนึ่งจากเรื่องของดาวิด 00:01:54
00:01:54
ที่อยู่ใน 2 ซามูเอล บท 17 00:01:57
00:01:58
ตอนนั้นดาวิดกำลังหนีเอาชีวิตรอด 00:02:02
00:02:02
และมีคนที่ภักดีกับเขา
เดินทางมาด้วยหลายพันคน00:02:05
00:02:05
ดาวิดหนีอับซาโลมลูกชายของเขา 00:02:08
00:02:08
ที่พยายามจะฆ่าเขาและตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ 00:02:12
00:02:12
ดาวิดหนีขึ้นไปทางเหนือ
และข้ามแม่น้ำจอร์แดน 00:02:15
00:02:15
จนมาถึงเมืองมาหะนาอิม 00:02:17
00:02:17
ดูเหมือนเมืองนี้น่าจะมีกำแพงล้อมรอบ00:02:20
00:02:20
และค่อนข้างปลอดภัย00:02:22
00:02:22
ชาวเมืองมาหะนาอิม00:02:24
00:02:24
จะพร้อมต้อนรับและช่วยเหลือหลายพันคน00:02:26
00:02:26
ที่หนีจากอับซาโลมมา 00:02:28
00:02:28
ที่เดินทางมาไกลและเหน็ดเหนื่อยไหม?00:02:31
00:02:32
ใครจะดูแล เตรียมอาหาร
และให้ที่พักกับพวกเขา?00:02:36
00:02:36
ใครจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขารักคนอื่น?00:02:39
00:02:39
เราจะได้คำตอบในข้อ 27 ครับ 00:02:42
00:02:42
2 ซามูเอล 17:27 บอกว่า 00:02:45
00:02:45
“เมื่อดาวิดเข้ามาในเมืองมาหะนาอิม 00:02:47
00:02:47
โชบีลูกนาหาชชาวเมืองรับบาห์ในเขตอัมโมน 00:02:51
00:02:51
มาคีร์ลูกอัมมีเอลชาวโลเดบาร์ 00:02:53
00:02:53
และบาร์ซิลลัยชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิม 00:02:56
00:02:56
ก็ขนที่นอน อ่าง หม้อดิน ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ 00:03:01
00:03:01
แป้ง ข้าวคั่ว ถั่วปากอ้า 00:03:03
00:03:03
ถั่วเลนทิล ธัญพืชคั่ว
น้ำผึ้ง เนย แกะ และเนยแข็ง00:03:08
00:03:08
มาให้ดาวิดกับคนที่อยู่กับเขาได้กินกัน 00:03:12
00:03:12
เพราะพวกเขาพูดว่า 00:03:14
00:03:14
‘คนพวกนี้เดินทางมาในที่กันดาร00:03:17
00:03:17
คงจะหิวข้าวหิวน้ำและเหนื่อยกันมาก’ ”00:03:20
00:03:20
พวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร00:03:23
00:03:23
แล้วก็จัดหาให้ 00:03:24
00:03:24
ยอดเยี่ยมมาก 00:03:26
00:03:26
พวกเขาแสดงความรักต่อคนอื่นจริงๆ 00:03:29
00:03:29
แต่โชบี มาคีร์ และบาร์ซิลลัยมาจากที่ไหน?00:03:33
00:03:33
มาจากเมืองรับบาห์ โลเดบาร์ และโรเกลิม 00:03:37
00:03:37
มาที่มาหะนาอิม 00:03:38
00:03:38
ทั้ง 3 เมืองนี้อยู่ไกลออกไปกว่า 30 กิโล00:03:42
00:03:42
เพื่อจะเดินทางมาถึงมาหะนาอิม00:03:44
00:03:44
และแสดงความรักต่อคนอื่น00:03:46
00:03:46
มันไม่ง่ายเลย 00:03:48
00:03:48
เส้นทางก็ยากลำบาก00:03:49
00:03:49
พวกเขาขนอะไรมาด้วย?00:03:52
00:03:52
เป็นสิ่งที่ดาวิดต้องการพอดี 00:03:54
00:03:54
มีที่นอน อ่าง หม้อดิน 00:03:56
00:03:56
อาหารหลายชนิด เช่น ธัญพืช
เนื้อสัตว์ และชีส00:04:00
00:04:00
สิ่งจำเป็นทั้งหมดนี้ต้องทำให้ดาวิด
และคนของเขาดีใจมาก00:04:04
00:04:04
ว่าแต่พวกเขาขนของมายังไง?00:04:07
00:04:07
ตอนนั้นไม่มีรถไฟ ไม่มีรถบรรทุก 00:04:11
00:04:12
พวกเขาอาจขนใส่เกวียนมา 00:04:14
00:04:14
หรืออาจบรรทุกบนหลังลา00:04:16
00:04:16
ในตอนนั้นมีสงครามกลางเมือง 00:04:19
00:04:19
และอับซาโลมก็มีคนของเขาอยู่ทั่วอิสราเอล 00:04:22
00:04:22
มันต้องมีคนเห็นพวกเขาแน่ๆ
ตอนขนของไปมาหะนาอิม 00:04:26
00:04:26
ดังนั้น โชบี มาคีร์ และบาร์ซิลลัย00:04:30
00:04:30
ต้องมีความกล้าหาญเพื่อแสดงความรักต่อคนอื่น00:04:33
00:04:33
พวกเขาอาจจะบอกก็ได้ว่ามันไกลเกินไป 00:04:37
00:04:38
แต่ไม่ครับ00:04:39
00:04:40
พวกเขาทุ่มเทตัวเองอย่างเต็มที่00:04:43
00:04:43
เพื่อแสดงความรักต่อดาวิดและคนของเขา 00:04:46
00:04:46
พวกเขายอมลำบาก 00:04:48
00:04:48
เพราะอะไร?00:04:50
00:04:50
พวกเขาเอาใจเพราะหวัง
ผลประโยชน์จากดาวิดไหม?00:04:54
00:04:54
ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น 00:04:56
00:04:56
เราจำได้ว่าภายหลังบาร์ซิลลัยได้ปฏิเสธ
คำเชิญจากกษัตริย์ดาวิดที่ให้ไปรับใช้ในวัง 00:05:02
00:05:02
ดูเหมือนว่าผู้ชายที่ซื่อสัตย์เหล่านี้
ถูกพลังบริสุทธิ์ชี้นำ 00:05:07
00:05:07
และก็เป็นห่วงดาวิดกับคนของเขาจริงๆ00:05:10
00:05:10
พวกเขาอาจนึกถึงสิ่งที่ดาวิด
วางตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้ด้วย 00:05:14
00:05:14
ตลอดเวลาที่ผ่านมา 00:05:16
00:05:16
ดาวิดเป็นคนแบบไหน 00:05:19
00:05:18
เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวและขี้เหนียวไหม 00:05:21
00:05:21
หรือเป็นคนใจกว้างและรักคนอื่น เรารู้คำตอบดี00:05:25
00:05:25
มาคีร์เคยเห็นว่าดาวิดแสดง
ความรักต่อเมฟีโบเชทยังไง 00:05:30
00:05:30
ทำไมเราบอกอย่างนั้น00:05:32
00:05:32
เมฟีโบเชทเคยอาศัยอยู่ที่บ้าน
ของมาคีร์ในโลเดบาร์ 00:05:36
00:05:36
ก่อนที่ดาวิดจะเรียกเขาให้เข้ามาอยู่ในวัง00:05:39
00:05:39
และกินอาหารร่วมโต๊ะกับดาวิดในเยรูซาเล็ม00:05:43
00:05:43
ให้เรามาดูอีกตัวอย่างหนึ่งที่ดาวิด
แสดงความรักต่อคนอื่น 00:05:47
00:05:47
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ดาวิดนำหีบสัญญา00:05:51
00:05:51
กลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม
เรื่องนี้อยู่ใน 2 ซามูเอลบท 6 00:05:55
00:05:56
เปิดดูด้วยกันครับ ที่ 2 ซามูเอล 6:18, 19 00:06:01
00:06:02
“หลังจากดาวิดถวายเครื่องบูชาเผา00:06:04
00:06:04
และเครื่องบูชาผูกมิตรแล้ว 00:06:06
00:06:06
เขาก็อวยพรประชาชนในนาม
พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ 00:06:10
00:06:11
ดาวิดแจกขนมปังรูปวงแหวน 00:06:14
00:06:14
อินทผลัมแห้งและลูกเกดอย่างละก้อน00:06:18
00:06:18
ให้ประชาชนชาวอิสราเอลทุกคน
ทั้งชายและหญิง 00:06:24
00:06:24
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับบ้านของตัวเอง”00:06:28
00:06:29
‘ดาวิดแจกให้ประชาชนชาวอิสราเอลทุกคน’ 00:06:32
00:06:32
ตอนนั้นจะมีการแจกขนมปัง00:06:36
00:06:36
และขนมปังลูกเกดเยอะแค่ไหน?00:06:38
00:06:38
ดาวิดแจกอาหารง่ายๆให้กับทุกคน
ในอิสราเอลอย่างเท่าเทียม00:06:42
00:06:43
หนังสืออินไซต์ในหัวข้อ “เค้ก” บอกว่า 00:06:47
00:06:47
“เป็นไปได้ว่าขนมลูกเกดบางชนิด
ที่ทำกันในสมัยโบราณ00:06:51
00:06:51
ทำมาจากลูกเกดและแป้ง” 00:06:53
00:06:53
ซึ่งอาจจะเป็นต้นแบบของ
ขนมปังลูกเกดซินนามอนก็ได้00:06:57
00:06:58
ที่น่าสนใจก็คือ 00:07:00
00:07:00
ทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน
ก็ได้รับอาหารอย่างทั่วถึง 00:07:05
00:07:05
เป็นไปได้ไหมว่าในบรรดา
คนเหล่านี้อาจจะมีโชบี 00:07:08
00:07:08
มาคีร์ และบาร์ซิลลัยรวมอยู่ด้วย00:07:10
00:07:10
เป็นเพราะพวกเขาประทับใจในความรัก00:07:13
00:07:13
และการแสดงน้ำใจของดาวิดในครั้งนี้ไหม00:07:15
00:07:15
ที่กระตุ้นพวกเขาให้อยากช่วย?00:07:17
00:07:17
เราก็ไม่รู้ 00:07:19
00:07:19
แต่ที่แน่ๆคือพระยะโฮวาเห็นสิ่งที่ดาวิดทำ 00:07:23
00:07:23
พระองค์เห็นค่าที่เขาแสดงความรักต่อคนอื่น00:07:27
00:07:27
แล้วเราได้บทเรียนอะไร? 00:07:29
00:07:29
ขออ่านดูด้วยกันที่ 1 ยอห์น บท 300:07:32
00:07:34
1 ยอห์น บท 3 ดูด้วยกันครับ
ในข้อ 17 และ 18 00:07:40
00:07:41
อัครสาวกยอห์นได้รับการดลใจให้เขียนว่า 00:07:44
00:07:44
“แต่ถ้าใครมีทรัพย์สิ่งของพอจะช่วยคนอื่นได้
และเห็นพี่น้องขัดสน 00:07:49
00:07:49
แต่ก็ยังใจดำไม่ยอมแสดงความเอื้อเฟื้อ 00:07:52
00:07:52
จะบอกได้อย่างไรว่าเขารักพระเจ้า?00:07:55
00:07:56
ลูกๆที่รัก 00:07:57
00:07:58
อย่าให้เรารักด้วยลมปากเท่านั้น 00:08:00
00:08:00
แต่ให้รักด้วยการกระทำและด้วยความจริงใจ”00:08:04
00:08:04
คนของพระยะโฮวาในทุกวันนี้00:08:07
00:08:06
ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขารักพระเจ้า 00:08:09
00:08:09
ยอห์นบอกเหตุผลว่าทำไม
เราควรแสดงความรักต่อคนอื่น 00:08:13
00:08:13
เขาเชื่อมโยงการรักคนอื่นกับการรักพระเจ้า 00:08:16
00:08:16
ถ้าเราแสดงความรักต่อพี่น้อง 00:08:18
00:08:18
เราก็กำลังแสดงความรักต่อพระเจ้าด้วย00:08:21
00:08:21
ถ้าเราไม่ได้รักด้วย “ลมปาก”
แต่รักด้วย “การกระทำ” 00:08:24
00:08:24
พระยะโฮวาก็จะดูแลเราเหมือนที่ดูแลดาวิด 00:08:28
00:08:29
ที่จริง00:08:30
00:08:30
กษัตริย์ดาวิดน่าจะเขียนสดุดีบท 41 00:08:32
00:08:32
ตอนที่เขากำลังหนีการไล่ล่าจากอับซาโลม00:08:36
00:08:36
ที่สดุดี 41:1 มีคำสัญญาว่า 00:08:39
00:08:39
“คนที่เห็นใจคนต่ำต้อยก็มีความสุข 00:08:43
00:08:43
พระยะโฮวาจะช่วยเขา
ในวันที่เขาเจอหายนะ” 00:08:47
00:08:47
เป็นคำสัญญาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ00:08:50
00:08:50
แล้วองค์การของพระยะโฮวา00:08:52
00:08:52
และคนของพระองค์ในทุกวันนี้00:08:54
00:08:54
แสดงให้เห็นยังไงว่าพวกเขารักคนอื่น 00:08:57
00:08:58
เหมือนกับที่พี่น้องออกความคิดเห็นไป 00:09:01
00:09:01
ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา00:09:03
00:09:03
มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก00:09:06
00:09:06
ในช่วงเวลา 15 เดือนนั้น ซึ่งนับตั้งแต่
เดือนมกราคม 2023 00:09:10
00:09:10
องค์การได้ใช้เงินมากกว่า 11 ล้านดอลลาร์ 00:09:13
00:09:13
หรือมากกว่า 360 ล้านบาท
ในงานบรรเทาทุกข์ 00:09:16
00:09:17
ครั้งหนึ่งมีการส่งเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ 00:09:20
00:09:20
หรือมากกว่า 16 ล้านบาท 00:09:22
00:09:22
เพื่อจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์
ให้กับพี่น้องจำนวน 13,500 คน00:09:26
00:09:26
ในประเทศหนึ่งที่เจอความแห้งแล้งรุนแรง00:09:29
00:09:29
พี่น้องแต่ละคนได้รับอาหารสำหรับ 4 เดือน 00:09:32
00:09:33
มีข้าวโพด 25 กิโล 00:09:35
00:09:36
ถั่วประมาณ 3 กิโล 00:09:38
00:09:38
ปลาแห้งประมาณ 1 กิโล00:09:40
00:09:40
และน้ำมันสำหรับทำอาหารอีก 2 ลิตร 00:09:43
00:09:43
“ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง” 00:09:46
00:09:46
คนของพระยะโฮวาทั่วโลก00:09:48
00:09:48
กำลังเลียนแบบความรักของพระองค์00:09:50
00:09:50
เราได้เรียนอะไรครับ?00:09:52
00:09:52
เราทำตามกฎหมายของรัฐบาลพระเจ้า 00:09:55
00:09:55
โดยแสดงความรักต่อพี่น้องชายหญิงของเรา 00:09:59
00:09:59
บางครั้งเราอาจต้องยอมลำบาก
เพื่อจะช่วยคนอื่น 00:10:03
00:10:03
แต่เรามั่นใจได้เลยว่า00:10:04
00:10:04
พระยะโฮวาจะไม่ทิ้งเราตอนที่
เราเจอความยากลำบาก 00:10:08
00:10:08
และพระองค์จะให้กำลัง
เพื่อเราจะรักคนอื่นได้ต่อๆไป 00:10:12
เกจ ฟลีเกิล: รักคนอื่นต่อๆไป (ยากอบ 2:8)
-
เกจ ฟลีเกิล: รักคนอื่นต่อๆไป (ยากอบ 2:8)
รัฐบาลส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้
จะมีรัฐธรรมนูญ
ซึ่งก็คือกฎหมาย
หรือหลักการพื้นฐานของประเทศ
รัฐ
หรือหน่วยงานของรัฐ
ส่วนมากรัฐธรรมนูญ
จะเน้นไปที่สิทธิส่วนบุคคล
แล้วถ้ามีคนถามคุณว่า
“รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระเจ้าคืออะไร?”
คุณจะตอบยังไง?
คุณก็อาจจะตอบว่า
“รักพระเจ้า และรักคนอื่น”
ซึ่งหนึ่งในนี้มีการพูดถึงในข้อคัมภีร์วันนี้
ให้เราอ่านด้วยกันครับ
ยากอบ 2:8 ที่นั่นอ่านว่า
“ถ้าพวกคุณทำตามกฎหมายที่สูงส่ง
[หรือที่ในเชิงอรรถบอกว่ากฎหมายของ “กษัตริย์”]
ซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
‘ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง’
พวกคุณก็ทำดีแล้ว”
“ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”
มีรัฐบาลไหนไหมที่ใส่คำว่า “ความรัก”
ไว้ในรัฐธรรมนูญของตัวเอง
แทบไม่มีเลย
แต่ยากอบบอกว่า
การรักคนอื่นเป็นกฎหมายของกษัตริย์
พระยะโฮวาและพระเยซูในฐานะกษัตริย์
ก็มีสิทธิ์ตั้งกฎหมาย
ว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อกันยังไง
กฎหมายที่ให้รักคนอื่นก็สมเหตุสมผล
เพราะอะไรครับ?
เพราะถ้าเรารักกัน
ทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า
ก็จะมีสันติสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน
นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ตอนรัฐบาลพระเจ้าปกครอง
จริงๆแล้วถ้าประชาชน
แสดงความรักต่อกันมากขึ้น
ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายมากมาย
เกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคล
ถ้าทุกคนรักและช่วยเหลือกัน
ก็ไม่มีใครมัวมาคิดถึงสิทธิของตัวเอง
แล้วที่ว่าให้รักคนอื่น
เราจะแสดงออกให้เห็นยังไง?
ให้เรามาดูตัวอย่างหนึ่งจากเรื่องของดาวิด
ที่อยู่ใน 2 ซามูเอล บท 17
ตอนนั้นดาวิดกำลังหนีเอาชีวิตรอด
และมีคนที่ภักดีกับเขา
เดินทางมาด้วยหลายพันคน
ดาวิดหนีอับซาโลมลูกชายของเขา
ที่พยายามจะฆ่าเขาและตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์
ดาวิดหนีขึ้นไปทางเหนือ
และข้ามแม่น้ำจอร์แดน
จนมาถึงเมืองมาหะนาอิม
ดูเหมือนเมืองนี้น่าจะมีกำแพงล้อมรอบ
และค่อนข้างปลอดภัย
ชาวเมืองมาหะนาอิม
จะพร้อมต้อนรับและช่วยเหลือหลายพันคน
ที่หนีจากอับซาโลมมา
ที่เดินทางมาไกลและเหน็ดเหนื่อยไหม?
ใครจะดูแล เตรียมอาหาร
และให้ที่พักกับพวกเขา?
ใครจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขารักคนอื่น?
เราจะได้คำตอบในข้อ 27 ครับ
2 ซามูเอล 17:27 บอกว่า
“เมื่อดาวิดเข้ามาในเมืองมาหะนาอิม
โชบีลูกนาหาชชาวเมืองรับบาห์ในเขตอัมโมน
มาคีร์ลูกอัมมีเอลชาวโลเดบาร์
และบาร์ซิลลัยชาวกิเลอาดจากเมืองโรเกลิม
ก็ขนที่นอน อ่าง หม้อดิน ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์
แป้ง ข้าวคั่ว ถั่วปากอ้า
ถั่วเลนทิล ธัญพืชคั่ว
น้ำผึ้ง เนย แกะ และเนยแข็ง
มาให้ดาวิดกับคนที่อยู่กับเขาได้กินกัน
เพราะพวกเขาพูดว่า
‘คนพวกนี้เดินทางมาในที่กันดาร
คงจะหิวข้าวหิวน้ำและเหนื่อยกันมาก’ ”
พวกเขารู้ว่าคนเหล่านี้ต้องการอะไร
แล้วก็จัดหาให้
ยอดเยี่ยมมาก
พวกเขาแสดงความรักต่อคนอื่นจริงๆ
แต่โชบี มาคีร์ และบาร์ซิลลัยมาจากที่ไหน?
มาจากเมืองรับบาห์ โลเดบาร์ และโรเกลิม
มาที่มาหะนาอิม
ทั้ง 3 เมืองนี้อยู่ไกลออกไปกว่า 30 กิโล
เพื่อจะเดินทางมาถึงมาหะนาอิม
และแสดงความรักต่อคนอื่น
มันไม่ง่ายเลย
เส้นทางก็ยากลำบาก
พวกเขาขนอะไรมาด้วย?
เป็นสิ่งที่ดาวิดต้องการพอดี
มีที่นอน อ่าง หม้อดิน
อาหารหลายชนิด เช่น ธัญพืช
เนื้อสัตว์ และชีส
สิ่งจำเป็นทั้งหมดนี้ต้องทำให้ดาวิด
และคนของเขาดีใจมาก
ว่าแต่พวกเขาขนของมายังไง?
ตอนนั้นไม่มีรถไฟ ไม่มีรถบรรทุก
พวกเขาอาจขนใส่เกวียนมา
หรืออาจบรรทุกบนหลังลา
ในตอนนั้นมีสงครามกลางเมือง
และอับซาโลมก็มีคนของเขาอยู่ทั่วอิสราเอล
มันต้องมีคนเห็นพวกเขาแน่ๆ
ตอนขนของไปมาหะนาอิม
ดังนั้น โชบี มาคีร์ และบาร์ซิลลัย
ต้องมีความกล้าหาญเพื่อแสดงความรักต่อคนอื่น
พวกเขาอาจจะบอกก็ได้ว่ามันไกลเกินไป
แต่ไม่ครับ
พวกเขาทุ่มเทตัวเองอย่างเต็มที่
เพื่อแสดงความรักต่อดาวิดและคนของเขา
พวกเขายอมลำบาก
เพราะอะไร?
พวกเขาเอาใจเพราะหวัง
ผลประโยชน์จากดาวิดไหม?
ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น
เราจำได้ว่าภายหลังบาร์ซิลลัยได้ปฏิเสธ
คำเชิญจากกษัตริย์ดาวิดที่ให้ไปรับใช้ในวัง
ดูเหมือนว่าผู้ชายที่ซื่อสัตย์เหล่านี้
ถูกพลังบริสุทธิ์ชี้นำ
และก็เป็นห่วงดาวิดกับคนของเขาจริงๆ
พวกเขาอาจนึกถึงสิ่งที่ดาวิด
วางตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้ด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ดาวิดเป็นคนแบบไหน
เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวและขี้เหนียวไหม
หรือเป็นคนใจกว้างและรักคนอื่น เรารู้คำตอบดี
มาคีร์เคยเห็นว่าดาวิดแสดง
ความรักต่อเมฟีโบเชทยังไง
ทำไมเราบอกอย่างนั้น
เมฟีโบเชทเคยอาศัยอยู่ที่บ้าน
ของมาคีร์ในโลเดบาร์
ก่อนที่ดาวิดจะเรียกเขาให้เข้ามาอยู่ในวัง
และกินอาหารร่วมโต๊ะกับดาวิดในเยรูซาเล็ม
ให้เรามาดูอีกตัวอย่างหนึ่งที่ดาวิด
แสดงความรักต่อคนอื่น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ดาวิดนำหีบสัญญา
กลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม
เรื่องนี้อยู่ใน 2 ซามูเอลบท 6
เปิดดูด้วยกันครับ ที่ 2 ซามูเอล 6:18, 19
“หลังจากดาวิดถวายเครื่องบูชาเผา
และเครื่องบูชาผูกมิตรแล้ว
เขาก็อวยพรประชาชนในนาม
พระยะโฮวาผู้เป็นจอมทัพ
ดาวิดแจกขนมปังรูปวงแหวน
อินทผลัมแห้งและลูกเกดอย่างละก้อน
ให้ประชาชนชาวอิสราเอลทุกคน
ทั้งชายและหญิง
หลังจากนั้นทุกคนก็กลับบ้านของตัวเอง”
‘ดาวิดแจกให้ประชาชนชาวอิสราเอลทุกคน’
ตอนนั้นจะมีการแจกขนมปัง
และขนมปังลูกเกดเยอะแค่ไหน?
ดาวิดแจกอาหารง่ายๆให้กับทุกคน
ในอิสราเอลอย่างเท่าเทียม
หนังสือ<i>อินไซต์</i>ในหัวข้อ “เค้ก” บอกว่า
“เป็นไปได้ว่าขนมลูกเกดบางชนิด
ที่ทำกันในสมัยโบราณ
ทำมาจากลูกเกดและแป้ง”
ซึ่งอาจจะเป็นต้นแบบของ
ขนมปังลูกเกดซินนามอนก็ได้
ที่น่าสนใจก็คือ
ทุกคนไม่ว่ารวยหรือจน
ก็ได้รับอาหารอย่างทั่วถึง
เป็นไปได้ไหมว่าในบรรดา
คนเหล่านี้อาจจะมีโชบี
มาคีร์ และบาร์ซิลลัยรวมอยู่ด้วย
เป็นเพราะพวกเขาประทับใจในความรัก
และการแสดงน้ำใจของดาวิดในครั้งนี้ไหม
ที่กระตุ้นพวกเขาให้อยากช่วย?
เราก็ไม่รู้
แต่ที่แน่ๆคือพระยะโฮวาเห็นสิ่งที่ดาวิดทำ
พระองค์เห็นค่าที่เขาแสดงความรักต่อคนอื่น
แล้วเราได้บทเรียนอะไร?
ขออ่านดูด้วยกันที่ 1 ยอห์น บท 3
1 ยอห์น บท 3 ดูด้วยกันครับ
ในข้อ 17 และ 18
อัครสาวกยอห์นได้รับการดลใจให้เขียนว่า
“แต่ถ้าใครมีทรัพย์สิ่งของพอจะช่วยคนอื่นได้
และเห็นพี่น้องขัดสน
แต่ก็ยังใจดำไม่ยอมแสดงความเอื้อเฟื้อ
จะบอกได้อย่างไรว่าเขารักพระเจ้า?
ลูกๆที่รัก
อย่าให้เรารักด้วยลมปากเท่านั้น
แต่ให้รักด้วยการกระทำและด้วยความจริงใจ”
คนของพระยะโฮวาในทุกวันนี้
ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขารักพระเจ้า
ยอห์นบอกเหตุผลว่าทำไม
เราควรแสดงความรักต่อคนอื่น
เขาเชื่อมโยงการรักคนอื่นกับการรักพระเจ้า
ถ้าเราแสดงความรักต่อพี่น้อง
เราก็กำลังแสดงความรักต่อพระเจ้าด้วย
ถ้าเราไม่ได้รักด้วย “ลมปาก”
แต่รักด้วย “การกระทำ”
พระยะโฮวาก็จะดูแลเราเหมือนที่ดูแลดาวิด
ที่จริง
กษัตริย์ดาวิดน่าจะเขียนสดุดีบท 41
ตอนที่เขากำลังหนีการไล่ล่าจากอับซาโลม
ที่สดุดี 41:1 มีคำสัญญาว่า
“คนที่เห็นใจคนต่ำต้อยก็มีความสุข
พระยะโฮวาจะช่วยเขา
ในวันที่เขาเจอหายนะ”
เป็นคำสัญญาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
แล้วองค์การของพระยะโฮวา
และคนของพระองค์ในทุกวันนี้
แสดงให้เห็นยังไงว่าพวกเขารักคนอื่น
เหมือนกับที่พี่น้องออกความคิดเห็นไป
ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา
มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก
ในช่วงเวลา 15 เดือนนั้น ซึ่งนับตั้งแต่
เดือนมกราคม 2023
องค์การได้ใช้เงินมากกว่า 11 ล้านดอลลาร์
หรือมากกว่า 360 ล้านบาท
ในงานบรรเทาทุกข์
ครั้งหนึ่งมีการส่งเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์
หรือมากกว่า 16 ล้านบาท
เพื่อจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์
ให้กับพี่น้องจำนวน 13,500 คน
ในประเทศหนึ่งที่เจอความแห้งแล้งรุนแรง
พี่น้องแต่ละคนได้รับอาหารสำหรับ 4 เดือน
มีข้าวโพด 25 กิโล
ถั่วประมาณ 3 กิโล
ปลาแห้งประมาณ 1 กิโล
และน้ำมันสำหรับทำอาหารอีก 2 ลิตร
“ให้รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง”
คนของพระยะโฮวาทั่วโลก
กำลังเลียนแบบความรักของพระองค์
เราได้เรียนอะไรครับ?
เราทำตามกฎหมายของรัฐบาลพระเจ้า
โดยแสดงความรักต่อพี่น้องชายหญิงของเรา
บางครั้งเราอาจต้องยอมลำบาก
เพื่อจะช่วยคนอื่น
แต่เรามั่นใจได้เลยว่า
พระยะโฮวาจะไม่ทิ้งเราตอนที่
เราเจอความยากลำบาก
และพระองค์จะให้กำลัง
เพื่อเราจะรักคนอื่นได้ต่อๆไป
-