JW subtitle extractor

เราจะรู้ความจริงได้ไหม? สัมภาษณ์ ดั๊ก เอ็ดสัน

Video Other languages Share text Share link Show times

ตอนเป็นเด็ก
พ่อแม่ไม่ได้สอนผมให้เชื่อในคัมภีร์ไบเบิล
ผมเชื่อว่าคัมภีร์ไบเบิลไม่มีเหตุผล
ไม่ลงรอยกับวิทยาศาสตร์
และไม่เป็นความจริง
ผมสังเกตว่าคัมภีร์ไบเบิลและศาสนา
เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก
ไม่ใช่ความจริง
ต่อมาผมก็ไปเรียนวิศวกรรมด้านเซรามิค
หลังจากที่ผมเรียนจบ
ผมไปอาศัยอยู่กับญาติบางคน
ที่พวกเขากำลังเรียนคัมภีร์ไบเบิล
กับพยานพระยะโฮวา
ผมบอกพวกเขาว่าผมคิดยังไง
ผมบอกว่า
“คุณจะตีความคัมภีร์ไบเบิลยังไงก็ได้”
ญาติคนหนึ่งก็บอกว่า
“มานั่งฟังด้วยกันสิ
และทำให้เห็นว่าพวกพยานฯเป็นฝ่ายผิด”
ผมก็บอกว่า “ได้เลย”
ผมจำได้ว่าตอนที่
ผมอ่านสดุดี 37:29 ที่บอกว่า
‘คนดีจะได้อยู่ในโลกตลอดไป’
ผมคิดไม่ออกเลย
ว่าจะตีความข้อคัมภีร์นี้ยังไง
นี่ทำให้ผมเข้าใจว่า
คำสอนในคัมภีร์ไบเบิลชัดเจน
ไม่สามารถโต้แย้งได้
แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นความจริงไหม
หลังจากนั้น
ผมก็เริ่มเรียนคัมภีร์ไบเบิลมากขึ้น
เพื่อทำให้แน่ใจว่า
สิ่งที่ไบเบิลบอกเป็นความจริง
ผมอยากจะอ่านข้อคัมภีร์หนึ่งให้คุณฟัง
ที่ทำให้ผมมั่นใจว่า
คัมภีร์ไบเบิลถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์
ที่หนังสือโยบ 26:7 ที่นั่นบอกว่า
“พระองค์กางท้องฟ้าด้านเหนือ
ไว้บนความว่างเปล่า
และให้โลกห้อยอยู่โดยไม่ติดกับอะไร”
ข้อความนี้เขียนขึ้นเกือบ 3,500 ปีก่อน
และเขียนไว้ว่า โลกไม่ติดกับอะไร
และเมื่อเกือบ 300 ปีก่อน
นักวิทยาศาสตร์เพิ่งเข้าใจว่า
โลกถูกยึดไว้ด้วยแรงโน้มถ่วง
ซึ่งตรงกับที่นิวตันพูดถึง
นี่ทำให้ผมมั่นใจว่า
คัมภีร์ไบเบิลสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์
ผมยังได้เรียนด้วยว่า
คัมภีร์ไบเบิลพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เช่นบอกชื่อประเทศที่จะเป็นมหาอำนาจโลก
และเนื้อหาในคัมภีร์
ก็สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนจบ
เมื่อผมเรียนต่อไปเรื่อยๆ
ผมก็เริ่มมั่นใจและเชื่อว่า
สิ่งที่ได้เรียนในคัมภีร์ไบเบิลเป็นความจริง
และเมื่อนำสิ่งที่ได้เรียนมาใช้
ก็ทำให้ชีวิตผมมีความสุขและมั่นคงมากขึ้น