ปีเตอร์ ไพรซ์: ซื่อสัตย์ต่อไปแม้ถูกกดดันทางความรู้สึก (โยบ 2:9, 10)
Video
Other languages
Share text
Share link
Show times
Hide times
00:00:01
ถ้ามีบางคนพยายามทำให้เรา
ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา00:00:06
00:00:06
ตอนนั้นเราต้องระวังที่จะไม่พึ่งตัวเอง 00:00:09
00:00:09
จากข้อคัมภีร์ของเราในวันนี้ทำให้เห็นชัดว่า 00:00:14
00:00:14
ถ้าเรามองเรื่องต่างๆตามมุมมองของมนุษย์ 00:00:16
00:00:16
เราก็จะพึ่งตัวเอง00:00:18
00:00:18
ไม่ได้พึ่งคำแนะนำจากพระยะโฮวา00:00:21
00:00:21
เรามักพร้อมจะรับมือการโจมตี
โดยตรงที่มาจากซาตาน 00:00:26
00:00:26
เช่น การข่มเหง การต่อต้าน
หรือตอนที่ต้องปกป้องความเชื่อ 00:00:30
00:00:30
เรารู้ว่าต้องใช้หลักการข้อไหน 00:00:32
00:00:32
รู้ว่าต้องตอบอีกฝ่ายด้วยความนับถือ00:00:35
00:00:35
ที่ 1 เปโตร 3:15 บอกว่า 00:00:38
00:00:38
ให้ “พร้อมเสมอที่จะอธิบาย
เรื่องความหวังของคุณ00:00:41
00:00:41
กับคนที่สงสัยว่าทำไมพวกคุณหวังอย่างนั้น” 00:00:45
00:00:45
เราทำได้ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่าคนอื่น
หรือมั่นใจในตัวเอง 00:00:49
00:00:49
แต่เพราะเราไว้ใจการชี้นำจากพระยะโฮวา
และสติปัญญาจากพระองค์00:00:53
00:00:53
สุภาษิต 3:5, 6 บอกว่า00:00:57
00:00:57
ให้เรา “วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ 00:00:59
00:00:59
และอย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง” 00:01:02
00:01:02
นี่จะช่วยเราไม่ให้ถูกความคิดผิดๆของโลกชักนำ 00:01:06
00:01:06
ซึ่งโลกมักจะอยากให้เรา
ทำตามความต้องการของตัวเอง00:01:11
00:01:12
แต่จะเป็นยังไง ถ้าเราถูกโจมตีทางอ้อม 00:01:16
00:01:16
มันอาจจะสังเกตได้ยาก 00:01:18
00:01:18
อาจจะมาจากคนในครอบครัวของเราเอง 00:01:21
00:01:22
ตอนที่คนในครอบครัว
ทำให้เรารู้สึกแย่หรือรู้สึกผิด 00:01:26
00:01:26
มันอาจรับมือได้ยาก 00:01:27
00:01:27
โดยเฉพาะตอนที่ครอบครัวเรากำลังลำบาก00:01:30
00:01:30
พอเจอแบบนี้เราอาจจะคิดว่า 00:01:33
00:01:33
นี่ไม่ได้ทดสอบความเชื่อเรา 00:01:36
00:01:36
แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว 00:01:38
00:01:38
เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวมากกว่า 00:01:41
00:01:41
แต่พระยะโฮวารู้ว่าเรื่องแบบนี้รับมือได้ไม่ง่าย 00:01:45
00:01:45
พระองค์เลยให้มีตัวอย่าง
ของคนที่เจอเรื่องคล้ายกันนี้ 00:01:49
00:01:49
และพวกเขายังรักษาความซื่อสัตย์ได้00:01:52
00:01:52
ตัวอย่างหนึ่งที่มีพลังก็คือเรื่องของโยบ 00:01:55
00:01:56
เรารู้ว่าโยบเป็นคนซื่อสัตย์00:01:58
00:01:58
ที่เจอเหตุการณ์หลายอย่างที่เลวร้ายมาก 00:02:01
00:02:01
แต่เรื่องที่ทำให้เขาเจ็บปวดมากที่สุด 00:02:05
00:02:05
คือมาจากคนในครอบครัว 00:02:07
00:02:07
จากภรรยาเขาเอง00:02:09
00:02:09
ทั้งโยบกับภรรยาเจอ
การทดสอบที่เลวร้ายนี้มาด้วยกัน 00:02:14
00:02:14
ให้เราอ่านเรื่องของเขาที่ โยบ 2:9 00:02:20
00:02:21
โยบ 2:9 00:02:24
00:02:24
ตอนนั้นเธอเสียใจมาก และพูดกับโยบว่า 00:02:28
00:02:29
“ยังจะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่อีกหรือ?00:02:32
00:02:32
แช่งด่าพระเจ้าแล้วตายๆไปเถอะ!”00:02:35
00:02:36
เธอไม่ได้พูดเพราะอารมณ์โมโห 00:02:39
00:02:39
แต่เป็นเพราะเธอเจ็บปวดและเสียใจมาก 00:02:42
00:02:42
นี่แหละที่ทำให้ยาก 00:02:45
00:02:45
เพราะโยบไม่ได้ถูกกดดันจากศัตรู 00:02:47
00:02:47
แต่กลับเป็นคนที่เขารักที่บอกให้ทิ้งพระยะโฮวา00:02:51
00:02:52
คุณเคยเจอเรื่องคล้ายๆกันนี้ไหม?00:02:55
00:02:55
พ่อแม่คุณอาจจะป่วยเพิ่งเข้าโรงพยาบาล 00:02:58
00:02:58
หรืออาจเพิ่งเสียชีวิต 00:03:00
00:03:00
ทุกคนกำลังเครียด ทุกคนกำลังเสียใจ 00:03:03
00:03:03
แล้วญาติหรืออาจจะพี่ๆน้องๆของคุณ00:03:06
00:03:06
พูดทำนองนี้ ‘ทำไมไม่อยู่บ้าน?00:03:10
00:03:10
ห่วงแต่งานของพระเจ้า00:03:12
00:03:12
ไม่ห่วงคนในครอบครัวบ้าง?’00:03:14
00:03:15
คำพูดแบบนี้มันเจ็บมากเพราะมาจากคนที่เรารัก 00:03:19
00:03:19
เราอาจจะเริ่มคิดว่า ‘ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้00:03:23
00:03:23
พวกเขาไม่รู้หรอกว่า00:03:25
00:03:25
ฉันอยากกลับมาหาพ่อแม่มากแค่ไหน 00:03:28
00:03:28
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าฉันนอนไม่หลับ 00:03:31
00:03:31
ฉันเครียดมากและอธิษฐานเรื่องนี้อยู่เสมอ’00:03:35
00:03:35
ในเวลาแบบนั้น 00:03:37
00:03:37
อารมณ์ของเราอาจส่งผล
ต่อความคิดของเราได้ง่าย 00:03:41
00:03:41
สำหรับโยบไม่ใช่แค่คำพูดของ
ภรรยาเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกแย่ 00:03:46
00:03:46
แต่ยังถูกเพื่อน 3 คนคือ เอลีฟัส 00:03:48
00:03:48
บิลดัด และโศฟาร์กล่าวหาด้วย 00:03:51
00:03:51
เอเอลีฟัสบอกว่าโยบต้องทำอะไรผิดมาแน่ๆ 00:03:54
00:03:54
โศฟาร์บอกให้เขาเลิกทำบาป 00:03:56
00:03:56
แม้แต่บิลดัดก็บอกว่าที่ลูก
ของโยบตายก็เพราะเขาทำบาป00:04:01
00:04:01
พวกเขาพูดตามความคิดของตัวเอง 00:04:04
00:04:04
ไม่ได้พูดความจริงหรือพูดเพราะรักโยบ 00:04:06
00:04:06
ที่จริงต่อมาพระยะโฮวาบอกเอลีฟัส 00:04:10
00:04:10
ที่โยบ 42:7 ว่า 00:04:12
00:04:12
“เราโกรธเจ้าและเพื่อนสองคนของเจ้ามาก 00:04:15
00:04:15
เพราะพวกเจ้าไม่ได้พูดความจริงเกี่ยวกับเรา00:04:18
00:04:18
เหมือนโยบผู้รับใช้ของเรา”00:04:20
00:04:21
แทนที่จะช่วยโยบ 00:04:23
00:04:23
พวกเขากลับทำให้โยบแย่ลงไปอีก 00:04:25
00:04:25
ทุกวันนี้เราก็อาจจะเจอเรื่องคล้ายๆกันนี้00:04:28
00:04:28
อาจจะไม่ใช่จากคนที่อ้างว่าเป็นเพื่อน 00:04:31
00:04:31
แต่เป็นคนในครอบครัว
ที่ไม่ได้มีความเชื่อเหมือนเรา00:04:35
00:04:35
เราอาจจะรับใช้อย่างซื่อสัตย์
ในงานมอบหมายมาหลายปี 00:04:39
00:04:39
แต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยน 00:04:41
00:04:41
หรือให้หยุดจากงานมอบหมาย 00:04:43
00:04:43
และเราก็อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพราะอยากรับใช้เต็มเวลาต่อไป 00:04:47
00:04:47
แต่แทนที่จะสนับสนุน
ญาติของเราอาจกลับบอกว่า 00:04:51
00:04:51
“ยังจะทำงานอาสาสมัครอยู่อีกเหรอ?00:04:53
00:04:53
ทำมาตั้งหลายปี พอได้แล้ว คิดถึงอนาคตบ้าง?”00:04:58
00:04:59
พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไม
เราถึงให้งานรับใช้พระเจ้าสำคัญที่สุด 00:05:04
00:05:04
คำพูดของเขาอาจทำให้เราเริ่มสงสัย
ว่าที่เราตัดสินใจนั้นถูกหรือเปล่า 00:05:09
00:05:09
โดยเฉพาะตอนที่เราอยู่ในช่วง00:05:11
00:05:11
ที่กำลังถูกเปลี่ยนงานมอบหมาย00:05:14
00:05:14
เหมือนกับเพื่อนของโยบ 00:05:16
00:05:16
คำพูดของพวกเขามาจากความคิดของมนุษย์00:05:19
00:05:19
ไม่ได้มาจากพระเจ้า 00:05:21
00:05:21
ถ้าเราฟังคำแนะนำของพวกเขา 00:05:24
00:05:24
เราอาจจะค่อยๆเลิกคิดเหมือนพระยะโฮวา 00:05:27
00:05:27
การโจมตีทางอ้อมที่สังเกตได้ยากแบบนี้แหละ00:05:31
00:05:31
ที่เราไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ00:05:33
00:05:33
ถึงแม้ภรรยาและเพื่อนของเขา
จะพยายามทำให้รู้สึกแย่ 00:05:37
00:05:37
แต่โยบก็ยังซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา 00:05:40
00:05:40
เขายังภักดีแม้จะยังไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงเจอความทุกข์แบบนี้ 00:05:45
00:05:45
เราได้เรียนอะไรจากตัวอย่างของโยบครับ?00:05:48
00:05:48
ให้เรามาดู 3 เรื่องด้วยกัน00:05:50
00:05:50
อย่างแรก เรื่องของโยบสอนให้เราพึ่ง
สติปัญญาจากพระยะโฮวา 00:05:55
00:05:55
ไม่ใช่ความคิดของเราเองหรือของคนอื่น 00:05:59
00:05:59
ตอนที่ภรรยาเขาเสียใจมาก00:06:01
00:06:01
และบอกให้เขาทิ้งพระเจ้า 00:06:04
00:06:04
โยบก็ไม่ได้โกรธหรือพูดอะไรที่ไม่ดีเลย 00:06:07
00:06:07
แต่เขาบอกเธอว่าเขามั่นใจในพระยะโฮวา00:06:11
00:06:11
ให้เราอ่านคำพูดของเขาด้วยกันที่โยบ 2:10 00:06:15
00:06:15
โยบ 2:10 00:06:17
00:06:17
“แต่โยบพูดกับเธอว่า 00:06:19
00:06:19
‘ทำไมพูดจาเหมือนผู้หญิงโง่อย่างนี้!00:06:21
00:06:21
เราจะเอาแต่อะไรดีๆจากพระเจ้าเที่ยงแท้ 00:06:25
00:06:25
แล้วอะไรที่ไม่ดีจะไม่เอาเลยหรือ?’00:06:27
00:06:27
แม้จะเจอเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ 00:06:30
00:06:30
โยบก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีเลย”00:06:33
00:06:34
โยบรู้ดีว่าที่เธอพูดแบบนั้นก็เพราะเสียใจมาก 00:06:38
00:06:38
โยบไม่ได้โกรธและไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีเลย 00:06:42
00:06:42
โยบไม่ได้ทำอย่างที่คนอื่นๆมักจะทำ 00:06:45
00:06:45
แต่เขาแสดงว่าเขาไว้ใจพระยะโฮวา00:06:48
00:06:48
เหมือนกัน ถ้าคนที่เรารักพูดไม่ดี
เพราะเขากำลังเสียใจ 00:06:52
00:06:52
ให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจ 00:06:55
00:06:55
และมีมุมมองเหมือนกับพระยะโฮวา 00:06:57
00:06:57
เราไม่ต้องแก้ตัว 00:06:59
00:06:59
ให้เราคุยกับพวกเขาดีๆ 00:07:01
00:07:01
ให้เขารู้ว่าเรารักพระยะโฮวา
และก็รักพวกเขาด้วย00:07:05
00:07:06
เรื่องที่ 2 00:07:07
00:07:07
ช่วยให้เราเห็นว่า
เราจะรักษาความซื่อสัตย์ได้ยังไง00:07:11
00:07:11
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถูกเปลี่ยนงานมอบหมาย 00:07:14
00:07:14
เพื่อนของโยบกล่าวหาในสิ่งที่โยบไม่ได้ทำ00:07:17
00:07:17
พวกเขาคิดเอาเอง 00:07:19
00:07:19
และตอนนั้นโยบทั้งเศร้าและสับสน 00:07:22
00:07:22
ก็เลยพูดอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด 00:07:24
00:07:24
แต่เขาก็ยังแสดงว่าเขาขอบคุณพระยะโฮวา00:07:29
00:07:29
ลองสังเกตนะครับว่าโยบพูดยังไง?00:07:32
00:07:32
ที่โยบ 10:12 00:07:34
00:07:36
โยบ 10:12 00:07:39
00:07:39
“พระองค์ให้ชีวิตผมและรักผมอย่างมั่นคง 00:07:42
00:07:42
พระองค์ปกป้องชีวิตผมด้วยความห่วงใย” 00:07:46
00:07:46
ตอนที่โยบพูดนี้00:07:48
00:07:48
เขาก็ยังไม่รู้ว่าพระเจ้าจะช่วยเขายังไง 00:07:50
00:07:50
ตอนนั้นเขาทั้งเป็นทุกข์และเจ็บปวดมาก 00:07:53
00:07:53
แต่ก็ยังไว้ใจพระยะโฮวา 00:07:56
00:07:56
เขายังพูดกับคนที่กล่าวหาเขา00:07:59
00:07:59
เกี่ยวกับความรักของพระยะโฮวา 00:08:01
00:08:01
และยังขอบคุณสำหรับสิ่งที่พระองค์ให้เขา 00:08:04
00:08:04
คล้ายกัน ถ้าญาติที่ไม่ได้เป็นพยานฯ00:08:08
00:08:08
พยายามพูดให้เราเลิกรับใช้เต็มเวลา 00:08:11
00:08:11
เราก็อาจจะรู้สึกท้อใจได้ 00:08:14
00:08:14
แต่เรายังแสดงความรัก00:08:17
00:08:17
และขอบคุณในสิ่งที่พระยะโฮวาทำเพื่อเราได้ 00:08:21
00:08:21
ถึงแม้คนในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นพยานฯ 00:08:24
00:08:24
อาจไม่เข้าใจว่าทำไมเราให้ความสำคัญ
กับการรับใช้พระเจ้า 00:08:28
00:08:28
แต่พระยะโฮวาเห็นค่าในสิ่งที่เราทำ00:08:31
00:08:32
เรื่องที่ 3 ที่เราได้เรียนจากโยบคือ 00:08:35
00:08:35
เราต้องอดทนและไว้ใจว่าพระยะโฮวาจะช่วยเรา 00:08:40
00:08:40
โยบซื่อสัตย์ทั้งๆที่เขาไม่รู้ว่า
ทำไมถึงเจอความทุกข์แบบนี้ 00:08:45
00:08:45
มาดูกันว่าโยบพูดอะไร 00:08:48
00:08:48
ที่ โยบ 19:25 00:08:51
00:08:52
โยบ 19:25 00:08:54
00:08:54
“เพราะผมรู้ดีว่าผู้ที่ไถ่ผมยังมีชีวิตอยู่ 00:08:58
00:08:58
ในที่สุดเขาจะมาและลุกขึ้นยืนบนแผ่นดิน”00:09:02
00:09:02
น่าสนใจที่การทดสอบของโยบ00:09:05
00:09:05
อาจกินเวลาแค่ไม่กี่เดือน หรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำ 00:09:10
00:09:10
แต่จากข้อคัมภีร์นี้ทำให้เห็นว่า00:09:13
00:09:13
เขามั่นใจว่าพระยะโฮวาจะช่วยเขา 00:09:16
00:09:16
เพราะเขามีค่าในสายตาของพระยะโฮวา 00:09:19
00:09:19
เขาอดทนและรอคอยพระองค์00:09:22
00:09:22
เมื่อสภาพการณ์ของเราเปลี่ยน
หรือต้องหยุดงานมอบหมาย00:09:26
00:09:26
หรือกำลังรับมือกับความเศร้า
เพราะสูญเสียคนที่เรารัก 00:09:30
00:09:30
อาจต้องใช้เวลากว่าเรา
จะกลับมามีความสุขอีกครั้ง 00:09:34
00:09:34
แต่เหมือนกับโยบ00:09:36
00:09:36
ให้เรารอคอยพระยะโฮวา 00:09:38
00:09:38
เรามั่นใจได้ว่าพระองค์เห็นค่า
ความซื่อสัตย์และความอดทนของเรา 00:09:43
00:09:43
และไม่มีวันลืมเราเลย00:09:45
00:09:45
เรื่องของโยบสอนเราว่า00:09:48
00:09:48
ถ้ามีใครพูดให้เราเจ็บหรือรู้สึกผิด 00:09:50
00:09:50
โดยเฉพาะจากคนในครอบครัวของเรา00:09:53
00:09:53
ก็อาจเป็นเรื่องที่รับมือได้ยากมาก 00:09:55
00:09:55
แต่เราก็ยังซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาได้ 00:09:58
00:09:58
แม้ในช่วงเวลาที่เราเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิต00:10:02
00:10:02
ในช่วงเวลาแบบนี้สิ่งสำคัญคือ 00:10:06
00:10:06
อย่าพึ่งความคิดของตัวเอง 00:10:08
00:10:08
ให้เราไว้ใจสติปัญญาของพระยะโฮวา 00:10:11
00:10:11
ไม่ใช่ทำตามอารมณ์ 00:10:12
00:10:12
ภักดีต่อไปแม้จะไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น 00:10:17
00:10:17
และรอคอยพระยะโฮวา 00:10:19
00:10:19
พระองค์เห็นค่าความอดทนของเรา 00:10:21
00:10:21
เหมือนกับที่พระองค์อวยพรโยบ
เพราะเขาซื่อสัตย์ 00:10:24
00:10:24
พระองค์ก็จะอวยพรเราด้วย00:10:27
ปีเตอร์ ไพรซ์: ซื่อสัตย์ต่อไปแม้ถูกกดดันทางความรู้สึก (โยบ 2:9, 10)
-
ปีเตอร์ ไพรซ์: ซื่อสัตย์ต่อไปแม้ถูกกดดันทางความรู้สึก (โยบ 2:9, 10)
ถ้ามีบางคนพยายามทำให้เรา
ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา
ตอนนั้นเราต้องระวังที่จะไม่พึ่งตัวเอง
จากข้อคัมภีร์ของเราในวันนี้ทำให้เห็นชัดว่า
ถ้าเรามองเรื่องต่างๆตามมุมมองของมนุษย์
เราก็จะพึ่งตัวเอง
ไม่ได้พึ่งคำแนะนำจากพระยะโฮวา
เรามักพร้อมจะรับมือการโจมตี
โดยตรงที่มาจากซาตาน
เช่น การข่มเหง การต่อต้าน
หรือตอนที่ต้องปกป้องความเชื่อ
เรารู้ว่าต้องใช้หลักการข้อไหน
รู้ว่าต้องตอบอีกฝ่ายด้วยความนับถือ
ที่ 1 เปโตร 3:15 บอกว่า
ให้ “พร้อมเสมอที่จะอธิบาย
เรื่องความหวังของคุณ
กับคนที่สงสัยว่าทำไมพวกคุณหวังอย่างนั้น”
เราทำได้ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่าคนอื่น
หรือมั่นใจในตัวเอง
แต่เพราะเราไว้ใจการชี้นำจากพระยะโฮวา
และสติปัญญาจากพระองค์
สุภาษิต 3:5, 6 บอกว่า
ให้เรา “วางใจพระยะโฮวาสุดหัวใจ
และอย่าพึ่งความเข้าใจของตัวเอง”
นี่จะช่วยเราไม่ให้ถูกความคิดผิดๆของโลกชักนำ
ซึ่งโลกมักจะอยากให้เรา
ทำตามความต้องการของตัวเอง
แต่จะเป็นยังไง ถ้าเราถูกโจมตีทางอ้อม
มันอาจจะสังเกตได้ยาก
อาจจะมาจากคนในครอบครัวของเราเอง
ตอนที่คนในครอบครัว
ทำให้เรารู้สึกแย่หรือรู้สึกผิด
มันอาจรับมือได้ยาก
โดยเฉพาะตอนที่ครอบครัวเรากำลังลำบาก
พอเจอแบบนี้เราอาจจะคิดว่า
นี่ไม่ได้ทดสอบความเชื่อเรา
แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว
เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวมากกว่า
แต่พระยะโฮวารู้ว่าเรื่องแบบนี้รับมือได้ไม่ง่าย
พระองค์เลยให้มีตัวอย่าง
ของคนที่เจอเรื่องคล้ายกันนี้
และพวกเขายังรักษาความซื่อสัตย์ได้
ตัวอย่างหนึ่งที่มีพลังก็คือเรื่องของโยบ
เรารู้ว่าโยบเป็นคนซื่อสัตย์
ที่เจอเหตุการณ์หลายอย่างที่เลวร้ายมาก
แต่เรื่องที่ทำให้เขาเจ็บปวดมากที่สุด
คือมาจากคนในครอบครัว
จากภรรยาเขาเอง
ทั้งโยบกับภรรยาเจอ
การทดสอบที่เลวร้ายนี้มาด้วยกัน
ให้เราอ่านเรื่องของเขาที่ โยบ 2:9
โยบ 2:9
ตอนนั้นเธอเสียใจมาก และพูดกับโยบว่า
“ยังจะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่อีกหรือ?
แช่งด่าพระเจ้าแล้วตายๆไปเถอะ!”
เธอไม่ได้พูดเพราะอารมณ์โมโห
แต่เป็นเพราะเธอเจ็บปวดและเสียใจมาก
นี่แหละที่ทำให้ยาก
เพราะโยบไม่ได้ถูกกดดันจากศัตรู
แต่กลับเป็นคนที่เขารักที่บอกให้ทิ้งพระยะโฮวา
คุณเคยเจอเรื่องคล้ายๆกันนี้ไหม?
พ่อแม่คุณอาจจะป่วยเพิ่งเข้าโรงพยาบาล
หรืออาจเพิ่งเสียชีวิต
ทุกคนกำลังเครียด ทุกคนกำลังเสียใจ
แล้วญาติหรืออาจจะพี่ๆน้องๆของคุณ
พูดทำนองนี้ ‘ทำไมไม่อยู่บ้าน?
ห่วงแต่งานของพระเจ้า
ไม่ห่วงคนในครอบครัวบ้าง?’
คำพูดแบบนี้มันเจ็บมากเพราะมาจากคนที่เรารัก
เราอาจจะเริ่มคิดว่า ‘ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้
พวกเขาไม่รู้หรอกว่า
ฉันอยากกลับมาหาพ่อแม่มากแค่ไหน
พวกเขาไม่รู้หรอกว่าฉันนอนไม่หลับ
ฉันเครียดมากและอธิษฐานเรื่องนี้อยู่เสมอ’
ในเวลาแบบนั้น
อารมณ์ของเราอาจส่งผล
ต่อความคิดของเราได้ง่าย
สำหรับโยบไม่ใช่แค่คำพูดของ
ภรรยาเท่านั้นที่ทำให้เขารู้สึกแย่
แต่ยังถูกเพื่อน 3 คนคือ เอลีฟัส
บิลดัด และโศฟาร์กล่าวหาด้วย
เอเอลีฟัสบอกว่าโยบต้องทำอะไรผิดมาแน่ๆ
โศฟาร์บอกให้เขาเลิกทำบาป
แม้แต่บิลดัดก็บอกว่าที่ลูก
ของโยบตายก็เพราะเขาทำบาป
พวกเขาพูดตามความคิดของตัวเอง
ไม่ได้พูดความจริงหรือพูดเพราะรักโยบ
ที่จริงต่อมาพระยะโฮวาบอกเอลีฟัส
ที่โยบ 42:7 ว่า
“เราโกรธเจ้าและเพื่อนสองคนของเจ้ามาก
เพราะพวกเจ้าไม่ได้พูดความจริงเกี่ยวกับเรา
เหมือนโยบผู้รับใช้ของเรา”
แทนที่จะช่วยโยบ
พวกเขากลับทำให้โยบแย่ลงไปอีก
ทุกวันนี้เราก็อาจจะเจอเรื่องคล้ายๆกันนี้
อาจจะไม่ใช่จากคนที่อ้างว่าเป็นเพื่อน
แต่เป็นคนในครอบครัว
ที่ไม่ได้มีความเชื่อเหมือนเรา
เราอาจจะรับใช้อย่างซื่อสัตย์
ในงานมอบหมายมาหลายปี
แต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยน
หรือให้หยุดจากงานมอบหมาย
และเราก็อธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพราะอยากรับใช้เต็มเวลาต่อไป
แต่แทนที่จะสนับสนุน
ญาติของเราอาจกลับบอกว่า
“ยังจะทำงานอาสาสมัครอยู่อีกเหรอ?
ทำมาตั้งหลายปี พอได้แล้ว คิดถึงอนาคตบ้าง?”
พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไม
เราถึงให้งานรับใช้พระเจ้าสำคัญที่สุด
คำพูดของเขาอาจทำให้เราเริ่มสงสัย
ว่าที่เราตัดสินใจนั้นถูกหรือเปล่า
โดยเฉพาะตอนที่เราอยู่ในช่วง
ที่กำลังถูกเปลี่ยนงานมอบหมาย
เหมือนกับเพื่อนของโยบ
คำพูดของพวกเขามาจากความคิดของมนุษย์
ไม่ได้มาจากพระเจ้า
ถ้าเราฟังคำแนะนำของพวกเขา
เราอาจจะค่อยๆเลิกคิดเหมือนพระยะโฮวา
การโจมตีทางอ้อมที่สังเกตได้ยากแบบนี้แหละ
ที่เราไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ
ถึงแม้ภรรยาและเพื่อนของเขา
จะพยายามทำให้รู้สึกแย่
แต่โยบก็ยังซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวา
เขายังภักดีแม้จะยังไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงเจอความทุกข์แบบนี้
เราได้เรียนอะไรจากตัวอย่างของโยบครับ?
ให้เรามาดู 3 เรื่องด้วยกัน
อย่างแรก เรื่องของโยบสอนให้เราพึ่ง
สติปัญญาจากพระยะโฮวา
ไม่ใช่ความคิดของเราเองหรือของคนอื่น
ตอนที่ภรรยาเขาเสียใจมาก
และบอกให้เขาทิ้งพระเจ้า
โยบก็ไม่ได้โกรธหรือพูดอะไรที่ไม่ดีเลย
แต่เขาบอกเธอว่าเขามั่นใจในพระยะโฮวา
ให้เราอ่านคำพูดของเขาด้วยกันที่โยบ 2:10
โยบ 2:10
“แต่โยบพูดกับเธอว่า
‘ทำไมพูดจาเหมือนผู้หญิงโง่อย่างนี้!
เราจะเอาแต่อะไรดีๆจากพระเจ้าเที่ยงแท้
แล้วอะไรที่ไม่ดีจะไม่เอาเลยหรือ?’
แม้จะเจอเหตุการณ์ทั้งหมดนี้
โยบก็ไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีเลย”
โยบรู้ดีว่าที่เธอพูดแบบนั้นก็เพราะเสียใจมาก
โยบไม่ได้โกรธและไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดีเลย
โยบไม่ได้ทำอย่างที่คนอื่นๆมักจะทำ
แต่เขาแสดงว่าเขาไว้ใจพระยะโฮวา
เหมือนกัน ถ้าคนที่เรารักพูดไม่ดี
เพราะเขากำลังเสียใจ
ให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจ
และมีมุมมองเหมือนกับพระยะโฮวา
เราไม่ต้องแก้ตัว
ให้เราคุยกับพวกเขาดีๆ
ให้เขารู้ว่าเรารักพระยะโฮวา
และก็รักพวกเขาด้วย
เรื่องที่ 2
ช่วยให้เราเห็นว่า
เราจะรักษาความซื่อสัตย์ได้ยังไง
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถูกเปลี่ยนงานมอบหมาย
เพื่อนของโยบกล่าวหาในสิ่งที่โยบไม่ได้ทำ
พวกเขาคิดเอาเอง
และตอนนั้นโยบทั้งเศร้าและสับสน
ก็เลยพูดอะไรออกไปโดยไม่ยั้งคิด
แต่เขาก็ยังแสดงว่าเขาขอบคุณพระยะโฮวา
ลองสังเกตนะครับว่าโยบพูดยังไง?
ที่โยบ 10:12
โยบ 10:12
“พระองค์ให้ชีวิตผมและรักผมอย่างมั่นคง
พระองค์ปกป้องชีวิตผมด้วยความห่วงใย”
ตอนที่โยบพูดนี้
เขาก็ยังไม่รู้ว่าพระเจ้าจะช่วยเขายังไง
ตอนนั้นเขาทั้งเป็นทุกข์และเจ็บปวดมาก
แต่ก็ยังไว้ใจพระยะโฮวา
เขายังพูดกับคนที่กล่าวหาเขา
เกี่ยวกับความรักของพระยะโฮวา
และยังขอบคุณสำหรับสิ่งที่พระองค์ให้เขา
คล้ายกัน ถ้าญาติที่ไม่ได้เป็นพยานฯ
พยายามพูดให้เราเลิกรับใช้เต็มเวลา
เราก็อาจจะรู้สึกท้อใจได้
แต่เรายังแสดงความรัก
และขอบคุณในสิ่งที่พระยะโฮวาทำเพื่อเราได้
ถึงแม้คนในครอบครัวที่ไม่ได้เป็นพยานฯ
อาจไม่เข้าใจว่าทำไมเราให้ความสำคัญ
กับการรับใช้พระเจ้า
แต่พระยะโฮวาเห็นค่าในสิ่งที่เราทำ
เรื่องที่ 3 ที่เราได้เรียนจากโยบคือ
เราต้องอดทนและไว้ใจว่าพระยะโฮวาจะช่วยเรา
โยบซื่อสัตย์ทั้งๆที่เขาไม่รู้ว่า
ทำไมถึงเจอความทุกข์แบบนี้
มาดูกันว่าโยบพูดอะไร
ที่ โยบ 19:25
โยบ 19:25
“เพราะผมรู้ดีว่าผู้ที่ไถ่ผมยังมีชีวิตอยู่
ในที่สุดเขาจะมาและลุกขึ้นยืนบนแผ่นดิน”
น่าสนใจที่การทดสอบของโยบ
อาจกินเวลาแค่ไม่กี่เดือน หรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
แต่จากข้อคัมภีร์นี้ทำให้เห็นว่า
เขามั่นใจว่าพระยะโฮวาจะช่วยเขา
เพราะเขามีค่าในสายตาของพระยะโฮวา
เขาอดทนและรอคอยพระองค์
เมื่อสภาพการณ์ของเราเปลี่ยน
หรือต้องหยุดงานมอบหมาย
หรือกำลังรับมือกับความเศร้า
เพราะสูญเสียคนที่เรารัก
อาจต้องใช้เวลากว่าเรา
จะกลับมามีความสุขอีกครั้ง
แต่เหมือนกับโยบ
ให้เรารอคอยพระยะโฮวา
เรามั่นใจได้ว่าพระองค์เห็นค่า
ความซื่อสัตย์และความอดทนของเรา
และไม่มีวันลืมเราเลย
เรื่องของโยบสอนเราว่า
ถ้ามีใครพูดให้เราเจ็บหรือรู้สึกผิด
โดยเฉพาะจากคนในครอบครัวของเรา
ก็อาจเป็นเรื่องที่รับมือได้ยากมาก
แต่เราก็ยังซื่อสัตย์ต่อพระยะโฮวาได้
แม้ในช่วงเวลาที่เราเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิต
ในช่วงเวลาแบบนี้สิ่งสำคัญคือ
อย่าพึ่งความคิดของตัวเอง
ให้เราไว้ใจสติปัญญาของพระยะโฮวา
ไม่ใช่ทำตามอารมณ์
ภักดีต่อไปแม้จะไม่เข้าใจว่า
ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
และรอคอยพระยะโฮวา
พระองค์เห็นค่าความอดทนของเรา
เหมือนกับที่พระองค์อวยพรโยบ
เพราะเขาซื่อสัตย์
พระองค์ก็จะอวยพรเราด้วย
-